เข้าสู่ระบบหลังจากที่ม่านไหมเดินหนีออกจากห้องทำงานด้วยความโกรธจัด อคินทร์ไม่ได้ไล่ตาม เขาเพียงแค่มองแผ่นหลังนั้นผ่านกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงทั้งกรุงเทพฯ ใต้ฝ่าเท้าของเขา
"ท่านครับ... ให้ยกเลิกคำสั่งเรื่องรถรับส่งไหมครับ?" เลขาฯ คนสนิทถามอย่างเกรงๆ อคินทร์หันกลับมา แววตาคมกริบไร้ความรู้สึก "ไม่ต้อง แค่เพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้สูงสุด แล้วจัดการเรื่องที่ดินแถวร้านกาแฟของม่านไหมให้เรียบร้อย ผมต้องการให้โฉนดที่ดินผืนนั้น... รวมไปถึงตึกข้างๆ ทั้งหมด เป็นชื่อของเธอภายในวันพรุ่งนี้" "แต่นายหญิงม่านไหมอาจจะไม่รับนะครับ" "ใครบอกให้เอาไปให้เธอโดยตรง?" อคินทร์แสยะยิ้มที่มุมปาก "ทำเรื่องผ่านบริษัทในเครือ บอกว่าเป็นโครงการ CSR เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ให้เธอคิดว่าเธอเป็นผู้ชนะที่ได้ทุนสนับสนุน... และถ้าเธอยังปฏิเสธอีก ก็บอกไปว่าบริษัทของเราจะถอนตัวจากการพัฒนาพื้นที่แถบนั้นทั้งหมด ซึ่งนั่นจะทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเดือดร้อน... ม่านไหมเป็นคนจิตใจดี เธอไม่มีวันยอมให้คนอื่นเดือดร้อนเพราะเธอแน่" ความรวยของอคินทร์ไม่ใช่แค่เงิน แต่มันคือการที่เขาสามารถ "ควบคุมสภาพแวดล้อม" ของม่านไหมได้ทั้งหมด เช้าวันต่อมา ม่านไหมพบว่าชีวิตของเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่รถตู้หรูที่มารอรับน้องไหม แต่เมื่อเธอเปิดประตูร้านกาแฟ เธอพบกับทีมงานมืออาชีพจากบริษัทออกแบบชั้นนำระดับประเทศ กำลังยืนรออยู่พร้อมแบบแปลนร้านกาแฟโฉมใหม่ "ทางบริษัทเราได้รับมอบหมายจากท่านอคินทร์ ให้เข้ามาปรับปรุงร้านกาแฟเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของ 'พันธมิตรทางธุรกิจ' ครับ" หัวหน้าทีมออกแบบกล่าวอย่างสุภาพ ม่านไหมยืนตัวแข็งทื่อ เมื่อเห็นว่าสิ่งที่อคินทร์ทำ ไม่ใช่การมาง้อแบบธรรมดา แต่มันคือการ "ยึดครองพื้นที่ชีวิต" ของเธอด้วยความร่ำรวยที่ปฏิเสธไม่ได้ เธอกดโทรศัพท์หาอคินทร์ทันทีด้วยมือที่สั่นเทา "คุณทำบ้าอะไรของคุณ! อคินทร์! คุณจะเอาเงินฟาดหัวฉันไปถึงไหน!" "ผมไม่ได้เอาเงินฟาดหัวม่านไหม" เสียงทุ้มปลายสายตอบกลับอย่างใจเย็นและทรงอำนาจ "ผมกำลังสร้างอาณาจักรให้ลูกสาวของผม... และคุณคือคนเดียวที่ผมยอมให้ยืนอยู่ข้างๆ ผมในอาณาจักรนี้" "ฉันไม่ต้องการ!" "คุณอาจจะไม่ต้องการ แต่ร้านกาแฟของคนอื่นแถวนั้นเริ่มปิดตัวลงเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ... ถ้าคุณไม่อยากให้ร้านกาแฟที่คุณรักต้องเป็นรายต่อไป ก็ยอมรับข้อเสนอซะ" อคินทร์เว้นจังหวะ ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เธอใจสั่น "วันนี้ตอนเย็น ผมจะเข้าไปรับคุณและลูกไปทานมื้อค่ำที่เรือยอร์ชส่วนตัวที่เพิ่งจอดเทียบท่า... อย่าปฏิเสธ เพราะผมจองคิวเชฟระดับมิชลินสตาร์ไว้ให้คุณแล้ว" ม่านไหมวางสายลงด้วยความรู้สึกเหมือนถูกต้อนจนมุม เธอเป็นเพียงเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ กับมหาเศรษฐีที่สั่งให้โลกหมุนตามใจเขาได้แบบอคินทร์ ในขณะที่เธอกำลังกุมขมับ น้องไหมก็วิ่งเข้ามาหาพร้อมโชว์แท็บเล็ตเครื่องใหม่รุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางขาย "แม่คะ! ลุงอคินทร์ซื้อเครื่องนี้ให้หนูค่ะ เห็นลุงบอกว่ามีแอปฯ เรียนพิเศษที่ดีที่สุดในโลกติดตั้งไว้ให้ด้วย! หนูจะได้ฉลาดเหมือนป๊าไงคะ!" ม่านไหมมองลูกสาวที่กำลังตื่นเต้นกับเทคโนโลยีราคาแพงลิ่ว ก่อนจะมองไปยังรถหรูคันยาวที่จอดรออยู่หน้าร้าน... ความร่ำรวยของอคินทร์ไม่เพียงแต่ล้อมรอบตัวเธอ แต่มันกำลัง "แทรกซึม" เข้าไปในทุกอณูของชีวิตลูกสาวเธอด้วย เธอรู้ดีว่า... สงครามครั้งนี้ เธอไม่มีทางชนะด้วยตัวคนเดียวแน่ๆแสงแดดอ่อนโยนของช่วงเช้าตรู่ทอดยาวผ่านม่านโปร่งสีขาวเข้ามาภายในห้องนอนกว้าง ตกกระทบลงบนพื้นไม้ปาร์เกต์ขัดมันอย่างอบอุ่น เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งเบาๆ ดังแว่วมาจากภายนอก หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์ของทะเลสาบโคโม่ ประเทศอิตาลี ลมเย็นพัดพาเอาความสดชื่นเข้ามาเติมเต็มปอด ม่านไหมในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมเนื้อนุ่มยืนอยู่ที่ระเบียงห้องพัก กลิ่นหอมจางๆ ของกาแฟคั่วบดสดใหม่ลอยอบอวลมาจากมุมห้องครัวด้านหลังนี่คือสัปดาห์ที่สามแล้วที่เธอและรวีเดินทางมาพักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายจากโลกธุรกิจในกรุงเทพฯ ทริปนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การท่องเที่ยวพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการเยียวยาจิตใจและเติมเต็มช่องว่างที่เคยขาดหายไป หลังจากผ่านพ้นเรื่องราวอันหนักหน่วงและบททดสอบมากมายในอดีต บัดนี้ชีวิตของเธอก้าวเข้าสู่บทใหม่อย่างงดงามเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับอ้อมกอดอุ่นที่สวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างคุ้นเคย คางคมเกยลงบนลาดไหล่มนของหญิงสาว พร้อมกับเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยทักทายยามเช้า"ตื่นนานแล้วเหรอครับคนดี? ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย อากาศกำลังสบายเลยนะ" รวีเอ่ยกระซิบชิดใบหู ลมหายใจอุ่นๆ ทำ1ให้ม่านไหมรู้สึกจั๊กจี้จน
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องทำงานประธานบริหาร กลุ่มบริษัทอคินทร์ทอประกายอบอุ่น อาการตึงเครียดที่เคยเกาะกุมหัวใจของม่านไหมมานานแรมปีถูกแทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างแท้จริง ซองเอกสารสีน้ำตาลที่ส่งตรงมาจากต่างประเทศของปารวีถูกเก็บเข้าแฟ้มอย่างมิดชิด ปิดฉากเรื่องราวอันมืดมนในอดีตลงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีเงาทมิฬ ไม่มีความหวาดระแวง และไม่มีความแค้นเคืองหลงเหลือให้อีกต่อไปในขณะที่ม่านไหมกำลังจัดการกับงานเอกสารชุดสุดท้ายบนโต๊ะทำงาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งตามมารยาท ก่อนที่ร่างเพรียวสง่าของเลขาฯ ส่วนตัวจะเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ปิดไม่มิด"ท่านประธานคะ... เอ่อ คือว่ามีแขกมารอพบค่ะ" เลขานุการสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงลังเลม่านไหมเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษ ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย "แขก? ฉันไม่ได้มีตารางนัดหมายส่วนตัวช่วงบ่ายนี้นี่คะ ใครกัน?""คือ... คุณแม่ของคุณค่ะ" เลขานุการตอบเสียงเบาคำว่า "แม่" ทำให้บรรยากาศรอบตัวของม่านไหมชะงักไปชั่วขณะ หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับไหววาระรัวขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความโกรธเกรี้ยวเช่นในอดีต แต่เป็นความรู้สึกซับซ้อนยากจะอธิบาย
แสงอาทิตย์สาดแสงสะท้อนผิวกระจกตึกระฟ้าใจกลางมหานครกรุงเทพฯ บรรยากาศยามเย็นของร้านอาหารบนดาดฟ้าหรูหราเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาคลอไปกับสายลมเย็นที่พัดโชยมาปะทะผิวกาย ม่านไหมในชุดเดรสยาวผ้าไหมสีเอิร์ธโทนเรียบหรู นั่งไขว่ห้างจิบไวน์ขาวเบาๆ พลางทอดสายตาชมทัศนียภาพยามค่ำคืนของเมืองหลวงที่เริ่มเปิดไฟระยิบระยับเบื้องหน้าของเธอคือรวี ชายหนุ่มในชุดสูทลำลองไม่ผูกเนกไทที่ยังคงรักษามาดกุมภาพันธ์ความอบอุ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่วันที่ม่านไหมประกาศตัวชัดเจนว่าจะยังไม่ขอรับรักและขอเว้นระยะความสัมพันธ์ รวีก็ไม่ได้ถอยห่างหรือแสดงความอึดอัดใจออกมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับทำตามสัญญาที่จะ "จีบใหม่" ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย คอยดูแลเอาใจใส่ในฐานะเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาคนสนิทที่รู้ใจเธอมากที่สุด"มองหน้าผมแบบนี้ มีอะไรจะติเรื่องอาหารหรือเปล่าครับ ท่านประธาน?" รวีเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ขณะวางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะม่านไหมหลุดหัวเราะเบาๆ "เปล่าเสียหน่อย ฉันแค่มองว่าคุณนี่แปลกคนดีนะ โดนปฏิเสธคำสารภาพรักไปแท้ๆ แต่ทำไมถึงยังดูอารมณ์ดีและขยันมาวนเวียนอยู่ใกล้ฉันได้ทุกวันไ
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกใสบานใหญ่ของห้องประชุมใหญ่ สะท้อนเงาร่างโปร่งในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมของม่านไหม เธอเพิ่งเสร็จสิ้นจากการประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารชุดใหม่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและพลังงานเชิงบวกที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่อีกมุมหนึ่งของหัวใจ ความรู้สึกภายในกลับไม่ได้เรียบง่ายและราบรื่นเหมือนดั่งงานที่กำลังไปได้สวยเมื่อประตูกลุ่มผู้บริหารปิดลงจนหมด เหลือเพียงเธอกับรวีที่ยังคงยืนอยู่ภายในห้อง ม่านไหมขยับตัวเล็กน้อย แววตาที่เคยฉายความมั่นใจเมื่อครู่กลับเจือด้วยความลังเลและร่องรอยความอึดอัดที่ซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มบางเบารวีที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะประชุมมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอ่อนโยน เขายังคงจำสัมผัสและคำพูดที่อบอุ่นเมื่อช่วงเช้าได้ดี คิดว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอได้ถูกทลายลงจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าบรรยากาศรอบตัวที่เปลี่ยนไปกลับทำให้เขาต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ"เป็นอะไรไปครับม่านไหม ตั้งแต่จบการประชุมแล้ว ดูเธอมีเรื่อง(กังวลในใจ) อะไรอยู่หรือเปล่า" รวีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้เธออีกนิดม่านไหมสูดลมหายใจเข้าลึ
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านกลุ่มเมฆบางเบา ทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำเจ้าพระยา สายลมเย็นพัดโชยเข้ามาปะทะระเบียงห้องทำงานส่วนตัวที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงของอาคารพาณิชย์ใจกลางเมือง ซึ่งเวลานี้ถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราวและจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของม่านไหมบรรยากาศภายในห้องเงียบสงบและผ่อนคลาย ต่างจากความตึงเครียดของค่ำคืนแห่งการชำระแค้นเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อดีมีแฟ้มเอกสารทางกฎหมายกองโตวางเรียงรายอยู่ ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดของตระกูลที่ถูกยึดคืนกลับมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้คำสั่งศาลม่านไหมในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีครีมดูเรียบหรูและทรงอำนาจ เธอยืนมองทัศนียภาพของเมืองหลวงเบื้องล่างผ่านกระจกใสบานใหญ่ มือเรียวถือแก้วกาแฟอุ่นๆ ไว้พลอมปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับอดีตที่ผ่านพ้น ภาพของความอยุติธรรม คราบน้ำตา และความหวาดกลัวในวันที่ตระกูลอคินทร์พยายามทำลายล้างเธอ ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือไว้เพียงความจริงที่ว่าเธอยืนหยัดอยู่ ณ จุดสูงสุดของชัยชนะด้วยลำแข้งของตัวเองเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาเบาๆ พร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่โอบกอดเธอจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งของรวีรวบเอวค
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ไปทั่วห้องจัดเลี้ยงหรูหรา แสงแฟลชจากกล้องนับร้อยตัวสาดส่องเข้าใส่ร่างเพรียวระหงของม่านไหมราวกับพายุฝนดาวตก นักข่าวและแขกเหรื่อต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยความตื่นตระหนก บ้างก็ตกใจราวกับเห็นผีสาง บ้างก็อยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้น เพราะการปรากฏตัวของทายาทสาวตระกูลดังที่ถูกประกาศว่าเสียชีวิตไปแล้ว กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งที่สั่นสะเทือนวงการธุรกิจและสังคมไฮโซในชั่วพริบตาที่โต๊ะประธาน นายใหญ่อคินทร์พยายามควบคุมสติที่กระเจิดกระเจิงของตัวเองให้กลับคืนมาอย่างยากลำบาก ใบหน้าคมเข้มที่เคยหยิ่งผยองบัดนี้ซีดเผือดริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธและหวาดกลัวระคนกัน เขากัดฟันกรอดจนสันกรามูนนูน ส่งสัญญาณมือให้บอดี้การ์ดชุดสูทสากลนับสิบคนที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบห้องพุ่งเข้ามาจัดการทันที"จับนังนี่ออกไป! อย่าให้มันมาสร้างความวุ่นวายในงาน!" นายใหญ่อคินทร์ตวาดลั่นด้วยเสียงอันกร้าวร้าว พยายามกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกของตนเองต่อหน้าธารกำนัลบอดี้การ์ดร่างยักษ์สี่คนก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว หมายจะรวบตัวม่านไหมให้ออกไปจากรัศมีสายตาของสื่อมวลชน ทว่าม่านไหมกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนหยัดอ







