Mag-log in“มังกรเร้นกาย”
เมื่อได้ยินชื่ออาหารจากปากหญิงสาว คิ้วหนาของเสี่ยวเอ้อร์ก็พลันขมวดเข้าหากัน ที่ร้านอาหารเฟิ่งหวงของเขามีอาหารมากมายจากหลากหลายท้องถิ่น แต่กลับไม่เคยได้ยินชื่ออาหารชนิดนี้ หญิงสาวผู้นี้แม้แต่ใบหน้าก็ไม่กล้าเปิดเผย บางทีอาจเป็นพวกที่จงใจมาก่อกวนร้านของเขา
“ขออภัยแม่นาง ไม่ทราบว่าอาหารนี้เป็นของพื้นที่เขตใด และมีวิธีการทำอย่างไรหรือขอรับ”
“เจ้ากำลังสงสัยคนของข้าหรือ”
เซิ่นชิงหยวนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาที่จ้องมองไปยังเสี่ยวเอ้อร์นั้นกลับแข็งกร้าวดุดัน ชัดเจนถึงความไม่พอใจ
“ขอคุณชายเซิ่นโปรดอภัย ข้าน้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“แล้วเจ้าหมายความเช่นไร”
ใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์พลันซีดเซียว แม้ว่าคุณชายเซิ่นจะเป็นคนมีหน้ามีตาและเป็นที่รู้จักของผู้คน ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงสาวผู้นี้จะไว้ใจได้ เพียงแต่ด้วยสถานะของเขาย่อมไม่อาจจะล่วงเกินคุณชายเซิ่นโดยตรง ขณะเดียวกันก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้อื่นมาทำลายชื่อเสียงของร้าน
ช่างเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากจริงๆ
หลิ่งฟางเซียงไม่ใช่คนโง่ย่อมรับรู้ได้ถึงการกระทำที่พยายามปกป้องของเซิ่นชิงหยวน ในใจของเธอจึงรู้สึกขอบคุณเขาเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะส่งยิ้มไปทางเสี่ยวเอ้อร์ที่ตอนนี้หน้าซีดตัวสั่นจนดูน่าสงสาร
“มังกรเร้นกาย เป็นอาหารจากทางเขตทางใต้บ้านเกิดของข้า เพียงแต่ต่างพื้นที่อาจมีชื่อเรียกต่างกัน วันนี้ข้ามีวัตถุดิบหลักมาพอดี หากทางร้านเฟิ่งหวงไม่รังเกียจข้าขอยืมครัวทำอาหารนี้ได้หรือไม่ บางทีทำเสร็จแล้วอาจจะเป็นอาหารที่เดิมทีร้านของท่านก็มีอยู่แล้ว เพียงแค่เรียกขานต่างกันเท่านั้น”
“ในเมื่อแม่นางกล่าวเช่นนี้ก็รบกวนแม่นางแล้ว”
ชายหนุ่มรู้สึกขอบคุณหญิงสาวตรงหน้าเป็นอย่างยิ่งที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้เขา ในขณะที่เซิ่นชิงหยวนแสร้งยกชาขึ้นดื่มแล้วลอบยกยิ้มมุมปาก เขาอยู่ในวงการค้าขายมาตั้งแต่เกิด ย่อมมองแผนการของหญิงสาวตรงหน้าออก ดูเหมือนว่าตั้งแต่แรกนางก็ไม่ได้ต้องการมากินข้าวร่วมกับเขา แต่ต้องการมาเจรจาขายของเท่านั้น
หลิ่งฟางเซียงเดินตามเสี่ยวเอ้อร์หนุ่มมาที่ห้องครัวด้านหลัง ดวงตากลมเปล่งประกายยิ้มกว้าง ก่อนหน้านี้ตัวเธอยังกังวลว่าวัตถุดิบในคลังมิติที่มีไม่ครบอาจจะทำให้รสชาติของอาหารผิดเพี้ยนจนไม่เป็นที่ถูกปากของผู้คน ทว่าเมื่อได้เห็นวัตถุดิบที่หลากหลายในห้องครัวความกังวลก่อนหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจถึง 9 ส่วน หันไปทางพ่อครัวใหญ่แล้วย่อตัวลงด้วยความนอบน้อม
“ข้าน้อยฟางเซียงขอเสียมารยาท แม้มังกรเร้นกายนี้จะเป็นอาหารท้องถิ่นที่สามารถหากินได้ทั่วไป ทว่าสูตรในการปรุงนี้เป็นสูตรลับของตระกูลข้า จึงขอท่านพ่อครัวอย่าถือสาหากข้าจะขอกั้นม่านระหว่างทำอาหาร”
“ไม่มีปัญหา”
หวงตง เป็นคนจากตระกูลพ่อครัวมาสามรุ่น ย่อมเข้าใจดีว่าสิ่งล้ำค่าของพ่อครัวก็คือสูตรลับของตระกูล ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้คนตั้งม่านบังตาให้กับหญิงสาว หลิ่งฟางเซียงย่อตัวพร้อมเอ่ยคำขอบคุณอีกครั้งก่อนจะเริ่มลงมือ
แท้จริงแล้วมังกรเร้นกายนี้ก็คือก๋วยเตี๋ยวหลอดเจนั่นเอง เพียงแต่หากไม่ตั้งชื่อให้สูงส่งชวนสงสัยสักหน่อยจะทำให้พวกเขาสนใจได้อย่างไร
มือเรียวหยิบถั่วงอกในตะกร้าออกมาล้างแล้วนำไปลวกให้พอสุก ก่อนจะหยิบเห็ดหอม เต้าหู้ และถั่วงอกลวกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นจึงนำเห็ดหอมลงผัดในน้ำมันจนหอมฟุ้ง ตามด้วยวัตถุดิบอื่นๆ ปรุงรสจนกลมกล่อมได้ที่ จึงนำมาห่อม้วนเป็นแท่งด้วยแผ่นฟองเต้าหู้ที่แช่น้ำจนนิ่ม และวางนึ่งบนเตาอีกรอบ
กลิ่นหอมของเห็ดหอมที่ผ่านการปรุงรสผสมผสานกับกลิ่นเฉพาะของถั่วงอกคละคลุ้งไปทั่วห้องครัวจนแม้แต่หวงตงก็ยังอดที่จะชะเง้อมองดูไม่ได้ ดวงตาคมจดจ้องความคล่องแคล่วของคนหลังม่านด้วยความชื่นชม
ดูจากท่าทางของนางแล้ว ต้องเป็นหญิงสาวที่มีฝีมืองานครัวไม่น้อยจริงๆ
ผ่านไปราวสองเค่อ หลิ่งฟางเซียงก็ยกแผ่นฟองเต้าหู้ม้วนลงจากเตานึ่ง จัดวางลงในจานขนาดกลาง ใบละหนึ่งแท่ง หั่นแต่ละแท่งออกเป็นสามชิ้น โรยหน้าด้วยหัวไชโป๊เจียว วางคู่กับซีอิ๊วดำถ้วยเล็ก
แน่นอนว่าเพียงแค่ได้ลิ้มรส พ่อครัวมือหนึ่งก็คงสามารถทำมังกรเร้นกายหรือก๋วยเตี๋ยวหลอดเจนี้ได้ เพียงแต่ซีอิ๊วดำนี้คาดว่าในยุคนี้คงยังไม่มีแน่นอน
หวงตงเป็นทายาทของพ่อครัวชีวิตของเขาคลั่งไคล้มากที่สุดก็คือการทำอาหารเมื่อได้เห็นมังกรเร้นกายของหลิ่งฟางเซียง ก็เกิดความรู้สึกต้องการลิ้มลองอยากศึกษาในทันที
“แม่นางฟางอาหารจานนี้ของท่าน ข้าขอชิมสักหน่อยได้หรือไม่”
“ย่อมได้อยู่แล้ว”
พูดจบก็ยกมังกรเร้นกายจานหนึ่งส่งให้หวงตง อีกทั้งยังผายมือไปยังอีกร่วมสิบจานที่เหลือแล้วพูดด้วยท่าทางสดใสจริงใจ
“เมื่อครู่ข้าพลั้งเผลอทำมังกรเร้นกายเสียหลายจาน เช่นนั้นก็รบกวนท่านพ่อครัวนำไปแจกจ่ายให้กับลูกค้าในร้านเถิดเจ้าค่ะ จะได้ไม่เป็นการเสียของ ส่วนนี่เป็นค่าวัตถุดิบที่ข้าใช้ไปเมื่อครู่”
มือเรียวส่งเงินหนึ่งตำลึงเงินให้กับเสี่ยวเอ้อร์ ก่อนจะหยิบมังกรเร้นกายจานหนึ่งเดินกลับไปยังชั้นบน
“ให้คุณชายเซิ่นรอนานต้องขออภัยด้วย”
“ธุระของเจ้าสำเร็จแล้วหรือ”
เมื่อถูกรู้ทันหลิ่งฟางเซียงก็ไม่คิดปกปิดอีก ริมฝีปากบางยิ้มกว้างวางอาหารในมือลงตรงหน้าเขา
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณชายเซิ่นที่ร่วมมือ ตัวข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทนนอกจากอาหารจานนี้เท่านั้น”
หึ! เซิ่นชิงหยวนแค่นเสียงขบขันในลำคอ ก่อนจะใช้ตะเกียบในมือคีบอาหารตรงหน้า
รสชาติกลมกล่อมแฝงกลิ่นหอมของเห็ดหอมและบางอย่างที่เขาไม่คุ้นเคย เมื่อลองเขี่ยดูก็พบผักรูปร่างประหลาดหน้าตาไม่น่ากินซ่อนอยู่ภายใน
“สิ่งประหลาดนี้คือ”
“คือถั่ว...”
หลิ่งฟางเซียงยังไม่ทันอธิบายประตูห้องก็ถูกเปิดออก พร้อมกับเสี่ยวเอ้อร์หนุ่มที่พรวดพราดพุ่งเข้ามาคุกเข่าด้วยท่าทางร้อนรน
“แม่นางฟางได้โปรดช่วยเหลือด้วย!!!”
............................................................
“ชีวิตนี้ของข้าได้ปกป้องเจ้า ข้าไม่เสียใจ”เสียงแผ่วเบาเอ่ยจบประโยคก็กระอักเลือดออกมาอีกหน หลิ่งฟางเซียงส่ายหน้าไปมา“ไม่นะท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ยอม พระองค์ห้ามเป็นอะไรทั้งนั้น”มือเรียวรีบวาดในอากาศเปิดระบบร้านค้าโดยไม่กังวลว่าความลับจะถูกเปิดเผยอีกต่อไป จากนั้นกดเข้าไปที่หมวดร้านค้า ค้นรายการเพื่อหายาแก้สารพัดพิษ เพียงแต่ของสิ่งนั้นเป็นของที่ได้จากการทำภารกิจดังนั้นจึงไม่มีขายทั่วไปในระบบค้นหายาแก้สารพัดพิษไม่พยในระบบเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางแก้ไข หลิ่งฟางเซียงก็ร้องไห้จนตัวสั่น ในใจหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็น อ๋องเฉินยกมือขึ้นวางบนแก้มเนียน มุมปากยกยิ้มอ่อนแรงให้นาง“เซียงเซียง วันหน้าไม่มีข้าอยู่ต้องดูแลตนเองให้ดี เข้าใจไหม”“ไม่! ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น หมอ! หมอมาหรือยัง!”เห็นท่าทางร้อนใจของนางในใจของหยางหย่งเล่อก็รู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน เพียงแต่เวลานี้ตัวเขารู้สึกอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับตัวโอบกอดปลอบโยนนาง“เซียงเซียง ข้า... รักเจ้า...”น้ำเสียงแผ่วเบาสุดท้ายเอ่ยออกมาก่อนที่ดวงตาคมจะปิดลง พร้อมกับลมหายใจของอ๋องเฉินที่ค่อย ๆ แผ่วลงทีละน้อย"ไม่นะ... ท่านอ๋อง หยางหย่ง
หลิ่งฟางเซียงมองดูทหารส่วนพระองค์สี่นายที่เข้ามาจับกุมตัวเธอแล้วขมวดคิ้วเรียว ดูเหมือนว่าอ๋องเฉินจะไม่ยอมทำตามคำร้องขอของเธอในจดหมายและยืนยันจะเข้าเมืองหลวง เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้อ๋องเฉินควรตกเป็นรองไม่ใช่หรือไร เหตุใดองค์ฮ่องเต้จึงทำราวกับว่าตนเองตกเป็นรองเช่นนี้เล่า“ขอพระสนมโปรดอภัยด้วย”“ไม่ต้อง พวกเจ้านำทางก็พอ”ด้วยรู้ดีว่าไม่สามารถสู้กำลังของอีกฝ่ายได้ หลิ่งฟางเซียงจึงไม่คิดต่อต้านให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก แสร้งยอมเดินตามทหารส่วนพระองค์ไปด้วยท่าทางสงบ หากแต่ในใจกำลังขบคิดหาทางหนีทีไล่ให้ตนเอง“หม่อมฉันถวายพระพรฝ่าบาท”หยางหย่งหมิงมองดูท่าทางว่าง่ายของหลิ่งฟางเซียงแล้วแค่นยิ้ม อ๋องเฉินเก่งกาจทางการรบแล้วอย่างไร สตรีของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ในกำมือเขาหรือไร“สนมรัก เจ้ารู้หรือไม่ตอนนี้อ๋องเฉินกำลังจะบุกเข้ามาชิงตัวเจ้า”“จะเป็นไปได้อย่างไรเพคะ อ๋องเฉินเป็นเพียงอ๋องประจำเมือง ถึงจะมีตำแหน่งแม่ทัพแต่ทหารในมือก็มีเพียงน้อยนิดเท่านั้น”“แน่นอนว่าอาศัยเพียงกำลังทหารจากหัวเมืองเหนือเขาย่อมไม่กล้า แต่ที่เขากล้าก็เพราะเขามีกำลังหนุนจากอีกสามหัวเมืองอย่างไรเล่า”เมื่อได้ยินเรื่องนี้ใ
ในวันถัดมาหลิ่งฟางเซียงให้ซ่งหลินซางไปสืบความทั้งในและนอกวังเพื่อประเมินสถานการณ์ อีกทั้งยังให้เขาปล่อยข่าวเรื่องว่าเธอเป็นหญิงกาลกิณี เพียงก้าวเข้าวังก็เกิดเรื่องสะเทือนแผ่นดินดังนั้นวันต่อมาองค์ฮ่องเต้หยางหย่งหลงจึงได้รับราชฎีกามากมายคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมคนใหม่ หากแต่เขาวางแผนอย่างยากลำบากเพื่อชิงคนของน้องชายมา แน่นอนว่าย่อมไม่คิดปล่อยมือโดยง่าย“เรื่องตำหนักหลังของข้ายังไม่ถึงคราวให้ขุนนางอย่างพวกเจ้าสอดมือ! ประกาศราชโองการออกไป ผู้ใดคัดค้านการแต่งตั้งพระสนมไป๋ให้ถือว่าต่อต้านข้าผู้เป็นฮ่องเต้ มีโทษเทียบเท่ากบฏ”แน่นอนว่าหลังจากที่หยางหย่งหลงประกาศราชโองการนี้ออกไปก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากคัดค้านอีก“ในเมื่อเขายังไม่ยอมถอย เช่นนั้นก็เพิ่มยาแรงอีกสักหน่อย อาซางคืนนี้เจ้าไปจัดการวางระเบิดศาลบรรพชน พรุ่งนี้โถงว่าราชการ วันถัดไปก็เป็นศาลาชมขันทร์ ข้าจะดูว่าฮ่องเต้ยังจะทนรับข้าเป็นสนมได้อยู่หรือไม่”“กระหม่อมรับพระบัญชา”ซ่งหลินซางรับกล่องระเบิดแล้วพลิ้วกายไปจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนาย และในยาวสวีเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็สร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั่วทั้งวังหลวง ด้วยไม
หลิ่งฟางเซียงหยุดเท้าที่หน้าโถงพระโรง ขันทีนำทางก็แจ้งแก่ขันทีหน้าประตูไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีด้านในประกาศดังก้อง“เชิญเสด็จพระสนมผินไป๋เข้าเฝ้า”สิ้นเสียงขันทีด้านในท้องพระโรง หลิ่งฟางเซียงก็ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของบรรดาขุนนางมองหญิงสาวที่สวมชุดสามัญ ใบหน้าครึ่งล่างอำพรางด้วยผ้าโปร่งแล้วพากันแค่นเสียงเย้ยหยันในลำคอ บางคนยังถึงขั้นเอ่ยออกมาโดยตรง“กระหม่อมทราบมาว่าพระสนมเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้าน ทว่าอย่างไรตอนนี้ก็ได้เป็นพระสนมแล้ว เรื่องมารยาทอย่างเครื่องแต่งกายก็ควรจะทราบบ้างนะพ่ะย่ะค่ะ”หลิ่งฟางเซียงปรายตามองอีกฝ่ายแล้วยกยิ้มเย้ยหยันใต้ผ้าโปร่ง ดูจากลักษณะของขุนนางผู้นี้แล้วน่าจะเป็นรองเจ้ากรมโยธาอันจ้าวเหยียน“รองเจ้ากรมอันกล่าวเช่นนี้กำลังตำหนิฝ่าบาทหรือ”อันจ้าวเหยียนอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาด้วยโทษหมิ่นเบื้องสูงจึงรีบขยับตัวมาคุกเข่ากลางห้องโถงรีบเอ่ยแก้ต่างในทันที“กระหม่อมมิได้มีเจตนาเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ พระสนมทรงกล่าวหากระหม่อมเช่นนี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”“ข้าเป็นเพียงแม่ค้าชาวบ้านจะกล่าวหารองเจ้ากรมไปทำไม อีกทั้งตอนนี้ตำแหน่งของข้าก็เป็นเพียงสนมขั้นผิน เทียบกับอันเฟยแล้วนับว่า
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วหลิ่งฟางเซียงสวมชุดที่รัดกุมก้าวออกจากจวนอ๋อง ทว่าทันทีที่รถม้าเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองทางทิศใต้ เบื้องหน้าก็มีกลุ่มชาวบ้านจำนวนมากขวางกั้นเอาไว้“พวกเราไม่ยอมให้ใครพาพระชายาไปทั้งนั้น!”"ใช่! พวกเราไม่ยอม! พระนางเป็นชายาของท่านอ๋องแล้ว จะเข้าวังไปเป็นพระสนมได้อย่างไรกัน"เมื่อมีเสียงคนที่หนึ่งร้องคัดค้าน คนที่สองที่สามก็ร้องตาม เจียงฟ่านที่ยืนรออยู่หน้าประตูขบกรามแน่น จ้องมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยความคับแค้นใจ ในอดีตเขากับอ๋องเฉินฝึกฝนเรียนรู้และเติบโตมาพร้อมกัน ทว่าเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นเชื้อพระวงศ์จึงมีโอกาสมากกว่า เพียงไม่กี่ปีก็เป็นแม่ทัพพิทักษ์แดนเหนือ ครอบครองพื้นที่ศักดินากลายเป็นแม่ทัพปกครองเมือง ในขณะที่เขาเป็นเพียงแม่ทัพไร้นามผู้หนึ่งเท่านั้นวันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก ว่าการเป็นศัตรูกับข้านั้นมีจุดจบเช่นไร“ขัดขวางราชโองการมีโทษประหาร! ใครกล้าก็ลองดู”แม้จะถูกข่มขู่ด้วยโทษตาย หากแต่ชาวบ้านตรงหน้ากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด พากันถืออาวุธที่พอจะหาได้ ทั้งไม้ จอบ เสียม กำมั่นเอาไว้ด้วยสายตาแน่วแน่ ต่อให้ต้องสู้จนตัวตายะวกเขาก็ไม่คิดถอยหนีพระชาย
"ราชโองการแห่งองค์ฮ่องเต้ ไป๋ฟางเซียงมีคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชนจากโรคระบาด เป็นสตรีอันควรเป็นแบบอย่าง โปรดแต่งตั้งขึ้นเป็น 'ผิงไป๋' รับราชโองการ..."หลิ่งฟางเซียงคล้ายถูกสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ ทั้งที่เธอพยายามหลบหลีด้วยวิธีการสารพัดแต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลบเลี่ยงชะตานี้หานตงขมวดคิ้วแน่น แม่นางไป๋เป็นสตรีของท่านอ๋อง เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดแย่งชิงนางไปจากผู้เป็นนาย แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นองค์ฮ่องเต้ก็ตาม“แม่นางไป๋ คือพระชายาของท่านอ๋อง จะไปเป็นสนมของฝ่าบาทได้อย่างไร""ขัดราชโองการมีโทษเท่ากับกบฏ ทหารจับตัวมันสังหารเสีย!!""ช้าก่อนท่านแม่ทัพ หานตงทำเช่นนี้จะกล่าวว่ากบฏได้อย่างไรต้องกล่าวว่ามีใจภักดีต่างหาก"รุ่ยหลินเฮ่อรีบเอ่ยปากช่วยคน โดยจงใจใช้เสียงที่ดังกว่าปกติ เพื่อเรียกความสนใจจากชาวเมืองโดยรอบ"แม้ว่าแม่นางไป๋จะยังไม่ได้ผ่านพิธีการของราชวงศ์ แต่นางก็เข้าจวนอ๋องมาอย่างเป็นทางการ มีพยานบุคคลยืนยันเป็นจำนวนมาก! ท่านประกาศราชโองการออกมาเช่นนี้ กลับสร้างความเสื่อมเสียให้ฝ่าบาท ทำให้พระองค์ตกเป็นที่ครหาของผู้คนว่าเป็นกษัตริย์แย่งชิงภรรยาชาวบ้าน!”"แม่นางไป๋ ยังไม่ผ่านพิธีการของราชวงศ์ จะ






