LOGIN‘เจียงซูหน่วน’ เชฟกระทะเหล็กสาวชื่อดังจากโลกปัจจุบัน ประสบอุบัติเหตุทางน้ำระหว่างแข่งขันทำอาหารระดับประเทศ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอกลับพบว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างของ ‘ว่านชิงชิง’ เด็กสาวแห่งโลกอสูรที่เพิ่งจมน้ำเสียชีวิต ก่อนจะทันได้ตั้งตัว เสียงของระบบประหลาดก็ดังขึ้น [ภารกิจหลัก : เปลี่ยนชะตากรรมตัวร้ายทั้งสาม] [ภารกิจรอง : ช่วยชีวิตบิดาบุญธรรม] [ภารกิจพิเศษ : พิชิตใจบุรุษเป้าหมายทั้งสาม] หากภารกิจสำเร็จ เธอจะได้รับโอกาสกลับไปยังโลกเดิม แต่หากล้มเหลว โลกอสูรจะจมสู่หายนะ และเธอจะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป
View Moreเสียงน้ำไหลเชี่ยวดังอื้ออึงอยู่รอบตัว
หนาว...
มืด...
เจ็บแปลบไปทั้งอก...
‘เจียงซูหน่วน’ รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังถูกกระแสน้ำดึงลงไปยังเบื้องล่าง มือสองข้างพยายามคว้าบางสิ่ง แต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า น้ำเย็นจัดทะลักเข้าปากเข้าจมูกจนเธอสำลัก และหายใจไม่ออก ความทรงจำสุดท้ายก่อนหน้านั้นยังติดอยู่ในหัวอย่างพร่าเลือน
จำได้ว่า ตัวเองกำลังอยู่บนเรือสำราญกลางแม่น้ำใหญ่ เพื่อร่วมการแข่งขันทำอาหารรอบพิเศษของรายการเชฟกระทะเหล็ก
จำได้ว่าเสียงพิธีกรดังลั่น
จำได้ว่ากระทะร้อนฉ่าในมือ
จำได้ว่ากลิ่นน้ำมันหอมกรุ่นกับกลิ่นเครื่องเทศยังลอยเต็มครัว
แล้วหลังจากนั้น...
เรือก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องดังระงม ของหนักหล่นกระแทกพื้น แสงไฟดับวูบ จากนั้นเธอก็ตกลงไปในน้ำ
“ช่วย...ด้วย...”
เสียงของเธอกลืนหายไปกับกระแสน้ำ ก่อนสติสุดท้ายจะขาดสะบั้น
“ชิงชิง!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นราวฟ้าผ่า
“ชิงชิง! เจ้าได้ยินพี่ไหม!” เสียงทุ้มฟังดูอบอุ่นของอีกคน แต่ก็เต็มไปด้วยความร้อนรนเช่นเสียงแรก
ใคร...
ใครเรียก...
“ถอยไป! ข้าจะช่วยน้องเอง!”
อีกคน... เสียงผู้ชายคนที่สาม น้ำเสียงที่ฟังดูนิ่งกว่าเสียงแรกมาก ๆ แต่นิ่งกว่าเสียงที่สองเล็กน้อย แต่ก็ฟังรู้ว่าสั่นไหวไม่ต่างกัน
“เจ้าเบามือหน่อย! น้องตัวเล็กแค่นี้ เจ้าจะกดให้ตายซ้ำหรือไง!”
ผู้ชายคนที่สอง ตำหนิคนที่สาม
“แล้วเจ้าจะให้ข้ายืนดูน้องไม่หายใจเหรอ!”
และคนที่สามก็ตอบกลับ น้ำเสียงเขาร้อนรนจนเกือบจะเป็นเสียงของคนที่หนึ่ง
"พวกเจ้าหยุด! มานี่ข้าเอง!"
นั่นเสียงคนแรกที่ดุดันและตะโกนลั่น ก่อนที่ทั้งร่างของเธอจะเหมือนถูกเขย่าอย่างแรง ก่อนแรงกดหนัก ๆ จะกดลงตรงกลางอก ท่ามกลางเสียงทุ่มเถียงแบบไม่มีใครยอมใครของผู้ชายสองหรือสามคนอยู่เหนือร่าง แต่เธอคิดว่าสามนะ เพราะน้ำเสียง จังหวะการพูด และสิ่งที่รับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นของทั้งสาม
แต่สิ่งที่เขาทุ่มเถียงแบบเอาเป็นเอาตาย ล้วนแต่เป็นเรื่องของ 'ชิงชิง'
เจียงซูหน่วนครุ่นคิดพร้อม ๆ กับรับรู้ว่าร่างกายถูกเขย่าไปมาจนเวียนหัว จะลืมตาก็ไม่ขึ้น แต่แล้วร่างกายก็เหมือนมีมวลน้ำขนาดใหญ่ ดุนดันจากท้องขึ้นมาที่ลำคอ และก็พุ่ง!
แคก! แคก! แคก!
รับรู้ว่าตัวเองสำลักน้ำออกมาอย่างมากมาย จนเจ็บแสบไปทั้งโพรงจมูกและลำคอ และแค่พอจะหายใจได้ ก็พยายามจะเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น เพราะว่าเสียงเรียก 'ชิงชิง' ยังดังลั่น
"ชิงชิง! น้องเป็นยังไงบ้าง ชิงชิง!"
"ชิงชิง! เจ้าลืมตาดูพวกพี่ ชิงชิง!"
"อย่าเป็นอะไรนะชิงชิง ลืมตาสิ!"
นั่นไง เสียงของผู้ชายสามคน แต่ 'ชิงชิง' เป็นน้องสาวของพวกเขาเหรอ
น่าจะแบบนั้น เพราะเขาบอกกันว่า... ช่วยน้อง!
"ชิงชิง! ลืมตา ชิงชิง!"
และใครกันล่ะที่ตบหน้าเธอเบา ๆ
'อืม... ฉันจมน้ำ ดีจัง... ยังไม่ตาย ยังหายใจได้'
เจียงซูหน่วนพูดกับตัวเองในใจ พร้อมพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึก ๆ แม้จะยังแสบจมูกมากอยู่ก็ตาม และต้องพยายามอย่างที่สุดที่จะเปิดเปลือกตาขึ้น
ทว่าแสงแดดที่สาดเข้ามาก็ทำให้ต้องหรี่ตาลง เพราะภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะ
"ชิงชิง!"
เสียงเรียก ชิงชิง คนนั้นยังอยู่ แต่ทำไมมาเรียกอยู่รอบตัวเธอเล่า คิดแล้วก็ยังพยายามจะลืมตาขึ้นเพื่อมองคนที่อยู่รอบตัว ซึ่งไม่ได้มีคนเดียว
ทว่าสิ่งแรกที่เห็นกลับเป็นท้องฟ้าสีส้มแดง ตามมาด้วยเงาของชายหนุ่มสามคน ที่โน้มตัวลงมามอง
เจียงซูหน่วนตกตะลึงเบิกตากว้าง ก่อนจะหลับตา และเปิดขึ้นใหม่เร็ว ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าหลับอยู่แล้วฝันหรือเปล่า เพราะ... มีผู้ชายสามคนล้อมรอบตัวเธอจริง ๆ แต่แวบเดียวที่กวาดตามอง ก็ให้คำตอบกับตัวเองได้ทันทีว่า ไม่รู้จัก! แต่ทำไมพวกเขามาอยู่ใกล้ชิดแบบนี้
ดวงตาหวาด ๆ กวาดมองคนที่อยู่ใกล้สุด ผู้ชายคนนี้มีใบหน้าหล่อแบบตะโกน หล่อแบบเทพเจ้าปั้นแต่ง หล่อแบบชาตินี้ไม่คิดจะแบ่งปันความหล่อให้ใครแล้วมั้ง เขากำลังโอบประคองไหล่เธออยู่ ฝ่ามือของเขาสั่นเล็กน้อย คล้ายกับว่าหวงใยเธออย่างสุดซึ้ง ดวงตาของเขาเรียวยาว เป็นประกายดูลึกลับ แต่สายตาของเขาที่มองมานั้น กลับเต็มไปด้วยความกังวล สังเกตได้จากที่เขาเม้มริมฝีปากบาง ๆ นั้นเข้าหากันบ่อยครั้ง มองโดยรวมแล้ว ช่างเป็นผู้ชายผมยาวที่ตรงสเปกเธอสุด ๆ โดยเฉพาะที่เขารวบเก็บเส้นผมไว้หลวมๆ ที่ด้านหลังนั่นด้วย เมื่อบวกกับท่าทางสุขุม แต่เป็นกังวลสุด ๆ ที่มองมา มันบ่งบอกถึงความห่วงใยที่สุด แต่เขาจะมาห่วงเธอทำไมกันเล่า ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย
“ชิงชิง! น้องเป็นยังไงบ้าง บอกพี่สิ!”
และคนที่สอง คนที่นั่งคุกเข่าอยู่เธอ น้ำเสียงร้อนรนของเขาช่างเข้ากับรูปร่างสูงใหญ่และใบหน้าหล่อคมเข้มนัก โดยเฉพาะผมยาวที่ขมวดไว้อย่างลวก ๆ กับดวงตาดุคมเหมือนสัตว์ป่า คิ้วหนาพาดเฉียง ตาแดงขุ่นมัวราวกับพร้อมจะฉีกคนทั้งโลกเป็นชิ้น ๆ ทั้งเนื้อตัว เรือนผม และเสื้อยังเปียกชุ่ม แนบไปกับแผ่นอกกว้างจนเห็นกล้ามเนื้อแน่นชัดเจน ก็รู้ได้เลยว่าเขาคนนี้แหละที่เป็นคนพาเธอขึ้นจากน้ำ
“สูดลมหายใจลึก ๆ สิ ชิงชิง”
และคนที่สาม คนที่นั่งอยู่บริเวณช่วงขา แต่เธอยังเห็นเขาได้ชัด ช่างแตกต่างจากคนที่โอบประคองกับคนที่นั่งอยู่ด้านข้างนัก ที่ไม่ต่างคงมีอย่างเดียว คือ หล่อ! หล่อแบบสลบไปแล้ว ตื่นขึ้นมาก็ยังหล่อ! โดยเฉพาะดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวจ้องตะครุบเหยื่อ แม้จะดูเย็นชา สงบ แต่เธอกลับรู้สึกว่าในนั้นมีความกลัว กังวล แทรกอยู่ เพราะหว่างคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน กับฝ่ามือที่บีบเบา ๆ ที่ข้อเท้า มันบอกได้จากทุกสัมผัสจากฝ่ามือว่าเขาห่วงใยเธอนัก
แต่พวกเขาทั้งสามคน จะมาห่วงใยเธอทำไม!
ก็เธอไม่ใช่ ‘ชิงชิง’
แล้วชายคนที่ประคองอยู่ก็ดันให้เธอลุกขึ้นนั่ง นั่นยิ่งทำให้เจียงซูหน่วนมองสำรวจชายทั้งสามคนได้ชัดเจนมากขึ้น
พวกเขา... บอกตัวเองว่า ให้ตีลังกาและเค้นสมองส่วนความทรงจำออกมาทั้งหมด เธอก็เคาะได้เลยว่าไม่รู้จักพวกเขาแน่ ๆ
ก็พวกเขา… เพิ่งเห็นว่าเขาทั้งสามคน แต่งตัวแปลกมาก ไม่ใช่แบบคนทั่วไปใส่กัน
คนแรกที่นั่งซ้อนประคองหลังอยู่นี้ เขามีรูปร่างสูงใหญ่และไม่ผอม ดูสุขภาพดี เขาสวมเสื้อคลุมสีเทาหม่นเหมือนจะทอจากเส้นใยธรรมชาติแบบหยาบ ๆ ขอบคอและปลายแขนเย็บทับด้วยขนสัตว์สีเข้ม สาบเสื้อทบกันไว้แบบชายในซีรีส์กำลังภายใน และแผงอกรำไรด้านในก็ทำให้เธอใจสั่น จำต้องตวัดสายตาสำเร็วเขาเร็ว ๆ และก็เห็นว่าที่เขาคาดสายหนังเก่า ๆ ไว้ที่เอว ซ้ำยังมีถุงใบเล็กห้อยอยู่ด้วย และในระยะที่ใกล้กันขนาดนี้ เธอได้กลิ่นสมุนไพรบางอย่างโชยมาจากตัวเขา เดาว่าเจ้าถุงนั่นคือถุงหอมใส่สมุนไพรนั่นเอง
ส่วนคนที่สอง ชายดุดันเหมือนเสือพร้อมขย้ำเหยื่อนี้ เขาตัวใหญ่มาก น่าจะสูงสองเมตรกว่าแน่นอน เขาสวมเสื้อหนังสัตว์เย็บต่อกันแบบง่ายๆ แขนเสื้อถูกตัดให้สั้นเพื่อความคล่องตัว นั่นล่ะ เธอเห็นวงแขนกล้ามเป็นมัด ๆ อุ๊ย! น่าจะกัดแขนเล่นเบา ๆ แฮ่! ซูหน่วยแทบมองบนกับความคิดสัปดนของตัวเอง เพราะแค่เห็นท่อนแขนกำยำและรอยแผลเก่าหลายจุดจากสาบเสื้อที่แยกกว้างบริเวณช่วงอกของเขา ก็พานคิดวุ่นวายไปไกลตามประสาสาวโสด
และคนที่สาม ซูหน่วนบอกตัวเองว่านี่มัน ‘มิสเตอร์โกลบอลโมเดล’ ชัด ๆ เพราะเขาหล่อแบบตะโกน ก็ดวงตาคมกริบช่างรับกับผมหยักศกสีน้ำตาลเหลือบเทา ชนิดที่ว่า หน้าส่งผม ผมส่งชุด และชุดก็ส่งรูปร่าง เพราะเขาสูงเพรียวแต่มีกล้ามเนื้อ บวกกับเสื้อคลุมสีครามหม่นที่ขับบุคลิกให้ดูลึกลับ แม้เนื้อผ้าจะหยาบและเห็นแนวเย็บด้วยเส้นใยธรรมชาติชัดเจน แม้สาบเสื้อเขาไม่ได้แยกออก แต่ภายใต้เนื้อผ้านั่น เธอมั่นใจว่ารูปร่างแบบนี้ แน่นเปรี๊ยะ! เมื่อรวมกับบริเวณช่วงไหล่ของตัวเสื้อ ที่มีขนนกสีดำเทาเสียบประดับไว้ ไม่ให้เรียกว่านายแบบ แล้วจะเรียกว่าอะไรได้ล่ะ
‘นายแบบ! ดารา! นักแสดงซีรีส์!’
เจียงซูหน่วนกะพริบตาหลายครั้งเมื่อสำรวจสามหนุ่มตรงหน้าครบถ้วน แล้วก็ได้คำตอบว่าเธอกำลังอยู่ในกองถ่ายซีรีส์ย้อนยุคแน่นอน
‘โอ๊ย... แม่เจ้า! มีแต่คนหล่อ ๆ หล่อมาก! หล่อเกินมนุษย์! หล่อระเบิดระเบ้อ หล่อไม่บันยะบันยัง หล่อไม่แบ่งปันเพื่อนฝูง หล่อทั้งสามคนเลย ว้าย ๆ ๆ ๆ นี่มันรายการเชฟกระทะเหล็ก หรือกองถ่ายซีรีส์ย้อนยุคกันแน่! โอ๊ยหล่อ! หล่อวัวตายความล้ม หล่อ!’
“รออยู่ด้านนอก” หัวหน้าชายชุดดำหันไปสั่งลูกน้อง“ขอรับ”จากนั้นเขาก็จึงหันมาทางเธอ“ไป”ทั้งเสียงทั้งสายตาคือบอกให้เธอเดินเข้าไป เจียงซูหน่วนจำต้องเดินตามเข้าไปอย่างไม่มีทางเลือก และเมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องแปลกใจมากกว่าเดิม เพราะภายในอาคารเงียบสนิท มีทางเดินทอดยาวผ่านห้องหลายห้อง กระทั่งชายผู้นั้นหยุดหน้าประตูไม้บานหนึ่ง เขาเคาะสามครั้ง“นายท่าน”เจียงซูหน่วนหันขวับ ‘นายท่าน?’ เธอมองชายข้างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เดิมทีคิดว่าเขาคนนี้เป็นหัวหน้าใหญ่เสียอีก แต่กลับยังมีคนอยู่เหนือเขา?“เข้ามา”เสียงผู้ชายยังหนุ่มดังออกมาจากด้านใน เจียงซูหน่วนขมวดคิ้วทันที เพราะเสียงนี้... ทำไมคุ้นนัก และเมื่อประตูเปิด หัวหน้าชายชุดดำก้าวเข้าไปก่อน แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่ง“นายท่าน ข้าพาคนกลับมาแล้ว”ที่เจียงซูหน่วนเห็นก็คือ ชายคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่ริมหน้าต่าง เขาไม่ได้หันกลับมาทันที“ลำบากเจ้าแล้ว โม่เหยียน” แต่กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเจียงซูหน่วนเหลือบมองคนที่คุกเข่าอยู่ทันที ‘ที่แท้ชื่อโม่เหยียน’“ออกไปพักเถอะ”“ขอรับ”โม่เหยียนลุกขึ้น แต่ก่อนออกจากห้อง เขาเหลือบมองเจียงซูหน่วนเพียงครู่เดียว หญิงสาวสบต
เจียงซูหน่วนไม่รู้ว่าตัวเองถูกพามาไกลเพียงใดแล้ว เพราะหลังจากถูกชิงตัวมา จากที่นั่งอยู่บนหลังเหยี่ยวก็ถูกพาลงมาเดินพื้น ลัดเลาะไปตามผืนป่า และชุดดำก็แทบไม่หยุดเดินทาง นอกจากพักดื่มน้ำและทำแผลให้เธอเพียงช่วงสั้น ๆ เท่านั้นบาดแผลยังเจ็บ ร่างกายยังอ่อนแรง แต่สมองของเธอกลับทำงานหนักกว่าปกติ โดยเฉพาะเรื่องหนึ่งที่ติดอยู่ในใจมาตลอดทาง ‘ผ้าพันแผล’ ผืนนั้นเจียงซูหน่วนเหลือบมองแผ่นหลังของหัวหน้าชายชุดดำซึ่งเดินนำอยู่เบื้องหน้า เธอเห็นเต็มสองตาว่า ตอนที่จงใจปล่อยผ้าพันแผลให้ล่องลอยไปตามลม เขาหันกลับมาเห็นมัน แต่กลับไม่พูดอะไร ไม่เก็บ และไม่สั่งให้ใครย้อนกลับไปทำลายด้วย เขาทำราวกับว่าไม่เห็น‘ทำไม?’เจียงซูหน่วนคิดมาตลอดทาง เพราะสิ่งที่เป็นไปได้ก็คือ เขากำลังใช้เธอล่อให้พ่อลูกตระกูลว่านมาติดกับดักอะไรหรือเปล่า และถ้าเป็นแบบนั้นจริง สิ่งที่เธอทำลงไปคือผิดไหม‘ไม่ผิด’ เจียงซูหน่วนบอกตัวเองแบบนั้น เพราะเรียกระบบมาถาม ระบบก็ตอบว่า[ภารกิจดำเนินต่อไป]นั่นหมายความว่าสิ่งที่เธอทำคือเดินไปข้างหน้า อย่างไรทั้งพ่อและพี่ชายก็ต้องติดตามหาเธอจนพบ ไม่อย่างนั้นจะทำภารกิจได้สำเร็จได้อย่างไร คิดได้ดังนั้นก็ได
ไกลออกไป สัตว์พาหนะซึ่งคือเจ้าเหยี่ยวขนาดยักษ์ยังคงบินไม่หยุด เจียงซูหน่วนถูกมัดมือไว้ด้านหน้า แม้ฤทธิ์สมุนไพรที่หัวหน้าชายชุดดำให้เธอดมจะทำให้ศีรษะหนัก แต่ก็ยังมีสติ เธอพยายามจำเส้นทางแต่ตลอดระยะเวลานานมากที่เจ้าเหยี่ยวถลาร่อนไปทางซ้าย ทางขวา บินลงทางลาด ข้ามลำธาร และเวิ้งน้ำกว้างไกลนี้ จนเธอไม่รู้แล้วว่ามีประโยชน์ใดที่จะจดจำ เพราะใครจะไปตามได้ ทางบกก็ถือว่ายาก แต่นี่ทางอากาศ แม้ว่านชางอิงที่เป็นอสูรเหยี่ยว เธอก็ว่าเขามาไม่ถูก เพราะนี่ไม่ใช่ซีรีส์กำลังภายในที่เคยดู แต่นี่คือโลกอสูรของจริงสัตว์อสูรแต่ละชนิดก็มีข้อดีคือสัญชาตญาณตามเผ่าพันธุ์ ความสามารถของพวกเขาจะนับไปก็คือ แข็งแรงกว่ามนุษย์ มีความพิเศษมากกว่ามนุษย์ เช่น ตาดู หูดี จมูกดี วิ่งไว บินเก่ง หรืออะไรต่าง ๆ ตามแต่ละชนิดของเผ่าพันธุ์นั้น ๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะแปลงร่างได้ แล้วมีอิทธิ์เหาะเหินเดินอากาศอย่างในซีรีส์เลยแม้ว่าพี่ชายทั้งสามของว่านชิงชิงจะพิเศษกว่าผู้อื่นคือกลายร่างเป็นอสูรดึกดำบรรพ์ได้ แต่พวกเขาก็ต้องได้รับการกระตุ้น แล้วตอนนี้สถานะของพวกเขาเป็นแบบไหน ได้รับการกระตุ้นหรือยัง เมื่อเธอถูกลักพาตัวมา แล้วพวกเขาควบคุมตัวเองไ
เมื่อควันจางลง ท้องฟ้าเปิดโล่งมองเห็นได้ทั่ว เสียงแมลง เสียงนกกลับมาขับขานอีกครั้ง เสมือนว่าช่วงเวลาเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่ แต่สำหรับครอบครัวตระกูลว่าน ช่วงเวลาที่ผ่านไปมันมีอยู่จริง เพราะว่านชิงชิงถูกลักพาตัวไปแล้ว และเรื่องที่เจียงซูหน่วนบอกเล่าว่า ว่านชิงชิงถูกลักพาตัวไป จากนั้นก็ตาย แล้วว่านไห่ตงก็ตายตาม สุดท้ายลูกชายทั้งสามกลับกลายเป็นอสูรดึกดำบรรพ์ ทำลายล้างทั้งโลกอสูรทุกอย่างเหมือนว่าจะมีเค้าที่จะเป็นไปได้ว่านเหยียนหู่ยืนอยู่กลางทาง แหงนหน้ามองฟ้า หน้าอกกระเพื่อมแรง กรงเล็บยังไม่หดกลับทั้งหมด สีหน้าคือโกรธรุนแรง แต่ก็เต็มไปด้วยความเศร้าจนดวงตาคมดุนั้นมีน้ำรื้นขึ้น“ข้าจะไปตามน้อง”“หยุด”ว่านอี้หลางพูด ทาบฝ่ามือลงบนไหล่กว้างของอสูรพยัคฆ์ แต่ว่านเหยียนหู่สะบัด คล้ายไม่อาจรับสถานการณ์ตอนนี้ได้ ในใจเขามีเพียงต้องตามว่านชิงชิงให้พบ จะไม่ยอมให้น้องตาย“ข้าจะตามน้อง! ข้าจะไม่ยอมให้น้องตาย!”“ยังไปไม่ได้”“ข้าจะไป อี้หลาง เจ้าอย่ามาห้ามข้า!”“ข้าบอกให้เจ้าหยุด!”ว่านเหยียนหู่ปัดมือของว่านอี้หลางที่พยายามยื้อเขาออกให้พ้นตัว หันขวับมามองหน้าและคำรามลั่น“พี่ใหญ่จะให้ข้ายืนดูหรือ! น้องจะ





