Masukสามเดือนต่อมาท่ามกลางความหรูหราของร้านรวงตลอดสองฝั่งถนนเมดิสัน สวรรค์นักช้อปของบรรดาสาวๆ กระเป๋าหนัก อันนาในโค้ตสีทึมเดินผ่านฝูงชน ก้าวเข้ามาหยุดยืนยังมุมหนึ่งบนโค้งถนน จุดนั้นตรงกับวินโดว์ดิสเพลย์หน้าร้านเมลานีพอดี สินค้าเด็ดของแบรนด์นี้คือชุดราตรีและชุดวิวาห์สุดหรูสนนราคาแพงระยับ แม้แต่เดรสออกงานกลางวันที่สวมอยู่บนตัวหุ่น ตัวเลขที่ปรากฏบนป้ายยังทำเอาเธอแทบช็อก เพราะเงินจำนวนนั้น สามารถทำให้ชีวิตอันนาสุขสบายไปได้หลายเดือน
ชุดหลังกรอบกระจกตัดเย็บอย่างประณีต แลดูสง่างาม ว่ากันว่าเสื้อร้านนี้สามารถเนรมิตผู้หญิงธรรมดาๆ ให้กลายเป็นเจ้าหญิงได้อย่างสบายๆ
และอันนาเองก็ใฝ่ฝันเหลือเกินที่จะได้สวมใส่ชุดสวยๆ พวกนั้น สักครั้ง...แต่ครั้นพอเห็นเงาตัวเองที่สะท้อนกลับมาในกระจก เธอก็ได้แต่ส่ายหน้าตัดใจ แล้วข้ามถนนจากไป...
ไม่นานร่างบางก็มาหยุดยืนยังหน้าร้านบาร์ตบาร์ ซึ่งเป็นคาเฟ่ขายอาหารเล็กๆ สถานที่ทำงานพิเศษของเธอจนถึงช่วงเปิดเทอม ร้านนี้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามห้องเสื้อเมลานีพอดี สภาพเก่าซอมซ่อของมัน ทำลายทัศนียภาพความหรูหราของเมดิสันอเวนิวได้อย่างร้ายกาจ
บาร์ตถือเป็นเจ้าของร้านจอมเฮี้ยบ ที่มีดีกรีความเขี้ยวเป็นอันดับหนึ่งของนิวยอร์ก โดยเฉพาะกับสาวเสิร์ฟลูกครึ่งเอเชียอย่างเธอด้วยแล้ว เขายิ่งกระเหี้ยนกระหือรืออยากหาเรื่องหักค่าแรงให้ได้ทุกเหรียญ
“ไงจ้ะอันนา มาสายนะวันนี้” มาดามอามาเรีย สตรีวัยกลางคน ใบหน้าอ่อนกว่าวัย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหราแลดูเป็นชนชั้นสูงทุกกระเบียดนิ้วซึ่งเป็นแขกประจำของที่นี่ และชอบการบริการของเธอเป็นพิเศษกล่าวทักทายขึ้น เมื่อเห็นหญิงสาวเดินผ่านประตูเข้ามา
เธอยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความนอบน้อม แต่บังเอิญมองผ่านไปเห็นสายตาดุๆ ของบาร์ตที่นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์เก็บเงินเสียก่อน จึงต้องรีบจ้ำอ้าวเข้าไปเปลี่ยนเครื่องแบบให้เร็วที่สุด ก่อนกลับออกมาใหม่พร้อมชามินต์ตามออเดอร์ของมาดาม
“ครั้งแรกที่ได้พบคุณจนถึงตอนนี้ ฉันยังสงสัยเหมือนเดิมว่าคุณเข้าร้านผิด” อันนาเย้า ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่ถูกแว่นบดบังไปเกือบครึ่งของเธอเปื้อนรอยยิ้ม ซึ่งเป็นจริงตามนั้น มาดามอามาเรียมีบางอย่างที่ทำให้เธอนึกถึงผู้คนที่เพิ่งเดินผ่านมาแถวหน้าร้านเมลานี แม้แต่แบบเสื้อที่อีกฝ่ายสวมใส่ หญิงสาวแทบฟันธงได้ว่าต้องออกมาจากร้านนั้นแน่ๆ
“ฉันดูไม่เข้ากับร้านรูหนูของบาร์ตขนาดนั้นเลยเชียวเหรอ แต่ฉันก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้มาที่นี่นะ” อีกฝ่ายมองสาวเสิร์ฟตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู
ระหว่างที่อามาเรียกำลังยกชาขึ้นจิบ ส่วนอันนาก็เลื่อนจานสโคนให้เธอ อยู่ดีๆ แขกในร้านก็เริ่มมีอาการผิดปกติ ทุกคนต่างพากันชะเง้อคอมองออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้าดูเหตุการณ์ความชุลมุนวุ่นวายจากด้านนอกที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นหน้าร้านเมลานี
กองทัพนักข่าวหลายสำนัก ที่ไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไร อยู่ๆ ก็กรูกันเข้าไปรุมสัมภาษณ์คนดังสาวสวยที่เพิ่งก้าวลงมาจากรถ หลายคนในร้านอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร รวมทั้งมาดามอามาเรียและอันนาด้วย ป้ามาร์ แม่ครัวของร้านที่ยืนอยู่ใกล้ๆ จึงสงเคราะห์ช่วยเปิดโทรทัศน์ที่ตอนนี้กำลังมีการถ่ายทอดสดให้
“นักข่าวคงตามสัมภาษณ์คนดังที่มาสอยชุดเมลานีไปประดับบารมีเหมือนเคยล่ะมั้ง ช่องนี้เป็นเจ้าประจำที่ชอบทำข่าวละแวกนี้” ทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ นักข่าวในจอก็ยิงคำถามใส่สาวสวยผิวสีน้ำผึ้งพอดี
“มิสคาลิฟาห์คะ การเดินทางมาเยือนนิวยอร์กของคุณครั้งนี้เป็นการบอกใบ้ให้สมาคมโลกรับรู้ว่าอัลซาริบาห์ภายใต้การนำของท่านประธานาธิบดีอีแวนส์บิดาคุณ จะดำเนินนโยบายเปิดสัมพันธ์กับนานาประเทศมากขึ้นอย่างนั้นใช่หรือไม่คะ” นักข่าวท้องถิ่นไหวพริบดีคนหนึ่งที่ชิงเข้าถึงตัวเป้าหมายก่อน รีบเปิดประเด็น ด้านทายาทสาวคนดังของประธานาธิบดีแห่งอัลซาริบาห์จึงยิ้มในหน้า อัลซาริบาห์ของเธอถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก คนส่วนใหญ่จึงให้ความสนใจ
อันนาเฝ้ามองภาพจากจอด้วยความสนใจ ส่วนมาดามอามาเรียเพียงแต่ยกยิ้มส่ายหน้าเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“ความจริง ฉันมาที่นี่เพราะติดใจชุดเมลานีมากกว่าสนใจเรื่องอื่นนะคะ ส่วนนโยบายระดับประเทศที่พวกคุณถามถึง เป็นเรื่องเกินความสามารถที่ฉันจะให้คำตอบแทนคุณพ่อได้” จบคำพูดของเธอ ทำเอาพวกนักข่าวผิดหวังไปตามๆ กัน แต่คนอย่างคาลิฟาห์มีหรือจะยอมปล่อยให้ตัวเองหมดความน่าสนใจลงง่ายๆ เพราะทันทีที่เธอพูดคำต่อมาว่า “แต่...” สาวสวยเจ้าของดวงตากลมโตสีแชมเปญ และรอยยิ้มทรงเสน่ห์ ก็สามารถเรียกความสนใจจากทุกคนกลับคืนมาได้ในทันที โดยเฉพาะคราวนี้พวกนักข่าวยิ่งคาดหวังในคำตอบของเธอมากขึ้นกว่าเดิม
คาลิฟาห์ชอบแบบนั้น ชอบเห็นทุกคนต้องทรมาน แล้วคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากเธอ!
เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามประสงค์ เธอก็ยอมเปิดปากอีกครั้ง “ในความเห็นของฉัน ฉันว่าคุณพ่อคงอยากพัฒนาอัลซาริบาห์ให้มีความเป็นสากลทัดเทียมประเทศอื่น โดยเฉพาะคูฮาร์ประเทศผู้นำแห่งวงการน้ำมัน เรายิ่งอยากเจริญสัมพันธไมตรีด้วยในทุกทาง” พูดจบเธอก็โปรยยิ้มหวานเป็นการตบท้าย จนหลายคนต่างร้องอื้อหือเพราะหลงเสน่ห์เธอ และพอใจในคำตอบไปตามๆ กัน จากคำสัมภาษณ์แฝงนัยของคาลิฟาห์นั้น ก็เท่ากับเป็นการตอกย้ำข่าวลือที่ว่า อัลซาริบาห์และคูฮาร์ กำลังจะเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง
เพราะทั้งสองต่างก็มีคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองด้วยกันทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นคาลิฟาห์ หรือเจ้าชายนอกบัลลังก์ผู้กุมอำนาจทางธุรกิจกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของประเทศไว้ในกำมืออย่าง เจ้าชายราล์ฟ ราฟาเอล อัลอัชรี
อันนามองความเพียบพร้อมของคาลิฟาห์ด้วยสายตาชื่นชม เธออยากสวยเฉลียวฉลาดเต็มเปี่ยมไปด้วยมั่นใจเหมือนอย่างผู้หญิง คนนั้น เจ้าของดวงตาสีอำพันภายใต้กรอบแว่นจึงต้องระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน ก้มลงมองยูนิฟอร์มสาวเสิร์ฟที่แสนตลกของตนเองแล้วยิ้มขื่น
“ลูกเป็ดขี้เหร่เวลามองเห็นหงส์ขาวแล้วมีความรู้สึกแบบนี้เองสินะ” อันนาพึมพำอย่างไม่คิดจริงจังอะไรนัก มือบางเช็ดกระจกหน้าต่างร้านไปด้วย มาดามอามาเรียซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินแล้วอดขัดใจไม่ได้
“รูปลักษณ์ภายนอก ไม่ได้เป็นตัววัดคุณค่าของคนหรอกนะ จิตใจที่ดีงามต่างหากล่ะอันนา คือสิ่งที่เธอควรให้ความสำคัญ” อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นลอยๆ ทั้งๆ ที่อยากมีเวลาพูดคุยกับเด็กสาวมากกว่านี้ แต่ติดที่คนขับรถของเธอไปรับของตามคำสั่งมาให้เรียบร้อยแล้ว จึงเป็นอันว่าที่มาดามอามาเรียพอจะทำได้คือเอื้อมมือไปตบไหล่ให้กำลังใจหญิงสาว ก่อนจ่ายค่าเครื่องดื่ม แล้วทิปให้หนักๆ รู้สึกติดใจความใสซื่อบริสุทธิ์ของอีกฝ่าย และเอ็นดูอันนาที่เป็นเด็กขยันขันแข็ง มีน้ำใจ
“เธอมีค่ามากกว่าคนอื่นได้ด้วยหัวใจที่ดีงามของเธอนะอันนา” ก่อนก้าวจากไป ไม่วายผู้สูงวัยกว่ายังหันมาบอกยิ้มๆ และอันนาก็ถอนหายใจก่อนพยักหน้ารับ
ชั่วขณะหนึ่ง ความใจดีของมาดามอามาเรียทำให้เธอเกิดนึกถึงมิตรภาพที่งดงามของราล์ฟขึ้นมา ทั้งสองคนมีแววตาบางอย่างคล้ายกัน ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น
“ไม่ว่าใครก็เป็นเจ้าหญิงได้ทั้งนั้นล่ะค่ะคุณพ่อ หากว่าพวกเธอได้พบกับรักแท้ จากผู้ชายที่รักจริง และเป็นสุภาพบุรุษ ความสุขมันอยู่ที่ใจค่ะ” ผู้เป็นลูกสาวกล่าวคำคม ซึ่งมีคนข้างๆ คอยปรบมือให้ “ว่าแต่ ที่คุณลงทุนเดินทางจากเคนต์มาเยี่ยมพวกเราถึงที่คูฮาร์เนี่ย แค่เพราะต้องการเอาหนังสือเล่มนี้” สุลต่านซานาลชูหนังสือเก่าแก่ทั้งหนาหนัก เก่าจนถึงขนาดหน้ากระดาษแทบจะเปื่อยยุ่ย ชูสูงขึ้นเสมอพระพักตร์แล้วกล่าวต่อ “เอามาให้ไลเกอร์แค่นั้นเองน่ะนะ มันหนังสืออะไรกันคุณทวด สำคัญขนาดนั้นเลยเชียวเหรอ ผมว่าเขายังอ่านไม่ออกด้วยซ้ำ” พระองค์รับสั่งอย่างเป็นกันเองด้วยคำถามติดตลก และท่าทางอย่างนั้นก็ชวนให้คนเป็นพ่อตารู้สึกขัดใจยิ่งนัก “นี่อย่าดูถูกกันเชียวนะสุลต่านซานาล หนังสือเนี่ย Winnie and The Pooh ของ A. A. Milne. ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกเลยเชียวนะ เหมือนที่เจ้าชาย แฮรี่ทรงมอบให้พระราชนัดดา เจ้าชายหลุยส์แห่งเคมบริดจ์ไง ผู้ดีอังกฤษ ก็มักจะคิดอะไรที่ล้ำลึกทรงคุณค่าแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ” ในฐานะเป็นพลเมืองของสหราชอาณาจักรเต็มขั้น เมอเรย์ก็อดไม่ได้ที่จะคุยโว แต่ทว่าทั้งคู่ยังไม่ทันได้ทุ่มเถียงกัน
“ถ้าคืนนั้นฉันต้องเสียเธอไป โลกของฉันวันนี้จะไปยังไงนะ คงจะเป็นสีเทา ไร้สีสันไร้ความสุขไปชั่วชีวิต นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าจะอยู่ได้ยังไงโดยไม่มีเธอ...เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้สัญญากับฉันนะอันนา อย่าปล่อยมือจากฉันเด็ดขาด เพราะฉันจะดูแลเธอด้วยชีวิตของฉันเอง” ชายหนุ่มบอกอย่างหนักแน่น และคนในอ้อมกอดก็รีบรับคำ“แน่นอนค่ะราล์ฟ ฉันสัญญา ฉันจะอยู่ข้างๆ คุณไม่ไปไหน เป็นทุกอย่างที่คุณต้องการเช่นกัน...แต่ถึงอยากจะไปก็คงไปไม่ได้หรอกมั้ง เพราะหัวใจฉัน...อยู่กับคุณมาตลอดแล้วนี่ ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน...ที่นี่” อันนาบอกกับเขาด้วยความสัตย์จริง ดวงตาที่จับจ้องเขาเปล่งประกายระริก ก่อนริมฝีปากจะแย้มยิ้มชวนให้ติดตรึงใจ“ให้ตายเถอะ หวานจริงๆ คิดถึงใจคนอื่นบ้างมั้ย เพราะเธอหวานขนาดนี้ไง ฉันถึงอดใจไม่ได้ทุกที...ใครจะเมาท์ก็ช่างเถอะ ขอแค่ได้ทำรักกับเธอให้ชื่นใจก็พอ ต่อให้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทั่วโลก ฉันก็ไม่สน” คนอดใจไม่ไหวตีขลุมหน้าตาย ไม่พูดเปล่า มือเรียวของราล์ฟยังจัดการรูปซิปชุดสวยของอันนาออก ไม่นานเรือนร่างอรชรจึงเหลือเพียงบิกินี่สีหวานปรากฏแก่สายตา และชายหนุ่มก็ค่อยๆ ปลดเปลื้องพันธนาการของตนเองออกเช
เขาสัญญากับตัวเองว่า...จะจดจำมิตรภาพที่แสนงดงาม ระหว่างเธอ และเขาตลอดไป... เช่นเดียวกับที่อื่นๆ เมื่อสายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านมาเยือนเวอร์มอนต์อีกครั้ง ทุกอย่างที่นี่ก็ถูกย้อมให้กลายเป็นสีส้มแดง ถึงเจิดจ้าแต่ก็อบอุ่น...แสงแดดอ่อนลอดผ่านพุ่มใบเมเปิลลงมา กระทบเข้ากับริ้วคลื่นเล็กๆ ของแม่น้ำแซกตันที่ไหลผ่านแก่งหิน ก่อเกิดเป็นพรายรุ้งระยิบระยับ ฝูงปลาเทราต์แหวกว่ายทวนกระแสด้วยความรื่นรมย์อันนายิ้มให้กับความงดงามของทุกสรรพสิ่งรอบตัว ก่อนหมุนร่างกลับมายิ้มกว้างให้กับคนที่ตระกองกอดเธอไว้จากทางด้านหลังเจ้าของนัยน์ตาคมสีมรกต จับจ้องดวงหน้างามอย่างไม่วางตา เขาเพิ่งถอดเสื้อหนังและโยนแว่นกันแดดทิ้งไปบนเบาะหลังรถเปิดประทุนคันงาม ก่อนนัยน์ตาทรงเสน่ห์คู่นั้น จะส่งกระแสเชิญชวนอ่อนหวานให้กับเธอ ทั้งคู่ยืนอยู่กึ่งกลางสะพานพอดี โดยมีฝูงผีเสื้อตัวน้อยโบยบินอยู่รอบๆ“คุณคือทุกอย่างที่ฉันฝันถึง ไม่ว่าจะถอดใจ ยอมแพ้ หนีไป หรือเริ่มใหม่ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร ใจฉันก็มีแต่คุณ” อันนากระซิบบอกเขา นัยน์ตาสีอำพันเปล่งแววหวาน พร้อมกับวาดวงแขนขึ้นโอบรอบคอราล์ฟเอาไว้ ส่วนเขาก็โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาจ้อ
... 7 เดือนต่อมา... หลังเคลียร์งานไตรมาสสุดท้ายของแบรนด์เมลานีจบลง เวสต์ก็เตรียมเก็บข้าวของเพื่อเดินทางไปสานงานพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ที่ซิดนีย์ตามความต้องการของบิดาต่อ เขาแวะยิ้มอำลาให้กับภาพงดงามของ อันนา ที่ปรากฏอยู่บนหน้านิตยสารดังระดับโลกปักษ์ล่าสุด ซึ่งเป็นภาพของเธอในงานพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างหญิงสาวกับกษัตริย์ราล์ฟ ราฟาเอล อัลอัชรี ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ไล่เลี่ยกันกับพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ราล์ฟชุดเจ้าสาวของเธอออกแบบโดยมารดาของเขา ซึ่งมันจะกลายเป็นตำนาน เช่นเดียวกับเรื่องราวดุจเทพนิยายของชีวิตเธอ ที่กำลังกลายเป็นแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้กับบรรดาสาวๆ จากทั่วโลก เจ้าของนัยน์ตาสีฟ้า เรือนผมดุจเส้นไหมสีทอง จับจ้องดวงหน้าสวยหวานของผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ขโมยหัวใจเขาไปแล้วได้แต่ยิ้มส่ายหน้า อดไม่ได้ต้องไล้ปลายนิ้วไปบนผิวแก้มเนียนใสของคนในภาพถ่าย ดวงตาจับจ้องรอยยิ้มใสกระจ่างของเธอด้วยความหลงใหล ดวงตาสีอำพันของอันนาราวกับเปล่งแสงได้เช่นเดียวกับดวงดาว เธองดงามจับใจเขายิ่งนัก ซึ่งจังหวะนั้นเป็นขณะเดียวกับที่ใบไม้รูปหัวใจของต้นลินเดนจากเซ็นทรัลพาร์ก ปลิวตาม
“ก็ดีเหมือนกันนะ หากฉันจะต้องจากโลกนี้ไป อย่างน้อยก็ยังได้ตายในผืนดินที่ฉันรัก ดินแดนแห่งทะเลทรายสีกุหลาบ” อันนาพึมพำกับห้วงคำนึง หัวใจล่องลอยไปไกลแสนไกล ถึงเจ้าของร่างสูงเพรียว ใบหน้าหล่อเหลา รอยยิ้มสะกดใจ และดวงตาคมสีมรกตเปี่ยมเสน่ห์ เธอยิ้มให้เขาจากความมืด หัวใจปวดปร่า และเมื่อเหนื่อยล้าเกินไป จนสุดจะยื้อ อันนาก็ตัดสินใจ...ปล่อยมือ... “ลาก่อนราล์ฟ เท่านี้ก็มากเกินกว่าที่ฉันฝันไว้แล้ว” จบประโยคนั้นร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็ค่อยๆ จมดิ่งลึกลงสู่ก้นแม่น้ำ เธอยอมจำนนต่อทุกอย่าง เพราะหมดหนทางจะยื้อชีวิตตัวเอง หวังใจเพียงว่าเหตุการณ์นี้ จะเป็นครั้งสุดท้าย ที่คำสาปร้ายจะมีผลต่อผู้ครอบครองอาเคเซียห์... แต่แล้ว แสงสว่างจ้าของดวงไฟขนาดใหญ่ ที่สาดตามร่างเธอลงมาในน้ำก็วาบเข้ามาในประสาทรับรู้ช่วงสุดท้าย พร้อมกับเสียงทุ้มเข้มที่ตะโกนก้อง “ไม่!!!!!!... อันนา แข็งใจไว้ เธอต้องไม่เป็นอะไร เราสัญญากันแล้วนี่” จบประโยคนั้นมือแสนอบอุ่นของราล์ฟ ที่กระโจนลงจากเรือทันทีที่เห็นร่างอันนากำลังจะจมหายไปต่อหน้า ก็ยื่นมาคว้ามือเธอไว้ พร้อมกับดึงตัวหญิงสาวโผล่พ้นน้ำขึ้นมา และทันทีท
ครั้งแรกที่ราล์ฟได้ดินแดนแห่งนี้มา แม้เขาจะเคยเยาะเย้ยถากถางไปว่าภายใต้ผืนทรายพวกนั้นไม่มีค่าอะไร แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ทั้งเขา และหลานต่างก็ซึ้งแก่ใจดีว่าสมบัติล้ำค่าที่จะพลิกฟื้นชะตาคูฮาร์ได้ ล้วนแล้วแต่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ผืนทรายสีกุหลาบแห่งนี้ที่เดียว “ส่วนเรื่องลอบวางระเบิด พ่อเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ใคร ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด จึงได้เดินทางมาหาคำตอบด้วยตัวเองที่นี่ยังไงล่ะ” ครั้นฟังรับสั่งนั้นจบ ราล์ฟก็มีสีหน้างุนงง แต่เพียงไม่นานหลังจากที่องค์สุลต่านทรงปรบมือส่งสัญญาณให้องค์รักษ์หลวงซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทหารชั้นเยี่ยมที่สุดของคูฮาร์ นำพยานคนสำคัญจากเหตุการปะทะกันเมื่อครู่ออกมา เจ้าของนัยน์ตาสีมรกตก็หันมามองบิดา ด้วยประกายตามีความหวังทันที “นั่น เขารอดชีวิตจากเหตุการณ์เมื่อครู่อย่างนั้นเหรอ แล้วอย่างนี้เขาเห็นอันนาหรือเปล่า เธออยู่ไหน ถามเขาที ได้โปรด” ราล์ฟปราดจะเข้าไปหาคำตอบเอง แต่ถูกเวสต์กับราอูลช่วยกันรั้งตัวไว้เสียก่อน เพราะเกรงพยานที่กำลังเจ็บ จะได้รับความกระทบกระเทือน“นอกจากเจ้านี่จะสารภาพว่าชีคอาร์มาและเจ้าชายฮัฟดีนเป็นผู้บงการเรื่อง







