เข้าสู่ระบบเขากวาดสายตาไปรอบห้องสมุดที่ไร้ผู้คน ความเงียบนั้นทำให้เสียงการเต้นของหัวใจชัดเจนจนน่าใจหาย ก่อนที่เขาจะเลื่อนสายตากลับมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางของครูสาวอย่างจงใจ
“และตอนนี้… กติกาพวกนั้น มันมาไม่ถึงมุมห้องสมุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้หรอกนะครับ..และตรงนี้..มันมีแค่เราสองคน… ผมไม่เป็นนักเรียนให้ครูก็ได้นะ ถ้าครูอยากจะ… ลองเปลี่ยนบรรยากาศดูบ้าง”
ณิชารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ลมหายใจติดขัดเมื่อต้องเผชิญกับความร้ายกาจในระยะประชิด
“กฤษติน… นี่ในโรงเรียนนะคะ อย่าลืมสถานะตัวเองด้วย!”
กฤษตินลดน้ำหนักเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบที่ชิดใบหู
“สถานะมันก็แค่ ‘หัวโขน’ ที่ผู้ใหญ่บังคับให้ใส่เท่านั้นแหละ… ณัทณิชา”
เขาจงใจเปลี่ยนสรรพนามและเรียกชื่อเธอโดยตรง น้ำเสียงทุ้มต่ำสั่นประสาท
“ผมอาจจะเป็นเด็กในสายตาคนทั้งโลก… แต่สำหรับครู ผม ‘โต’ พอที่จะทำอะไร… ได้มากกว่าที่ครูคิดไว้เยอะเลยนะครับ”
เขาส่งหนังสือคืนให้เธอแต่ในจังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสกัน กฤษตินกลับจงใจลากปลายนิ้วผ่านผิวเนื้อเนียนอย่างเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง สัมผัสที่แฝงไปด้วยความรุกรานและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผยนั้น ทำเอาณัทณิชารู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหายไปจนแทบจะยืนไม่อยู่
“ลองมองว่าผมไม่ใช่ลูกศิษย์ดูสักครั้งสิครับ... แล้วครูจะเห็นว่า ‘โลกใบใหม่’ ที่ไร้กฎเกณฑ์พวกนั้น มันน่าตื่นเต้นแค่ไหน”
ณิชาพยายามจะเบียดตัวหนีออกจากจุดนั้นด้วยความอึดอัดที่เริ่มทวีความรุนแรงจนแทบหายใจไม่ออก แต่เขากลับใช้มือทั้งสองข้างยันชั้นหนังสือเอาไว้ กักขังเธอไว้ในอาณาเขตส่วนตัวของเขาอย่างสมบูรณ์
“กฤษติน... ขอทางด้วยค่ะ ครูต้องไปแล้ว”
“จะรีบไปไหนล่ะครับ?”
เขาก้มลงจนริมฝีปากเกือบจะแตะใบหูเธอ
“ยังไม่ทันได้คุยกันให้รู้ใจเลย... ครูณิชา..หรือว่า... ครูกลัวใจตัวเองมากกว่ากลัวผม? กลัวว่าถ้าปล่อยให้ผมเข้าใกล้มากกว่านี้ ครูจะหยุดตัวเองไม่ได้เหมือนกัน”
ณัทณิชารู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ เธอพยายามหดตัวหนีแต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับชั้นหนังสืออย่างไร้ทางสู้
“เธอ... พูดบ้าอะไร อย่ามาพูดเกินเลยแบบนี้อีกนะ”
กฤษตินยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ร้ายกาจทว่ามีเสน่ห์ดึงดูดจนน่ากลัว
“เกินเลยเหรอครับ? ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย... ผมแค่พูดความจริงเท่านั้น.. ครูรู้ตัวบ้างไหม..ว่าตั้งแต่วันแรกที่ครูเดินเข้ามาในห้องเรียน..ผมก็ไม่เคยมองว่าครูเป็น ‘ครู’ อีกเลย”
เขายืดตัวขึ้นเต็มความสูงช้า ๆ ปรับแว่นสายตาให้เข้าที่ด้วยท่วงท่าสุขุมเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สายตาหลังเลนส์ที่ทอดมองมา กลับเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ลุ่มลึกและรุนแรง
“เย็นนี้ถ้ากลับถึงบ้านแล้ว จะแกล้งลืมทุกคำที่ผมพูดก็ได้นะครับ ไม่ต้องเก็บไปคิดให้วุ่นวายใจหรอก... แต่ถ้าครูห้ามใจไม่ได้.. อยากจะคิดถึงผมจริง ๆ ละก็... ผมก็คงจะดีใจมาก”
กฤษตินเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ ทิ้งไว้เพียงไอร้อนที่ยังคุกรุ่นและความเงียบที่น่าอึดอัด ณิชายืนพิงชั้นหนังสืออย่างคนหมดแรง มือเรียวกุมหน้าอกที่เต้นระรัว เธอกลัวสายตาคู่นั้นเหลือเกิน... มันไม่ใช่สายตาของนักเรียนแต่มันคือสายตา
ของ ‘นักล่า’ ที่กำลังรอคอยเหยื่ออย่างใจเย็นและอดทนที่สุด
เธอนิ่งค้างอยู่นานหลายวินาที ร่างกายยังสั่นสะท้านจนแทบยืนไม่อยู่ ณิชาพยายามพยุงตัวเองกลับไปที่โต๊ะด้วยเรียวขาที่อ่อนแรงเหมือนจะทรุดลงได้ทุกเมื่อ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับถุงกระดาษแบรนด์หรูใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างกองสมุดอย่างเป็นระเบียบ ทั้งที่เมื่อครู่มันยังไม่มีอยู่ตรงนั้น
หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำขึ้นมาทันที ณิชาขมวดอย่างสงสัยมือที่ยังสั่นในขณะเอื้อมไปหยิบโน้ตแผ่นเล็กที่แปะอยู่บนกล่องด้านในขึ้นมาอ่าน
“ผมขอโทษ... Christ”
ลายมือหวัด ๆ นั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้เธอรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ภายในถุงคือสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดที่แพงที่สุดในตอนนี้ พร้อมอุปกรณ์เสริมครบชุดที่ถูกจัดเตรียมมาอย่างไม่ลังเล ณิชามองกล่องหรูตรงหน้าสลับกับสมาร์ตโฟนเครื่องเก่าของเธอ ที่หน้าจอแตกยับเยินจนแทบมองไม่เห็นอะไรเพราะน้ำมือของเขา ความรู้สึกในอกตอนนี้วุ่นวายจนแทบระเบิดออกมา ศักดิ์ศรีในฐานะครูสั่งให้เธอผลักไสมันไปเสีย แต่ใจอีกด้านกลับสั่นไหวอย่างรุนแรงให้กับความใส่ใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความหยาบคายนั้น
‘ทำไม... ทำไมเขาต้องทำแบบนี้’
เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ใช้วิธีหยาบโลนเหมือนเด็กเกเรทั่วไป แต่เขากำลังใช้ความเงียบ ความลับ และความอ่อนโยนที่แฝงไว้อย่างชาญฉลาด ล้อมกรอบเธอช้า ๆ กระชับพื้นที่เข้ามาเรื่อย ๆ จนเธอแทบไม่มีทางหนี
ณิชารู้สึกสับสนแทบหายใจไม่ออก จรรยาบรรณที่เธอยึดมั่นมาตลอดกำลังจะถูกเขาพังทลายลงอย่างเงียบเชียบ และเธอเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงรอยร้าวที่กำลังกว้างขึ้นทุกที เธอเกลียดความรู้สึกนี้... เกลียดที่ตัวเองกำลังหวั่นไหว และเกลียดที่ส่วนลึกในใจกลับรู้สึกอบอุ่นกับการกระทำที่ไม่ควรเกิดขึ้น
“...ฉันเป็นครูนะ” เธอพึมพำกับตัวเอง “ฉันเป็นครู... เขาเป็นนักเรียน... เราทำแบบนี้ไม่ได้”
แต่คำค้านนั้นกลับเบาบางลงทุกที... จนสุดท้ายเธอก็แทบไม่ได้ยินเสียงของตัวเองอีกเลย
เต้ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว “โห... พวกมึงทำอะไรกันวะเนี่ย” สายตาเขากวาดมองขวดเหล้าที่เกลื่อนพื้น ควันบุหรี่ที่ยังลอยอ้อยอิ่ง และกฤษตินที่นั่งกองอยู่มุมห้อง “บรรยากาศอย่างกับงานศพ” เขาส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนหัวเราะในลำคออย่างเหนื่อยใจ “มึงเลิกทำตัวโง่ ๆ ได้แล้วกฤษ..คนอย่างมึงเนี่ยนะ... จะมานั่งกอดขวดเหล้าเหมือนคนหมดอนาคต” “แม่งน่าขยะแขยงชิบหาย” กฤษตินไม่ตอบเขาเพียงยกขวดเหล้าขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นบาสถอนหายใจ ก่อนนั่งยองลงตรงหน้าเพื่อน “เฮ้ย... ไอ้คุณกฤษ” น้ำเสียงของเขาเบาลง แต่จริงจังกว่าเดิม “มึงมีดีตั้งเยอะ..ทั้งเรียนเก่ง ทั้งกีฬาเด่น อนาคตแม่งเปิดรอมึงอยู่ทั้งแถบ..แล้วมึงจะมานั่งพังเพราะผู้หญิงคนเดียวจริง ๆ เหรอวะ” เขาหัวเราะในลำคอพลางยิ้มเยาะ “อกหักครั้งแรกหรือไง ไอ้สัส” เต้เดินเข้ามาสมทบ ยืนกอดอกมองเพื่อนนิ่ง ๆ “อายุแค่สิบแปดเองนะเว้ย..มึงยังเหลือเวลาอีกเป็นสิบ ๆ ปี..จะนั่งทำหน้าเหมือนชีวิตจบแล้วทำ
บาสผลักประตูห้องเข้าไปเต็มแรงจนเกิดเสียงดังปังกลิ่นบุหรี่และแอลกอฮอล์อันเข้มข้นปะทะเข้าที่ใบหน้าทันที จนเขาต้องขมวดคิ้วแน่น “ไอ้สัส... มึงสองคนทำเหี้ยอะไรกันวะเนี่ย? ห้องแม่งเหมือนบาร์เถื่อนมากกว่าห้องคนอยู่แล้ว” ภีมยืนพิงขอบหน้าต่าง สูบบุหรี่มวนใหม่ด้วยสีหน้าอ่อนล้าราวกับหมดแรงจะห้ามใครอีก “กูเปิดหน้าต่างตั้งนานแล้ว มันก็ยังไม่ยอมดับบุหรี่สักที” เขาพ่นควันออกช้า ๆ ก่อนส่ายหน้า “กูพูดจนปากจะฉีกแล้ว มันไม่ฟัง” บาสหันไปมองมุมห้องทันทีกฤษตินนั่งกองอยู่กับพื้น หลังพิงผนังอย่างคนไร้เรี่ยวแรง ขวดเหล้าวางกระจัดกระจายรอบตัว มือข้างหนึ่งยังคีบบุหรี่ที่ควันลอยกรุ่นไม่ขาดสาย ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่เคยดึงดูดทุกสายตา บัดนี้กลับหม่นซีดและอิดโรยราวกับถูกชีวิตสูบวิญญาณออกไปจนแทบไม่เหลือ “กฤษ!” บาสเดินตรงเข้าไป เตะขวดเหล้าที่ขวางทางจนกลิ้งกระแทกกำแพง ก่อนคว้าคอเสื้อเพื่อนกระชากขึ้นมากระแทกกับผนังเต็มแรง ตุ้ม! “เรื่องที่สนามวันนั้น มึงยอมรับผิดคนเดียวทำไมวะ!” เขาตะคอกใส่หน้าเพื่อนอย่าง
ณ ห้องผู้อำนวยการโรงเรียน หลังจาก ผอ.เกรียงศักดิ์รับชมคลิปการแข่งขันนัดสำคัญจนจบ เขาได้แต่ทอดถอนหายใจยาว แววตาครุ่นคิดสะท้อนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างสูงเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง ปล่อยสายตาออกไปไกลราวกับกำลังชั่งน้ำหนักสิ่งที่ต้องเผชิญในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ไม่นานนัก รอง ผอ.ก็เคาะประตูเบา ๆ ก่อนก้าวเข้ามาภายในห้อง พร้อมรายงานเหตุการณ์วุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นในสนาม “ผมเห็นคลิปนั่นแล้ว ท่านรอง...” ผอ. เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่แฝงความหนักแน่น “ค่ะ... ตอนนี้ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันเชิญท่าน ผอ. ไปร่วมหารือที่ริมสนามบาสด่วนเลยค่ะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว” “เชิญทุกคนมาคุยกันที่ห้องประชุมเล็กข้างห้องผมเถอะ” เขาตอบอย่างสุขุม “ให้ทุกคนได้นั่งในห้องแอร์เย็น ๆ จิบน้ำเย็นสักแก้ว อารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นจะได้คลายลงบ้าง แล้วค่อยพูดคุยกัน..ไปเชิญพวกเขามาที่นี่เถอะ” “ได้ค่ะ...” รอง ผอ.รับคำ ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงกังวล “แต่ท่าน ผอ. คะ... เหตุการ
ในที่สุด วันแห่งการตัดสินที่ทุกคนเฝ้ารอก็มาถึง... การแข่งขันบาสเกตบอลประเพณีนัดสำคัญเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม เต้ ยืนเบียดเสียดอยู่บนอัฒจันทร์พลางตะโกนเชียร์เพื่อนทั้งสามอย่างสุดกำลัง แม้เขาจะถนัดฟุตบอลมากกว่า แต่ในยามนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงมวลความกดดันที่หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก ท่ามกลางเกมที่เดือดพล่านราวกับสงครามกลางสนามไม้ปาร์เกต์ ทีมของกฤษตินที่ใครต่อใครต่างยกให้เป็นต่อ กลับตกเป็นรองอย่างน่าใจหาย ทุกย่างก้าวของพวกเขามันดูติดขัดและเต็มไปด้วยความผิดพลาด โดยเฉพาะกัปตันทีมตัวจริงอย่างกฤษติน... เขาวิ่งไปตามสนามราวกับหุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิต แววตาว่างเปล่าและปฏิกิริยาที่เชื่องช้าทำให้เขาเล่นผิดฟอร์มไปอย่างกู่ไม่กลับ จนบาสต้องกัดฟันแบกรับภาระคุมเกมแทนอย่างเลี่ยงไม่ได้ บาสพยายามตะโกนสั่งการ แต่ดูเหมือนความพ่ายแพ้กำลังคืบคลานเข้ามาปกคลุมทีมของพวกเขา... เพียงเพราะหัวใจของกัปตันทีมคนสำคัญไม่ได้อยู่กับตัวอีกต่อไปแล้ว เสียงลูกบาสกระทบพื้นไม้ปาร์เกต์ดังสนั่นพอๆ กับเสียงเชียร์ที่กระหึ่มยิมเนเซียม แต้มเบียดกันชนิดหายใจรดต้นคอ กฤษตินถูกประกบติดจนขยับไม่
"เขาทำเพื่อมึงนะเว้ย... ถ้าเรื่องไม่จบแบบนี้ มึงจะเอาหน้าที่ไหนไปเรียนต่อ" กฤษตินกระแทกขวดเหล้าลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังสนั่น "กูไม่เคยขอ! กูยอมแลกทุกอย่าง ยอมทิ้งอนาคต ยอมถูกประณาม แค่ให้มีเขาอยู่ข้างๆ... แต่เขากลับเลือก 'อนาคต' ของกู มากกว่า 'ตัวกู' ...มึงว่ามันตลกไหมล่ะ สุดท้ายกูก็เป็นแค่เด็กโง่คนหนึ่ง..ที่ถูกผู้ใหญ่ปั่นหัวเล่นจนพังไม่เป็นท่า" “กฤษ… มึงเมามากแล้ว นอนเถอะ พรุ่งนี้มีแข่งบาส มึงรู้ใช่ไหม…” ภีมกดเสียงให้ต่ำ แต่แฝงแรงกดเอาไว้แน่น เขามองเพื่อนตรงหน้าตาแดงก่ำ เหม่อลอย เหมือนคนที่ไม่ได้หลับมาหลายคืน กฤษตินไม่ตอบ คว้าขวดเหล้าขึ้นมาดิ่งยาวอีกอึก “กูไม่ได้เมา…” เขาหัวเราะแห้ง เสียงพร่าเหมือนแตกเป็นเสี่ยง “กูแค่เพิ่งตื่น…ตื่นมาเห็นว่าโลกนี้แม่ง ไม่มีที่ให้ความรักปัญญาอ่อนของกูเลย” ภีมขยับเข้าใกล้ขึ้น “กฤษ..พอเหอะ” “พรุ่งนี้แข่งบาสใช่ไหม?” กฤษตินแทรกขึ้นทันที ดวงตาวาววับแบบอันตราย “เออ… กูจะเล่นให้แม่งพังกันไปข้างหนึ่งเลย” ปึ้ก!.. ภีมกระชากขวดออกจากมือเ
บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนสนิทเงียบจนน่าอึดอัด ภาพหลุดพวกนั้นเหมือนระเบิดที่โยนลงมากลางวง ทุกคนเห็นพยานหลักฐานคาตา แต่กลับไม่มีใครกล้าอ้าปากถาม... เพราะภาพกฤษตินที่เหมือนคนตายทั้งเป็นมันค้ำคอทุกคนอยู่ “มันไม่ได้นอนมาสามวันแล้วนะบาส…” เสียงของภีมดังลอดปลายสายมาเบา ๆ แต่หนักอึ้งจนปลายประโยคเหมือนจะหายไปในลมหายใจ บาสนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว มือยกขึ้นกดขมับเหมือนพยายามเรียบเรียงความคิด “ตอนนี้มันอยู่ไหน…” “ยังวนหาอยู่…ที่เดิม ๆ นั่นแหละ” ภีมตอบ “ขอบตาแดง กูว่าแทบไม่รู้แล้วว่ากำลังขับรถไปไหน แค่ขับ…แล้วก็หาไปเรื่อย” ปลายสายเงียบไปอึดใจ เหมือนทั้งคู่ต่างเห็นภาพเดียวกันกฤษตินในสภาพที่ใกล้จะพังเต็มที “ปล่อยมันเถอะ…” บาสพูด เสียงแผ่วลงแต่หนักแน่น “ให้มันหาจนพอใจ ถ้ามันไม่เห็นกับตาว่าทุกที่มันว่างเปล่า…มันไม่ยอมหยุดหรอก” ภีมเม้มปากแน่น มองไปยังร่างสูงที่นั่งเหม่ออยู่หลังพวงมาลัย ดวงตาแดงก่ำเหมือนไม่ได้นอนมาหลายคืน “เออ…แต่กูกลัวมันพังเร็วกว่านั้นว่ะ” บา
ณิชา หรือ ณัทณิชา วุฒิไพศาล บัณฑิตป้ายแดงจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง เธอคือผลิตผลที่งดงามซึ่งเติบโตมาท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาในแถบภาคตะวันออก ครอบครัวของเธอเป็นเจ้าของสวนผลไม้ผืนใหญ่ที่มีทุเรียนพันธุ์ดีเป็นหัวใจหลัก แม้จะไม่ได้ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีแถวหน้าของเมืองไทย แต่ขุมทรัพย์สีทองจากผืนดิน
เช้าวันจันทร์ที่ควรจะสดใส กลับกลายเป็นเพียงอีกวันที่อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกสำหรับกฤษติน เขายืนจ้องเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ เนิ่นนานกว่าที่ควร มือขยับปมเนกไทบนชุดนักเรียนสีขาวเรียบกริบอย่างเชื่องช้า สายตาว่างเปล่าราวกับไร้ชีวิตสำหรับสายตาคนนอก เขาคือ “เจ้าชาย” ผู้เพียบพร้อมไร้ที่ติ แต่สำหรับ
ในรั้วโรงเรียนชายล้วนเอกชนชื่อดัง กฤษติน วรโชติเมธากุล นักเรียน ม.6/1 คือภาพแทนของความสมบูรณ์แบบ นิ่ง เฉียบ และเย็นชาจนใคร ๆ ขนานนามว่า “ปีศาจในคราบชุดนักเรียน”ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาเชื้อสายไทย–จีน เขาซ่อนรอยร้าวเอาไว้ลึกเกินกว่าจะมองเห็น ตั้งแต่อายุสิบขวบ วันที่พ่อศัลยแพทย์ชื่อดัง เลือกหย่าร้างและไ







