Mag-log in“มันเป็นตำนานโบราณของคูฮาร์ อาณาจักรท่ามกลางผืนทรายที่กว้างใหญ่ ที่นั่นผลึกทรายเป็นสีกุหลาบ บนดวงจันทร์ ชาวคูฮาร์เชื่อว่ามีเทพธิดาคอยปกปักรักษาอาณาจักรอันรุ่งเรืองของพวกเขาสถิตอยู่...บางครั้ง มีคนเห็นเธอปรากฏตัวช่วยเหลือผู้คนหลงทางกลางทะเลทราย ผมของเธอสีดำสนิท เงางามดุจเส้นไหม สะบัดทีก็ปรากฏเกลียวคลื่นขนาดใหญ่ประดับไว้เป็นเนินจันทร์เสี้ยวเต็มผืนทรายสีกุหลาบ นัยน์ตากลมโต ผิวสีทองสุกปลั่ง และมีริมฝีปากบอบบางน่าจุมพิตราวกับกลีบดอกไม้” นัยน์ตาสีมรกตของเขาเปล่งประกายราวกับอยู่ในห้วงฝัน
“เป็นตำนานเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่คลาสสิกที่สุด เท่าที่ฉันเคยฟังมา” อันนารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ก่อนชายหนุ่มจะลอบมองดวงตาเธอซ้ำ ราวกับสิ่งนั้นเป็นรางวัลจากการเล่าเรื่องของเขา
“คนรักของเทพธิดาคือเจ้าชายรูปงาม บรรพกษัตริย์แห่งราชวงศ์อัลอัชรีที่ปกครองอาณาจักรคูฮาร์มาอย่างยาวนาน วันหนึ่งพระองค์ทรงหลงทางกลางทะเลทราย และได้พบกับเธอ ทั้งสองตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จากนั้นก็ครองคู่อยู่ที่โอเอซิสอาเคเซียห์ โอเอซิสที่อุดมสมบูรณ์และงดงามที่สุดของคูฮาร์ แต่ทว่าไม่นานเมื่อเทพธิดาไม่ได้กลับขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ พืชพรรณกลางทะเลทรายก็เหี่ยวเฉา น้ำในวาดี[1]ก็แห้งผาก พืชไร่ และฝูงสัตว์ต่างล้มตาย เทพเจ้าจึงลงโทษพวกเขาให้ต้องพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์...และนับแต่นั้น เจ้าชายก็ได้แต่ยืนมองพระจันทร์ โดยไม่รู้ว่าพระองค์จะทำอย่างไรเพื่อให้คนรักหวนคืน” ราล์ฟยิ้มเศร้าขณะที่เล่าตำนานให้อันนาฟัง ตัวเขาเองก็รู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้อย่างหาสาเหตุไม่ได้เช่นกัน ริมฝีปากได้รูปสวยโค้งขึ้นเล็กน้อยด้วยความเย้ยหยัน...เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงคำพูดของมารดา
‘แม่ไม่โทษพ่อของลูกที่ทำให้แม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะกษัตริย์แห่งราชวงศ์อัลอัชรี ล้วนต้องคำสาปให้ไม่อาจได้พบรักที่สมหวัง!!!’
“จบเพียงเท่านี้เองหรือคะ น่าเศร้าจัง ไม่ควรมีใครต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ความรักเป็นตัวแทนของความสุขทั้งมวลบนโลกใบนี้ ตำนานไม่ควรจบแบบนั้น” หญิงสาวยืนกรานเสียงแข็ง เทพนิยายหรือตำนานในอุดมคติของเธอ คือเรื่องราวที่ต้องปลอบประโลมใจ น่าแปลกที่เรื่องเล่าของเขามีเพียงแค่ความเศร้าตอกย้ำความทุกข์ให้เพิ่มพูน
“ก็ถูกของเธอ ดังนั้นเรื่องนี้ควรจะเรียกว่าคำสาปของดวงจันทร์มากกว่า แต่มันจะแปลกอะไร อย่างที่รู้ๆ กัน ขนาดพวกยิปซียังนิยามให้ดวงจันทร์หมายถึงความสิ้นหวังเลย” ขณะที่เขาถอนหายใจ ดวงตากลมโตของเธอก็ลอบสำรวจชายหนุ่ม ท่าทางเขาดูเหมือนมีบางสิ่งติดค้างใจอยู่
‘ผู้ชายคนนี้แทบไม่ต่างอะไรจากเทพบุตร’ เมื่อมองเขา คำถามจึงเกิดขึ้นในหัวใจของอันนา ในเมื่อเขามีทุกอย่างพรั่งพร้อมถึงขนาดนี้ แล้ว ยังมีสิ่งใดที่ทำให้เขาเป็นทุกข์ได้อีก แต่ไม่ทันที่หญิงสาวจะได้เอ่ยอะไร อีกฝ่ายก็ชิงตัดบทขึ้นเสียก่อน
“เอาล่ะ นิทานก่อนนอนจบแล้ว ฉันหายออกมานาน คงไม่เหมาะ เดี๋ยวเจ้าภาพจะถามหา” ราล์ฟหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปล่อยให้อันนามองตามอย่างใจหาย
“เอ่อ ฉันยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลย” เธอท้วง อีกฝ่ายจึงได้จุดรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก
“ฉันราล์ฟ ยินดีที่ได้รู้จัก แล้วเธอล่ะ ชื่ออะไร” ขณะที่ถามกลับ เขาก็แกล้งฉวยมือบางไปกุมไว้
“เอ่อ ฉะ ฉันชื่ออันนาค่ะ...เจ้าของร้านบอกว่าพวกคุณเป็นเศรษฐีมาจากนิวยอร์ก” สาวน้อยกลั้นใจถามออกไป อยากเก็บข้อมูลเขาไว้ให้ได้มากที่สุด
ราล์ฟได้ยินแล้วชั่งใจอยู่ครู่ “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ฉันแค่มีบริษัทเล็กๆ เท่านั้น เวลาว่างก็หาลำไพ่พิเศษด้วยการแข่งรถสูตรหนึ่ง” ชายหนุ่มเลี่ยงที่จะพูดว่าธุรกิจของเขาครอบคลุมอยู่ทั่วทุกมุมโลก และตนเองก็มีฐานะไม่ธรรมดา
อันนาฟังแล้วก็ค่อยๆ พยักหน้า เพียงแค่นี้เธอก็รู้แล้วว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอมันไกลกันเพียงใด จากนั้นก็พยายามดึงมือกลับมา “เสร็จจากงานเลี้ยงแล้ว ขอให้คุณเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยนะคะ” เธอขยับแว่นอย่างประหม่าแล้วยิ้มอำลาให้เขาน้อยๆ
“เธอเองก็เหมือนกัน รีบกลับบ้านไปได้แล้ว กลางคืนอากาศหนาวแถมยังอันตราย อย่าลืมว่าเทพธิดากุหลาบมีเฉพาะแค่ในคูฮาร์เท่านั้นนะ เกิดเจอแวร์วูฟที่กำลังหิวโซขึ้นมา เรื่องมันจะยุ่ง” เขาเย้าขณะยกหลังมือขึ้นแตะแนวคิ้วเป็นเชิงอำลา
ดวงตาสีอำพันของอันนามองตามอีกฝ่ายด้วยแววอาวรณ์ และดูเหมือนว่าราล์ฟเองก็จะมีปฏิกิริยาต่อความห่วงหานั้นเช่นกัน
แม้จะมีสาวๆ มองตามเขาตาละห้อยแบบนี้อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยมีใครทำให้เขาห่วงใยความรู้สึกของอีกฝ่ายได้มากเท่ากับยายเปิ่นคนนี้มาก่อน...และไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำให้เขาไม่อาจหักห้ามใจ โน้มปลายจมูกโด่งลงมาแตะที่พวงแก้มหอมกรุ่นแสนบริสุทธิ์ของอันนาได้
“ไม่ต้องห่วงหรอก ลางสังหรณ์ของฉันบอกว่า เราจะได้พบกันอีกเร็วๆ นี้ อันนา” และเสียงกระซิบที่ดูเหมือนจะเป็นดังคำสัญญาของราล์ฟก็ติดตรึงอยู่ในใจหญิงสาวอย่างไม่มีวันลบเลือนนับแต่วินาทีนั้น...
ท่ามกลางสายลมหนาว หญิงสาวกำลังมองชายแปลกหน้าผู้มาพร้อมกับความทรงจำแสนหวานเดินจากไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น เธอยิ้มขอบคุณในความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมีให้ และยอมรับการจากไปที่ชวนให้โหยหานั้น
ดื่มด่ำกับเสี้ยวนาทีแห่งโชคชะตาที่แสนงดงามของตัวเอง พร้อมกับตั้งใจจะจดจำชื่อของ ‘ราล์ฟ’ ไว้ในใจตลอดไป
‘เจ้าชายในฝัน ที่บังเอิญพบกันภายใต้แสงจันทร์สีกุหลาบที่เวอร์มอนต์’
[1] อุอาดี(Uadi) หรือ วาดี(Wadi) ในภาษาอาหรับแปลว่า แม่น้ำ หรือทางน้ำใต้ดินในทะเลทราย
“ไม่ว่าใครก็เป็นเจ้าหญิงได้ทั้งนั้นล่ะค่ะคุณพ่อ หากว่าพวกเธอได้พบกับรักแท้ จากผู้ชายที่รักจริง และเป็นสุภาพบุรุษ ความสุขมันอยู่ที่ใจค่ะ” ผู้เป็นลูกสาวกล่าวคำคม ซึ่งมีคนข้างๆ คอยปรบมือให้ “ว่าแต่ ที่คุณลงทุนเดินทางจากเคนต์มาเยี่ยมพวกเราถึงที่คูฮาร์เนี่ย แค่เพราะต้องการเอาหนังสือเล่มนี้” สุลต่านซานาลชูหนังสือเก่าแก่ทั้งหนาหนัก เก่าจนถึงขนาดหน้ากระดาษแทบจะเปื่อยยุ่ย ชูสูงขึ้นเสมอพระพักตร์แล้วกล่าวต่อ “เอามาให้ไลเกอร์แค่นั้นเองน่ะนะ มันหนังสืออะไรกันคุณทวด สำคัญขนาดนั้นเลยเชียวเหรอ ผมว่าเขายังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ” พระองค์รับสั่งอย่างเป็นกันเองด้วยคำถามติดตลก และท่าทางอย่างนั้นก็ชวนให้คนเป็นพ่อตารู้สึกขัดใจยิ่งนัก “นี่อย่าดูถูกกันเชียวนะสุลต่านซานาล หนังสือเนี่ย Winnie and The Pooh ของ A. A. Milne. ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเลยเชียวนะ เหมือนที่เจ้าชาย แฮรี่ทรงมอบให้พระราชนัดดา เจ้าชายหลุยส์แห่งเคมบริดจ์ไง ผู้ดีอังกฤษ ก็มักจะคิดอะไรที่ล้ำลึกทรงคุณค่าแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ” ในฐานะเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักรเต็มขั้น เมอเรย์ก็อดไม่ได้ที่จะคุยโว แต่ทว่าทั้งคู่ยังไม่ทันได้ทุ่มเถียงกัน
“ถ้าคืนนั้นฉันต้องเสียเธอไป โลกของฉันวันนี้จะไปยังไงนะ คงจะเป็นสีเทา ไร้สีสันไร้ความสุขไปชั่วชีวิต นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะอยู่ได้ยังไงโดยไม่มีเธอ...เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้สัญญากับฉันนะอันนา อย่าปล่อยมือจากฉันเด็ดขาด เพราะฉันจะดูแลเธอด้วยชีวิตของฉันเอง” ชายหนุ่มบอกอย่างหนักแน่น และคนในอ้อมกอดก็รีบรับคำ“แน่นอนค่ะราล์ฟ ฉันสัญญา ฉันจะอยู่ข้างๆ คุณไม่ไปไหน เป็นทุกอย่างที่คุณต้องการเช่นกัน...แต่ถึงอยากจะไปก็คงไปไม่ได้หรอกมั้ง เพราะหัวใจฉัน...อยู่กับคุณมาตลอดแล้วนี่ ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน...ที่นี่” อันนาบอกกับเขาด้วยความสัตย์จริง ดวงตาที่จับจ้องเขาเปล่งประกายระริก ก่อนริมฝีปากจะแย้มยิ้มชวนให้ติดตรึงใจ“ให้ตายเถอะ หวานจริงๆ คิดถึงใจคนอื่นบ้างมั้ย เพราะเธอหวานขนาดนี้ไง ฉันถึงอดใจไม่ได้ทุกที...ใครจะเมาท์ก็ช่างเถอะ ขอแค่ได้ทำรักกับเธอให้ชื่นใจก็พอ ต่อให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ฉันก็ไม่สน” คนอดใจไม่ไหวตีขลุมหน้าตาย ไม่พูดเปล่า มือเรียวของราล์ฟยังจัดการรูปซิปชุดสวยของอันนาออก ไม่นานเรือนร่างอรชรจึงเหลือเพียงบิกินี่สีหวานปรากฏแก่สายตา และชายหนุ่มก็ค่อยๆ ปลดเปลื้องพันธนาการของตนเองออกเช
เขาสัญญากับตัวเองว่า...จะจดจำมิตรภาพที่แสนงดงาม ระหว่างเธอ และเขาตลอดไป... เช่นเดียวกับที่อื่นๆ เมื่อสายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมาเยือนเวอร์มอนต์อีกครั้ง ทุกอย่างที่นี่ก็ถูกย้อมให้กลายเป็นสีส้มแดง ถึงเจิดจ้าแต่ก็อบอุ่น...แสงแดดอ่อนลอดผ่านพุ่มใบเมเปิลลงมา กระทบเข้ากับริ้วคลื่นเล็กๆ ของแม่น้ำแซกตันที่ไหลผ่านแก่งหิน ก่อเกิดเป็นพรายรุ้งระยิบระยับ ฝูงปลาเทราต์แหวกว่ายทวนกระแสด้วยความรื่นรมย์อันนายิ้มให้กับความงดงามของทุกสรรพสิ่งรอบตัว ก่อนหมุนร่างกลับมายิ้มกว้างให้กับคนที่ตระกองกอดเธอไว้จากทางด้านหลังเจ้าของนัยน์ตาคมสีมรกต จับจ้องดวงหน้างามอย่างไม่วางตา เขาเพิ่งถอดเสื้อหนังและโยนแว่นกันแดดทิ้งไปบนเบาะหลังรถเปิดประทุนคันงาม ก่อนนัยน์ตาทรงเสน่ห์คู่นั้น จะส่งกระแสเชิญชวนอ่อนหวานให้กับเธอ ทั้งคู่ยืนอยู่กึ่งกลางสะพานพอดี โดยมีฝูงผีเสื้อตัวน้อยโบยบินอยู่รอบๆ“คุณคือทุกอย่างที่ฉันฝันถึง ไม่ว่าจะถอดใจ ยอมแพ้ หนีไป หรือเริ่มใหม่ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร ใจฉันก็มีแต่คุณ” อันนากระซิบบอกเขา นัยน์ตาสีอำพันเปล่งแววหวาน พร้อมกับวาดวงแขนขึ้นโอบรอบคอราล์ฟเอาไว้ ส่วนเขาก็โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาจ้อ
... 7 เดือนต่อมา... หลังเคลียร์งานไตรมาสสุดท้ายของแบรนด์เมลานีจบลง เวสต์ก็เตรียมเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปสานงานพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่ซิดนีย์ตามความต้องการของบิดาต่อ เขาแวะยิ้มอำลาให้กับภาพงดงามของ อันนา ที่ปรากฏอยู่บนหน้านิตยสารดังระดับโลกปักษ์ล่าสุด ซึ่งเป็นภาพของเธอในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างหญิงสาวกับกษัตริย์ราล์ฟ ราฟาเอล อัลอัชรี ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ไล่เลี่ยกันกับพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ราล์ฟชุดเจ้าสาวของเธอออกแบบโดยมารดาของเขา ซึ่งมันจะกลายเป็นตำนาน เช่นเดียวกับเรื่องราวดุจเทพนิยายของชีวิตเธอ ที่กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้กับบรรดาสาวๆ จากทั่วโลก เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า เรือนผมดุจเส้นไหมสีทอง จับจ้องดวงหน้าสวยหวานของผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ขโมยหัวใจเขาไปแล้วได้แต่ยิ้มส่ายหน้า อดไม่ได้ต้องไล้ปลายนิ้วไปบนผิวแก้มเนียนใสของคนในภาพถ่าย ดวงตาจับจ้องรอยยิ้มใสกระจ่างของเธอด้วยความหลงใหล ดวงตาสีอำพันของอันนาราวกับเปล่งแสงได้เช่นเดียวกับดวงดาว เธองดงามจับใจเขายิ่งนัก ซึ่งจังหวะนั้นเป็นขณะเดียวกับที่ใบไม้รูปหัวใจของต้นลินเดนจากเซ็นทรัลพาร์ก ปลิวตาม
“ก็ดีเหมือนกันนะ หากฉันจะต้องจากโลกนี้ไป อย่างน้อยก็ยังได้ตายในผืนดินที่ฉันรัก ดินแดนแห่งทะเลทรายสีกุหลาบ” อันนาพึมพำกับห้วงคำนึง หัวใจล่องลอยไปไกลแสนไกล ถึงเจ้าของร่างสูงเพรียว ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มสะกดใจ และดวงตาคมสีมรกตเปี่ยมเสน่ห์ เธอยิ้มให้เขาจากความมืด หัวใจปวดปร่า และเมื่อเหนื่อยล้าเกินไป จนสุดจะยื้อ อันนาก็ตัดสินใจ...ปล่อยมือ... “ลาก่อนราล์ฟ เท่านี้ก็มากเกินกว่าที่ฉันฝันไว้แล้ว” จบประโยคนั้นร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็ค่อยๆ จมดิ่งลึกลงสู่ก้นแม่น้ำ เธอยอมจำนนต่อทุกอย่าง เพราะหมดหนทางจะยื้อชีวิตตัวเอง หวังใจเพียงว่าเหตุการณ์นี้ จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่คำสาปร้ายจะมีผลต่อผู้ครอบครองอาเคเซียห์... แต่แล้ว แสงสว่างจ้าของดวงไฟขนาดใหญ่ ที่สาดตามร่างเธอลงมาในน้ำก็วาบเข้ามาในประสาทรับรู้ช่วงสุดท้าย พร้อมกับเสียงทุ้มเข้มที่ตะโกนก้อง “ไม่!!!!!!... อันนา แข็งใจไว้ เธอต้องไม่เป็นอะไร เราสัญญากันแล้วนี่” จบประโยคนั้นมือแสนอบอุ่นของราล์ฟ ที่กระโจนลงจากเรือทันทีที่เห็นร่างอันนากำลังจะจมหายไปต่อหน้า ก็ยื่นมาคว้ามือเธอไว้ พร้อมกับดึงตัวหญิงสาวโผล่พ้นน้ำขึ้นมา และทันทีท
ครั้งแรกที่ราล์ฟได้ดินแดนแห่งนี้มา แม้เขาจะเคยเยาะเย้ยถากถางไปว่าภายใต้ผืนทรายพวกนั้นไม่มีค่าอะไร แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทั้งเขา และหลานต่างก็ซึ้งแก่ใจดีว่าสมบัติล้ำค่าที่จะพลิกฟื้นชะตาคูฮาร์ได้ ล้วนแล้วแต่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ผืนทรายสีกุหลาบแห่งนี้ที่เดียว “ส่วนเรื่องลอบวางระเบิด พ่อเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ใคร ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด จึงได้เดินทางมาหาคำตอบด้วยตัวเองที่นี่ยังไงล่ะ” ครั้นฟังรับสั่งนั้นจบ ราล์ฟก็มีสีหน้างุนงง แต่เพียงไม่นานหลังจากที่องค์สุลต่านทรงปรบมือส่งสัญญาณให้องค์รักษ์หลวงซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทหารชั้นเยี่ยมที่สุดของคูฮาร์ นำพยานคนสำคัญจากเหตุการปะทะกันเมื่อครู่ออกมา เจ้าของนัยน์ตาสีมรกตก็หันมามองบิดา ด้วยประกายตามีความหวังทันที “นั่น เขารอดชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างนั้นเหรอ แล้วอย่างนี้เขาเห็นอันนาหรือเปล่า เธออยู่ไหน ถามเขาที ได้โปรด” ราล์ฟปราดจะเข้าไปหาคำตอบเอง แต่ถูกเวสต์กับราอูลช่วยกันรั้งตัวไว้เสียก่อน เพราะเกรงพยานที่กำลังเจ็บ จะได้รับความกระทบกระเทือน“นอกจากเจ้านี่จะสารภาพว่าชีคอาร์มาและเจ้าชายฮัฟดีนเป็นผู้บงการเรื่อง







