로그인“ท่านพี่ ลูกเหมือนจะกลับมาแล้วนะเจ้าคะ” ฟู่เหมยเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเด็ก ๆ
“อืม… พอดีเลย อีกครู่หนึ่งพวกเรายังต้องไปรับเสบียงที่บ้านผู้ใหญ่อีก” ถานม่อจือตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม ตอนนี้บ้านพวกเขาไม่มีหนี้สินแล้ว หลังจากนี้เขายังหวังว่าหลานชายทั้งสองจะได้แต่งงานมีครอบครัวเสียที ถึงแม้ที่บ้านจะไม่ได้มั่งมีอะไร แต่การมีแรงงานมาเพิ่มอีกสองคนก็จะช่วยให้บ้านพวกเขาหาเงินได้มากขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเรากลับมาแล้วขอรับ” เสียงถานเหยาจื่อร้องบอกเสียงดัง
“แม่ได้ยินแล้ว เจ้าช่วยพี่ ๆ เก็บข้าวของก่อน อีกเดี๋ยวพวกเราจะไปรับเสบียงที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านกันนะ” ฟู่เหมยตอบกลับเสียงดัง นางช่วยงานสามีอยู่หลังบ้านพอดี
“ข้าทราบแล้วขอรับ” ถานเหยาจื่อตอบกลับอย่างร่าเริง หลายเดือนแล้วที่ไม่มีเสบียงจากทางการมาส่งให้หมู่บ้านพวกเขา ถานเหยาจื่อหวังว่าครั้งนี้บ้านเขาจะไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวและแป้งอีกหลังจากนี้
คนอื่น ๆ ได้ยินสองแม่ลูกตะโกนคุยกันก็ต่างอมยิ้มออกมา พวกเขารู้สึกว่าตั้งแต่ที่เริ่มค้าขาย ครอบครัวของพวกเขามีความสุขขึ้นมาก ยิ่งวันนี้เป็นวันรับเสบียงของหมู่บ้านด้วยแล้ว พวกเขาอดตื่นเต้นไม่ได้ว่าจะได้รับเสบียงมากเท่าใด ต้องรู้ว่าการแจกจ่ายเสบียงจะนับตามจำนวนคนในครอบครัว หมู่บ้านของพวกเขามีคนอพยพจากไปไม่น้อย ที่เหลืออยู่ก็ไม่มีครอบครัวไหนจะคนเยอะเท่าบ้านพวกเขาแล้ว ทุกคนจึงต่างคาดหวังจำนวนเสบียงในครั้งนี้ไม่น้อย
เด็ก ๆ ช่วยกันจัดเก็บสิ่งของต่าง ๆ เอาไว้ในครัวโดยใช้เวลาไม่นานนัก ถานจื่อกับถานม่อจือก็พากันเดินมาดูเด็ก ๆ และชวนพวกเขาไปยังบ้านผู้ใหญ่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของบ้านพวกเขา ส่วนยี่ซินกับฟู่เหมยนั้นจะอยู่บ้านกับถานฟาน
ระหว่างทางที่พวกเขาเข็นรถไปยังบ้านผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านที่ไปรับเสบียงมาบ้างแล้วเดินสวนมาพอดี พอเด็ก ๆ เห็นเสบียงในถุงเล็กก็พากันมองหน้ากันอย่างสงสัยทันที พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสบียงจึงดูน้อยนิดนัก ไม่เหมือนกับหลายเดือนก่อนที่แต่ละคนจะได้รับเสบียงในถุงขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่
“ท่านพ่อ ครั้งนี้บ้านเราจะได้เสบียงสักเท่าไหร่ขอรับ เหตุใดถุงเสบียงของท่านอาผู้นั้นจึงดูน้อยนิดนักเล่า” ถานจงซิงอดถามขึ้นมาไม่ได้
“เฮ้อ พ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน รอไปถึงบ้านผู้ใหญ่ก่อนก็คงรู้นั่นแหละ” ถานจื่อได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างปลดปลง ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเสบียงของทางการจะมีจำนวนมากพอให้พวกเขากินได้อีกหลายเดือนเสียอีก พอเห็นแบบนี้แล้วก็ทำให้เขาอดท้อแท้ใจขึ้นมาไม่ได้ ราคาเสบียงอาหารนับวันก็ยิ่งสูงขึ้น แค่การค้าเล็ก ๆ ของบ้านพวกเขานั้นคงไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนในบ้านจำนวนมาก
ไม่นานพวกเขาก็เดินไปถึงลานหน้าบ้านผู้ใหญ่ ตอนนี้มีชาวบ้านเหลืออยู่ที่ลานหน้าบ้านเพียงสามสี่ครัวเรือนเท่านั้น เหลียงเถากับเมียก็เป็นหนึ่งในนั้น
“อ้าว พวกเจ้ามาแล้วหรือ เร็วเข้า มารับเสบียงของบ้านพวกเจ้าก่อน ข้าเก็บเอาไว้ให้ด้านนี้แล้ว” ผู้ใหญ่บ้านชี้บอกพวกถานจื่อพร้อมรอยยิ้ม ถึงครั้งนี้ทางการจะมอบเสบียงมาให้หมู่บ้านเขาน้อยกว่าที่เคยมาก แต่ด้วยเพราะคนในบ้านตระกูลถานมีจำนวนมาก เสบียงที่ได้รับจึงดูมากตามไปด้วย
“ขอรับผู้ใหญ่บ้าน” ถานจื่อยิ้มออกเสียทีหลังจากเห็นถุงเสบียงขนาดใหญ่สามถุงตามที่ผู้ใหญ่บ้านชี้นิ้วบอก
“เฮ้! ผู้ใหญ่บ้านทำไมให้เสบียงบ้านถานมากขนาดนั้นเล่า เหตุใดพวกข้าจึงได้เสบียงเพียงถุงเล็ก ๆ คนละถุงเท่านั้น” เหลียงเถาโวยวายขึ้นมาเสียงดังอย่างอิจฉาตาร้อน
“อ้าว เจ้าพูดแบบนี้ได้ยังไงกัน เจ้าก็รู้ว่าทางการมอบเสบียงให้ตามจำนวนคนในครอบครัวน่ะ บ้านเจ้ามีกันแค่สองคนผัวเมีย เจ้ายังคิดจะเอาเปรียบคนบ้านถานอีกหรือตาเฒ่าเหลียง อย่าให้มันมากเกินไปนักนะ” ผู้ใหญ่บ้านตอกกลับเสียงดัง เขาก็นึกว่าเหลียงเถามายืนดูอะไรตรงนี้นานสองนาน ที่แท้ก็มาคอยจับผิดตอนเขาแจกจ่ายเสบียงให้ลูกบ้านนี่เอง เรื่องนี้ทำเอาผู้ใหญ่บ้านอดรำคาญไม่ได้
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงบ้านข้าก็ต้องได้เสบียงเพิ่ม ไม่อย่างนั้นข้าจะไปพาชาวบ้านมาแย่งเอาเสบียงของพวกบ้านถาน” เหลียงเถายังคงอยากได้เสบียงของพวกถานจื่อ หากเป็นเมื่อก่อนตอนพวกนั้นยังไม่จ่ายหนี้ เหลียงเถายังสามารถรีดไถเสบียงมาเป็นดอกเบี้ยได้ น่าเสียดายที่ตอนนี้พวกบ้านถานใช้หนี้หมดเสียแล้ว
“เพ้ย! หากเจ้ากล้าก่อเรื่องข้าจะไปแจ้งทางการ จำนวนเสบียงทั้งหมดมีระบุเอาไว้ในรายชื่อลูกบ้านแต่แรกแล้ว เจ้ามีสิทธิ์อันใดจะให้ชาวบ้านมาปล้นเสบียงของพวกถานจื่อน่ะฮะ!” ผู้ใหญ่บ้านโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ
“เฒ่าเหลียงพูดถูก ข้าไม่ยอมให้พวกบ้านถานได้เสบียงมากขนาดนี้หรอก” ฉ่งฉิงที่แอบฟังอยู่พักใหญ่รีบเดินเข้ามาในลานบ้านทันที เขาเพิ่งรับเสบียงและนำไปเก็บเอาไว้ที่บ้านก่อนหน้านี้ไม่นาน พอเห็นเสบียงของพวกถานจื่อมากกว่าตนเองจึงอยากได้ขึ้นมาบ้างเช่นเดียวกับเหลียงเถา
“บ้าไปแล้ว! พวกเจ้ารู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่ หากพวกเจ้ากล้าแย่งเสบียงของถานจื่อล่ะก็ ข้ารับรองได้เลยว่าพวกเจ้าจะต้องไปนอนคุกแน่ อยากลองดูไหมเล่า” ผู้ใหญ่บ้านตะโกนบอกอย่างโมโห เขาไม่ชอบนิสัยฉ่งฉิงมานานแล้ว จนใจที่มันเป็นนักเลงประจำหมู่บ้านและพอมีฝีมือการต่อสู้อยู่บ้าง ผู้ใหญ่บ้านจึงไม่อยากมีเรื่อง
“นั่นสิ พวกเจ้าเหตุใดจึงได้หน้าด้านเช่นนี้ ทางการแจกจ่ายเสบียงให้ตามจำนวนคนในครอบครัว บ้านข้ามีคนมากก็ต้องได้มากสิ” ถานม่อจืออดสนับสนุนผู้ใหญ่บ้านขึ้นมาไม่ได้ เขายืนฟังอยู่นานก็ยิ่งไม่พอใจเหลียงเถากับฉ่งฉิงมากขึ้น
“พวกข้าไม่สนหรอกว่าทางการจะแบ่งยังไง พวกเจ้ารีบส่งเสบียงถุงนั้นมาให้พวกข้าเร็วเข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะไปเรียกชาวบ้านมาแย่งไปให้หมดเลย” ฉ่งฉิงเท้าสะเอวบอกอย่างไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม
“ใช่ ๆ ส่งเสบียงมาให้พวกเราคนละถุง พวกเจ้าเอาไปแค่ถุงเดียวพอ” เหลียงเถารีบเอ่ยเสริมขึ้นทันที เขาอายุมากแล้วจึงไม่กล้าทำอะไรรุนแรง แต่พอมีฉ่งฉิงเข้าร่วมเป็นพวกด้วยในคราวนี้ เหลียงเถาจึงปากกล้าขึ้นมา
“พี่ใหญ่! รบกวนท่านเข้าเมืองไปแจ้งทางการด้วยเจ้าค่ะ ข้าอยากดูสิว่าใครกล้ามาแย่งเสบียงของบ้านเรา ข้าล่ะเกลียดนักพวกเห็นแก่ตัวแบบนี้” ถานเซียนเซียนร้องบอกถานจงหยางเสียงดัง นางทนฟังอยู่นานจนได้แต่กำหมัดแน่น ในเมื่อพวกหน้าด้านพวกนี้ไม่ยอมปล่อยบ้านของนาง ถานเซียนเซียนเองก็พร้อมจะจัดการพวกมัน
“ได้! พวกเจ้ารอก่อนเถอะ” ถานจงหยางรับคำเสร็จก็วิ่งออกจากลานหน้าบ้านผู้ใหญ่เพื่อไปตามเจ้าหน้าที่ทางการทันที เขาเองก็ทนฟังมานานแล้วเหมือนกัน
“เฮอะ! คิดว่าพวกข้าจะกลัวหรือ? คอยดูข้าจะไปตามชาวบ้านมา” เหลียงเถาบอกเสร็จก็หันไปสั่งภรรยาให้ไปตามชาวบ้านมาแย่งเสบียง
“จะดีหรือท่านพี่ นี่มันผิดกฎหมายนะเจ้าคะ” ฮูหยินขี้ขลาดของเหลียงเถาบอกอย่างหวาดกลัว นางกลัวสามีมากมาแต่ไหนแต่ไร แต่นางก็กลัวทางการด้วยเช่นกัน
“เพ้ย! ข้าสั่งให้ไปตามก็ไปสิ! เจ้าจะมาอิดออดอะไร” เหลียงเถาเงื้อมือขึ้นทำท่าว่าจะฟาดลงบนตัวของชุ่ยหลินภรรยา
“ข้าไปแล้ว ๆ” ชุ่ยหลินรีบวิ่งออกไปทันที นางยังไม่อยากเจ็บตัวในตอนนี้
ผู้ใหญ่บ้านเห็นสองผัวเมียไม่ยอมแพ้ก็ได้แต่กระทืบเท้าอย่างโมโห ถึงแม้ว่าถานจงหยางจะเข้าไปตามเจ้าหน้าที่มาก็ตามที แต่เขาก็ไม่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถหยุดชาวบ้านหลายสิบคนในหมู่บ้านได้ง่าย ๆ
ฉ่งฉิงมองเหตุการณ์ตรงหน้าที่เริ่มจะบานปลายอย่างหวาด ๆ เขาถึงจะทำเป็นเก่งในหมู่บ้านก็จริงอยู่ แต่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแล้ว เขาก็แค่ชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ฉ่งฉิงได้แต่ต้องคิดเอาตัวรอดหลังจากนี้แล้ว
เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ ชาวบ้านกว่ายี่สิบคนในหมู่บ้านก็พากันมารวมตัวอยู่ที่ลานหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านแล้ว เสียงพูดคุยของชาวบ้านต่างพูดไปในทางเดียวกันโดยคิดจะแย่งเสบียงของบ้านถานมาให้ได้ ทั้งที่ตนเองนั้นได้รับเสบียงไปแล้วแท้ ๆ
“พี่ใหญ่ ทำอย่างไรดีขอรับ” ถานม่อจือกระซิบถามถานจื่อซึ่งยืนเครียดอยู่ข้าง ๆ
“จะให้ทำอย่างไรเล่า นี่เป็นเสบียงของบ้านเรา ยังไงข้าก็ไม่ยอมให้ใครมาแย่งไปได้หรอก เจ้าเตรียมตัวให้ดีเถอะ เผื่อว่าพวกชาวบ้านที่ไม่รู้จักชั่วดีกรูเข้ามา” ถานจื่อยังคงระแวดระวังภัยจากชาวบ้านจอมเอาเปรียบพวกนี้ เขาไม่คิดว่าชาวบ้านจะกล้าเห็นเรื่องผิดเป็นชอบและรีบมารวมตัวกันแบบนี้ ในใจของเขาตอนนี้ไม่ต่างจากการยืนอยู่ริมหน้าผาสูงกับครอบครัวเลยแม้แต่น้อย ยิ่งการกระทำของชาวบ้านที่เขาเห็นก็ยิ่งทำให้เขารู้ว่าชาวบ้านพวกนี้เป็นเพียงคนเห็นแก่ตัวเท่านั้น
ถานเซียนเซียนเองก็ไม่ได้ผ่อนคลายเช่นกัน นางยังแอบแลกธนูแขนเสื้อที่ยิงได้ครั้งละห้าดอกมาซ่อนเอาไว้ด้วย หากว่าใครกล้าเข้ามาใกล้เสบียงของนาง ถานเซียนเซียนจะยิงพวกเขาอย่างแน่นอน
“ผู้ใหญ่บ้าน เหตุใดท่านให้เสบียงบ้านถานจื่อเยอะนักเล่า แบ่งมาให้พวกเราอีกสักหน่อยไม่ได้หรืออย่างไรกัน” ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้รถเข็นเสบียงของบ้านตระกูลถานเสียที
“ใช่ ๆ พวกเราต่างได้เสบียงแค่ถุงเล็ก ๆ กันเท่านั้น ผู้ใหญ่บ้านท่านลำเอียงเกินไปแล้วนะขอรับ” ชาวบ้านอีกคนรีบเอ่ยเสริม เขาเองก็อยากได้เสบียงมาก ๆ เช่นกัน
หลังมื้อเช้าวันต่อมา ขบวนของถานเซียนเซียนก็ออกเดินทางกันอีกครั้งอย่างไม่เร่งร้อน ถานเซียนเซียนที่เพิ่งกินอิ่ม พอขึ้นรถม้าได้ไม่นานก็หลับไปสิบห้าวันต่อมา การเดินทางดั่งหอยทากของถานเซียนเซียนในที่สุดก็จบลงเสียที นางไปส่งครอบครัวลุงใหญ่กับท่านปู่ไว้ที่จ้วงจื่อก่อน จากนั้นนางกับต้วนหยูก็กลับจวนโหวเพื่อเตรียมเข้าเฝ้าฝ่าบาทในวันพรุ่งนี้ เพราะพวกเขาส่งคนไปแจ้งกำหนดการมาถึงให้คนในวังทราบแล้วตั้งแต่สองวันก่อน“พี่ใหญ่ ไม่ได้พบกันเสียนาน พวกท่านสบายดีนะขอรับ” ถานม่อจือถามพี่ชายที่เพิ่งเดินออกจากเรือนที่พวกเขาเลือกเอาไว้ให้มายังห้องโถงรับแขก“สบายดีมากเลยล่ะ พวกเจ้าเล่าเป็นอย่างไรบ้าง” ถานจื่อเองก็นึกห่วงน้องชายไม่น้อยไปกว่าถานม่อจือเช่นเดียวกัน“พวกเราก็สบายดีขอรับ ตั้งแต่ได้ทำน้ำหอมขาย พวกเราก็ไม่ได้ทำงานสวนอีกเลยขอรับท่านพี่ อ้อ รอพวกท่านหายเหนื่อยก่อน ข้ากับฟู่เหมยจะพาท่านไปดูเครื่องทำน้ำหอมนะขอรับ ในนั้นพวกเราเก็บน้ำหอมที่ผสมแล้วไว้ให้พวกท่านด้วยคนละขวด ข้าคิดว่าพวกท่านต้องชอบแน่ขอรับ” ถานม่อจือกล่าวพร้อมรอยยิ้มกว้าง เขากับเมียใช้เวลาว่างผสมน้ำหอมให้เป็นกลิ่นที่เหมาะกับบุคลิกของคนในครอบคร
“คารวะท่านปู่ขอรับ/เจ้าค่ะ” ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนเห็นถานฟานมาถึงก็รีบลุกขึ้นค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม พวกเขาเห็นถานฟานดูสบายดีก็อดยกยิ้มไม่ได้“ไฮ้ ตามสบาย ๆ จะมากพิธีไปทำไมกัน พวกเจ้ามาได้อย่างไร ปู่ได้ข่าวว่าพวกเจ้ามีภารกิจที่ฝ่าบาทมอบให้มิใช่หรือ” ถานฟานรู้ข่าวลูกหลานจากจดหมายที่ถานม่อจือให้คนส่งมายังหมู่บ้านทุกเดือน“พวกเราเสร็จงานแล้วขอรับ เซียนเซียนเลยอยากแวะมาเยี่ยมทุกคนที่นี่ก่อนจะเดินทางกลับเมืองหลวงน่ะขอรับ” ต้วนหยูตอบแทนถานเซียนเซียนที่เอาแต่เล่นกับหลานชายของนางซึ่งพี่สะใภ้พามาหาก่อนหน้านี้“อ้อ มาถึงกันตั้งแต่เมื่อใดเล่า เดินทางเหนื่อยหรือไม่” ถานฟานกลัวหลาน ๆ จะเหนื่อยล้าเกินไปจากการเดินทางไกล“ไม่เหนื่อยเลยขอรับ พวกเราไม่ได้เร่งร้อนเดินทางนัก” ต้วนหยูบอกยิ้ม ๆ เขาเห็นท่าทางสดใสของถานเซียนเซียนก็อดคิดถึงตอนที่นางให้กำเนิดบุตรไม่ได้ หากว่าเป็นลูกของพวกเขาเอง ถานเซียนเซียนจะอารมณ์ดีมากสักแค่ไหนกันที่ได้เล่นกับลูก“อืม… เที่ยงนี้อยู่กินข้าวกับปู่นะ เดี๋ยวปู่จะให้คนไปตักปลามาทำอาหารให้พวกเจ้ากินกัน ปลาในสระบ้านเราออกลูกออกหลานมาจนกินไม่ทันแล้ว” ถานฟานที่มักจะกินปลาแทบทุกวันเ
ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนพักผ่อนอยู่ที่เมืองถิงสือเพียงสามวัน ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางออกจากเมืองถิงสือไปยังด่านเมฆาโดยใช้เวลามากถึงสองวัน“น้องหญิง พักกันที่ด่านก่อนดีกว่านะ พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” ต้วนหยูเห็นว่าใกล้จะถึงยามพระอาทิตย์ตกดินแล้ว“ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านพี่ให้คนตั้งค่ายเถอะ” ถานเซียนเซียนความจริงอยากเดินทางผ่านช่องแคบก่อนค่อยหยุดพัก เพียงแต่การเดินทางยามค่ำคืนบนเส้นทางนี้ยังอันตรายเกินไป เพราะตลอดเส้นทางเป็นทางแคบยาวไปมากกว่าสามสิบลี้ นางจึงไม่อยากขัดใจต้วนหยูที่ให้หยุดพักบริเวณด่านตรวจ เมื่อก่อน ด้านหน้าด่านตรวจนี้จะมีผู้อพยพจำนวนมากอาศัยอยู่ แต่ตั้งแต่ทางการเกณฑ์ผู้อพยพไปสร้างคลองส่งน้ำ ที่นี่ก็ไม่มีผู้อพยพเหลืออยู่อีกต่อไป พวกเขาต่างช่วยกันขุดคลองส่งน้ำไปยังถิ่นฐานของตนเองจนทำให้พวกเขาได้กลับไปอยู่ที่บ้านเดิมกันแทบจะหมดแล้ว มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ย้ายถิ่นฐานเข้าไปอยู่ในเมืองอื่นแต่ก็ไม่ได้ไกลจากบ้านเดิมของพวกเขามากนัก“ท่านพี่ ข้าอยากไปเยี่ยมท่านปู่ที่หมู่บ้านก่อนกลับเมืองหลวงได้ไหมเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนเอ่ยถามก่อนเข้านอนบนรถม้าคืนนั้น นางคิดมาพักใหญ่แล้วแต่ไม่กล้าถามต้วน
“น้องหญิงไม่ต้องรีบร้อน ใจเย็น ๆ รับรองว่าเราไปถึงถิงสือตรงเวลาแน่นอน” ต้วนหยูได้แต่ต้องให้คำมั่นกับถานเซียนเซียน เขาไม่อยากให้นางอารมณ์เสีย ถานเซียนเซียนเห็นสีหน้าจริงจังของต้วนหยูเข้าก็ไม่อยากงอแงอีก นางกลัวว่าเขาจะรำคาญที่นางงี่เง่าเอาแต่ใจมากเกินไป เมื่อสามเดือนก่อน ต้วนหยูกับถานเซียนเซียนทราบข่าวจากองครักษ์ลับว่าฝ่าบาทส่งขุนนางกรมเกษตรมาเรียนรู้วิธีการปลูกดอกบัวที่เมืองถิงสือ พระองค์ยังมีรับสั่งให้ขุนนางเหล่านั้นตรวจสอบที่ดินในเมืองอื่นเพื่อหาดินที่เหมือนกับเมืองถิงสือด้วย เนื่องจากฝ่าบาทเห็นว่าการทำสวนบัวนี้สามารถช่วยเหลือราษฎรที่มีที่ดินซึ่งไม่สามารถปลูกพืชได้มาก พระองค์จึงคิดจะส่งเสริมราษฎรให้ทำสวนบัวเพิ่มขึ้นสิบเจ็ดวันต่อมา ขบวนของถานเซียนเซียนมาถึงหน้าประตูเมืองถิงสือที่ตอนนี้มีชาวบ้านมากมายมานั่งรอรับเสด็จอยู่เป็นจำนวนมาก เสียงถวายพระพรดังก้องไปทั่วบริเวณเมื่อรถม้าของนางเคลื่อนผ่าน ทำเอาถานเซียนเซียนรู้สึกแปลกใจไม่น้อย“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะท่านพี่ เหตุใดชาวบ้านจึงมากันมากมายเช่นนี้” ถานเซียนเซียนอดกังวลไม่ได้ นางกลัวว่าพวกเขาจะมีสิ่งใดให้นางช่วยหรือไม่จึงได้พากันมาเช่นนี้
ถานเซียนเซียนเดินดูที่ดินต่ออีกพักใหญ่ ก่อนที่นางจะชวนพวกเขากลับเข้าเมืองถิงสือเพื่อเขียนแผนผังการทำฟาร์มบัวของนาง“น้องหญิงมีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่า” ต้วนหยูเห็นนางเขียนหนังสืออยู่นานตั้งแต่กลับมาถึงจวนจึงอดเป็นห่วงไม่ได้“ตอนนี้ยังไม่มีเจ้าค่ะ ท่านพี่ไปตรวจสอบเสบียงเสร็จแล้วหรือเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนยังคงก้มหน้าก้มตาเขียนต่อทั้งที่เพิ่งถามสามีเสร็จ“อืม… ตรวจได้กว่าครึ่งแล้วล่ะ เจ้าเมืองจัดเก็บได้อย่างเป็นระเบียบ พี่เลยตรวจได้เร็วกว่าที่คาดเอาไว้น่ะ” ต้วนหยูนั่งลงช่วยฝนหมึกให้ถานเซียนเซียน“อา… เช่นนั้นงานของท่านพี่ก็เสร็จเร็วกว่ากำหนดสิเจ้าคะ แบบนี้สวนบัวของข้าคงจัดการไม่ทันเวลาที่เราต้องออกเดินทางไปซานหลางสิเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนอดกังวลไม่ได้ นางยังต้องสอนคนงานที่เจ้าเมืองถิงสือหาให้ก่อนจึงจะวางใจได้“เจ้าไม่ต้องรีบ พี่จะรอจนกว่าเจ้าจัดการที่ดินผืนนั้นเสร็จค่อยออกเดินทาง อย่างไรเสียก็ยังเหลือเมืองทางตะวันตกที่ต้องตรวจสอบอีกแค่สี่เมืองเท่านั้น” ต้วนหยูไม่ได้เร่งร้อนที่จะตรวจงานมากนัก เขาแค่อยากตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนจากไป“ขอบคุณท่านพี่ที่เข้าใจข้านะเจ้าคะ” ถานเซียนเซียนหันไปหอมแก้มข
[ ระบบ ดินที่นี่เหมาะสมที่จะปลูกแตงโมหรือเปล่า ] ถานเซียนเซียนคิดว่าที่นี่น่าจะสามารถส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกแตงโมขายได้บ้าง[ หากเปลี่ยนดินใหม่ก็จะปลูกได้ผลผลิตดีมากขอรับ เจ้านายต้องการแลกเปลี่ยนหรือไม่ขอรับ ] ระบบในที่สุดก็หาเรื่องแลกเปลี่ยนกับถานเซียนเซียนได้เสียที[ อืม… รอก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะสำรวจดูว่าตรงไหนที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ข้าจะจ้างชาวบ้านปลูกแตงโมเพิ่มในที่ดินสามร้อยหมู่นั่นเอง ] ถานเซียนเซียนยังไม่รู้เลยว่าที่ดินในเมืองนี้ของนางอยู่ที่ใด หากว่ามีคลองน้ำไหลผ่าน นางก็จะให้คนขุดทางน้ำเพิ่มในที่ดินผืนนั้นแล้วจึงมอบเมล็ดพันธุ์ให้พวกเขานำไปปลูกเลี้ยงชีพ[ ทราบแล้วขอรับ ] ระบบเองก็หวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพื่อที่มันจะได้สะสมคะแนนสำหรับการอัพเกรดครั้งที่สี่ซึ่งยังเหลืออีกหลายคะแนนกว่าจะครบ ขบวนของถานเซียนเซียนเดินทางตรงไปยังที่ว่าการเมืองซึ่งตั้งอยู่ด้านในเมืองถิงสือโดยที่สองข้างทางมีทหารคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา ชาวเมืองที่เห็นเข้าต่างสงสัยว่าพวกนางเป็นคนใหญ่คนโตจากที่ใด เพียงแต่พอเห็นทหารหน้าตาขึงขังจำนวนมาก พวกเขาจึงทำได้แค่เดินตามไปดูอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น“ถวายพระพรท่าน







