Masukความสับสนในดวงตาของเอเดรียนชัดเจนยิ่งขึ้น เขาไม่เข้าใจว่าทำไมหญิงสาวคนนี้ถึงมาตามวุ่นวายกับเขา เขารู้สึกถึงความแปลกประหลาดในคำพูดและการกระทำของเธอ ไม่มีใครเคยเข้ามายุ่งกับเขาอย่างนี้มาก่อน โดยเฉพาะการพยายามช่วยเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยขอหรือคิดว่าต้องการ
เอเดรียนก้าวเข้าไปใกล้มินตรา ดวงตาของเขาจับจ้องเธออย่างค้นหา
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามาจากไหน หรือเจ้าคิดอะไรอยู่ แต่ข้าไม่ต้องการใครทั้งนั้น ไม่ว่ารักหรือห่วงใย ข้ารู้จักชีวิตของข้าดีกว่าเจ้า เจ้าควรกลับไปก่อนที่เจ้าจะพบว่าตัวเองเข้าไปยุ่งกับสิ่งที่เกินกำลังของเจ้า แม่คู่หมั้นปลอม”
มินตราเริ่มรู้สึกได้ถึงความเสี่ยงในคำพูดของเอเดรียน แต่เธอก็ยังยืนหยัด “ท่านอาจจะคิดว่าฉันไร้เดียงสาหรือโง่เขลาที่พยายามมายุ่งกับชีวิตท่าน แต่ฉันไม่อยากให้ท่านต้องอยู่กับความเจ็บปวดตลอดไป”
เอเดรียนถอนหายใจและส่ายหัว “เจ้าช่างพูดมากเกินไปสำหรับคนที่ข้าไม่เคยรู้จัก จำไว้ว่าข้าไม่ใช่คนที่จะให้ใครมาสั่งสอนง่าย ๆ”
เขาหันหลังและเดินออกไปจากสวน ปล่อยให้มินตรายืนอยู่ท่ามกลางดอกกุหลาบที่พัดพลิ้วไปตามลม
มินตรามองตามแผ่นหลังของเอเดรียนที่เดินห่างออกไป เธอรู้ว่าเธอคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการทำให้เขาเชื่อว่าเธอไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นคนที่หวังดีจริง ๆ หากเธอต้องการกลับสู่โลกของเธอ เธอจะต้องทำให้เอเดรียนเปิดใจและยอมรับความเปลี่ยนแปลง แม้มันจะยากเพียงใดก็ตาม
เธอพึมพำกับตัวเอง “ถ้าเขาไม่เข้าใจ ฉันก็ต้องทำให้เขาเห็นให้ได้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียว”
เอเดรียนเดินหายลับไปพร้อมกับความสับสนและหวาดระแวงในใจ สิ่งเดียวที่เขามั่นใจคือเขาจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้ง่าย ๆ
หลังจากที่ได้พบกับเอเดรียนเป็นครั้งแรก มินตรารู้ได้ทันทีว่าเส้นทางการทำภารกิจของเธอไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด ความเย็นชาและคำพูดเชือดเฉือนของเอเดรียนทำให้เธอรู้ว่าเขามีเกราะป้องกันตนเองที่หนาแน่นมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะไม่ยอมแพ้และพยายามหาวิธีเข้าถึงเขาอีกครั้ง
ในวันถัดมา อากาศยามเช้าในปราสาทยังคงหนาวเย็นเหมือนเดิม หมอกบาง ๆ ปกคลุมสวนกุหลาบในเช้าวันนั้น มินตราเตรียมตัวอย่างดี เธอทำอาหารเช้าด้วยตนเอง และตั้งใจนำไปให้เอเดรียนถึงที่ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเขาคงไม่สนใจ แต่อย่างน้อยเธอก็หวังว่าจะเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
มินตราถือถาดอาหารที่มีกาแฟหอมกรุ่นและขนมปังอบสดใหม่ เธอเดินไปยังห้องทำงานของเอเดรียนที่ตั้งอยู่ในปีกตะวันตกของปราสาท เมื่อไปถึง เธอเคาะประตูเบา ๆ
“ท่านเอเดรียนคะ ฉันนำอาหารเช้ามาให้ค่ะ” มินตราพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เธอพยายามสร้างความอบอุ่นและความหวังดีในคำพูดของเธอ
ภายในห้องนั้นเงียบงัน ไม่มีเสียงตอบรับ มินตราลองเคาะอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม เธอลองเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตู และพบว่าประตูไม่ได้ล็อก เธอเปิดประตูเข้าไปเบา ๆ และพบว่าในห้องทำงานนั้นว่างเปล่า โต๊ะทำงานถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยและไม่มีใครอยู่ที่นั่น เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เขาไปไหนกันนะ” มินตราพึมพำ เธอตัดสินใจออกตามหาเอเดรียนใน
ณ สวนด้านหลังปราสาท
เอเดรียนเดินทอดน่องอยู่ในสวนกุหลาบที่เงียบสงบ เขาพยายามหาที่สงบ ๆ ที่จะหลบหนีจากหญิงสาวที่อ้างว่าเป็นคู่หมั้นที่คอยตามตื๊อเขาไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่วันที่เธอปรากฏตัวขึ้น เขาก็รู้สึกเหมือนถูกกวนใจตลอดเวลา ความคิดของเขาพุ่งไปสู่คำถามเดิมๆ ว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นใคร และทำไมเธอถึงมาเกี่ยวข้องกับเขา
“ทำไมเธอถึงพยายามเข้ามายุ่งกับชีวิตของข้านัก” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่พอใจ
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ มาจากทางเดินในสวน เอเดรียนหันกลับไปเห็นมินตราเดินเข้ามาหาเขาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและรอยยิ้มที่ดูไม่ยอมแพ้
“ท่านเอเดรียน ข้าพบตัวท่านแล้ว” มินตรายิ้มอย่างมีความหวัง
เอเดรียนรู้สึกถึงความรำคาญที่ทวีขึ้นในใจ ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
“เจ้าอีกแล้วเหรอ ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเบื่อหน่าย
มินตรายังคงยิ้มไม่หุบ “ฉันแค่อยากให้ท่านรู้ว่าท่านไม่ได้อยู่คนเดียว ท่านไม่ต้องกังวล ฉันแค่อยากจะทำให้ท่านมีความสุขเท่านั้น”
เอเดรียนถอนหายใจและมองเธออย่างเย็นชา “เจ้าช่างไม่ยอมฟังคำพูดข้าเลยจริง ๆ” เขาหันหลังและเริ่มเดินหนีไปทางอื่น
มินตราตัดสินใจเดินตามเขาไป “ท่านจะไปไหนคะ ฉันจะไปด้วย”
เอเดรียนหันกลับมา สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความรำคาญ
“เจ้าจะตามข้าไปถึงไหน ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตข้า”
แต่แทนที่จะหยุด มินตรากลับเดินเข้าใกล้เขา “ฉันรู้ว่าท่านอาจไม่เข้าใจในตอนนี้ แต่ฉันเชื่อว่าท่านสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ฉันจะไม่หยุดพยายามค่ะ”
เอเดรียนจ้องมินตราด้วยความไม่พอใจ เขารู้สึกว่าเธอเป็นเหมือนแมลงวันตัวจิ๋วที่บินวุ่นวายรอบตัวเขาไม่หยุดหย่อน ความรำคาญทวีขึ้นทุกวินาที
“ถ้าเจ้าต้องการตามข้ามากขนาดนั้น เจ้าก็ตามข้ามา แต่ข้าจะไม่รับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
วันถัดมาเอเดรียนเริ่มหลบเลี่ยงมินตราทุกครั้งที่มีโอกาส เขาเปลี่ยนเส้นทางเดินในสวน เลี่ยงห้องอาหาร และแม้กระทั่งย้ายโต๊ะทำงานไปที่ห้องสมุดเพื่อไม่ให้เธอหาเจอ แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหน มินตราก็ยังคงหาทางเข้ามาใกล้เขาได้เสมอ
“ข้าต้องทำยังไงเธอถึงจะเลิกตามข้า” เอเดรียนพึมพำกับตัวเองขณะนั่งอยู่ในห้องสมุด เขาหวังว่ามินตราจะยอมแพ้ในที่สุด แต่เธอกลับดูเหมือนจะไม่ลดละเลยแม้แต่น้อย
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เอเดรียนถอนหายใจหนักและเหลือบตาไปมองทางประตู
“ใครอีกล่ะ”
“ท่านเอเดรียนคะ ฉันนำชาอุ่น ๆ มาให้ค่ะ” เสียงของมินตราดังขึ้นจากนอกประตู
“ให้ตายเถอะ” เอเดรียนสบถเบา ๆ ในใจ เขารีบลุกขึ้นและเดินไปทางหน้าต่าง เปิดมันออกแล้วกระโดดลงไปยังระเบียงด้าน ใครจะไปเชื่อว่า เอเดรียน ดยุกแห่งเวสตัน หนึ่งในแคว้นที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้ ผู้ปกครองที่เย็นชาและเด็ดขาดจะต้องมากระโดดระเบียงของปราสาทหนีผู้หญิง
หลังจากการเผชิญหน้ากับลอร์ดแวนเดอร์ เอเดรียนเตรียมการตอบโต้ให้รัดกุมยิ่งขึ้น การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเข้มแข็งของเขาในฐานะผู้นำ แต่ยังเป็นการทดสอบความไว้วางใจในหมู่พันธมิตรและขุนนางของแคว้นเวสตันด้วย หลายวันผ่านไป สายสืบและทหารที่เอเดรียนสั่งการเริ่มรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยของลอร์ดแวนเดอร์มากขึ้น เขาได้พบกับบุคคลลึกลับในป่าลึกนอกเมือง และมีการติดต่อกับพ่อค้าต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับแคว้นเรเวอเรียน เอเดรียนตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะเปิดโปงและจับกุมเขาเพื่อยุติแผนการที่ซ่อนเร้นนี้ ในขณะที่ลอร์ดแวนเดอร์อยู่ในคฤหาสน์ของตน เอเดรียนพร้อมทหารและนายพลที่ได้ล้อมรอบคฤหาสน์ไว้ ก่อนที่ลอร์ดแวนเดอร์จะทันตั้งตัว ทหารของเอเดรียนก็บุกเข้าไปในคฤหาสน์และจับตัวเขาไว้ได้โดยไม่มีการต่อต้านมากนัก ลอร์ดแวนเดอร์ถูกนำตัวมายังห้องโถงใหญ่ของปราสาทเวสตัน ขณะที่ประชาชน ขุนนาง และพันธมิตรต่างรวมตัวกันเพื่อเฝ้าดูการพิจารณาคดี “ลอร์ดแวนเดอร์ เจ้าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว” เอเดรียนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้ามีหลักฐานที่ยืนยันว่าเจ้าได้วางแผนกับศัตรูภายนอกเพื่อทำลายแคว้นเวสตัน เจ้าจะสาร
หลังจากการประชุมร่วมกับแคว้นเรเวอเรียนและพันธมิตร เอเดรียนตัดสินใจที่จะเริ่มการสืบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับขุนนางในแคว้นเวสตันที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ เขาเรียกประชุมลับในปราสาทเพื่อรวบรวมข้อมูลและวางแผนการเผชิญหน้ากับศัตรูที่แท้จริงในห้องประชุมลับของปราสาทเวสตัน นายพลและขุนนางที่เอเดรียนไว้ใจได้มารวมตัวกัน มินตราอยู่เคียงข้างเขาเช่นเคย คอยให้คำแนะนำและสนับสนุนการตัดสินใจเอเดรียนเริ่มพูด “ข้าได้ตัดสินใจว่าเราจำเป็นต้องสืบสวนและจับตาดูขุนนางที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบในแคว้น ข้าไม่สามารถปล่อยให้คนที่พยายามทำลายความมั่นคงของเรายังลอยนวลอยู่ได้”นายพลแคสันเห็นด้วย “ข้าคิดว่าเราควรเริ่มจากขุนนางที่เคยมีประวัติก่อกบฏหรือมีความขัดแย้งกับท่านในอดีต พวกเขาอาจเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากแคว้นอื่นเพื่อทำลายพันธมิตร”มินตราแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงรอบคอบ “และเราควรระวังไม่ให้การสืบสวนนี้สร้างความขัดแย้งภายในมากเกินไป ข้าคิดว่าเราควรให้ความสำคัญกับการหาหลักฐานและเจรจามากกว่าการใช้กำลัง”“เอเดรียน ท่านควรระวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกบฏอาจพยายามใช้ความกลัวและข่าวลือเ
หลังจากที่ลอร์ดเกรย์สันและลอร์ดเฟรเดอริกถูกจับกุมในข้อหากบฏ เอเดรียนจึงตัดสินใจเปิดเผยและจัดการกับการคบคิดภายในแคว้นอย่างเปิดเผย ด้วยการแสดงออกถึงความยุติธรรมและความเข้มแข็ง เขาต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรและประชาชน เพื่อให้เห็นว่าความมั่นคงและสันติภาพที่แท้จริงมาจากการร่วมมือกันในลานกว้างหน้าปราสาทเวสตัน ประชาชนจากทุกมุมของแคว้นมารวมตัวกันเพื่อเฝ้าดูการพิจารณาคดีของลอร์ดเกรย์สันและลอร์ดเฟรเดอริก บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและความคาดหวัง ขณะที่เอเดรียน มินตรา และขุนนางคนสำคัญยืนอยู่บนแท่นสูงเอเดรียนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “พวกเจ้าทุกคนที่มารวมตัวกันที่นี่ในวันนี้ เรามาเพื่อดูความยุติธรรมถูกแสดงออก พวกเจ้ารู้ว่าพวกเราพยายามสร้างพันธมิตรและความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับแคว้นอื่น ๆ แต่ยังมีคนที่พยายามทำลายสิ่งนี้”ลอร์ดเกรย์สันซึ่งถูกล่ามโซ่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาหันมาทางเอเดรียนและพูดเสียงดังด้วยความโกรธ “ข้าเพียงแค่ต้องการปกป้องแคว้นนี้จากการตกไปอยู่ในมือของศัตรู ท่านไม่เห็นหรือว่าแคว้นเหล่านั้นต้องการทำลายเรา”มินตรายืนอยู่ข้างเอเดรียน ก้าวขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงสง
ขณะที่เอเดรียน โทมัสแคว้นแคร์วินและเอลธัสกำลังหารือเกี่ยวกับแผนการป้องกัน มีสายสืบคนหนึ่งกลับมาพร้อมกับข้อมูลที่สำคัญ เขาเข้ามาในห้องโถงประชุมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด “ท่านเอเดรียน ข้ามีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกลุ่มศัตรูที่พยายามเข้ามาขัดขวางการประชุมของเรา” สายสืบกล่าว เอเดรียนพยักหน้า “พูดมา ข้าต้องการรู้ทุกอย่างที่เจ้าค้นพบ” สายสืบเริ่มรายงาน “จากการสืบสวนของข้า เราพบว่ากลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการขัดขวางนี้ไม่ใช่แค่แคว้นศัตรูเพียงแคว้นเดียว แต่เป็นการรวมตัวของขุนนางบางกลุ่มที่ไม่พอใจการรวมอำนาจของท่านและไม่ต้องการให้แคว้นต่าง ๆ ร่วมมือกัน ขุนนางกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจากแคว้นศัตรูที่ต้องการสร้างความไม่สงบในภูมิภาคนี้” โทมัสดยุกแห่งแคร์วินขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าศัตรูของเรามีคนอยู่ในแคว้นของท่านด้วยหรือ” เอเดรียนพยักหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใช่ ข้าไม่แปลกใจเลยที่ยังมีคนที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลง ขุนนางกลุ่มนี้เห็นว่าการรวมอำนาจของข้าและการสร้างพันธมิตรใหม่ทำให้พวกเขาสูญเสียอิทธิพล ข้าจะไม่ยอมให้พวกเขาทำลายสิ่งที่ข้าพ
หลังจากที่แคว้นเวสตัน แคว้นแคร์วิน และแคว้นเอลธัสลงนามเป็นพันธมิตรกัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ประชาชนเริ่มมีความหวังที่ความสงบสุขจะมาเยือน แต่ความสงบที่เพิ่งจะเริ่มต้นนั้นกลับถูกคุกคามจากศัตรูที่ไม่คาดคิดที่มาจากภายในแคว้นเองเช้าวันหนึ่งขณะที่เอเดรียนกำลังอ่านรายงานและจดหมายในห้องทำงานส่วนตัว ทหารรักษาประตูคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับจดหมายที่มีตราประทับของแคว้นแคร์วิน ท่าทางของทหารเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด“ท่านเอเดรียนขอรับ เมื่อสักครู่มีนายทหารจากแคว้นแคร์วิน นำจดหมายนี่มาส่งพร้อมกับข้อความจากท่านโทมัสดยุกแห่งแคร์วินบอกให้บอกท่านว่า นี่เป็นข้อความด่วนจากท่านโทมัสแคว้นแคร์วินขอรับ” ทหารคนนั้นกล่าวขณะยื่นจดหมายให้เอเดรียนเอเดรียนรีบรับจดหมายและรีบเปิดอ่านทันที ท่าทีของเขาเริ่มเปลี่ยนไปเมื่ออ่านเนื้อหาในจดหมายที่ส่งมาจากโทมัสดยุกแห่งแคร์วิน ใจความในจดหมายระบุว่าพวกเขาได้พบการเคลื่อนไหวลับของกลุ่มกบฏบางกลุ่มภายในแคว้นเวสตัน ซึ่งกำลังวางแผนที่จะโค่นล้มเอเดรียนและทำลายพันธมิตรที่เพิ่งสร้างขึ้นเอเดรียนขมวดคิ้วก่อนจะหันไปหามินตราที่อยู่ในห้องด้วยกันเหมือนแค่บอกกล่าวให้ฟังแต่ก็ขอคำปรึกษา “ด
หลังจากแคว้นเวสตันและแคว้นแคร์วินได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกัน ทั้งสองแคว้นก็เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับแคว้นเอลธัสที่กำลังเตรียมการโจมตี กองทัพจากแคว้นแคร์วินเดินทางมาถึงแคว้นเวสตันอย่างรวดเร็ว พร้อมเข้าร่วมกับกองกำลังของเอเดรียนในการเตรียมความพร้อมสำหรับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในค่ายทหารของแคว้นเวสตัน เอเดรียนยืนอยู่ท่ามกลางแผนที่ที่แสดงเส้นทางและแนวชายแดน เขากำลังประชุมร่วมกับโทมัสดยุกแห่งแคว้นแคร์วินและทหารคนสำคัญของเขา โดยมีมินตรายืนอยู่ข้าง ๆ เพื่อสนับสนุนและให้คำแนะนำดยุกโทมัสแห่งแคร์วินชี้ไปที่แผนที่ “ท่านเอเดรียน เราคาดว่าพวกเอลธัสจะโจมตีจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ นั่นคือพื้นที่ที่มีภูมิประเทศสูงและสามารถบุกได้ง่าย ถ้าเราสามารถตั้งกำลังป้องกันที่นั่นและตัดเส้นทางการเคลื่อนที่ของพวกเขาได้ เราจะมีโอกาสชนะมากขึ้น”เอเดรียนพยักหน้าพร้อมตอบกลับด้วยสีหน้าเห็นด้วย “ข้าตกลง เราจะจัดกำลังป้องกันที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เราต้องระวังไม่ให้เสียกำลังทหารมากเกินไป ข้าอยากให้พวกเราสร้างกับดักและดึงพวกมันเข้าสู่พื้นที่ที่เราควบคุมได้”“ข้าเห็นด้วยกับท่านทั้งสอง แต่ข้าเสนอว่าเราควรส่ง







