LOGINท่ามกลางม่านทรายสีกุหลาบ ใจกลางอาณาจักรคูฮาร์ที่แสนมั่งคั่ง ทั้งโลกต่างจับตามอง และนับถอยหลังให้กับงานยักษ์ระดับ เวิลด์คลาสในรอบทศวรรษที่กำลังจะเริ่มต้น...งานเลี้ยงสุดหรูภายในราฟาเอลพาเลซ ของเจ้าชายราล์ฟ แบดบอยตัวฉกาจแห่งดินแดนอาหรับอันน่าหลงใหล ณ ที่แห่งนี้ ความหล่อเหลา เร่าร้อนด้วยไฟเสน่หาของเขา พร้อมแผดเผาหัวใจใครต่อใครให้มอดไหม้ ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเขา เจ้าของเรือนร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลา ก้าวลงมาจากรถพร้อมถอดหมวกนิรภัยออก ราล์ฟยืนดักหน้าเธอไว้ เขาสวมแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลไหม้ ทับเสื้อยืดสีขาว ท่อนล่างเป็นยีนเดนิม รอบคอมีผ้ากัฟฟีเยต์ลายหมากรุกพันอยู่ มาดไบค์เกอร์หนุ่มสุดเท่ หุ่นกระแทกใจสาว ทำเอาบรรดาผู้หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ต่างมองตามจนตาปรอย แต่สำหรับอันนา เมื่อตั้งสติได้เธอก็รีบหมุนตัวเดินหนีเขาทันที “เธอนี่ ทำตัวไม่น่ารักเอาซะเลย ผู้หญิงคนอื่นมีแต่อยากให้ฉันกอดเพิ่งมีเธอคนแรกที่ทำท่ารังเกียจ” “รังเกียจยังน้อยไป ฉันขยะแขยงคนอย่างคุณรู้ไว้ด้วย สิ่งที่คุณทำมันยังเลวร้ายไม่พออีกหรือไง ถึงได้ตามมาราวีไม่เลิก หลีกไปนะถอยออกไปเดี๋ยวนี้”อันนาตวาด แต่ราล์ฟกลับบังคับจูงมือเธอพากลับมาที่ร้านขายเครื่องประดับด้วยกัน
View MoreI was twenty-four, broke, and lost a fight with a vending machine that had just swallowed my last ₦200.
"Give it back," I muttered, rattling the glass. The biscuit sat there, mocking me—stuck on the edge of the shelf like it was doing this on purpose. I could see it. Right there. One good shake and it would fall. I shook harder. "Ma'am." The security guard's voice floated over from his desk. "You've been attacking that thing for five minutes." "It attacked first." He sighed, probably adding this to his mental list of reasons I was unhinged. I didn't care. That biscuit was supposed to be my dinner, and I wasn't above violence to get it back. But the machine won. It always did. I grabbed my mop bucket before he could decide to escort me out. I cleaned this building every night, floors, toilets, rich people's coffee spills. The glamorous life of a night-shift cleaner. It wasn't the dream, but it paid rent. Barely. And barely was better than nothing. The elevator was empty when I got there. Thank God. I pressed the button and let myself breathe. Alone meant no forced smiles, no small talk, and no pretending I wasn't bone-tired and running on fumes. The doors started to close. A hand shot out and stopped them. Three men stepped inside. The air shifted immediately. It got heavier. Tighter. These weren't regular guys in suits, these were the kind of men who made entire rooms go quiet just by walking in. Tailored jackets that probably cost more than my yearly salary. Shoes so polished I could see my reflection. They had the kind of presence that didn't ask for attention, it demanded it. The one in front looked at me. Really looked. His eyes dragged over my face slowly, deliberately, like he was searching for something specific. My stomach did a stupid, traitorous flip I hadn't felt in years. I looked away, staring at the descending floor numbers like they were fascinating. "She's smaller than I expected," one of them said. Not to me. About me. Like I was a package they'd ordered online. My head snapped up. "Excuse me?" The quiet one in the back, tall, severe, and unfairly attractive in a way that felt dangerous, pressed a button. The elevator lurched downward. "You're late," the first man said. His voice was smooth and controlled, the kind of voice that gave orders and expected them to be followed. I blinked. "I don't know you." "Not yet," the one with the smile said. Marcus, I'd learn later. His grin was all teeth and no warmth. My grip tightened on the mop handle. "If this is some weird scam, I'm not interested. I've got floors to scrub and a landlord who enjoys threatening eviction like it's a sport." The first man, Lucien, stepped closer. Too close. I could smell his cologne now; something expensive and woodsy that probably had a French name I couldn't pronounce. It made my head spin. "My name is Lucien," he said, like we were having a normal conversation. "This is Marcus." He gestured to the smiling one. "And Elias." The quiet one didn't even blink. "And you're coming with us." I laughed. I couldn't help it. The sound came out sharp and a little unhinged. "No, I'm really not." Marcus tilted his head, studying me like a puzzle. "You always laugh when you're scared?" "I laugh when strange men in expensive suits think they can just, what, kidnap me? In an elevator? Is that the plan?" "No one's kidnapping you," Lucien said. His expression softened, but only slightly, as if he were trying to be gentle and didn't quite know how. Elias finally spoke. His voice was low, measured, and terrifying in how absolutely certain it sounded. "You were taken. Twenty-one years ago." The elevator jolted to a stop. My heart slammed against my ribs. "That's insane," I whispered. My voice didn't sound like mine anymore. Lucien leaned in, close enough that I could see the flecks of gold in his dark eyes. Close enough that I forgot how to breathe. "You were stolen from a family that never stopped looking for you." My mouth went dry. "You're lying." "We're not." The doors slid open with a soft chime that felt too loud in the silence. Lucien smiled, slow, predatory, like a man who'd just won a game I didn't know I was playing. "Welcome home, little sister." And just like that, my boring, miserable, predictable life exploded into a thousand pieces. I should've taken the stairs.“ไม่ว่าใครก็เป็นเจ้าหญิงได้ทั้งนั้นล่ะค่ะคุณพ่อ หากว่าพวกเธอได้พบกับรักแท้ จากผู้ชายที่รักจริง และเป็นสุภาพบุรุษ ความสุขมันอยู่ที่ใจค่ะ” ผู้เป็นลูกสาวกล่าวคำคม ซึ่งมีคนข้างๆ คอยปรบมือให้ “ว่าแต่ ที่คุณลงทุนเดินทางจากเคนต์มาเยี่ยมพวกเราถึงที่คูฮาร์เนี่ย แค่เพราะต้องการเอาหนังสือเล่มนี้” สุลต่านซานาลชูหนังสือเก่าแก่ทั้งหนาหนัก เก่าจนถึงขนาดหน้ากระดาษแทบจะเปื่อยยุ่ย ชูสูงขึ้นเสมอพระพักตร์แล้วกล่าวต่อ “เอามาให้ไลเกอร์แค่นั้นเองน่ะนะ มันหนังสืออะไรกันคุณทวด สำคัญขนาดนั้นเลยเชียวเหรอ ผมว่าเขายังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ” พระองค์รับสั่งอย่างเป็นกันเองด้วยคำถามติดตลก และท่าทางอย่างนั้นก็ชวนให้คนเป็นพ่อตารู้สึกขัดใจยิ่งนัก “นี่อย่าดูถูกกันเชียวนะสุลต่านซานาล หนังสือเนี่ย Winnie and The Pooh ของ A. A. Milne. ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเลยเชียวนะ เหมือนที่เจ้าชาย แฮรี่ทรงมอบให้พระราชนัดดา เจ้าชายหลุยส์แห่งเคมบริดจ์ไง ผู้ดีอังกฤษ ก็มักจะคิดอะไรที่ล้ำลึกทรงคุณค่าแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ” ในฐานะเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักรเต็มขั้น เมอเรย์ก็อดไม่ได้ที่จะคุยโว แต่ทว่าทั้งคู่ยังไม่ทันได้ทุ่มเถียงกัน
“ถ้าคืนนั้นฉันต้องเสียเธอไป โลกของฉันวันนี้จะไปยังไงนะ คงจะเป็นสีเทา ไร้สีสันไร้ความสุขไปชั่วชีวิต นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะอยู่ได้ยังไงโดยไม่มีเธอ...เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้สัญญากับฉันนะอันนา อย่าปล่อยมือจากฉันเด็ดขาด เพราะฉันจะดูแลเธอด้วยชีวิตของฉันเอง” ชายหนุ่มบอกอย่างหนักแน่น และคนในอ้อมกอดก็รีบรับคำ“แน่นอนค่ะราล์ฟ ฉันสัญญา ฉันจะอยู่ข้างๆ คุณไม่ไปไหน เป็นทุกอย่างที่คุณต้องการเช่นกัน...แต่ถึงอยากจะไปก็คงไปไม่ได้หรอกมั้ง เพราะหัวใจฉัน...อยู่กับคุณมาตลอดแล้วนี่ ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน...ที่นี่” อันนาบอกกับเขาด้วยความสัตย์จริง ดวงตาที่จับจ้องเขาเปล่งประกายระริก ก่อนริมฝีปากจะแย้มยิ้มชวนให้ติดตรึงใจ“ให้ตายเถอะ หวานจริงๆ คิดถึงใจคนอื่นบ้างมั้ย เพราะเธอหวานขนาดนี้ไง ฉันถึงอดใจไม่ได้ทุกที...ใครจะเมาท์ก็ช่างเถอะ ขอแค่ได้ทำรักกับเธอให้ชื่นใจก็พอ ต่อให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ฉันก็ไม่สน” คนอดใจไม่ไหวตีขลุมหน้าตาย ไม่พูดเปล่า มือเรียวของราล์ฟยังจัดการรูปซิปชุดสวยของอันนาออก ไม่นานเรือนร่างอรชรจึงเหลือเพียงบิกินี่สีหวานปรากฏแก่สายตา และชายหนุ่มก็ค่อยๆ ปลดเปลื้องพันธนาการของตนเองออกเช
เขาสัญญากับตัวเองว่า...จะจดจำมิตรภาพที่แสนงดงาม ระหว่างเธอ และเขาตลอดไป... เช่นเดียวกับที่อื่นๆ เมื่อสายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมาเยือนเวอร์มอนต์อีกครั้ง ทุกอย่างที่นี่ก็ถูกย้อมให้กลายเป็นสีส้มแดง ถึงเจิดจ้าแต่ก็อบอุ่น...แสงแดดอ่อนลอดผ่านพุ่มใบเมเปิลลงมา กระทบเข้ากับริ้วคลื่นเล็กๆ ของแม่น้ำแซกตันที่ไหลผ่านแก่งหิน ก่อเกิดเป็นพรายรุ้งระยิบระยับ ฝูงปลาเทราต์แหวกว่ายทวนกระแสด้วยความรื่นรมย์อันนายิ้มให้กับความงดงามของทุกสรรพสิ่งรอบตัว ก่อนหมุนร่างกลับมายิ้มกว้างให้กับคนที่ตระกองกอดเธอไว้จากทางด้านหลังเจ้าของนัยน์ตาคมสีมรกต จับจ้องดวงหน้างามอย่างไม่วางตา เขาเพิ่งถอดเสื้อหนังและโยนแว่นกันแดดทิ้งไปบนเบาะหลังรถเปิดประทุนคันงาม ก่อนนัยน์ตาทรงเสน่ห์คู่นั้น จะส่งกระแสเชิญชวนอ่อนหวานให้กับเธอ ทั้งคู่ยืนอยู่กึ่งกลางสะพานพอดี โดยมีฝูงผีเสื้อตัวน้อยโบยบินอยู่รอบๆ“คุณคือทุกอย่างที่ฉันฝันถึง ไม่ว่าจะถอดใจ ยอมแพ้ หนีไป หรือเริ่มใหม่ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร ใจฉันก็มีแต่คุณ” อันนากระซิบบอกเขา นัยน์ตาสีอำพันเปล่งแววหวาน พร้อมกับวาดวงแขนขึ้นโอบรอบคอราล์ฟเอาไว้ ส่วนเขาก็โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาจ้อ
... 7 เดือนต่อมา... หลังเคลียร์งานไตรมาสสุดท้ายของแบรนด์เมลานีจบลง เวสต์ก็เตรียมเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปสานงานพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่ซิดนีย์ตามความต้องการของบิดาต่อ เขาแวะยิ้มอำลาให้กับภาพงดงามของ อันนา ที่ปรากฏอยู่บนหน้านิตยสารดังระดับโลกปักษ์ล่าสุด ซึ่งเป็นภาพของเธอในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างหญิงสาวกับกษัตริย์ราล์ฟ ราฟาเอล อัลอัชรี ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ไล่เลี่ยกันกับพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ราล์ฟชุดเจ้าสาวของเธอออกแบบโดยมารดาของเขา ซึ่งมันจะกลายเป็นตำนาน เช่นเดียวกับเรื่องราวดุจเทพนิยายของชีวิตเธอ ที่กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้กับบรรดาสาวๆ จากทั่วโลก เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า เรือนผมดุจเส้นไหมสีทอง จับจ้องดวงหน้าสวยหวานของผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ขโมยหัวใจเขาไปแล้วได้แต่ยิ้มส่ายหน้า อดไม่ได้ต้องไล้ปลายนิ้วไปบนผิวแก้มเนียนใสของคนในภาพถ่าย ดวงตาจับจ้องรอยยิ้มใสกระจ่างของเธอด้วยความหลงใหล ดวงตาสีอำพันของอันนาราวกับเปล่งแสงได้เช่นเดียวกับดวงดาว เธองดงามจับใจเขายิ่งนัก ซึ่งจังหวะนั้นเป็นขณะเดียวกับที่ใบไม้รูปหัวใจของต้นลินเดนจากเซ็นทรัลพาร์ก ปลิวตาม
“อย่าทำให้ผมต้องผิดหวังในตัวคุณมากไปกว่านี้เลย สุลต่านแห่งคูฮาร์” เสียงทุ้มเข้มที่รำพึงออกมาแฝงความปวดร้าวไว้อย่างล้ำลึก ขณะเดียวกันภายในใจก็อัดแน่นไปด้วยความห่วงใยในตัวอันนา ยิ่งเมื่อไพล่ไปนึกถึงการแสดงของคณะละครเมื่อครู่ที่ผ่านมา ราล์ฟก็ได้แต่ถอนใจ นึกภาวนาขออย่าให้คำสาปร้ายนั้นมีจริง...
“ก็ลองดูฮัฟดีน นายมันชอบของเหลืออยู่แล้วนี่ ทำให้สำเร็จก็แล้วกัน” ราล์ฟยิ้มเย็นพร้อมมองอีกฝ่ายด้วยแววตาดูถูกอย่างไม่ปิดบัง ก่อนโค้งศีรษะให้ผู้ชมเมื่อโฆษกกล่าวแนะนำตัวเขาในนาม เจ้าชายราล์ฟ ราฟาเอล อัลอัชรี ต่อหน้าแฟนๆ...ฮัฟดีนที่หมดโอกาสตอบโต้จึงได้แต่มองมายังราล์ฟด้วยความแค้นเคืองแต่ทว่าระหว่างที่
“เวสต์คะ จำแค่ว่าฉันอยากเห็นคุณมีความสุขก็พอ” จบประโยค ดวงหน้าเรียวสวยก็แหงนเงยขึ้นสบตาเขาอย่างวิงวอน เวสต์แพ้สายตาเช่นนั้นอยู่แล้ว หากเป็นทุกครั้งเขาคงมองเมินเพราะความเขินอาย หากแต่นาทีนี้ นาทีที่ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าเขาจะยังมีโอกาสได้จ้องตา และโอบกอดเธอไว้แบบนี้อีกครั้งหรือไม่ ทำให้เขาเลือกที่จะจ้อ
ครั้งแรกที่ราล์ฟได้ดินแดนแห่งนี้มา แม้เขาจะเคยเยาะเย้ยถากถางไปว่าภายใต้ผืนทรายพวกนั้นไม่มีค่าอะไร แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทั้งเขา และหลานต่างก็ซึ้งแก่ใจดีว่าสมบัติล้ำค่าที่จะพลิกฟื้นชะตาคูฮาร์ได้ ล้วนแล้วแต่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ผืนทรายสีกุหลาบแห่งนี้ที่เดียว “ส่วนเรื่องลอบวางระเบิด พ่อเองก็อย





