LOGINฉินเซียวผู้ซึ่งเป็นตัวประกอบในนิยายเรื่องที่รักยอดดวงใจ เธอได้ตกตายลงจากความเจ็บป่วยไร้คนในครอบครัวของสามีสนใจ ทำให้ได้กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนนานอยู่นับพันปี ก่อนที่วิญญาณของนางจะได้รับความรู้มาจากยุคอนาคตจากการติดตามเด็กหญิงผู้หนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายตนด้วยความสงสัย ตั้งแต่เด็กคนนี้เริ่มเข้าโรงเรียนอนุบาลจนเด็กคนนี้เรียนจบในระดับมหาวิทยาลัยและแต่งงาน จนกระทั่งในวันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์สุริยุปราคาทำให้วิญญาณของหล่อนถูกดูดกลืนและได้มาพบกับท่านเทพแห่งดวงชะตา ด้วยความสงสารที่ท่านเทพมีต่อหญิงผู้นี้จากการตรวจสอบบันทึกในเรื่องราวของนางว่าแท้จริงแล้วนางเป็นเพียงสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาจากปลายปากกาของผู้ที่เรียกตนว่านักเขียน ดังนั้นเทพแห่งดวงชะตาจึงใจดีให้หญิงสาวร่างผอมคนนี้ได้ดูชะตาตั้งแต่แรกเกิดของตนผ่านกระจกแปดเหลี่ยมหรือโป๊ยข่วย ก็เลยทำให้หญิงสาวผู้นี้ได้ทราบว่าแท้จริงแล้วที่ครอบครัวไม่ดีต่อตนเองนั้นเป็นเพราะหล่อนเป็นลูกสาวตัวปลอมของครอบครัวปัจจุบันก่อนแต่งงาน และที่ช็อกมากกว่านั้นก็คือเธอเป็นเพียงตัวประกอบในนิยายที่ปรากฎออกมาเพื่อเป็นตัวละครให้ผู้อื่นเห็นใจในความรักของพระนางในเรื่อง เนื่องจากนางเป็นผู้ไปพรากวาสนาของนางเอกของเรื่องกับตัวเอกชายที่เป็นตัวละครสำคัญทำให้ผู้คนต่างเรียกขานเธอว่าแม่สาวชาเขียว
View More“พี่สี่ท้องนี้ท่านพอเถอะเจ้าค่ะ ท่านมีลูกมากที่สุดในบรรดาพวกเราแล้วข้าเป็นห่วง” ฉินเซียวผู้กำลังตั้งท้องบุตรคนที่สามกล่าวกับพี่สาวที่ตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่อย่างเป็นห่วง“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” เอ้อเหมยยกยิ้มกล่าวคล้อยตามผู้เป็นน้องทำให้ช่างหลิวพยักหน้ายืนยันคำพูดของภรรยาออกมาด้วย ทำให้ฉินเซียวว
นับตั้งแต่วันนั้นหลังจากสนทนาในห้องตำราของว่าที่พ่อตา ระยะเวลาก็ผ่านมาจวบจนกระทั่งหนึ่งเดือนเต็ม ชายหนุ่มอดทนต่อการกระทำอันเย็นชาของหญิงสาวมาตลอด แม้จะมีบุตรชายเป็นกองหนุนแต่หญิงสาวก็ยังคงสาดน้ำเย็นจัดใส่เขาราวกับฤดูเหมันต์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน“แม่นางกู่ เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกอย่างนั้นหรือ ข้ารู้ว่
ดวงตาของหญิงสาวเมื่อเห็นว่าผู้ใดเป็นคนขี่ม้าพาบุตรชายของตนเข้ามาใกล้ ก็ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวสลับแดงหัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก หลังจากที่คิดว่าตนน่าจะไม่มีความรู้สึกต่อเขาจึงได้ออกมายืนรออยู่ตรงนี้หลังจากชายหนุ่มวาดเท้าลงจากหลังม้า ชายชราเจ้าของเรือนผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าเตรียมประสานมือ
“ไม่ขอรับ ข้าอยากขี่ม้ามากแต่ท่านแม่บอกว่าข้ายังเด็กเกินไป” เสี่ยวมู่ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดออกมา“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นไปบนหลังม้าให้เจ้านั่งด้านหน้า ข้าจะเป็นคนบังคับม้าให้เอง” ฉินอู๋พูดขึ้นซึ่งในขณะเดียวกันก็อุ้มเด็กตัวกลมขึ้นหลังม้าทำให้เด็กชายกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น“สูงมากเลยขอรับ ข้าอ
“ฮูหยิน หลานของเรามีแต่ผู้มีความสามารถ อีกทั้งพวกเรากำลังจะมีหลานตัวน้อย ๆ อีก ครอบครัวเราตอนนี้ล้วนมีแต่เรื่องมงคลช่างนับว่าเป็นเรื่องดีเจ้าเห็นด้วยหรือไม่” หลี่ซานฉีพับจดหมายที่ได้รับจากหลานสาวเอ่ยกับคู่ชีวิตรอยยิ้มเต็มใบหน้าทำให้เห็นร่องรอยของความชราอย่างชัดเจน“เจ้าค่ะ ช่างเก่งกาจยิ่งรวมถึงเด็กค
ทางด้านบุคคลทั้งสองที่ยืนอยู่ต่างมีใบหน้าซีดเผือด โดย เฉพาะเยวี่ยลู่เสียนที่ไม่คิดว่าเรื่องจะกลับตาลปัตรแบบนี้ ในขณะที่ผู้คนกำลังตกอยู่ในภวังค์และบางคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้นจู่ ๆ ก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น“เสี่ยวเหม่า เจ้าเป็นอะไร เสี่ยวเหม่า” น้ำเสียงแห่งความร้อนรนดังขึ้นจากหญิงสาวนางหนึ่งพย
“ข้าขออภัยคุณหนูขอรับ ข้ามีตาแต่ไร้แวว” ชายวัยกลางคนผู้นั้นเปลี่ยนท่าทางทันที“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงบุตรสาวของตน ตอนนี้ท่านทั้งสองก็เข้าไปเยี่ยมนางเถอะแต่ข้าขออนุญาตกล่าวกับฮูหยินของท่านสักครู่” ฉินเซียวกล่าวอย่างไม่ติดใจ เนื่องจากบิดาของนางได้สั่งสอนคนให้ตนแล้ว อีกอย่างนางก็ยัง
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของหญิงทั้งสองนางก็ได้เกิดเสียงแทรกของบุคคลผู้หนึ่งดังขึ้น“หลินโม่กับเยวี่ยลู่เสียนอยู่ไหน ตอนนี้พวกเขาปลอดภัยหรือยัง” หนานกงมู่เอ่ยปากถามศิษย์ในโรงหมอทันทีเมื่อเขาเดินออกมาจากห้องหลังจากมีศิษย์เข้าไปรายงานว่าคนทั้งสองบาดเจ็บ“เรียนท่านอาจารณ์หนาน อาจารย์จ้าวรักษาศิษย์พี่เยวี่ยแ






reviews