Masukแสงแดดอ่อนยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวนวลเข้ามาตกกระทบเตียงนอนขนาดคิงไซซ์ภายในคอนโดมิเนียมหรูย่านสุขุมวิท
นี่ไม่ใช่ห้องเช่ารูหนูชานเมืองที่เธอเคยอาศัยเมื่อ 5 ปีก่อนอีกแล้ว แต่เป็นคอนโดมิเนียมหรูระฟ้าที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและมันสมองของน้ำอุ่น
“คุณแม่ครับ ตื่นได้แล้วครับ เดี๋ยวจะไปประชุมสายนะครับ”
เสียงเล็ก ๆ ทว่านุ่มทุ้มเกินวัยดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับสัมผัสอุ่น ๆ จากมือป้อมที่เขย่าแขนเธอเบา ๆ
น้ำอุ่นปรือตาขึ้น ปรับโฟกัสภาพตรงหน้า รอยยิ้มงัวเงียปรากฏขึ้นที่มุมปากเมื่อเห็นใบหน้าของลูกชายสุดที่รัก
น้องชล หรือ ด.ช. ชลธี ในวัย 6 ขวบ ยืนแต่งตัวเรียบร้อยในชุดนักเรียนนานาชาติ เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตากับกางเกงขาสั้นสีกรมท่า ผมรองทรงถูกเซ็ตเปิดหน้าผากอย่างหล่อเหลา
ใบหน้าถอดแบบสิบทิศมาทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งคิ้วเข้ม จมูกโด่ง และโครงหน้าที่ฉายแววหล่อเหลาตั้งแต่เด็ก
แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือดวงตา ดวงตาของน้องชลแม้จะรีเรียวเหมือนพ่อ แต่กลับทอประกายอบอุ่นและขี้เล่นเหมือนแม่
“แม่ตื่นแล้วครับสุดหล่อ...” น้ำอุ่นขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ดึงลูกชายเข้ามากอดหอมแก้มซ้ายขวาฟอดใหญ่ “ทำไมลูกชายแม่ตื่นเช้าจังครับ?”
“เพราะชลรู้ว่าเมื่อคืนแม่ทำงานดึกไงครับ” เด็กน้อยตอบฉะฉาน ผละออกจากอกแม่แล้วเดินไปหยิบแก้วน้ำอุ่นที่เตรียมไว้มาส่งให้ “ดื่มน้ำก่อนครับ จะได้สดชื่น วันนี้แม่มีงานเปิดตัวน้ำหอมตอนบ่ายไม่ใช่เหรอครับ?”
น้ำอุ่นรับแก้วน้ำมาด้วยความทึ่ง แม้จะเห็นความฉลาดเกินวัยของลูกอยู่ทุกวัน แต่เธอก็อดประทับใจไม่ได้ น้องชลไม่ใช่แค่เรียนเก่ง
แต่เขามีความจำดีเยี่ยมและช่างสังเกต เหมือนได้ยีนความฉลาดแกมโกงในทางที่ดีของพ่อ และความละเอียดรอบคอบของแม่มาผสมกันอย่างลงตัว
“ขอบใจจ้ะลูกรัก งั้นแม่ไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวเราไปส่งที่โรงเรียน แล้วแม่จะรีบไปเฉิดฉาย!”
ตกเย็น
ณ โรงแรมโมเดิร์นไฮท์
แสงแฟลชวูบวาบจากกองทัพนักข่าวสว่างไสวไปทั่วห้องบอลรูมที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสวนกุหลาบสีแดงสด
กลิ่นหอมเย้ายวนของน้ำหอมแบรนด์ดังรุ่นลิมิเต็ดอบอวลไปทั่วงาน แขกเหรื่อในชุดราตรีหรูหราต่างเดินจิบแชมเปญพูดคุยกันอย่างออกรส
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างระหงในชุดเดรสเกาะอกสีดำกำมะหยี่เข้ารูป ผ่าข้างสูงอวดเรียวขาขาวเนียน ยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางวงล้อมของสื่อมวลชน
ผมสีชานมดัดลอนคลายทิ้งตัวสลวยลงมาคลอเคลียแผ่นหลังเปลือยเปล่า ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนน้ำตาลทองขับให้ดูแพงระยับ ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงเบอร์กันดีแย้มยิ้มอย่างมั่นใจ
เพียงรักหรือที่ใคร ๆ ในวงการต่างขนานนามว่า ‘ควีนแห่งวงการ PR’
“คุณเพียงรักคะ งานวันนี้อลังการมากเลยค่ะ ได้ข่าวว่ายอดจองพรีออเดอร์เต็มภายใน 10 นาที เป็นฝีมือการวางกลยุทธ์ของคุณเพียงรักอีกแล้วใช่ไหมคะ?” นักข่าวสาวจ่อไมค์ถามด้วยความตื่นเต้น
น้ำอุ่นหันไปสบตากล้อง รอยยิ้มของเธอไม่ใช่รอยยิ้มหวานเลี่ยน แต่เป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์ที่ดูเข้าถึงยากแต่ก็น่าค้นหา
“ต้องยกเครดิตให้ตัวโปรดักต์ที่มีคุณภาพค่ะ ดิฉันแค่ทำหน้าที่ ‘เล่าเรื่อง’ ให้น่าสนใจเท่านั้น” เธอตอบอย่างถ่อมตัวแต่แฝงความภูมิใจ “ความหอมที่เย้ายวน ก็เหมือนกับผู้หญิงที่มีคลาสค่ะ ไม่ต้องตะโกนเรียกร้องความสนใจ แต่ใคร ๆ ก็ต้องหันมอง”
คำตอบที่คมคายเรียกเสียงฮือฮาและแสงแฟลชให้รัวกระหน่ำอีกครั้ง
“แล้วข่าวลือที่ว่ามีค่ายคู่แข่งพยายามซื้อตัวคุณเพียงรักด้วยค่าตัวแปดหลัก จริงไหมครับ?” นักข่าวอีกคนแทรกถาม
น้ำอุ่นหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นกังวานใสราวกับระฆังเงิน
“เรื่องตัวเลขขอเก็บเป็นความลับนะคะ แต่เอาเป็นว่าความภักดีของดิฉัน ซื้อไม่ได้ด้วยเงินค่ะ ถ้าใจไม่แลกใจ ดิฉันก็ไม่ทำงานให้”
เธอกวาดสายตามองไปรอบงาน สั่งการผ่านหูฟังอินเอียร์ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดที่แตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ
“ทีมไฟ พร้อมคิว 2 พิธีกรเตรียมสแตนด์บาย การ์ด เคลียร์ทางเดินวีไอพีเดี๋ยวนี้ อย่าให้มีใครขวางทางเดินท่านประธาน!”
ทุกคำสั่งแม่นยำ รวดเร็ว และเด็ดขาด ลูกน้องทุกคนทำงานประสานกันราวกับวงออเคสตราที่มีเธอเป็นวาทยกร
ตุลย์เจ้าของบริษัท Aura Communications ยืนมองลูกน้องคนโปรดอยู่ห่าง ๆ ด้วยแววตาชื่นชม เขาคือคนที่เห็นพัฒนาการของเธอมาตลอด 5 ปี จากแม่ลูกอ่อนที่มาสมัครงานด้วยวุฒิ ม.6 จนกลายเป็นนางพญาที่แบกรายได้ครึ่งหนึ่งของบริษัทไว้บนบ่า
“เก่งจริง ๆ” ตุลย์พึมพำ “สวย สง่า และอันตรายนี่แหละสเปก”
“หุบปาก... อึก... อย่าพูด...” น้ำอุ่นหน้าแดงจัด หลับตาแน่นหนีความจริงที่น่าอับอาย“หึ”สิบทิศไม่รอช้า เขาปลดเข็มขัดและรูดซิปกางเกงของตัวเองลง ปล่อยความเป็นชายที่ขยายตัวจนปวดหนึบออกมามันแข็งขึงและร้อนผ่าวพร้อมรบเต็มที่เขาแทรกกายเข้ามาระหว่างขาเธออีกครั้ง จับสะโพกมนให้ยกสูงขึ้นรับแรงกระแทก“จำไว้นะ คนที่ทำให้เธอรู้สึกแบบนี้ได้ มีแค่ฉันคนเดียว”พูดจบเขาก็ดันแก่นกายใหญ่โตเข้าไปในช่องทางคับแคบนั้นรวดเดียวจนสุดความยาวปึก!“กรี๊ดดด เจ็บ!”น้ำอุ่นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บจุก ช่องทางที่ร้างราเรื่องอย่างว่ามานานกว่า 6 ปีบีบรัดตัวตนของเขาแน่นจนสิบทิศต้องขบกรามแน่น ซี๊ดปากด้วยความเสียวซ่านที่แทบขาดใจ“แน่นชิบ ผ่อนคลายหน่อยสิ เดี๋ยวก็ฉีกหรอก” เขาบอกเสียงพร่า ก้มลงจูบซับเหงื่อที่ขมับชื้นของเธอ ปลอบประโลมให้เธอผ่อนคลายลงแต่น้ำอุ่นยังคงเกร็งตัวแน่น เล็บจิกท่อนแขนเขาจนเลือดซิบ“เอามันออกไป ฮึก... คนเลว”“สายไปแล้ว”สิบทิศเริ่มขยับสะโพกสอบเข้าหาอย่างเนิบนาบแต่หนักหน่วง ทรงพลัง เขาถอนกายออกจนเกือบสุดแล้วกระแทกกลับเข้าไปใหม่ ย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ที่จุดกระสันภายในพั่บ... พั่บ... พั่บ...เสียงเนื้อกระทบเนื้อด
บรรยากาศภายในห้องนอนกว้างขวางถูกปกคลุมด้วยความมืดสลัวจากแสงไฟหัวเตียงสีส้มอ่อนทว่าอุณหภูมิภายในห้องกลับพุ่งสูงขึ้นจนแทบระเบิดด้วยแรงอารมณ์ของสองร่างที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่บนเตียงคิงไซซ์หนานุ่ม“ปล่อยนะ ไอ้คนสารเลว! อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!”น้ำอุ่นกรีดร้องเสียงหลง พยายามดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการแกร่งร่างบางบิดเร่าถีบขาไปมา แต่ก็เหมือนลูกไก่ในกำมือราชสีห์ เมื่อสิบทิศใช้เข่าแกร่งแทรกกลางระหว่างขาเรียวของเธอกดตรึงสะโพกมนให้อยู่กับที่ พร้อมกับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไพล่ขึ้นเหนือศีรษะกดแนบไปกับหมอนนุ่มด้วยมือเพียงข้างเดียว“ปากเก่งนักนะ”สิบทิศคำรามเสียงต่ำในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้เต็มไปด้วยเพลิงโทสะและแรงปรารถนาโน้มลงมาจนชิดลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดใบหน้านวลที่แดงก่ำด้วยความโกรธ“ด่าฉันอีกสิ ยิ่งเธอด่า ฉันยิ่งมีอารมณ์”ดวงตาสีเทาของเขาวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่าที่กำลังหิวกระหาย จ้องมองริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังสั่นระริกนั่นด้วยความมันเขี้ยวก่อนจะก้มลงฉกวูบดูดดึงริมฝีปากล่างของเธออย่างแรงจนน้ำอุ่นสะดุ้งเฮือก“เจ็บ อื้อ!”กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งในโพรงปากเมื่อเขากัดริ
น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพัก แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าไปร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก็เบียดตัวแทรกเข้ามา พร้อมกับดันร่างของเธอเข้าไปในห้องแล้วถีบประตูปิดตามหลังเสียงดังสนั่นปัง!“โอ๊ย เจ็บนะ!”สิบทิศไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาคว้าไหล่บางทั้งสองข้างของเธอ เหวี่ยงร่างระหงไปกระแทกกับผนังห้องอย่างแรง“อึก”น้ำอุ่นจุกจนหน้าเหยเก ความเจ็บปวดแล่นร้าวไปทั่ว
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต
“พอใจหรือยัง คุณต้องการอะไรกันแน่!”“ขึ้นไปคุยกันบนห้อง” สิบทิศสั่งเสียงเฉียบขาด“ไม่ มีอะไรก็คุยตรงนี้”“จะเอาแบบนั้นเหรอ?” สิบทิศเลิกคิ้วมองไปรอบ ๆ ล็อบบี้ที่มีลูกบ้านเริ่มเดินผ่านไปมาและมองดูด้วยความสนใจ “อยากให้คนทั้งคอนโดรู้ไหมว่าเพียงรักผู้แสนดี แท้จริงแล้วเป็นเมียมาเฟีย? อยากเป็นข่าวหน้าหนึ่งอีกรอบไหม?”น้ำอุ่นเม้มปากแน่นจนห้อเลือด เธอไม่มีทางเลือก... อีกแล้ว“ก็ได้... เชิญ!”เธอเดินกระแทกส้นเท้านำเขาไปที่ลิฟต์ โดยมีสิบทิศเดินตามประกบหลังไม่ห่างราวกับเงาปีศาจบรรยากาศภายในลิฟต์โดยสารที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้น 25 เงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกันน้ำอุ่นยืนกอดอกจ้องมองตัวเลขดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทีละชั้น พยายามข่มใจไม่ให้หันไปมองคนข้าง ๆ แต่รังสีข่มขวัญที่แผ่ออกมาจากตัวเขามันรุนแรงจนเธอรู้สึกอึดอัดเหมือนขาดอากาศหายใจเงาสะท้อนในบานประตูลิฟต์เผยให้เห็นสิบทิศที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกง จ้องมองเธอผ่านกระจกเงาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก นิ่งสงบเกินไป นิ่งจนน่ากลัวเหมือนทะเลก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่มติ้ง!เสียงลิฟต์จอดที่ชั้น 25 น้ำอุ่นรีบก้าวขาเดินออกไปทันที เธอไขคีย์การ์ดเปิดประตูห้องพั
เย็นวันเดียวกันท้องฟ้ายามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครถูกปกคลุมด้วยเมฆดำก้อนมหึมาที่เคลื่อนตัวต่ำลงมาจนเกือบจะแตะยอดตึกระฟ้าเสียงฟ้าร้องครืนครางแว่วมาแต่ไกลราวกับสัญญาณเตือนภัยธรรมชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นทว่าพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังก่อตัวอยู่ภายนอกนั้น ยังมิอาจเทียบได้กับพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในใจของสิบทิศรถสปอร์ตเอสยูวีสีดำสนิทเลี้ยวปาดหน้าเข้าจอดเทียบท่าหน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูอย่างรวดเร็วและรุนแรงเสียงล้อบดเบียดกับพื้นถนนดังสนั่นจน รปภ. ที่ยืนเข้าเวรอยู่สะดุ้งสุดตัวประตูรถฝั่งคนขับถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงใหญ่ของสิบทิศก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาสีเทาเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บและพร้อมจะขย้ำศัตรูให้จมเขี้ยวเจษที่รีบขับรถตามมาอีกคัน ลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาประกบเจ้านายด้วยสีหน้ากังวล“นายครับ ใจเย็นก่อนนะครับ ที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวจะเป็นข่าว”“ฉันไม่สนหน้าไหนทั้งนั้น!” สิบทิศตวาดกลับเสียงกร้าว ไม่แม้แต่จะหันไปมอง “นายทำตามหน้าที่ไป กันตัวเด็กออกไปซะ ส่วนแม่ฉันจะจัดการเอง”จังหวะนั้นเอง ประต







