Masukเอ้อร์กัวรีบร้อนลุกขึ้นจากเตียงนอน ทั้งที่แสงแรกของวันยังไม่ลอดผ่านหน้าต่าง เขาจุดเตาไฟ ต้มน้ำข้าวจนมีกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน จากนั้นจึงออกจากบ้าน เดินเท้าขึ้นเขาไปตามทางสายเล็กๆ ที่คดเคี้ยวเพื่อหาผักป่าและล่าสัตว์เช่นทุกวัน เขาอยากหนีไปอยู่ลำพัง ใช้เวลาเสียใจร้องไห้โดยอ้างกับตัวเองว่ามาทำงาน
เมื่อกลับมาถึงเรือนก็เกือบยามเซิน[1] แสงอาทิตย์ยามเย็นสีแดงเรื่อสะท้อนหนองน้ำที่ล้อมรอบหมู่บ้านทุ่งแดง ท้องฟ้าราวกับถูกระบายด้วยสีชาดอ่อนจาง ลำแสงสุดท้ายสาดกระทบเรือนเล็กใกล้แม่น้ำของเอ้อร์กัว ทำให้หลังคาหญ้าป๋ายเหมาเกิน[2]สีหม่นซีดดูเหมือนถูกเคลือบด้วยทองแดงบางๆ น้ำในแม่น้ำข้างหลังเรือนเอื่อยไหล สะท้อนเงาสีแดงระเรื่อที่ไหวพลิ้วดั่งผ้าไหมเนื้อดี
ทว่าภรรยาของเขากลับไม่อยู่ในเรือน ข้าวที่เขาต้มไว้ในหม้อก็ยังคงนิ่งสนิท ไม่มีใครแตะต้อง เขารู้สึกหายใจสะดุด หัวใจบีบรัดโดยไม่รู้สาเหตุ นางไม่กล้าแม้แต่กินข้าวขาวหรือ
วันนี้เขาได้ไก่ป่ามาตัวเดียว แต่โชคดีที่กับดักที่ตั้งไว้จับนกปี่อี้ได้ถึงสองตัว เมื่อเดินลงเขา ชายหนุ่มแวะไปหาลุงจางในหมู่บ้าน ขายไก่ตัวนั้นและนกปี่อี้ได้ไม่กี่อีแปะ เงินนั้นเขานำไปซื้อเมล็ดธัญพืชมาหุงแทนข้าวขาวซึ่งราคาแพงจนเขาเอื้อมไม่ถึง
เขาต้มเมล็ดธัญพืชกับหน่อไม้สดที่ขุดมา ระหว่างที่ไอร้อนลอยฟุ้งอยู่ในครัวเล็กๆ แสงสีแดงเข้มของดวงอาทิตย์เริ่มจางหาย กลายเป็นแสงสีเทาที่กลืนกินหมู่บ้านทุ่งแดง ท้องฟ้าครามเข้มแปรเปลี่ยนสู่ค่ำคืนอันมืดมิด
ขณะที่เขากำลังรอกินอาหารเย็นนั้นเอง เจี่ยนหรงก็เดินกลับเข้ามาในเรือน นางอาบน้ำจนตัวสะอาด กลิ่นหอมบางอย่างจางๆ อวลมากับร่างเล็ก คล้ายดอกไม้กับแตงกวา นางมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง พลางเดินไปนั่งผิงไฟข้างเตา
เอ้อร์กัวจ้องนางเพียงครู่ ก่อนที่เขาจะเบือนสายตาหนี ความอึดอัดบางอย่างในอกทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยปากถามว่านางหายไปไหนมา แต่เขาเริ่มยกอาหารมาตั้งโต๊ะตัวเล็กกลางห้องครัวแคบๆ
“กินข้าวเถิด วันนี้ไม่มีไก่ เพราะต้องเอาไปแลกเป็นเงินอีแปะ เจ้า..รออีกสองสามวัน ข้าจะไปจับมาให้อีก ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ให้เจ้าอดอยากหรอก” เอ้อร์กัวพูด พลางตักข้าวธัญพืชที่ยังอุ่นใส่ถ้วย
“วันนี้มีอะไรกิน” เจี่ยนหรงเงยหน้าขึ้นจากเตาไฟ หันมามองเขา ดวงตาสดใสผิดคาด
“แค่หน่อไม้กับเมล็ดธัญพืช” เขาตอบเสียงเบารู้สึกผิดที่ตัวเองยากจน ทำให้ภรรยาไม่ได้กินอาหารดีๆ
ทันทีที่ได้ยิน เจี่ยนหรงกลับรีบกระโดดลุกขึ้นมานั่งข้างโต๊ะด้วยท่าทีตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด นางมองหม้อข้าวราวกับเป็นของล้ำค่า เมื่อเขาตักใส่ถ้วยให้ นางก็ยกซดจนลวกปาก
“ค่อยๆ กิน ไม่กลัวปากพองหรืออย่างไร ไม่มีผู้ใดแย่งเจ้ากิน” เอ้อร์กัวอดบ่นไม่ได้ ราวกำลังบ่นเด็กน้อย แต่ในใจกลับรู้สึกเอ็นดูที่นางดูมีชีวิตชีวาเช่นนี้
คืนนั้น เจี่ยนหรงกินมื้อเย็นไปมากจนเขาอดแปลกใจไม่ได้ นางขอเติมเมล็ดธัญพืชถึงสามถ้วย
“หน่อไม้อร่อยมาก” นางยังเอ่ยปากชมพร้อมรอยยิ้ม ทั้งที่เขาไม่ได้ใส่เครื่องปรุงอะไรเลย
เอ้อร์กัวมองนางตักกินด้วยความหิวกระหาย ดวงตาเป็นประกายเหมือนเด็กได้ขนมหวาน ในใจเขาเกิดความรู้สึกอ่อนโยนอย่างประหลาด แม้จะยังไม่เข้าใจสิ่งที่นางคิดหรือเหตุผลที่นางดีใจเพียงแค่ได้กินอาหารเรียบง่าย แต่ภาพนั้นก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนภาระในอกลดลงเล็กน้อย
“แค่หน่อไม้ธรรมดา..ดีใจอะไรกัน” เขาพึมพำเบาๆ พลางมองภรรยาที่กำลังเพลิดเพลินกับมื้อเย็นตรงหน้า
เมื่อก่อนเขาไปหาเหมยฮวาจะต้องต้มไก่ไปให้นางทุกครั้ง เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร และยังดีใจที่ทำให้หญิงคนรักมีความสุข แต่เมื่อไม่มีไก่ เขาก็ไม่กล้าไปหาเหมยฮวา
การที่เจี่ยนหรงยิ้มหน้าบานและกินเมล็ดธัญพืชอย่างเอร็ดอร่อย ความหนักอึ้งบางอย่างในใจของเขาคล้ายถูกปลดออก เขาเพิ่งเข้าใจว่าหากไม่ต้องหาไก่ทุกวัน เขาก็พอจะเลี้ยงดูภรรยาได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องกังวลทุกวันว่าจะไม่มีไก่ ไม่ต้องกังวลว่าตัวเองจะไร้ค่าเพียงเพราะไม่มีไก่ไปให้ใครอีก
เป็นครั้งแรกที่เอ้อร์กัวรู้สึกเบาสบายกับภาระที่แบกอยู่
คืนนั้นเอ้อร์กัวนอนโดยไม่ร้องไห้เป็นคืนแรก อาจเพราะเขาขึ้นเขาทั้งวันจึงเหน็ดเหนื่อยมาก และหลับไปอย่างรวดเร็ว..
รุ่งขึ้นเขาตื่นมาก็ได้ยินเสียงบางอย่างหลังเรือน เขาออกไปดูก็พบว่าเจี่ยนหรงกำลังย่ำกองดินโคลนที่นางขุดขึ้นมาวันก่อน ลานหลังเรือนถูกนางถอนหญ้าจนสะอาด นางตั้งหน้าตั้งตาเล่นกองดินโคลนท่ามกลางแสงสะท้อนสีชาดจากเงาแม่น้ำ ดูประหลาดยิ่ง
“เจ้าทำอะไรอยู่” เขาถาม พร้อมขมวดคิ้ว เช้าเพียงนี้นางก็ออกมาเล่นดินแล้วหรือ นางจะเป็นหญิงบ้าเพียงใดก็ไม่ควรขยันเช่นนี้
“มาช่วยข้าที” นางเห็นเขาก็รีบเรียกให้เขามาช่วย
เขาเพิ่งรู้สึกว่ามีภรรยาเช่นนางก็ดีได้เพียงคืนเดียว เช้ามา นางก็ใช้ให้เขาเล่นดินโคลนกับนางแล้วหรือ เอ้อร์กัวหงุดหงิด แต่ก็ถูกภรรยาตัวเล็กลากไปช่วยย่ำดินอยู่ดี
“เจ้าจะทำอะไร..” เขาสังเกตว่าในดินโคลนพวกนั้นมีเศษหญ้าป๋ายเหมาเกินผสมอยู่ด้วย จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เพราะดูแล้วเท้าเล็กของนางจะถูกหญ้าบาดจนมีรอยแผล
“ทำเตาเผา” เจี่ยนหรงตอบเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม
“เตาเผาหรือ” เขาขมวดคิ้ว
“ใช่ ที่นี่อยู่ใกล้แม่น้ำ มีวัตถุดิบสำหรับการเล่นแร่แปรธาตุเยอะ ดินโคลนก็คุณภาพดี จะต้องสร้างเตาเผาที่ให้ความร้อนสูงได้แน่” เจี่ยนหรงมองสำรวจไปรอบแม่น้ำ
“เล่นแร่แปรธาตุคือสิ่งใด..แล้วเจ้ารู้หรือว่าจะทำเตาเผาอย่างไร” เขามองสตรีร่างเล็กที่ย่ำดินโคลนข้างเขาอย่างสงสัย
“..ข้ารู้ก็พอแล้ว” นางไม่ยอมตอบคำถามใดทั้งสิ้น
“...” เขาคิดว่าภรรยาตัวเองคงเป็นบ้าจนสติเลอะเลือน
เมื่อพวกเขาย่ำดินจนส่วนผสมเข้ากันดี เจี่ยนหรงก็ก้าวไปหยิบไม้สองแท่งและเชือกถักจากเถาไม้เลื้อยเส้นยาวที่เตรียมไว้ นางใช้ไม้สองแท่งผูกบนปลายเส้นเชือกคนละด้าน แท่งหนึ่งปักไว้ตรงกลางลาน อีกแท่งจับดึงจนเชือกตึง นางค่อยๆ เดินวนรอบไม้ที่ปักอยู่ตรงกลาง ลากไม้ในมือขีดเส้นลงบนพื้นดินอย่างตั้งใจ เส้นที่นางลากค่อยๆ กลายเป็นวงกลมที่ชัดเจน ด้วยรัศมีประมาณหกฉื่อ[3]
เอ้อร์กัวมองภาพนั้นอย่างงุนงงและประหลาดใจ สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการละเล่นของหญิงสติไม่ดี กลับเผยให้เห็นความรอบคอบและความชำนาญในวิธีการที่เขาไม่เคยคาดคิด นี่ไม่ใช่การเล่นโคลนธรรมดา เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า บางที..ภรรยาของเขาอาจไม่ได้เป็นหญิงบ้าอย่างที่เขาเข้าใจ
“ก็..ดูกลมดี” เขาชื่นชม
“หมายความว่าอย่างไร ดูกลม..มันไม่กลมหรือ” เจี่ยนหรงหันมามองเขา
“มันไม่กลม”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” เจี่ยนหรงเงยหน้าขึ้น นางถึงขั้นทำวงเวียนใช้แล้ว มันยังไม่กลมได้อีกหรือ
“ข้าเห็น”
[1]ยามเซิน คือเวลา 15.00-16.59 นาฬิกา
[2]หญ้าป๋ายเหมาเกิน คือ หญ้าคา
[3]1 ฉื่อมีประมาณ 1 ศอก หรือ 33.3 เซนติเมตร ดังนั้น 3 ฉื่อ จึงเท่ากับ หนึ่งเมตรโดยประมาณ 6 ฉื่อจึงเท่ากับ 2 เมตร
ตลอดชีวิตของเอ้อร์กัว เขาไม่เคยจับเงินเกินสิบอีแปะเลยด้วยซ้ำ เงินที่เคยได้ก็เป็นของลิลี่ มือที่กำถุงเงินสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มเดินกลับบ้านอย่างล่องลอย ลืมกระทั่งซื้ออาหารแห้งกลับมาด้วยความคิดในหัวของเขาว่างเปล่าตลอดทาง มีเพียงความตกตะลึงที่อัดแน่นอยู่ในอก เมื่อเดินกลับถึงเรือน เขายังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตนก้าวเท้ากลับมาได้อย่างไรเอ้อร์กัวเดินเข้าบ้านอย่างเหม่อลอย ถุงเงินหนักอึ้งในมือยังทำให้เขารู้สึกไม่จริงอยู่บ้าง ในเรือน ลิลี่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเตี้ย นางใช้แผ่นหินสีดำที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นบางอย่างประณีต ก่อนจะหยิบแผ่นสีเงินบางๆ มาวางทับลงไป บางครั้งก็ใช้เครื่องมือกดแนบให้สนิท บางครั้งก็หยิบหินบางขึ้นมาพิจารณา แสงแดดสะท้อนวาววับบนพื้นผิวของแผ่นสีเงินที่ถูกแปะลงไปเอ้อร์กัวก้าวไปข้างหน้า ยื่นถุงเงินออกไป วางลงบนมือของนาง น้ำหนักของมันยืนยันว่ามีเงินอยู่ภายในไม่น้อยเลยทีเดียว“สี่สิบก้วน..&rdq
ลมหายใจของฤดูหนาวค่อยๆ จางหาย อากาศอุ่นขึ้น แม้ยามค่ำคืนยังมีลมเย็นพัดผ่าน ทว่าความหนาวเหน็บกลับไม่กัดกร่อนกระดูกเหมือนช่วงก่อนแล้ว พวกเขาจึงหยุดจุดไฟเข้ากำแพงตลอดคืนเพื่อประหยัดฟืนไว้ทำน้ำมันสนให้ลุงจางลิลี่นั่งอยู่ข้างเตาเผา เฝ้าดูเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงระหว่างการเผาน้ำมันสน เอ้อร์กัวนั่งอยู่ข้างภรรยาโดยไม่รู้จะทำสิ่งใด เพียงเติมท่อนฟืนลงไปในเตาเป็นครั้งคราว และอ้าปากหาวง่วงนอนตลอดเวลา“เจ้าจะไปนอนก่อนก็ได้ วันนี้ข้าจะเฝ้าเตาเผาเอง เจ้าทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อีกทั้งหลายคืนมานี้เจ้าก็ไม่ได้หลับสนิทเลยไม่ใช่หรือ” ลิลี่ไล่เขาด้วยความรำคาญเอ้อร์กัวไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ เขาไม่ได้คาดคิดว่านางจะสังเกตเห็นขนาดนั้น เขาพยายามปรับท่าทางให้ดูเป็นปกติ แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้“เจ้า..รู้ได้อย่างไร”“ขอบตาของเจ้าดำเพียงนี้ ผู้ใดเห็นก็รู้ว่าเจ้านอนไม่หลับ แล้วบางคืน..ข้าตื
มือข้างหนึ่งของลิลี่ยังคงวางอยู่บนแผ่นหลังเขา ในท่วงท่าที่ชวนให้เข้าใจผิด ทว่านางยังคงหายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทโดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำให้สามีแทบคลั่งชายหนุ่มพยายามข่มอารมณ์ กอดภรรยาไว้อย่างทะนุถนอม ปล่อยให้ตนเองจมอยู่ในห้วงทรมานต่อไป ไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจขยับตัว ไม่แม้แต่จะกล้าถอนหายใจแรง นี่คงเป็นการลงโทษจากสวรรค์ที่เขาคิดไม่ซื่อกับนางหลายวันหลังจากนั้น หิมะเริ่มละลายไปทีละน้อย เผยให้เห็นผืนดินสีดำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหิมะขาวมายาวนาน ลำธารที่กลายเป็นน้ำแข็งบางส่วนก็เริ่มละลายหายไปดินชื้นแฉะส่งกลิ่นอับเย็น ต้นไผ่ที่เคยนิ่งสงบมาตลอดฤดูหนาวเริ่มเอนลู่ตามแรงลม ต้นไม้ใบหญ้าที่เคยผลัดใบเริ่มเผยให้เห็นกิ่งก้านที่มีหน่ออ่อนสีเขียวแต้มประปรายเอ้อร์กัวยังคงนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้ช่วงนี้ไม่ต้องทรมานกอดภรรยาเช่นช่วงก่อน แต่ความคิดชั่วร้ายในใจใช่ว่าจะสั่งให้หยุดคิดได้ง่ายดาย เขายังคงนอนร่วมเตียงกับลิลี่ ทุกค่ำคืนยังคงได
เอ้อร์กัวจัดการต้มน้ำแกงเห็ดหอมแห้งใส่เมล็ดธัญพืช กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วเรือน เขายังนำมันหวานมาปิ้งด้วย เมื่อลิลี่ออกมาจากห้องน้ำ ทั้งสองจึงรีบนั่งลงกินมื้อเช้าร่วมกันชายหนุ่มคอยตักน้ำแกงให้ลิลี่ พลางแอบมองกางเกงเรียบลื่นสีครามเข้มแปลกตาที่นางสวมอยู่ ครั้งนี้ นางไม่สนใจใช้ใบไม้แห้งปกปิดเหมือนเมื่อก่อนด้วยซ้ำ นางดูจะไว้ใจเขาขึ้นมาก แม้เขาจะไม่รู้ว่านางมีความลับอะไร แต่เขาไม่อยากเร่งรัดถามเอ้อร์กัวกลืนข้าวลงคอเงียบๆ หลังมื้ออาหารอบอุ่น ลิลี่ก็ใส่รองเท้าเตรียมออกจากบ้าน เอ้อร์กัวไปหยิบกระบอกน้ำที่เตรียมไว้ ยื่นให้นางอย่างเคยชิน“ระวังตัวด้วย” เขาเอ่ย“อืม..” ลิลี่รับกระบอกน้ำไป พลางพยักหน้ารับรู้ ก่อนหยิบถุงเครื่องของนางและเดินออกจากเรือนเมื่อเงาร่างของนางลับไปแล้ว เอ้อร์กัวจึงเก็บสำรับอาหาร จากนั้นเตรียมตัวออกไปตัดไผ่บ้าง แต่ระหว่างนั้น เขา
หลังมื้ออาหาร ลิลี่ก็กลับมาใช้งานสามีเช่นเคย เอ้อร์กัวไม่ได้คิดหลีกเลี่ยง เขานั่งลงอย่างว่าง่าย นำกระดาษแผ่นใหญ่มาต่อกันด้วยกาวแป้ง จนได้ขนาดเท่าผ้านวมสองผืนวางซ้อนกัน จากนั้นจึงโปรยขนเป็ดที่นุ่มฟูลงบนพื้นกระดาษ เกลี่ยให้กระจายทั่วกัน แล้วใช้กระดาษอีกแผ่นปิดทับขณะที่ลิลี่นำแผ่นกระดาษไปอุ่นไล่ความชื้นและฆ่าเชื้อโรค เอ้อร์กัวก็ไม่ได้นั่งเฉย เขาตัดผ้าฝ้ายผืนใหญ่ เย็บต่อกันจนได้ขนาดเท่าผ้านวม รอให้กระดาษแห้งสนิท ก่อนจะประกบมันเป็นไส้ในของผ้านวมที่เขาเย็บไว้“เวลาจะซักก็แค่ถอดผ้าออกไปซัก ส่วนขนเป็ดก็เปลี่ยนใหม่เมื่อมันลีบแบน สะดวกดีใช่หรือไม่” ลิลี่เอ่ยพลางลูบสัมผัสเนื้อผ้าฝ้ายเอ้อร์กัวเพียงพยักหน้ารับ ยามนี้เขาเชื่อฟังนางทุกอย่าง ขอเพียงนางเอ่ยออกมา เขายินดีทำให้โดยไม่ถาม ในที่สุด พวกเขาก็ได้โอกาสซักผ้านวมผืนเก่าที่ใช้มานานร่วมเดือน เพราะตอนนี้มีผ้านวมผืนใหม่ที่ทั้งหนานุ่มและอบอุ่นกว่าเดิม และยังมีพีทใช้แทนฟืนให้ความอบอุ่นรอบบ้าน ชีวิตสะดวกสบายยิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ลิลี่ลุกจากเตียงแต่เช้าตรู่ เอ้อร์กัวได้ยินเสียงขยับไหวของนาง แต่เมื่อเห็นว่านางไม่คิดจะพูดกับเขา เขาจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจ หลับตานอนนิ่งต่อไปทว่าพอได้ยินเสียงเปิดประตู ตามด้วยฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป ความกังวลก็วิ่งเข้ามาในใจ เขาผุดลุกขึ้นทันที ความคิดแรกที่เขาคิดได้คือ หากนางโกรธจนหนีไปจริงๆ เพราะเขาเอาแต่เงียบใส่ นั่นจะไม่เป็นการผลักไสนางไปหรอกหรือ ศักดิ์ศรีหรืออะไรก็ช่างเถอะ หากต้องเอ่ยปากพูดกับนางก่อนเพื่อรั้งนางไว้ เขาก็ยอมเอ้อร์กัวก้าวเร็วๆ ออกไป แต่เมื่อพ้นประตูเรือน กลับเห็นภรรยากำลังเติมฟืนลงในเตาเผา เปลวไฟค่อยๆ ลุกขึ้น ไล่ความชื้นออกจากก้อนพีทที่เรียงอยู่รอบๆเขาถอนหายใจแผ่วเบาอย่างโล่งอก แต่เมื่อความโล่งอกจางลง ความน้อยใจยังคงหลงเหลืออยู่ เขายังไม่หายขุ่นเคืองที่นางโกหกเขาเมื่อวาน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางทำงานหนักเพียงลำพังได้อยู่ดีเอ้อร์กัวเดินเข้าไปใกล้ โด







