LOGINท่ามกลางม่านทรายสีกุหลาบ ใจกลางอาณาจักรคูฮาร์ที่แสนมั่งคั่ง ทั้งโลกต่างจับตามอง และนับถอยหลังให้กับงานยักษ์ระดับ เวิลด์คลาสในรอบทศวรรษที่กำลังจะเริ่มต้น...งานเลี้ยงสุดหรูภายในราฟาเอลพาเลซ ของเจ้าชายราล์ฟ แบดบอยตัวฉกาจแห่งดินแดนอาหรับอันน่าหลงใหล ณ ที่แห่งนี้ ความหล่อเหลา เร่าร้อนด้วยไฟเสน่หาของเขา พร้อมแผดเผาหัวใจใครต่อใครให้มอดไหม้ ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเขา เจ้าของเรือนร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลา ก้าวลงมาจากรถพร้อมถอดหมวกนิรภัยออก ราล์ฟยืนดักหน้าเธอไว้ เขาสวมแจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลไหม้ ทับเสื้อยืดสีขาว ท่อนล่างเป็นยีนเดนิม รอบคอมีผ้ากัฟฟีเยต์ลายหมากรุกพันอยู่ มาดไบค์เกอร์หนุ่มสุดเท่ หุ่นกระแทกใจสาว ทำเอาบรรดาผู้หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล ต่างมองตามจนตาปรอย แต่สำหรับอันนา เมื่อตั้งสติได้เธอก็รีบหมุนตัวเดินหนีเขาทันที “เธอนี่ ทำตัวไม่น่ารักเอาซะเลย ผู้หญิงคนอื่นมีแต่อยากให้ฉันกอดเพิ่งมีเธอคนแรกที่ทำท่ารังเกียจ” “รังเกียจยังน้อยไป ฉันขยะแขยงคนอย่างคุณรู้ไว้ด้วย สิ่งที่คุณทำมันยังเลวร้ายไม่พออีกหรือไง ถึงได้ตามมาราวีไม่เลิก หลีกไปนะถอยออกไปเดี๋ยวนี้”อันนาตวาด แต่ราล์ฟกลับบังคับจูงมือเธอพากลับมาที่ร้านขายเครื่องประดับด้วยกัน
View Moreทะเลทรายสีกุหลาบ
Chapter 1 : แสงจันทร์สีกุหลาบ
หลังเสร็จจากการลากถังไวน์ไปเก็บไว้หลังร้าน อันนา สาวน้อยลูกครึ่งไทยอเมริกัน ซึ่งใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมมาทำงานพิเศษในบาร์เหล้าที่เมือง กราฟตัน[1] เขตบ้านไร่ชนบทในแถบนิวอิงแลนด์ ห่างจากนิวยอร์กที่เรียนของเธอเกือบสองร้อยไมล์ ก็แอบหลบมา พักเหนื่อย ยืนชมพระจันทร์ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วงบนสะพานข้ามแม่น้ำแซกตัน ซึ่งคนแถวนั้นมักเรียกขานกันว่า ‘สะพานคู่รัก’
ที่ถูกเรียกแบบนั้นคงเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้ได้สร้างปาฏิหาริย์รักแรกพบให้เกิดขึ้นกับหนุ่มสาวซึ่งพบกันที่นี่เป็นครั้งแรกมาแล้ว หลายคู่
‘จริงๆ บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้ชวนให้รู้สึกโรแมนติกเลย ออกจะวังเวงเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ’ อันนาค่อน พลางใช้มือข้างหนึ่งลูบแขนตัวเองเพื่อขับไล่ความหนาว ความหนาวทำให้เธอรู้สึกท้อ แต่ถึงอย่างนั้นดวงตากลมโตใสกระจ่างภายใต้แว่นกรอบกระก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง เธอแหงนหน้าขึ้นมองพระจันทร์ แสงสีเหลืองนวลที่ลอยอยู่บนนั้น ช่วยทำให้หัวใจอบอุ่นขึ้นได้อย่างประหลาด
แต่ความสงบก็อยู่กับอันนาได้ไม่นาน เมื่อเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนจากอีกฝั่งสะพานดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน ไอหมอกที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ รวมกับบรรยากาศวังเวง ทำให้เธอเริ่มรู้สึกกลัว หญิงสาวตั้งใจจะหันหลังกลับ แต่ก็สายเกินไป ร่างสูงผึ่งผายของผู้ชายคนหนึ่ง ก้าวมายืนเผชิญหน้ากับเธอพอดี
แทนที่อันนาจะรู้สึกกลัว เธอกลับตกตะลึง สายตาถูกสะกดด้วยใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขา ผู้ชายคนนี้รูปหล่อราวเทพบุตร นัยน์ตาเป็นสีมรกต ผมดำดุจความมืดแห่งรัตติกาล มีความยาวลงมาปรกบ่า จมูกโด่งเป็นสัน รับกับแนวคิ้วเข้มที่พาดยาว หากว่าเขามีปีก อันนามั่นใจว่าคนตรงหน้าต้องเป็นเทวดาตกสวรรค์แน่ๆ
ขณะที่มัวตกตะลึงจ้องมองประติมากรรมชิ้นเอกอยู่นั้น เจ้าของเสียงห้าวทุ้มน่าฟังก็เอ่ยบางอย่างขึ้นกับเธอ
“ขอโทษที่ทำให้ตกใจ พระจันทร์คืนนี้สวยดีนะ แต่โชคร้าย งานเลี้ยงในบาร์ไม่สนุกเอาซะเลย น่าเบื่อชะมัด” ราล์ฟบ่นอย่างไม่จริงจังนัก ท่าทางของเขาแฝงความเด็ดเดี่ยวเอาไว้ เสื้อเชิ้ตลายสก็อต และยีนเดนิมสีเข้ม รวมทั้งบู๊ตหนังที่เขาสวม ถึงจะหล่อหลอมให้อีกฝ่ายกลายเป็นคาวบอยหนุ่ม เท่เซอร์ถึงใจ แต่อันนากลับคิดว่านั่นไม่น่าจะใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา
ผู้ชายคนนี้หล่อเหลา เจ้าเสน่ห์ และดูดีเกินกว่าจะเป็นเพียงแค่ชาวไร่ธรรมดา ๆ
คิ้วดกหนาทั้งยุ่งเหยิงของหญิงสาวขมวดมุ่น แต่นัยน์ตาสีมรกตเปี่ยมเสน่ห์ของเขาก็ทำให้เธอคิดอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น
“คุณคงเป็นแขกที่ร้านสินะ แต่วงดนตรีที่เล่นอยู่ตอนนี้เป็นวง ที่ดีที่สุดของที่นี่เลยนะ แล้วก็เรื่องพระจันทร์ ฉันว่าเห็นกระต่ายชัดกว่านี้หน่อยก็คงจะดี” เธอพูดติดๆ ขัดๆ
การที่จะเห็นหนุ่มหล่อ ท่าทางภูมิฐานมาเดินเตร่แถวชนบทที่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่แปลกเพราะคืนนี้เธอได้ยินมาจากเจ้าของร้านว่าพวกเขาคือเศรษฐีจากนิวยอร์กที่ขอปิดบาร์เลี้ยงฉลองในบรรยากาศบ้านไร่
หญิงสาวไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองนัก การอยู่ต่อหน้าผู้ชายหล่อขนาดนี้ทำให้เธอรู้สึกประหม่า ในสายตาคนอื่นอันนาเป็นแค่สาวเปิ่น เธอผมยุ่งอยู่ตลอดเวลา สวมแว่นกรอบหนา ใบหน้าแทบไม่ได้เจอแป้งเลยก็ว่าได้ นอกจากจะไม่ใช่คนรักสวยรักงามแล้ว ยังต้องวิ่งวุ่นทำงานพิเศษเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนอีกต่างหาก...จะโทษอะไรก็ไม่ได้ เพราะเธอดันเติบโตขึ้นมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
“เอาเถอะ ยังไงพระจันทร์วันนี้ก็ยังสวย” ราล์ฟยิ้มขัน จากนั้น ก็ใช้สายตาอ่อนโยนลอบสำรวจดวงหน้าอีกฝ่าย คู่สนทนาของเขาใน คืนนี้เป็นผู้หญิงที่แตกต่างจากบรรดาสาวงามที่แวดล้อมเขาอยู่ โดยสิ้นเชิง แต่น่าแปลกที่ท่าทางใสซื่อไร้เดียงสาแบบนั้น กลับทำให้ ชายหนุ่มรู้สึกปลอดโปร่ง
“คงไม่ว่าอะไรนะ ถ้าฉันจะขอนั่งชมพระจันทร์ตรงนี้ด้วยคน” โดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต ชายหนุ่มก็ก้าวขึ้นไปนั่งห้อยขาบนราว สะพาน โดยที่ปลายเท้าของเขาเกือบจะแตะถึงผิวน้ำอยู่รอมร่อ
เสียงธารน้ำไหลในยามราตรีให้ความรู้สึกสุขสงบ แสงจันทร์ ที่สาดส่องยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบเหมือนอยู่ในดินแดนต้องมนตร์
ชายหนุ่มถอนหายใจลึกยาว เขารู้ บางครั้งเขาก็ดิบเถื่อน และ ห้าวห้วนอย่างไม่น่าให้อภัย คงเพราะนิสัยหัวขบถ ชอบทำตัวขวางโลก ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะขาดความอบอุ่นในช่วงวัยเด็ก
ด้านอันนา เมื่อเห็นอีกฝ่ายนั่งปล่อยอารมณ์อย่างนั้น ด้วยความขัดเขินไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร หญิงสาวก็ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ร้อนถึงคนข้างๆ ต้องเอื้อมมือมารั้งไหล่บางให้นั่งลงเคียงข้างกัน
“นั่งเถอะ ไม่เมื่อยหรือไง” เขาบ่น รู้สึกถูกชะตาเธออยู่ลึกๆ “ฉันจะเล่าตำนานเก่าแก่ของดวงจันทร์ให้ฟัง ถือเป็นการไถ่โทษที่ฉันมาทำลายความสงบของเธอก็แล้วกันนะ” จบประโยคเขาก็หันมายิ้มหวานส่งให้ เล่นเอาคนมองถึงกับหายใจติดขัด
ราล์ฟเองก็เช่นกัน เอาเข้าจริงเมื่อเขามีโอกาสได้สบดวงตา สีอำพันของหญิงสาวใกล้ๆ หัวใจเขาก็เกิดอาการกระตุกในจังหวะแปลกๆ
“ที่จริงแล้ว นัยน์ตาเธอสวยกว่าพระจันทร์บนฟ้านั่นอีก” เขาบอกอย่างง่ายๆ พร้อมกับกลั้วเสียงหัวเราะเก้อๆ นึกไม่ถึงว่าภายใต้รูปลักษณ์เฉิ่มเชยของเธอจะซ่อนความมีเสน่ห์บางอย่างเอาไว้
“คุณต้องดื่มมาเยอะแน่” คนถูกชมไม่ค่อยเชื่อ
“เปล่า ถ้าฉันเมาจริงคงไม่นิ่งขนาดนี้” ชายหนุ่มยั่วยิ้ม ยิ่งเห็นเธออายยิ่งอยากแกล้ง แต่จากนั้นเขาก็ล้วงเอาของบางอย่างขึ้นมาจากอกเสื้อ “ลองนี่หน่อยมั้ย บังเอิญถือติดมือมาจากในงาน มันหวานใช้ได้นะ เห็นว่าเป็นของขึ้นชื่อที่นี่” ราล์ฟยื่นอมยิ้มไซรัปรูปกวางเรนเดียร์ตัวจิ๋วส่งให้ถึงมือหญิงสาว อันนารับมาถือไว้อย่างงงๆ ในใจอดคิดไม่ได้ว่าเจ้าลูกอมแท่งนี้ ดูไม่เข้ากันกับคนตัวโตมาดเท่อย่างเขาเอาเสียเลย
“อะไร อย่ามองฉันอย่างนั้นสิ ฉันไม่ได้หน่อมแน้มอย่างที่เธอคิดหรอกน่า ก็แค่ช่วงนี้...กำลังอดบุหรี่” พูดจบเขาก็แกะฟรอยด์ห่อลูกอมของตัวเองออก ก่อนงับเรนเดียร์ไซรัปที่ทำมาจากน้ำหวานของเปลือกเมเปิลซึ่งกักเก็บความหอมเอาไว้ตลอดช่วงฤดูใบไม้ผลิของเวอร์มอนต์เข้าปาก
นาทีนั้นหญิงสาวรู้สึกราวกับว่าเขา...ผู้ชายที่เพิ่งพบหน้ากันไม่นานได้เปลี่ยนโลกสีทึบทึมของเธอให้กลายเป็นโลกสีหวานราวกับมีเวทย์มนตร์ เธออยากให้เวลานี้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและไม่มีวันสิ้นสุด
เจ้าของดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่น มองภาพชายหนุ่มรูปงามที่กำลังนั่งปล่อยอารมณ์ให้เลื่อนไหลไปพร้อมกับสายน้ำด้วยดวงตาเคลิ้มฝัน ผมสลวยสีดำขลับของเขาพลิ้วไหว...หล่อเหลาน่ามองไปทุกอิริยาบถ แต่ชั่วขณะต่อมา อันนาก็เกิดสำนึกได้ว่าเธอไม่ควรจะเพ้อฝัน
แต่ริมฝีปากได้รูปของเขาก็คลี่รอยยิ้มอ่อนหวานปรนเปรอให้ อีกฝ่ายเสียก่อน
[1][1] Grafton Vermont เมืองท่องเที่ยวที่สวยงามด้วยทิวทัศน์ของใบไม้ยามเปลี่ยนสีในช่วงก่อนฤดูใบไม้ร่วง มลรัฐเวอร์มอนต์ นิวอิงแลนด์ สหรัฐอเมริกา
และนั่นไม่ใช่ความสัมพันธ์ในแบบที่เธอต้องการ เขาคงกำลังคิดว่าเธอเดินมาให้ท่าเขาอยู่แน่ๆ ยิ่งคิดอันนาก็ยิ่งรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องแต่ราล์ฟก็ไม่อยู่ในโหมดที่จะพร้อมรับฟังอะไร ในหัวเขาตอนนี้มีแต่เรื่องศักดิ์ศรี ความหิวกระหาย และยอมไม่ได้ที่จะถูกผู้หญิงถือดีหักหน้า“มีเรื่องหนึ่งที่เธอควรต้องรู้เอาไว้นะ...ในเมื่อเธอเลือกชะตาให้ตัวเอง ด้วยการเดินเข้ามาหาฉันแล้ว สิ่งที่เธอต้องทำต่อไปจากนี้มีเพียงสิ่งเดียวก็คือ จงยอมรับชะตากรรมนั้น ยอมรับที่จะเป็นของฉันแต่โดยดี” จบประกาศิตนั้น จุมพิตเร่าร้อนดุดันก็ประกบลงมาบนเรียวปากสีกุหลาบอย่างไม่ปรานีปราศรัยเรียวลิ้นอุ่นร้อนสอดแทรกค้นหาความหวานไปทั่ว จูบของ ราล์ฟรุกเร้ารุนแรง ในขณะที่มือหนาหนักของเขาเลื่อนลงมาเคล้นคลึงสะโพกผายเป็นการลงทัณฑ์อย่างหนักหน่วง อันนาที่ไม่เคยต้องมือชายมาก่อนรู้สึกมึนงงในรสสัมผัสเร่าร้อนนั้น และเมื่อเธอหยุดต้านทาน สองมือของราล์ฟก็ถลกชายกระโปรงตัวสั้นของหญิงสาวให้ร่นขึ้น ก่อนที่เขาจะยกบั้นท้ายกลมกลึงของเธอบังคับให้ส่วนที่ลี้ลับที่สุดในกายสาวบดเบียดเข้ากับความเป็นชายของเขาอย่างถนัดถนี่ จากนั้นก็แยกเรียวขาขาวผ่องของเธอออก ก่อนบังค
“ฉันก็ดีใจที่ได้พบเธอ” เมื่ออยู่กันตามลำพัง ราล์ฟก็หมุนใหล่บอบบางสองข้างให้เธอหันมา นัยน์ตาคมสีมรกตจับจ้องดวงตาสีอำพันแน่วนิ่ง ความใสซื่อไร้เดียงสาภายในดวงตาคู่นั้น แม้จะสะกิดใจเขาอยู่บ้าง แต่เพราะเพิ่งดื่มเข้าไปอย่างหนักทำให้ราล์ฟจำอะไรแทบไม่ได้เขามองของหวานตรงหน้าอย่างหิวกระหาย ความสวยสะพรั่งไปทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอปลุกเร้าอารมณ์ภายในจนหัวใจเขาปวดปร่า “เธอสวยกว่าผู้หญิงคนไหนๆ ที่ฉันเคยพบมา” จบประโยคราล์ฟก็ดันร่างบางให้แผ่นหลังของเธอแนบชิดไปกับกำแพง พร้อมกับโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาหา ลมหายใจผ่าวร้อนของเขารินรดไปตามพวงแก้มหอมกรุ่น และกลิ่นหอมอ่อนๆ จากกายเธอก็ยิ่งทำให้ราล์ฟปั่นป่วน “ให้ตายเถอะ อยากนอนกับเธอชะมัด” ชายหนุ่มกระซิบบอกเบาๆ แต่อันนาตกใจจนดวงตาลุกโพลง “ไม่นะ...นี่ราล์ฟ คุณจำฉันได้หรือเปล่าคะเนี่ย” เธอกลั้นใจถามออกไปเพราะชักผิดสังเกต และเมื่อเขาตอบกลับมา หัวใจดวงน้อยก็ต้องห่อเหี่ยว “มันสำคัญด้วยเหรอ ในเมื่อตลอดคืนนี้ที่เราอยู่ด้วยกัน ฉันจะจำแค่เธอเพียงคนเดียว” ถึงจะเมา แต่เขาก็รู้ดีว่าดวงตาคู่นี้เหมือนกับดวงตาของสาวน้อยบนสะพานข้ามแม่น
อันนาก้าวลงจากลีโม่คันงามพร้อมกับทุกคน ทั้งหมดถูก เช็กชื่อก่อนเข้างาน หลังจากนั้นจึงได้ทยอยกันขึ้นลิฟต์ มุ่งหน้าตรงไปยังชั้นดาดฟ้าซึ่งเป็นสถานที่จัดงานโดยก่อนที่ลิฟต์จะเคลื่อนขึ้นมาถึงปลายทาง แชดก็ยื่นแฟ้มรายงานสรุปความคืบหน้าโพรเจ็กต์ชุดคาลิฟาห์ใส่มือให้อันนา เพื่อให้เธอนำไปเสนอเวสต์ต่ออีกทอดหนึ่ง เนื่องจากเขาเองก็พักอยู่ในตึกนี้ด้วย “ช่วยทีนะอันนา ฉันลืมกดลิฟต์ชั้นสี่สิบห้า พอถึงงานแล้วเธอเอาแฟ้มนี่ลงมาให้เวสต์อีกครั้งด้วยก็แล้วกัน”ฟังจบ คนถูกวานก็มีสีหน้าอึดอัดเล็กน้อย แต่จำต้องพยักหน้ารับ “แชดคะ เอ่อ ชุดนี้ไม่โป๊ไปใช่ไหม” อันนาถามอย่างไม่แน่ใจ และอีกฝ่ายก็รีบส่ายหน้า“ไม่โป๊หรอก สวยมากด้วย เธอไม่ต้องกลัวอะไรนะ กลัวเหมือนกันว่าส่งเธอไปแล้วเขาอาจจะรีบเซ็นแล้วชวนเธอไปดินเนอร์ต่อนั่นน่ะสิ...วันนี้เวสต์ออกไปพบลูกค้า ฉันเลยไม่มีโอกาสเสนอแฟ้มให้เขาเลย อีกอย่างวันนี้ก็เหนื่อยมาก อยากนั่งจิบไวน์แล้วเอนหลังหน่อย” ท้ายประโยคสไตล์ลิสต์หนุ่มใช้สายตาวิงวอน โดยมีมิลเลอร์คอยพยักหน้าเออออด้วย“ถือแฟ้มนี่ไปนะอันนา แล้วเดินลงลิฟต์ส่วนตัวที่ติดกับบาร์เครื่องดื่มตรงโน้นลงไป เวสต์เป็นส
แต่มาดามอามาเรีย กลับทนรับฟังท่าทีประหัตประหารกันของคนภายในครอบครัวต่อไปอีกไม่ได้ “ถ้าลูกยังดื้อ เต็มไปด้วยทิฐิอย่างนี้ ออกไปจากที่นี่ซะเถอะราล์ฟ แม่ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นลูกตัวเองจมอยู่กับการแก้แค้น ลูกมีหัวใจหรือเปล่า ถ้าลูกมีหัวใจ ลูกต้องอภัยเป็น สุลต่านซานาลคือพ่อแท้ๆ ของลูกนะ ออกไปเสีย ออกไป” ท้ายประโยคน้ำเสียงของสตรีที่มีความสง่างาม แลดูอ่อนกว่าวัยทั้งยังมีความอารีอยู่เป็นนิตย์ เต็มไปด้วยความสั่นเครือ มือของท่านที่ชี้ไปยังประตูพร้อมกับร่างอันสั่นเทาราล์ฟเองก็รู้สึกแย่กับการพบปะกันครั้งนี้เช่นกัน เขาตั้งใจจะเข้าไปโอบกอดมารดา แต่ด้วยความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน เจ้าของร่างสูงจึงทำได้เพียงหันหลังเดินกลับออกมา ‘แม่ก็ยังคงเป็นแม่ที่ใจอ่อนกับพ่ออยู่เหมือนเดิม ไม่ยอมลืมตาตื่นจากความงมงายในรักจอมปลอมที่สุลต่านซานาลมอบให้’ เขาคิดอย่างแค้นเคือง กรามขบกันจนขึ้นสัน ก่อนหน้านี้ที่ตาและเขาจะมุ่งเป้าโจมตีราชวงศ์คูฮาร์ ก็เพราะว่าอาณาจักรธุรกิจของโคล์ดเวลเองก็ถูกฝ่ายนั้นลอบกัดอยู่บ่อยครั้ง หลักฐานหลายชิ้นทำให้เขาเชื่อว่า สุลต่านซานาลกำลังใช้ยุทธวิธีคลื่นใต้น้ำ บ่อนทำลายเขาเพื่อสก





