Se connecterผู้หญิงที่เข้าถึงยาก ต่อให้สวยแค่ไหน เขาก็ไม่อยากครอบครอง
“รอนานไหม” เขาถามเสียงเรียบ แล้วช้อนสายตามอง
ใบหน้าของคนตรงข้าม ทำเอาไม่อาจละสายตา กระนั้นหัวใจของธัชพล ก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเธอคนนี้
“ไม่นานหรอกค่ะ เหลือเวลาอีกยี่สิบห้านาที มีอะไรก็พูดมาเลย”
“หักเวลากันแล้วงั้นเหรอ” เขาแสร้งเย้า
“เหลืออีกยี่สิบสามนาที”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว แล้วระบายลมหายใจ
“พ่อของผมต้องการไปสู่ขอคุณกับอาพิชัย!” ชายหนุ่มโพลงออกมา
คิ้วบางขมวดเงยหน้าสบตา แววตาสงบนิ่ง
“แล้วยังไงคะ?”
“ช่วยปฏิเสธหน่อยได้ไหม”
“ไม่ต้องห่วงฉันปฏิเสธแน่นอน!” เธอสวนกลับมาทันที
ธัชพลชะงักขบกรามแน่น นิสัยพิมพ์จันทร์ไม่ถูกจริงคนอย่างเขาจริงๆ
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ผมจะได้ไม่ต้องห่วง ผมกลัวเรศจะเสียใจ”
มือถือแก้วกาแฟชะงัก ริมฝีปากเม้มสนิท เอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วระบายลมหายใจ
“มีอะไรอีกไหม ฉันจะได้กลับไปทำงาน”
ธัชพลขบกราม “คุณนี่ช่าง... เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย”
หญิงสาวกระตุกยิ้มมุมปาก “คุณก็เหมือนกัน เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”
พอเห็นท่าทางแบบนี้ ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด ทำไมนิสัยถึงไม่เหมือนพี่สาวเลยสักนิด ทุกอากัปกิริยาของพิมพ์จันทร์ทำให้ช่วงชวนให้โมโหไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
“เรานี่ไม่เคยเข้ากันได้เลยจริงๆ” ชายหนุ่มพึมพำ
เธอสบตา ทำเอาชายหนุ่มชะงัก
“เปล่าเลย เพราะฉันไม่ต้องการเข้ากับคุณต่างหาก” เธอสวน
เจอคำตอบแบบนี้ ยิ่งทำให้พูดไม่ออก เขาลุกยืนขบกรามแน่น
“ขอตัวก่อน ขอบคุณที่สละเวลา” พูดจบ สาวเท้าออกนอกร้านในทันที
พิมพ์จันทร์เหลือบมองแล้วหยิบกระเป๋าสะพายบ่า ออกจากร้านข้ามถนนเพื่อกลับมาทำงาน ในหัวกลับครุ่นคิดบางอย่าง ทำไมอาธเนศต้องเลือกเธอให้กับลูกชายของเขาด้วย ทั้งๆ ที่ธัชพลรักอยู่กับพี่สาวเธอแท้ๆ
ประตูห้องเปิดออก ร่างบางเดินกลับเข้าด้านในอีกครั้ง แล้พวหย่อนกายลงบนเตียง ระบายลมหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะอาการแพ้ ทำให้เธออาเจียนตลอดวัน กินอะไรไม่ได้นอกจากอาหารอ่อนๆ
“มีอะไรหรือเปล่าคะพ่อ” เธอถามเสียงเบา แล้วหยิบยาดมมาสูด
“พรุ่งนี้ลูกมีคิวถ่ายละครหรือเปล่า”
คนถูกถามเหลือบมอง “ไม่มีค่ะ”
สีหน้าคนเป็นพ่อเคร่งเครียด เขาไม่อยากให้ลูกสาวรู้เรื่องในวันพรุ่งนี้ แต่มันคงปิดอะไรไม่ได้
“พรุ่งนี้อาธเนศจะมาน่ะ”
พรรณเรศตาโตจ้องมองบิดาแล้วยิ้มกว้าง
“เขามาทำอะไรคะพ่อ!” หญิงสาวร้องถามสีหน้ายินดี
“เอ่อ... มาพูดเรื่องสู่ขอ”
ว่าที่คุณแม่ไม่รอช้า ตรงเข้าโอบกอดบิดาไว้แนบแน่นในทันที ทำเอาพิชัยน้ำท่วมปากไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมา หรือต้องรอให้ทุกอย่างมันเป็นไป เขาไม่กล้าหักหาญน้ำใจลูกในตอนนี้
“เรศดีใจจริงๆ ค่ะพ่อ เรศไม่คิดว่าพ่อจะคุยกับอาธเนศได้”
“เรศพ่อ...”
“ขอบคุณนะคะพ่อ!” เธอบอกแล้วดันกายออกห่างน้ำตาคลอ “ขอบคุณที่ช่วยเรศ”
คนเป็นพ่อพูดไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง ถ้าหากเรศรู้เรื่อง ต้องเสียใจมากแน่นอน
“ไม่เป็นไรลูก ถ้ายังไงพรุ่งนี้เรศพักผ่อนในห้อง ไม่ต้องลงไปข้างล่างหรอกนะ พ่อจัดการธุระให้เรศเอง”
“เรศต้องอยู่ด้วยสิคะ เรศอยากเจอธัช อยากคุยเรื่องการจัดงาน”
เขายิ้มแห้ง แววตาหม่นเศร้า “ถ้าอย่างนั้นก็พักผ่อนมากๆ นะ”
“ค่ะพ่อ”
พิชัยลุกยืนแล้วเดินออกมาถึงประตูห้อง หันมองลูกสาวที่กำลังเอนกายลงนอน แล้วระบายลมหายใจ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา
เสียงรถยนต์จอดเทียบ พิชัยลงจากชั้นบน ลูกสาวคนเล็กสาวเท้ามาถึง เขาสบตาแล้วยิ้มอ่อนโยน
“พิมพ์พ่อมีเรื่องอยากคุยด้วยน่ะลูก”
พิมพ์จันทร์นิ่งไป แล้วถอนหายใจออกมา
“ค่ะพ่อ” เธอรับคำแล้วเดินตามบิดา หย่อนกายลงตรงข้าม
พิชัยมีสีหน้าไม่สบายใจเท่าใดนัก และเธอค่อนข้างมั่นใจว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่ธัชพลนัดพบก่อนหน้า
“มีเรื่องอะไรคะพ่อ” หญิงสาวถาม
“พรุ่งนี้อาธเนศจะมาที่บ้านเรา”
หญิงสาวทอดสายตามองของว่างตรงหน้า แล้วช้อนสายตามองบิดา
“มาทำไมคะ”
“อาธเนศจะมาขอพิมพ์ให้กับลูกชาย!”
เธอเงียบแล้วหลับตาลง ก่อนเปิดเปลือกตา ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย ชวนให้หงุดหงิดเสียเหลือเกิน เธอแค่อยากทำงานอยู่อย่างสงบ ไม่มีเพศตรงข้ามมายุ่งเกี่ยวยิ่งดี
“พิมพ์ไม่ตกลง พ่อตอบอาธเนศไปได้เลยนะคะ!”
สีหน้าคนเป็นพ่อไม่สู้ดีนัก เขาไม่อยากบังคับลูก แต่ถ้าพิมพ์ไม่ยอมรับปาก ลูกสาวคนโตต้องแย่แน่ เพราะทางนั้นคงทำให้เรศต้องเสียชื่อเสียง นิสัยธเนศเขารู้ดี หมอนั่นทำได้ทุกอย่าง
“พิมพ์พ่อขอร้องลูกเถอะนะ พิมพ์ยอมรับไม่ได้เหรอ”
คิ้วบางขมวด สีหน้าสับสน
“ทำไมพ่อพูดแบบนี้ล่ะคะ ทั้งพ่อทั้งพิมพ์ เราต่างก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่าพี่เรศคบกับนายธัชพลนั่นอยู่ พ่อจะให้พิมพ์ไปแย่งมาได้ยังไงกัน!” พิมพ์จันทร์อธิบายน้ำเสียงไม่พอใจ
“พ่อมีเหตุผล ที่อยากให้พิมพ์แต่งกับธัช พี่เรากับธัชคงไม่มีวาสนาต่อกัน”
หญิงสาวกัดฟันระบายลมหายใจ เธอรู้ดีแก่ใจ หมอนั่นไม่ชอบหน้าเธอสักเท่าไหร่ พูดคุยกันแทบนับคำได้ เขาทำเหมือนเธอเป็นอากาศไม่มีตัวตน ซึ่งเธอก็พอใจที่ธัชพลทำเช่นนั้น เพราะตนเองก็ไม่ได้ชอบหน้าหมอนั่นเหมือนกัน
“อย่าพูดเรื่องวาสนากับพิมพ์เลยค่ะ เพราะยังไงพิมพ์ก็ไม่มีวันยอมแต่งงานกับสามีพี่สาวหรอก!”
“พ่อจำเป็นต้องให้พิมพ์ช่วย พ่อรู้ว่าเรศกับธัชพลรักกัน แต่พ่อไม่มีทางเลือกอื่น พ่อต้องให้พิมพ์แต่งกับเขา!” คนเป็นพ่อเสียงสั่นเครือ พยายามโน้มน้าว เพราะไม่มีทางเลือกอื่น เขาเองก็ไม่อยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้เหมือนกัน
คนตัวเล็กลุกยืนแววตาขุ่นเคือง ให้แต่งงานเธอยอมหนีไปบวชเสียดีกว่า
“พิมพ์ไม่แต่งค่ะพ่อ ไม่ต้องขอร้องอะไรพิมพ์อีกนะคะ!” เธอตัดบทแล้วเดินหนีจากตรงนั้นทันที
ชายชรายกมือกุมขมับสีหน้าเครียด ภาพพวกนั้นหากถูกปล่อยเมื่อไหร่ ชีวิตเรศต้องจบแห่แน่ เขายอมไม่ได้ คงเหลือหนทางสุดท้ายแล้ว ที่จะทำให้พิมพ์ยอมรับปากแต่งงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนไม่อยากทำเลย
เที่ยงคืนพิมพ์จันทร์ทอดสายตามองคฤหาสน์หลังใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมา ก่อนเดินเข้าสู่ด้านในที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟด้านนอกส่องสว่าง เธอมาหยุดยืนหน้าห้องตัวเอง แล้วเปิดประตูเข้าข้างใน วางกระเป๋า เปิดไฟ แล้วปลดกระดุมเสื้อด้วยความเหนื่อยอ่อน สาบเสื้อแยกออกจากกัน ร่างบางหันมาทางเตียงกว้างดวงตาเรียวสวยเบิกกว้าง“คุณธัช!” เธอร้องลั่น รีบดึงสาบเสื้อปกปิดร่างกายตนเองเขายิ้มเย็น แล้วเลิ่กคิ้วมองคนตรงหน้า“ทำไมกลับดึก!”“คุณเข้ามาทำไม ออกไปเลยนะ!” หญิงสาวร้อง สีหน้าซีดเผือด“ผัวเข้าห้องเมียผิดตรงไหน ความจริงเราต้องนอนด้วยกัน ด้วยซ้ำไป” เขาย้อนเจ้าของห้องหวั่นวิตก เธอพยายามรักษาระยะห่าง มือบางกำสาบเสื้อไว้แน่น อย่างไรเสียต้องเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้เสียก่อน“ฉันขอร้องคุณดีๆ คุณธัช ฉันไม่เคยต้องการสร้างปัญหาให้คุณ ต่อให้คุณจะเกลียดฉันแค่ไหน คุณก็ไม่ควรทำแบบนี้!”เขายิ้มเย็น แล้วหัวเราะในลำคอ“ผมทำอะไร ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยพิมพ์!”คนฟังกัดริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามไม่หยุด เพราะกลัวจะถูกลวนลามเหมือนที่ผ่านมา“ถ้าอย่างนั้นคุณเข้ามาทำไม ต้องการอะไร!”เขาชะงัก แล้วครุ่นคิด“ผมมีเรื่องอยาก
เขาโน้มกายเข้าหาบดเบียดร่างกับช่วงขาเรียว คนถูกกระทำดวงตาเบิกกว้าง“ปล่อยฉันนะได้ยินไหม ที่นี่มันบริษัทคุณเป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” พิมพ์จันทร์เริ่มกรีดร้อง“ร้องไปเลย ให้คนอื่นเข้ามาเห็นเรา เพราะผมไม่ได้รู้สึกอายเลย!” เขาเข่นเขี้ยว แล้วยิ้มเยาะ เธอรับรู้ในทันทีว่าการกลับมาครั้งนี้ของเขาไม่ใช่เรื่องดีแน่คนสวยเก็บความคับแค้นไว้ในอก ครุ่นคิดว่าตนเองควรเอาตัวรอดอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไม่ทันได้ตั้งสติ ร่างกายเธอกลับถูกบดเบียดมากขึ้น จนนอนราบไปบนโต๊ะทำงาน กลิ่นโคโลจญ์ไม่คุ้นเคยลอยแตะจมูก หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง“ฉันบอกให้คุณหยุดไม่ได้ยินหรือไงคุณธัช หรือคุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยรักพี่สาวฉันมากแค่ไหน!” เมื่อหมดหนทาง เธอเลยเลือกรื้อฟื้นความหลัง เพื่อให้อีกฝ่ายได้ฉุกคิดคนฟังขบกรามกัดฟันกรอด จ้องมองแววตาวาวโรจน์“เธอไม่ควรพูดเรื่องพี่สาวออกมาเลยพิมพ์จันทร์!”“ฉันจำเป็นต้องพูดเพราะมันจะได้ไปกระตุ้นต่อมผิดชอบชั่วดีของคุณไงคะ!” หญิงสาวย้อนแววตาแข็งกร้าว เมื่อเห็นท่าทีอีกฝ่าย“ฉันทำผิดตรงไหนอยากจะรู้นัก ฉักกับพี่สาวเธอไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว!”พิมพ์จันทร์ชะงัก เห็นรอยรวดร้าวในดวงตา“ถึงคุณไม่คิดอ
เธอเลือกเมินใส่ แล้วบอกเส้นทางรถแท็กซี่ จนกระทั่งรถจอดเทียบหน้าบริษัท หญิงสาวก้าวลงแล้วเร่งฝีเท้าไปยังห้องประธาน พนักงานต่างจ้องมองสีหน้าตื่นเต้น ระคนแปลกใจกับการปรากฏตัวของเจ้านายคนเก่าซึ่งหายหน้าหายตาไปหลายปีหญิงสาวเปิดห้องทำงานของพ่อสามีแล้วก้าวเข้าด้านใน โดยมีคนตัวใหญ่ตามมาติดๆ เธอหงุดหงิดจนกระทั่งหันหลังกลับมาเพื่อเผชิญหน้า แต่เขากลับก้าวเข้ามาประชิดร่างบาง เธอชะงักผงะถอยหลังจนแทบล้มดีที่ถูกเขารวบเอวบางเพื่อประคองเอาไว้ มือบางยกขึ้นผลักดันอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่ธัชพลกลับไม่พอใจที่ถูกทำเหมือนตัวเชื้อโรค เลยโอบรัดเอวบางกระชากเข้ามาหาตนเองแล้วยิ้มยียวน“นี่คุณ! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่ที่ไหน!” เธอร้องบอก สีหน้าตระหนก“ทำไมผมจะไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน”“แล้วทำไมคุณถึงทำแบบนี้ล่ะคุณธัช!”“ก็ผมพอใจ”คนฟังกัดฟันแน่น ตั้งแต่กลับมาทำไมเขาถึงได้ทำตัววุ่นวายกับเธอนัก หรือต้องการกลั่นแกล้งกัน“ปล่อยฉันนะคุณธัช คุณทำแบบนี้กับฉันไม่ได้ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” เธอบอกเสียงแข็ง แล้วพยายามขัดขืนดิ้นรนทว่าคนตัวใหญ่กลับไม่ฟังเสียง กอดรัดร่างบางแน่นขึ้นอีก ยิ่งดิ้นก็เหมือนยิ่งท
รถจอดเทียบหน้าบ้าน พิมพ์จันทร์เดินไปตรงประตู แต่ทว่ามันกลับถูกเปิดออก พร้อมด้วยคนเปิดนั่งลงตรงเบาะหลังเรียบร้อย หญิงสาวชะงักจ้องมองไปยังลูกน้องพ่อสามีด้วยความไม่เข้าใจ“ยืนทำอะไร เข้ามานั่งซะสิ!” ธัชพลตะโกนออกมา พิมพ์จันทร์ขมวดคิ้ว“เอ่อ คุณธัชจะเดินทางไปเยี่ยมท่านกับเราครับ”หญิงสาวกัดริมฝีปากชักสีหน้าไม่พอใจ ตอนแรกทำเป็นไม่สนใจพ่อตัวเอง ทีนี้ดันอยากไปรับขึ้นมาเชียว พิมพ์จันทร์ไม่มีทางเลือก นอกจากหย่อนกายลง เคียงข้างสามีทางนิตินัย รถเคลื่อนออกจากบริเวณบ้าน ระหว่างเส้นทางเขาเหลือบมอง แต่เธอแสร้งดูวิวด้านนอกรถแทน“ไปทำคะแนนเหรอ กลัวพ่อผมไม่ยกสมบัติให้หรือไง” เขาแกล้งเย้าเพื่อทำลายความเงียบเธอหันขวับจ้องมองสีหน้าไม่พอใจ“ทำไมฉันต้องอยากได้สมบัติของท่านด้วย ฉันมีปัญญาหาเอง!”เขายักไหล่ “อ้าว ใครจะรู้ก็ผมเห็นว่าคุณทำงานแทนพ่อ แทนผัว จนได้นั่งตำแหน่งประธานแล้วไม่ใช่เหรอ”“ฉันแค่ทำหน้าที่แทนระหว่างคุณพ่อป่วย ฉันไม่เคยต้องการตำแหน่งประธานเลยสักนิด แล้วอีกอย่างคุณไม่ใช่ผัวฉัน!”“แล้วทะเบียนสมรสที่ลงชื่อคุณด้วย มันไม่ได้บอกว่าผมเป็นผัวหรือไง!”หญิงสาวสะอึกกัดฟันเก็บความฉุนเฉียวเอาไว้ คุณท่านห
พิมพ์จันทร์เดินลงจากรถเมื่อจอดสนิทแล้ว ท่าทางอ่อนแรงทำเอาสุรชัยรู้สึกสงสาร เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเธอแล้วยิ้มให้เพื่อเป็นกำลังใจ“ได้เรื่องหรือเปล่าคะ หรือว่าเขาไม่คิดจะกลับมา”“คุณธัชบอกว่าขอคิดดูก่อนครับ”“ใจคอเขาจะไม่กลับมาเจอพ่อตัวเองเลยเหรอ ท่านแย่มากนะคะตอนนี้!” พิมพ์จันทร์ตำหนิด้วยความไม่พอใจ“คุณธัชคงโกรธท่านมาก ที่ทำลายความรักน่ะครับ”คนฟังหน้างอ “พิมพ์เองก็ถูกกระทำเหมือนกัน พิมพ์ยังไม่โกรธพ่อตัวเองเท่าเขาเลยค่ะ” เธอประชดสุรชัยหัวเราะออกมา แล้วระบายลมหายใจ“ผมคิดว่าคุณธัชคงกลับมาแน่นอนครับ เพียงแต่ไว้ฟอร์มเท่านั้นเอง”“พิมพ์ขอให้เขากลับมาเร็วๆ เถอะค่ะ พิมพ์มีเรื่องอยากตกลงกับเขาสักหน่อย”พูดเรื่องนี้ออกมาสุรชัยได้แต่ยิ้มเจือนๆ เพราะรู้ว่าทางนั้นคงอยากแก้แค้น ตอนนี้เขาควรหาเรื่องอื่นมาพูดคุยกันให้หลงลืมเรื่องนี้ไปก่อนดีกว่า“คุณพิมพ์จะไปไหนต่อหรือเปล่าครับ”“ฉันจะไปเฝ้าคุณพ่อค่ะ”“ถ้าอย่างนั้นผมขับรถไปให้ดีกว่านะครับ ผมเองก็จะไปเฝ้าคุณท่านอยู่เหมือนกัน”เธอคลี่ยิ้มบางๆ ตอนนี้อยากพักผ่อน แต่เพราะหน้าที่เลยจำต้องทำ แท้จริงแล้วเขาต่างหากที่ควรทำหน้าที่ของลูก“ขอบคุณมากเลยค่ะ เดี๋ยว
ตีสอง...เสียงเคาะประตูทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้ง รีบรุดมาเปิด เห็นสาวใช้กำลังยืนสีหน้าตื่นตระหนก ท่าทางราวกับเจอเรื่องหนักหนาอะไรมา“มีอะไรคะป้าสมศรี!” หญิงสาวร้องถาม“คุณท่านค่ะ คุณท่านไม่รู้เป็นอะไร สมศรีเรียกมาทานยาแต่ท่านก็ไม่ยอมตอบ!”พิมพ์จันทร์รีบวิ่งไปยังห้องของพ่อสามีทันที เปิดประตูออก เห็นท่านกำลังนอนหอบหายใจไม่รู้สึกตัว“ป้าสมศรีให้น้าพินิจเอารถออกเร็วเข้า!”“ได้ค่ะ” สมศรีรับคำแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างสุรชัยเดินเข้ามา “ให้ผมแบกท่านลงไปดีกว่าครับ”“ค่ะ”รถเคลื่อนออกจากตัวบ้าน พิมพ์จันทร์เฝ้าดูแลพ่อสามีอย่างดีจนกระทั่งมาถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลพาธเนศเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน เธอเลยต้องนั่งรอด้านนอกอย่างกังวล หวังว่าคงไม่เป็นอะไร ไม่เช่นนั้นเธอคงเคว้งคว้างและไม่รู้ควรเดินไปทางไหน ระยะเวลาสี่ปีที่อยู่ดูแลกันมา เธอรู้สึกเหมือนเขาเป็นพ่อคนหนึ่งไปแล้วหนึ่งชั่วโมงถัดมา หมอเจ้าของไข้เดินออกมาด้านนอก พิมพ์จันทร์รีบเดินไปหาสีหน้ากังวล“ไม่ทราบว่าคุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ยังต้องเฝ้าดูอาหาร ตอนนี้อาการของคุณธเนศไม่สู้ดีนัก อาจทรุดลงอีกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่หมอจะพยายามเต็มท







