Masukหลิ่งฟางเซียงเดินมาหยุดที่ริมกำแพงด้านหลังตำหนักมองความสูงของกำแพงตรงหน้าแล้วยกยิ้มกว้าง ก่อนจะเหวี่ยงเชือกปีนเขาในมือขึ้นไปบนขอบกำแพง ทดสอบดึงรั้งความมั่นคงของตะขอเกี่ยวแล้วค่อยๆ โหนตัวไต่ปีนขึ้นไปทีละขั้นด้วยความมั่นคง
“พระชายา จะทรงทำอะไรเพคะ!!!”
ไป๋เหลียนฮวาร้องเสียงดังลั่น พร้อมกับอ้าแขนกว้างเตรียมรับร่างของผู้เป็นนายหากอีกฝ่ายพลาดพลั้งร่วงหล่นลงมา
“พระชายา ระวังเพคะ พระชายา!!!”
เสียงร้องดังก้องของไป๋เหลียนฮวาทำให้ หลิ่งฟางเซียงหยุดชะงักถอนหายใจยาวก่อนจะหันมาพูดเสียงดุ
“เหลียนฮวา หากเจ้ายังไม่หยุดโวยวาย ก็เตรียมรับศพของข้าข้อหาขัดพระบัญชาหนีออกไปได้เลย”
ได้ยินคำขู่ของผู้เป็นนาย สาวใช้ตัวน้อยก็รีบยกมือขึ้นปิดริมฝีปากของตนเอง หลิ่งฟางเซียงมองท่าทางราวกับจะร้องไห้ของอีกฝ่ายแล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เพียงแต่ในชีวิตนี้ของนางยังต้องทำเรื่องราวอีกหลายอย่าง หากคนที่อยู่ข้างกายไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์เช่นนี้อนาคตจะต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน ใช้เวลาไม่นานหลิ่งฟางเซียงก็ปีนข้ามกำแพงออกมาได้สำเร็จ และเพราะตำหนักของเธอนั้นอยู่ท้ายวัง ดังนั้นพื้นที่ด้านหลังกำแพงจึงเป็นเพียงพงหญ้ารกร้าง หลังจากสำรวจจนมั่นใจว่าไร้คน หลิ่งฟางเซียงก็เหวี่ยงเชือกปีนกำแพงชั้นนอกของวังอ๋องเฉินออกไปอีกชั้น
“ที่แท้ความอิสระนอกกำแพงก็โล่งสบายเช่นนี้เอง”
ใบหน้าหวานที่ยามนี้ใช้ผ้าโปร่งปิดอำพรางเอ่ยด้วยท่าทางสดใส เริ่มคิดวางแผนทำภารกิจของตน
ในเมื่อถั่วงอกเป็นสินค้าที่ผู้คนไม่รู้จัก แน่นอนว่าหากคิดจะทำการค้าโดยตรงคงเป็นเรื่องยาก ดังนั้นต้องเริ่มจากการทำให้คนรู้จักเสียก่อน หลิ่งฟางเซียงหยิบปิ่นปักผมเล่มหนึ่งออกมาจากคลังเก็บของในมิติเวลา จากนั้นก็ตรงไปที่ร้านขายเครื่องประดับ
“แม่นางน้อยต้องการซื้อสินค้าตัวไหนหรือขอรับ ปิ่น กำไล สร้อยคอ ต่างหู หรือแม้แต่แผ่นหยก พวกเราก็มีหมดทุกอย่าง”
แม้หลิ่งฟางเซียงจะแต่งกายเรียบง่าย แต่เพราะผ้าที่ตัดเย็บเป็นผ้าไหมชั้นดี หลงจู๊เจ้าของร้านจึงเดินออกมาต้อนรับนางด้วยตนเอง
“พูดตามตรงข้าไม่ได้มาซื้อแต่มาขาย”
เมื่อได้ยินว่าคนตรงหน้าจะมาขายของท่าทางของหลงจู๊หนุ่มก็เปลี่ยนไปในทันที เพียงแต่เมื่อเห็นปิ่นหยกที่หลิ่งฟางเซียงยื่นให้ดูดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นเปล่งประกายในพริบตา
“แม่นางน้อยนี่มันปิ่นหยกหิมะ!!!”
หลิ่งฟางเซียงเดิมทีไม่รู้ว่าปิ่นหยกนี้มีค่ามากแค่ไหน แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลงจู๊หนุ่มก็พอจะคาดเดาได้ว่าราคาของปิ่นนี้ต้องสูงมากอย่างแน่นอน ดังนั้นยามที่เขายื่นเสนอราคาแรกมาเธอจึงส่ายหน้าแล้วหมุนตัวเดินจากไป
“ห้าสิบตำลึงเงิน! แม่นางน้อยข้าให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
มุมปากของหลิ่งฟางเซียงยกขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่ว่าเขาเสนอราคาแรกมาที่สามสิบตำลึงเงินหรอกหรือ ดังนั้นหลิ่งฟางเซียงจึงก้าวเดินอีกหนึ่งก้าว
“แปดสิบ! แปดสิบตำลึงเงิน”
เท้าเล็กก้าวไปอีกก้าว ในจังหวะที่กำลังจะพ้นขอบประตูเบื้องหน้าก็ถูกชายแปลกหน้าจับเอาไว้
“หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเงิน”
“ตกลง! รับเป็นเงินสดไม่รับตั๋วเงิน”
เพราะการแลกตั๋วเงินต้องมีการยืนยันตัวตนของผู้แลกเปลี่ยน เธอที่เป็นนักโทษของวังอ๋องเฉินย่อมไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยรับเป็นเงินสดย่อมเหมาะสมที่สุด
ดวงตาคมของชายแปลกหน้ามองหญิงสาวเจ้าของปิ่นด้วยความสงสัย เงินหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงเงินไม่ใช่จำนวนน้อยๆ หากนางถือออกไปแล้วถูกคนไม่หวังดีสังเกตเห็นไม่เท่ากับหาภัยให้ตนเองหรือ
“แม่นาง เจ้าพกเงินติดตัวข้าคิดว่าไม่ค่อยปลอดภัยนัก ไม่สู้เจ้ารับเป็นตั๋วเงิน!”
“ข้าย่อมมีวิธีการของข้า หากท่านตกลงก็แลกเปลี่ยนของได้เลย หากไม่ตกลง...”
“เสี่ยวติง ไปเตรียมเงิน”
“ขอรับนายน้อย”
สังเกตจากท่าทางของหลงจู๊หนุ่ม ดูแล้วชายแปลกหน้าผู้สง่างามตรงหน้าคนนี้คงเป็นเจ้าของร้านเครื่องประดับแห่งนี้อย่างแน่นอน
“ขอบคุณ คุณชาย เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน”
“ไม่ทราบว่านามของแม่นางคือ...”
คิ้วเรียวของหลิ่งฟางเซียงขมวดเข้าหากันในทันที ท่าทางและสายตาที่หวาดระแวงไม่ไว้วางใจทำให้ชายหนุ่มรีบอธิบายเจตนาของตนในทันที
“แม่นางได้โปรดอย่าเข้าใจผิด ข้ามีนามว่า เซิ่นชิงหยวน รู้สึกชื่นชอบสินค้าของแม่นางเป็นอย่างยิ่ง จึงคิดว่าหากเป็นไปได้พวกเราสามารถร่วมทำกิจการกันได้หรือไม่”
“คุณชายหมายถึง?”
“หากแม่นางมีเครื่องประดับต้องการแลกเปลี่ยนในคราหน้า ขอให้มาที่ร้านของเรา ข้ารับรองว่าราคาที่จ่ายจะต้องเหมาะสมอย่างแน่นอน”
หลิ่งฟางเซียงเม้มริมฝีปากบาง ไม่ว่าในยุคไหน ชีวิตล้วนต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน หากนางทำภารกิจสำเร็จแล้วแลกเปลี่ยนคะแนนเป็นเครื่องประดับมาขายเช่นนั้นในภายหน้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้ชีวิตอีก
“คุณชายสามารถเรียกข้าว่าฟางเซียงก็ได้เจ้าค่ะ หากมีโอกาสข้าจะต้องนำสินค้ามาขายกับคุณชายอย่างแน่นอน”
“ขอบคุณแม่นางฟางที่ไว้วางใจร้านของข้า ไม่ทราบว่าวันนี้แม่นางฟางมีธุระที่อื่นอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าอยากชวนแม่นางไปรับมื้อกลางวันด้วยกัน ถือว่าเป็นการฉลองความร่วมมือระหว่างเรา”
เดิมทีหลิ่งฟางเซียงคิดจะปฏิเสธแต่เมื่อคิดบางอย่างได้ก็ยกยิ้มกว้างพยักหน้าตอบตกลงในทันที โดยก่อนออกจากร้านได้ขอให้เขาช่วยหาตะกร้าสานให้หนึ่งใบเพื่อใส่ของส่วนตัว แน่นอนว่าเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เกินความสามารถของเซิ่นชิงหยวน
“แม่นางฟางเชิญ”
มือหนาข้างหนึ่งเปิดม่านรถม้า อีกข้างยื่นให้หลิ่งฟางเซียงใช้เป็นหลักก้าวประคองตนเองขึ้นรถม้า จากนั้นใช้เวลาราวครึ่งเค่อก็มาหยุดอยู่ที่หน้าภัตตาคารหรูแห่งหนึ่ง
“ที่นี่คือร้านเฟิ่งหวง เป็นภัตตาคารอันดับหนึ่งของแคว้นเซียว แม่นางฟางต้องการกินอะไรสามารถสั่งได้เลย”
“อืม... ความจริงแล้วข้ามีอาหารบ้านเกิดอย่างหนึ่งที่อยากกิน ไม่ทราบว่าที่ร้านเฟิ่งหวงแห่งนี้มีหรือไม่”
“เชิญแม่นางเอ่ยได้เลยขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์ผู้ดูแลรับรองเอ่ยบอกด้วยท่าทางสุภาพ หลิ่งฟางเซียงยกยิ้มพอใจที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามที่ตนเองคาดการณ์ จากนั้นก็บอกออกไปด้วยเสียงหนักแน่น
“มังกรเร้นกาย”
.........................................
หลิ่งฟางเซียงนอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงมาครึ่งคืนก็ไม่อาจข่มตาหลับได้ ในใจของเธอเวลานี้รู้สึกคิดไม่ตก กังวลเรื่องที่ดินด้านหลังตำหนัก กว้างขวางขนาดนั้นหากต้องใช้แรงขุดจริงๆ เธอคงจะมือหักก่อนได้ปลูกผักมือเรียววาดกลางอากาศ เปิดระบบเข้าไปตรวจสอบร้านค้าหมวดอุปกรณ์ทางการเกษตร ก่อนที่ดวงตากลมจะเบิกกว้างเมื่อพบเครื่องพรวนดินระบบไฟฟ้าขนาดเล็กถึงแม้ว่าในยุคนี้ไม่มีไฟฟ้า แต่ในคลังมิติของเธอนั้นมีคุณสมบัติในการรักษาสภาพสินค้า ดังนั้นแค่ชาร์จแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ที่ทำให้หลิ่งฟางเซียงหนักใจก็คือ ราคาแลกเปลี่ยนเจ้าสินค้าชิ้นนี้กลับสูงถึง 20 คะแนน แพงยิ่งกว่าปิ่นปักผม 30 อันที่เธอแลกมาเมื่อวันก่อนเสียอีกหลิ่งฟางเซียงลังเลอยู่ไม่น้อย แม้ว่าวันนี้เธอจะทำภารกิจสำเร็จและได้คะแนนเพิ่มมาถึง 100 คะแนน แต่คะแนนเดิมของเธอก็เหลือเพียงแค่ 10 คะแนน รวมกันแล้วมีเพียง 110 คะแนนเท่านั้น จะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไม่ได้เด็ดขาด ทว่าเมื่อคิดถึงอนาคตที่ต้องอยู่ในระบบนี้ไปอย่างไร้กำหนด เธอก็ถอนหายใจยาวคนเราจะใช้จมูกผู้อื่นหายใจได้อย่างไรกัน ถึงแม้ว่าตัวเธอจะมีระบบร้านค้าที่มีข้าวของมากมายให้หยิบใช้ แต่ก็ต้อง
ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนคล้อยต่ำลง หลิ่งฟางเซียงมองดูหมอชราตรวจอาการให้ซ่งหลินซีด้วยสีหน้ากังวล ด้านหนึ่งก็ห่วงใยอาการของเด็กชายที่นอนอยู่ตรงหน้า อีกด้านก็คะนึงหาเด็กน้อยที่รออยู่ในตำหนักท้ายวังอ๋องฉิน“แม่นางฟาง อาการของลูกชายเจ้ารุนแรงอยู่ไม่น้อย ทั้งขาดอาหาร ทั้งบาดเจ็บภายใน เจ้าเป็นแม่คน ต่อให้เขาดื้อรั้นเพียงใดก็ไม่ควรลงมือหนักขนาดนี้”พูดพลางมองไปทางเด็กขายตัวโตอีกคนที่ผอมแห้งไม่ต่างกันช่างเป็นมารดาที่ย่ำแย่จริงๆ ทั้งที่รูปร่างงดงาม สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี แต่กลับให้เด็กๆ ใช้ชีวิตรันทดถึงเพียงนี้หลิ่งฟางเซียงอยู่ดีๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นมารดาร้ายกาจ อีกทั้งยังมีลูกชายเพิ่มขึ้นอีกสองคน ก็วางสีหน้าไม่ถูก กลับเป็นเด็กชายบนเตียงที่รู้ความรีบเอ่ยปากแทน“ท่านลุงหมอเข้าใจผิดแล้วขอรับ พวกเราเป็นเด็กกำพร้าไร้บ้าน วันนี้ถูกคนพาลรังแก นายหญิงไปพบเข้าเกิดความเมตตาจึงรับมาอยู่ด้วยขอรับ”เมื่อได้ยินคำอธิบายที่ชัดเจน หมอชราก็หันกลับมาโค้มศีรษะเอ่ยขออภัยต่อหญิงสาว พร้อมมอบใบสั่งยาให้ก่อนจะจากไปหลิ่งฟางเซียงถอนหายใจยาวก่อนจะเดินไปจับมือของซ่งหลินซาง แล้ววางเงินอีแปะพวงหนึ่งไว้บนฝ่ามือเล็ก เด็กชายเงยห
“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็มัดที่คอแทนก็แล้วกัน”มัดคอ ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ออกมาจากปากของหญิงสาวที่ใช้ผ้าโปร่งอำพรางใบหน้าเอาไว้ดวงตาของเด็กชายก็ตวาดมองด้วยสายตาแข็งกร้าวช่างเป็นหญิงสาวที่โหดเหี้ยมจริงๆ แต่โหดเหี้ยมแล้วอย่างไร ขอเพียงวันนี้เขากับน้องชายสามารถออกไปจากที่นี่ได้ วันหน้าค่อยคิดวิธีการจัดการหญิงชั่วร้ายผู้นี้ก็ยังไม่สาย“เจ้าในตอนนี้เป็นทาสของข้า ศพนั่นแบกตามมา”ศพ! น้องเขายังไม่ตายเสียหน่อย ถึงแม้ในใจของเด็กชายจะคิดเช่นนั้น ทว่าต่อให้นางไม่สั่งเขาก็จะแบบน้องชายออกไปอยู่ดี ใช้เวลาราวครึ่งชั่วยามหลิ่งฟางเซียงก็พาเด็กชายทั้งสองออกมาจากตลาดค้าทาสได้สำเร็จ ใบหน้าของเด็กชายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังต้องแบกน้องชายที่หมดสติไว้บนหลังก็เต็มไปด้วยเม็ดหนึ่งที่ชุ่มโชก เธอไม่แม้แต่จะหันมามองเขาก็พูดเสียงเรียบ"เดินต่ออีกหนึ่งลี้ค่อยพัก"ไม่ใช่การถามไถ่แต่เป็นการออกคำสั่ง ดังนั้นต่อให้ไม่ยินยอมเด็กชายก็ทำได้แค่จำใจต้องเดินตามหญิงสาว โชคดีที่นางเป็นเพียงสตรีบอบบางที่เชื่องช้า เขาจึงไม่ได้เหนื่อยจนเกินไปไม่นานหลิ่งฟางเซียงก็หยุดเท้าพักที่ศาลาริมทาง ร่างเพรียวบางนั่งลงบนโต๊ะหินอ่อน
เซิ่นชิงหยวนส่งยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยลา หลิ่งฟางเซียงยังคงสับสนในใจกับเรื่องที่ได้รับรู้ หรือแท้จริงแล้วอ๋องเฉินผู้นั้นไม่ได้เป็นดั่งเช่นที่เจ้าของร่างเดิมเข้าใจ"แจ้งเตือนจากระบบ!! กรุณากดรับภารกิจที่ 4!! กรุณากดรับภารกิจที่ 4!!"ในขณะที่กำลังคิดวิเคราะห์เรื่องราว เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น หลิ่งฟางเซียงโยนเรื่องทั้งหมดในความคิดทิ้ง รีบเดินเข้าไปด้านในบ้านวาดมือเปิดระบบก่อนจะกดไปที่หน้าภารกิจ"ภารกิจที่ 4 ช่วยชีวิตคน 1 คน"ช่วยคน! แม้ว่าภารกิจนี้จะดูไม่ยากนัก เพราะแค่หาคนใกล้ตายสักคนแล้วช่วยเหลือเขา ก็เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจทว่าสถานที่ที่มีคนใกล้ตายนั้นก็มีเพียงแค่... ลานประหาร... ที่นี่ต่อให้เธอไปได้ ก็คงช่วยคนไม่ได้ สนามรบ... หากไปที่นั่นเธอไม่ทันช่วยคนก็คงเป็นศพไปเสียก่อน พื้นที่โรคระบาด... ไม่มีโรคระบาด จะมีพื้นที่โรคระบาดได้อย่างไร แต่หากจะรอให้เกิดโรคระบาด อีกสิบปีเธอก็คงทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จหลิ่งฟางเซียงถอนหายใจยาว ทั้งที่เป็นภารกิจง่ายๆ แต่กลับทำได้ยากยิ่ง พลันดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง เมื่อนึกสถานที่ที่หนึ่งได้เธอช่างโง่จริงๆ ลืมสถานที่ดีๆ แห่งนี้ไปได้อย่างไร“แม่นางอยาก
"บ้านของข้าอยู่ในซอยนี้ คุณชายเซิ่นส่งแค่นี้ก็พอเจ้าค่ะ”เซิ่นชิงหยวนเห็นท่าทางลำบากใจของหญิงสาวก็ไม่คิดรบเร้าตอแยให้คนอึดอัดใจ อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้รู้ที่อยู่ของนางแล้ว วันหน้ายังต้องกังวลเรื่องหานางไม่พบอยู่อีกหรือ“ได้! เช่นนั้นข้ากลับก่อน วันหน้าหากมีเรื่องอันใดก็มาหาข้าได้เสมอ”“ขอบ...”“แม่นางน้อย ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว นี่คงเป็นสามีของเจ้าใช่หรือไม่ แต่งตัวภูมิฐานเช่นนี้ย่อมต้องได้เจ้านายที่ดีอย่างแน่นอน มาๆ รีบมาทำสัญญากันเถิด”หลิ่งฟางเซียงไม่ทันเอ่ยปากสักครึ่งคำก็ถูกเถ้าแก่ฉินพูดรวบรัดจนจบประโยค จากนั้นก็เดินนำทาง“สามี? เซียงเซียงนี่มันเรื่องอะไรกัน”หัวใจที่พองโตของเซิ่นชิงหยวนพลันแตกสลายในทันที เมื่อได้ยินว่าหญิงสาวมีสามีแล้ว ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั้งอก จนแม้แต่ลมหายใจก็ยังติดขัด ใบหน้าคมก็พลันซีดเซียวขึ้นมา“ข้ากำลังจะซื้อบ้าน เพื่อความปลอดภัยจึงโกหกไปว่ามีสามีและน้องชายร่วมอยู่ด้วยกันเจ้าค่ะ”คล้ายใจที่แตกสลายได้รับยาวิเศษช่วยเยียวยาไม่เพียงอาการเจ็บปวดในอกจนหายใจติดขัดก่อนหน้านี้จะหายเป็นปลิดทิ้ง ตอนนี้ยังรู้สึกเต็มตื้นพองโตมากกว่าเดิม เชิดหน้าขึ้นขานรับด้วยสีหน้าอิ่มเอ
หลังจากตกลงราคาซื้อบ้านได้แล้ว หลิ่งฟางเซียงก็รีบไปที่ร้านเครื่องประดับของเซิ่นชิงหยวน เสี่ยวติงเห็นคนก็จดจำได้ในทันที ดังนั้นจึงรีบให้บ่าวชายไปส่งข่าวแก่คุณชายของตน ก่อนจะออกมาต้อนรับหญิงสาวด้วยท่าทางกระตือรือร้น“แม่นางฟาง วันนี้ท่านมาที่ของเราเพื่อซื้อหรือว่า...”“ข้ามาขายของ”พูดจบก็ส่งกล่องไม้ใบหนึ่งให้อีกฝ่าย เมื่อหลงจู๊หนุ่มเปิดดูก็พบว่าด้านในคือปิ่นทองบุปผาประดับเกสรด้วยทับทิมสีแดงสด พร้อมกับต่างหูทับทิม ทว่าที่ทำให้เขาตกใจจนเกือบทำของในมือตกก็คือ...“ทับทิมโลหิต แม่นางฟางนี่มันของล้ำค่ามาก ท่านมีได้อย่างไร”ทับทิมโลหิต เป็นอัญมณีที่หายากมาก เพียงแค่เม็ดเล็กๆ ประดับหัวแหวนหนึ่งวงก็มีค่าถึง 1 ตำลึงทอง ทว่าปิ่นทองเล่มนี้ของแม่นางฟางเซียนกลับประดับไว้ถึง 1 , 2 , 3 , … 15 เม็ด นับรวมกับที่ต่างหูทั้งสองข้างก็ 17 เม็ด“เชิญท่านหลงจู๊ตีราคาเถิดเจ้าค่ะ”“แม่นางฟางของชิ้นนี้ล้ำค่าเกินไป ข้าเกรงว่าทางร้านของเราจะซื้อไม่ไหว”คิ้วเรียวของหลิ่งฟางเซียงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เธออุตส่าห์ใช้คะแนนสะสมถึง 10 คะแนนไปกับการแลกซื้อเครื่องประดับ 30 กว่าชิ้น เพื่อนำมาขายเปลี่ยนเป็นเงินใช้จ่าย และเพรา







