Masuk“ตาของเจ้าไม่ได้ดีขนาดนั้น” เจี่ยนหรงเถียงทันที
“ข้าเห็นจริงๆ”
“เจ้ายืนมองในมุมร้อยเก้าสิบองศา ไม่มีทางมองออกว่าเส้นวงนี้ไม่กลม”
“ห๋า..เจ้าพูดหมายถึงสิ่งใด” เขาขมวดคิ้วกับวิธีที่นางพูด
“พิสูจน์สิว่าไม่กลมยังไง” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น มองสามีด้วยสายตาดูแคลน
“ไม่ค่อยกลม เพราะยามที่เจ้าลากไม้ไปรอบๆ เส้นเชือกจะพันรอบไม้ที่ปักอยู่ตรงกลางเล็กน้อย เมื่อลากเชือกหมุนเรื่อยๆ เส้นวงจะยิ่งเล็กลง” เขาหงุดหงิด แต่ก็รู้สึกว่าไม่อาจยอมแพ้หญิงบ้าผู้หนึ่งได้
“..นั่น สมเหตุสมผล..มันไม่กลม แต่มันเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีผลกับการก่อเตาเผาอย่างหยาบ แต่..เจ้าคำนวณได้ถูกต้อง เก่งมากเลย” เจี่ยนหรงมองสามีด้วยความชื่นชม มีรอยยิ้มเล็กผุดขึ้นมาบนริมฝีปากของนาง เป็นรอยยิ้มที่จริงใจ
“...” เดิมทีเอ้อร์กัวเพียงอยากเถียงและไม่คิดว่านางจะเข้าใจ แต่นางกลับเข้าใจสิ่งที่เขาพูดและชื่นชมเขา คิ้วที่ขมวดของชายหนุ่มขมวดแน่นยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพราะหงุดหงิด แต่เป็นเพราะเขาแน่ใจว่าภรรยาของเขาไม่ได้เป็นหญิงบ้า
สิ่งที่เขาอธิบาย อาจารย์ซางปิงบอกว่าเป็นหนึ่งในศาสตร์ชั้นสูงลิ่วอี้[1] ซึ่งเรียกว่า ซู่ เป็นศิลปะการคิดคำนวณ มีเพียงเหล่าบัณฑิตเท่านั้นที่ได้ร่ำเรียน บัณฑิตบางคนก็ยังไม่อาจแตกฉาน แล้วสตรีสติเฟื่องผู้หนึ่งจะรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
ใบหน้ายิ้มแย้มของเจี่ยนหรงค่อยๆ กลับมาเคร่งขรึม คล้ายนางเพิ่งรู้สึกตัวว่าได้ทำบางสิ่งผิดปกติไป นางรีบกลบเกลื่อนด้วยการตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
“เจ้ามองอะไร จะไปทำอะไรก็ทำ” นางบ่นระหว่างที่เริ่มขีดเส้นอีกเส้นหนึ่ง เล็กลงไปด้านในวงกลมเส้นเดิม
เอ้อร์กัวไม่ใช่บุรุษที่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น แต่สตรีที่อยู่ตรงหน้าเป็นภรรยาของเขาไม่ใช่หรือ เขาพยายามอยากจะถามหลายครั้ง แต่กลับไม่กล้าเอ่ยปากถาม
เขาเพียงหันหลังและเดินไปล้างตัวในแม่น้ำ ดินโคลนค่อยถูกชะล้างออกไปจากขาของชายหนุ่ม ระหว่างที่เอ้อร์กัวคิดทบทวนถึงความเป็นมาของภรรยาตัวเล็ก
เขาย้อนคิดกลับไปเมื่อปีก่อน กองทัพของเมืองหลวงชนะสงครามเพิ่งเดินทางกลับจากชายแดนผ่านหมู่บ้านทุ่งแดงพอดี เสียงกลองและแตรศึกดังก้องทั่วทั้งหุบเขา
ไม่นานหลังจากนั้น สองตายายกัวเหอก็ได้พบร่างของเด็กสาวในสภาพสะบักสะบอม เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือดและบาดแผลสาหัส สองตายายช่วยพานางกลับไปรักษา ร่างที่ใกล้สิ้นใจถูกฟื้นชีวิตกลับมาได้ด้วยความทุ่มเทและทรัพย์สินจำนวนไม่น้อย
กว่าเด็กสาวจะฟื้นตัวก็ผ่านไปสี่เดือนเต็ม เอ้อร์กัวจำได้ว่านางเอ่ยชื่อของตนเองในวันหนึ่งว่า ลิลี่ เจี่ยนหรง ชื่อนี้แปลกประหลาด ทั้งน้ำเสียงและวิธีการพูดของนางก็ดูผิดแผกออกไป เกินกว่าจะเป็นคนในแถบนี้
แรกเริ่ม ผู้คนในหมู่บ้านพากันสงสัยว่าเจี่ยนหรงอาจเป็นเชลยศึกที่หลบหนีมาจากกองทัพ เพราะนางดูไม่เหมือนชาวบ้านปกติ หลายคนแสดงความหวาดระแวง กลัวว่านางจะนำภัยมาให้หมู่บ้าน แต่สองตายายกลับประกาศอย่างหนักแน่นว่านางเป็นบุตรีของพวกเขา และรับนางเป็นบุตรบุญธรรม
บางทีอาจเป็นเพราะยายเฒ่าเหอเคยสูญเสียลูกสาวให้กับโจรป่าไปเมื่อหลายปีก่อน นางจึงทำใจปล่อยให้เด็กสาวผู้นี้จากไปไม่ได้ แต่ในไม่ช้าผู้คนก็เริ่มสังเกตว่าเจี่ยนหรงมักทำตัวแปลกๆ และไม่สามารถสื่อสารได้เหมือนคนทั่วไป
หลายคนเริ่มซุบซิบนินทาว่านางอาจไม่สมประกอบ แม้จะถูกมองว่าเป็นหญิงบ้า แต่สองตายายกัวเหอก็ไม่เคยทอดทิ้งเจี่ยนหรง กลับกัน พวกเขายิ่งทำงานหนักขึ้นเพื่อเลี้ยงดูนาง มีข่าวว่าทั้งสองมักพบหินมีค่าขณะออกไปหาของป่าที่ป่าดำ และนำสิ่งของมาขายในหมู่บ้านจนมีเงินทองใช้จ่าย
พวกเขาบอกกับชาวบ้านในหมู่บ้านว่านี่คือผลของวาสนาที่ได้ช่วยชีวิตเจี่ยนหรงไว้ นางเป็นเหมือนเทพธิดานำโชคของพวกเขา อย่างไรก็ตาม วาสนานั้นเหมือนจะมาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อเดือนก่อน
ไฟไหม้เผาทำลายบ้านของสองตายายจนทั้งคู่เสียชีวิต เจี่ยนหรงใช้เงินทั้งหมดจัดงานศพให้อย่างดี จนไม่เหลืออะไรไว้สำหรับตนเอง แต่นางไม่ยอมพูดว่าเหตุใดจึงเกิดไฟไหม้
หลังจากนั้น นางก็ดูเหมือนจะหายตัวไปจากสายตาของชาวบ้าน แต่ก็มีหลายคนบอกว่าเจี่ยนหรงยังคงนอนหลับในซากเรือนที่ถูกเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน แม้แต่เอ้อร์กัวเองก็เคยเห็นนางใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆ เรือนที่ถูกไฟไหม้ไปกว่าครึ่งของตายายกัวเหอ
เอ้อร์กัวมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกอธิบายไม่ได้ เจี่ยนหรงกำลังพยายามเช็ดคราบดินบนแก้มของตัวเองด้วยหลังมือ แต่แทนที่จะทำให้สะอาดกลับยิ่งทำให้คราบเลอะเปรอะเปื้อนกว่าเดิม ใบหน้าที่เปื้อนคราบดินผสานกับรอยยิ้มพอใจของนางช่างดูขัดแย้งจนเขาอดถอนหายใจไม่ได้
“ตกลงนางเป็นหญิงสติไม่ดีจริงๆ หรือเป็นสตรีที่ฉลาดเกินกว่าข้าจะเข้าใจ” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางนึกถึงสิ่งที่เพิ่งเห็นไป
เจี่ยนหรงมีความสามารถในการคำนวณพื้นที่อย่างแม่นยำ สตรีในหมู่บ้านทุ่งแดงแทบทั้งหมดล้วนทำงานหนักในไร่หรืออยู่ในเรือน ไม่มีใครที่เขาเคยพบมีความสามารถเช่นนี้ แม้แต่เหมยฮวา หญิงสาวที่เขาคิดว่าเฉลียวฉลาดที่สุดในหมู่บ้านก็ยังไม่สามารถคำนวณได้
ระหว่างที่เอ้อร์กัวจมอยู่ในความคิด แสงอาทิตย์ก็เริ่มทอประกายแรงขึ้นจนความร้อนแผ่กระจาย เขาหลุดจากภวังค์และมองไปยังเรือนของเขา ฟืนที่กองอยู่เริ่มร่อยหรอจนเขาอดกังวลไม่ได้
เขาเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเช้าอย่างง่ายๆ สำหรับภรรยา โจ๊กธัญพืชที่มีเพียงถั่วบางชนิดถูกต้มในหม้อใบเก่า แม้จะไม่ใช่อาหารอย่างดีอะไร แต่กลิ่นหอมอ่อนๆ ก็พอจะทำให้เรือนอันเรียบง่ายนี้รู้สึกอบอุ่นขึ้น
“ข้าต้มโจ๊กให้เจ้าแล้ว อย่าลืมกินด้วย ข้าคงต้องออกไปยืมขวานของอาจารย์แล้วขึ้นเขาไปตัดฟืนมาเพิ่ม” เอ้อร์กัวออกไปสั่งเสียภรรยาหลังบ้าน เพราะเขากลัวว่านางจะไม่ยอมกินอาหารหากเขาไม่อยู่ด้วย ดังเช่นวันที่ผ่านๆ มา
“ตัดฟืนหรือ..” เจี่ยนหรงเงยหน้าขึ้นมามอง
“ใช่..วันหลังข้าค่อยไปจับไก่ป่ามาต้มให้เจ้ากิน” เขาพูดด้วยความรู้สึกผิด แม้ภรรยาเขาจะแปลกประหลาด แต่เขาก็อยากให้นางได้กินดีอยู่ดีบ้าง จะปล่อยให้อดอยากไม่ได้ เขาคิดว่าเป็นหน้าที่ที่เขาจำต้องทำเพื่อภรรยา
“ไก่หรือ..ให้ข้าหรือ” เจี่ยนหรงขมวดคิ้วแน่น
“ไม่ให้เจ้าแล้วจะให้ผู้ใด..”
“ไม่ต้องหรอก นาย..เจ้าไม่ต้องเหนื่อยเช่นนั้นเพื่อข้า”
“ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าอดอยากแน่ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ฉันไม่ได้อดอยาก แค่..ข้าหมายถึง หากเจ้าอยากกินไก่ก็ล่ามาเพื่อตัวเจ้าเอง ไม่ต้องทำเพื่อข้า เพราะข้าไม่ได้ชอบกินไก่ และอย่าเอาข้าไปเปรียบกับคนรักเก่าของเจ้า ข้าไม่ใช่เหมยฮวาตัวกินไก่นั่น”
“...” ใบหน้าของเอ้อร์กัวมืดมนทันใด เขากัดฟันด้วยความโมโหและเต็มไปด้วยริ้วของความเสียใจ
[1]ลิ่วอี้ (六艺) อันได้แก่ จารีต ดนตรี การยิงธนู ขับรถม้า คัดลายมือ และการคำนวณ ใครที่ชำนาญศิลปะทั้งหกนี้ ถือว่าเป็นมหาบุรุษผู้เลิศในความรู้ของประเทศจีนในสมัยโบราณ โดยศิลปะทั้งหกมีรากฐานจากปรัชญาขงจื๊อ
ตลอดชีวิตของเอ้อร์กัว เขาไม่เคยจับเงินเกินสิบอีแปะเลยด้วยซ้ำ เงินที่เคยได้ก็เป็นของลิลี่ มือที่กำถุงเงินสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินกลับบ้านอย่างล่องลอย ลืมกระทั่งซื้ออาหารแห้งกลับมาด้วยความคิดในหัวของเขาว่างเปล่าตลอดทาง มีเพียงความตกตะลึงที่อัดแน่นอยู่ในอก เมื่อเดินกลับถึงเรือน เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนก้าวเท้ากลับมาได้อย่างไรเอ้อร์กัวเดินเข้าบ้านอย่างเหม่อลอย ถุงเงินหนักอึ้งในมือยังทำให้เขารู้สึกไม่จริงอยู่บ้าง ในเรือน ลิลี่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเตี้ย นางใช้แผ่นหินสีดำที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นบางอย่างประณีต ก่อนจะหยิบแผ่นสีเงินบางๆ มาวางทับลงไป บางครั้งก็ใช้เครื่องมือกดแนบให้สนิท บางครั้งก็หยิบหินบางขึ้นมาพิจารณา แสงแดดสะท้อนวาววับบนพื้นผิวของแผ่นสีเงินที่ถูกแปะลงไปเอ้อร์กัวก้าวไปข้างหน้า ยื่นถุงเงินออกไป วางลงบนมือของนาง น้ำหนักของมันยืนยันว่ามีเงินอยู่ภายในไม่น้อยเลยทีเดียว“สี่สิบก้วน..&rdq
ลมหายใจของฤดูหนาวค่อยๆ จางหาย อากาศอุ่นขึ้น แม้ยามค่ำคืนยังมีลมเย็นพัดผ่าน ทว่าความหนาวเหน็บกลับไม่กัดกร่อนกระดูกเหมือนช่วงก่อนแล้ว พวกเขาจึงหยุดจุดไฟเข้ากำแพงตลอดคืนเพื่อประหยัดฟืนไว้ทำน้ำมันสนให้ลุงจางลิลี่นั่งอยู่ข้างเตาเผา เฝ้าดูเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงระหว่างการเผาน้ำมันสน เอ้อร์กัวนั่งอยู่ข้างภรรยาโดยไม่รู้จะทำสิ่งใด เพียงเติมท่อนฟืนลงไปในเตาเป็นครั้งคราว และอ้าปากหาวง่วงนอนตลอดเวลา“เจ้าจะไปนอนก่อนก็ได้ วันนี้ข้าจะเฝ้าเตาเผาเอง เจ้าทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งหลายคืนมานี้เจ้าก็ไม่ได้หลับสนิทเลยไม่ใช่หรือ” ลิลี่ไล่เขาด้วยความรำคาญเอ้อร์กัวไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ เขาไม่ได้คาดคิดว่านางจะสังเกตเห็นขนาดนั้น เขาพยายามปรับท่าทางให้ดูเป็นปกติ แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้“เจ้า..รู้ได้อย่างไร”“ขอบตาของเจ้าดำเพียงนี้ ผู้ใดเห็นก็รู้ว่าเจ้านอนไม่หลับ แล้วบางคืน..ข้าตื
มือข้างหนึ่งของลิลี่ยังคงวางอยู่บนแผ่นหลังเขา ในท่วงท่าที่ชวนให้เข้าใจผิด ทว่านางยังคงหายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทโดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำให้สามีแทบคลั่งชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ กอดภรรยาไว้อย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงทรมานต่อไป ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจขยับตัว ไม่แม้แต่จะกล้าถอนหายใจแรง นี่คงเป็นการลงโทษจากสวรรค์ที่เขาคิดไม่ซื่อกับนางหลายวันหลังจากนั้น หิมะเริ่มละลายไปทีละน้อย เผยให้เห็นผืนดินสีดำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหิมะขาวมายาวนาน ลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งบางส่วนก็เริ่มละลายหายไปดินชื้นแฉะส่งกลิ่นอับเย็น ต้นไผ่ที่เคยนิ่งสงบมาตลอดฤดูหนาวเริ่มเอนลู่ตามแรงลม ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยผลัดใบเริ่มเผยให้เห็นกิ่งก้านที่มีหน่ออ่อนสีเขียวแต้มประปรายเอ้อร์กัวยังคงนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้ช่วงนี้ไม่ต้องทรมานกอดภรรยาเช่นช่วงก่อน แต่ความคิดชั่วร้ายในใจใช่ว่าจะสั่งให้หยุดคิดได้ง่ายดาย เขายังคงนอนร่วมเตียงกับลิลี่ ทุกค่ำคืนยังคงได
เอ้อร์กัวจัดการต้มน้ำแกงเห็ดหอมแห้งใส่เมล็ดธัญพืช กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน เขายังนำมันหวานมาปิ้งด้วย เมื่อลิลี่ออกมาจากห้องน้ำ ทั้งสองจึงรีบนั่งลงกินมื้อเช้าร่วมกันชายหนุ่มคอยตักน้ำแกงให้ลิลี่ พลางแอบมองกางเกงเรียบลื่นสีครามเข้มแปลกตาที่นางสวมอยู่ ครั้งนี้ นางไม่สนใจใช้ใบไม้แห้งปกปิดเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ นางดูจะไว้ใจเขาขึ้นมาก แม้เขาจะไม่รู้ว่านางมีความลับอะไร แต่เขาไม่อยากเร่งรัดถามเอ้อร์กัวกลืนข้าวลงคอเงียบๆ หลังมื้ออาหารอบอุ่น ลิลี่ก็ใส่รองเท้าเตรียมออกจากบ้าน เอ้อร์กัวไปหยิบกระบอกน้ำที่เตรียมไว้ ยื่นให้นางอย่างเคยชิน“ระวังตัวด้วย” เขาเอ่ย“อืม..” ลิลี่รับกระบอกน้ำไป พลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหยิบถุงเครื่องของนางและเดินออกจากเรือนเมื่อเงาร่างของนางลับไปแล้ว เอ้อร์กัวจึงเก็บสำรับอาหาร จากนั้นเตรียมตัวออกไปตัดไผ่บ้าง แต่ระหว่างนั้น เขา
หลังมื้ออาหาร ลิลี่ก็กลับมาใช้งานสามีเช่นเคย เอ้อร์กัวไม่ได้คิดหลีกเลี่ยง เขานั่งลงอย่างว่าง่าย นำกระดาษแผ่นใหญ่มาต่อกันด้วยกาวแป้ง จนได้ขนาดเท่าผ้านวมสองผืนวางซ้อนกัน จากนั้นจึงโปรยขนเป็ดที่นุ่มฟูลงบนพื้นกระดาษ เกลี่ยให้กระจายทั่วกัน แล้วใช้กระดาษอีกแผ่นปิดทับขณะที่ลิลี่นำแผ่นกระดาษไปอุ่นไล่ความชื้นและฆ่าเชื้อโรค เอ้อร์กัวก็ไม่ได้นั่งเฉย เขาตัดผ้าฝ้ายผืนใหญ่ เย็บต่อกันจนได้ขนาดเท่าผ้านวม รอให้กระดาษแห้งสนิท ก่อนจะประกบมันเป็นไส้ในของผ้านวมที่เขาเย็บไว้“เวลาจะซักก็แค่ถอดผ้าออกไปซัก ส่วนขนเป็ดก็เปลี่ยนใหม่เมื่อมันลีบแบน สะดวกดีใช่หรือไม่” ลิลี่เอ่ยพลางลูบสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายเอ้อร์กัวเพียงพยักหน้ารับ ยามนี้เขาเชื่อฟังนางทุกอย่าง ขอเพียงนางเอ่ยออกมา เขายินดีทำให้โดยไม่ถาม ในที่สุด พวกเขาก็ได้โอกาสซักผ้านวมผืนเก่าที่ใช้มานานร่วมเดือน เพราะตอนนี้มีผ้านวมผืนใหม่ที่ทั้งหนานุ่มและอบอุ่นกว่าเดิม และยังมีพีทใช้แทนฟืนให้ความอบอุ่นรอบบ้าน ชีวิตสะดวกสบายยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลิลี่ลุกจากเตียงแต่เช้าตรู่ เอ้อร์กัวได้ยินเสียงขยับไหวของนาง แต่เมื่อเห็นว่านางไม่คิดจะพูดกับเขา เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หลับตานอนนิ่งต่อไปทว่าพอได้ยินเสียงเปิดประตู ตามด้วยฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ความกังวลก็วิ่งเข้ามาในใจ เขาผุดลุกขึ้นทันที ความคิดแรกที่เขาคิดได้คือ หากนางโกรธจนหนีไปจริงๆ เพราะเขาเอาแต่เงียบใส่ นั่นจะไม่เป็นการผลักไสนางไปหรอกหรือ ศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ช่างเถอะ หากต้องเอ่ยปากพูดกับนางก่อนเพื่อรั้งนางไว้ เขาก็ยอมเอ้อร์กัวก้าวเร็วๆ ออกไป แต่เมื่อพ้นประตูเรือน กลับเห็นภรรยากำลังเติมฟืนลงในเตาเผา เปลวไฟค่อยๆ ลุกขึ้น ไล่ความชื้นออกจากก้อนพีทที่เรียงอยู่รอบๆเขาถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก แต่เมื่อความโล่งอกจางลง ความน้อยใจยังคงหลงเหลืออยู่ เขายังไม่หายขุ่นเคืองที่นางโกหกเขาเมื่อวาน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางทำงานหนักเพียงลำพังได้อยู่ดีเอ้อร์กัวเดินเข้าไปใกล้ โด





![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
