LOGINชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองเมื่อเห็นว่าบุรุษชายฉกรรจ์เอาแต่พากันจ้องมองพระชายาที่ตนเองแสนจะเกลียดชังจนตาค้างนิ่งอึ้งตะลึงงันกันไปเป็นแถวเช่นนั้นแล้วจึงแสร้งกระแอมไอขึ้นมาเสียงดังเพื่อดึงสติของพวกเขาให้กลับคืนมาเสียหน่อย
ได้ผลเพียงชินอ๋องเหยียนเค่อสิงส่งเสียงกระแอมไอไปได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เหล่าชายฉกรรจ์ทุกคนก็ดึงสติกลับมาหาตนเองได้ดั่งเก่าด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะพากันยกชาขึ้นมาจิบแก้เก้อ
“ช่างเป็นสตรีที่ไร้มารยาทเป็นอย่างยิ่ง กล้าดีเช่น
ไร จึงได้บุกเข้ามาในเขตหวงห้ามของข้าเช่นนี้”
ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงเย็นยะเยือก ทำเอาผู้คนที่อยู่ ณ ที่นั่นต้องเกิดอาการหวาดกลัวกันไปหมดจนขนหัวลุกอย่างบอกไม่ถูก ผิดกันกับหลี่เจียนเจียนที่เธอเองไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อท่านอ๋องผู้นี้เลยแม้แต่น้อย ถึงกลับตอบเขากลับคืนไปอย่างไม่ยอมน้อยหน้าว่า
“ฉัน”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยออกมาได้เพียงเท่านั้นเฉาปูและซูม่อต่างก็ช่วยกันดึงชายเสื้อของเธออยู่ยิก ๆ เป็นเชิงเตือนสติให้หลี่เจียนเจียนได้รับรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังพูดคุยกับใครอยู่ หลี่เจียนเจียนจึงได้สติกลับมาได้พร้อมเอ่ยออก ไปว่า “หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญที่จะพูดคุยกันกับท่านอ๋อง”
“แล้วไม่แหกตาดูหรือว่า ข้ากำลังเจรจาเรื่องสำคัญกับใครอยู่ใครใช้ให้เจ้าโผล่พรวดเข้ามาโดยไร้ซึ่งกาละเทศะเช่นนี้”
“แล้วหม่อมฉันจะรู้ได้ยังไงว่าท่านอ๋องกำลังพูดคุยธุระอยู่ บ้านก็ออกจะหลังใหญ่โตและเงียบเชียบออกอย่างนี้ หม่อมฉันนึกว่าท่านอ๋องจะทรงหลับไปแล้วซะอีก”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยต่อปากต่อคำขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้
“กลับออกไปข้างนอกประเดี๋ยวนี้ หากข้าสะดวกที่จะพูดคุยกันกับเจ้าเมื่อใดแล้วข้าจะบอก”
ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มระงับความไม่พอใจเอาไว้อย่างเต็มที่
“หม่อมฉันเป็นคนรักษาสัจจะยิ่ง อีกทั้งเวลาของหม่อมฉันยังเป็นเงินเป็นทองอีกด้วย ไม่ทราบท่านอ๋องจะทรงนัดคุยกันกับหม่อมฉันในวันเวลาใด ก็จงแจ้งมาให้ชัดเจนต่อหน้าผู้คนเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาช่วยเป็นพยานให้กับหม่อมฉันด้วยเพคะ แต่หากระยะเวลาที่ท่านอ๋องจะทรงนัดหมายกับหม่อมฉันนั้นมันยาวนานมากจนเกินไป นั่นเท่ากับว่าท่านอ๋องทรงหาเรื่องกลั่นแกล้งรังแกหม่อมฉัน นี่มิใช่วิสัยของบุรุษที่จะกระทำต่อสตรี เช่นนั้นขอท่านอ๋องจงทรงแจ้งเวลาการนัดหมายที่ชัดเจนให้กับหม่อมฉันทราบด้วยเพคะ”
หลี่เจียนเจียนยืนกอดอกพูดออกมายาวเหยียดพร้อมเน้นเสียงคำว่าเพคะส่งท้ายออกไปด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น
“บังอาจ”
ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสพลางทุบฝ่าพระหัตถ์ลงไปบนโต๊ะไม้ที่แกะสลักลวดลายงดงามชั้นดี จนโต๊ะไม้ตัวนี้ได้แตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ ไปในชั่วพริบตาเดียว ทำเอาเหล่าผู้คนที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ต้องพากันลุกขึ้นยืนพรวดพราดพร้อมพากันไปยืนกองรวมตัวกันอยู่ตรงมุมห้องเลยทีเดียว
“หลี่เจียนเจียนเจ้านึกว่าเจ้าเป็นใคร จึงได้ใจกล้า หน้าด้าน ใช้วาจาสามหาวกับข้าเช่นนี้?”
ไม่พูดเปล่าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงยังได้ปรี่เข้ามาตบไปยังใบหน้างามของหลี่เจียนเจียนด้วยกำลังภายในจนใบหน้างามของนางบวมช้ำขึ้นมาทันตาเห็น อีกทั้งยังมีเลือดไหลซึมออกมาจากริมฝีปากเล็กอีกด้วย
“ตาเฒ่างูสิง นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย นายกล้าถึงขนาดตบตีผู้หญิงต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้เลยหรือหะ ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันจะขอสู้กันกับนายให้มันรู้ดำรู้ขาวกันไปเลยวันนี้ แน่จริงก็เข้ามา”
หลี่เจียนเจียนพูดพร้อมบ้วนเลือดที่ไหลกลบปาก
ตนเองทิ้งไปด้านข้างลำตัว ก่อนจะตั้งการ์ดในท่านักมวย พร้อมที่จะต่อยตีใช้กำลังกันกับชินอ๋องผู้นี้อย่างเต็มกำลังความสามารถ
“หยางตง ออกมานำตัวนางแพศยานี่ไปขังใน
คุกมืดให้รู้สำนึกที ข้าคร้านที่จะพูดคุยกันกับคนไม่รู้ความเช่นนางแล้ว”ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงออกคำสั่งต่อองครักษ์เงาฝีมือดีของพระองค์น้ำเสียงกร้าว ทันใดนั้นเองไม่นานเกินรอ บุรุษหน้าตาคมคาย รูปร่างแข็งแรง ผิวคล้ำคร้ามแดด
ผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในทันใดเพียงหลี่เจียนเจียนหันหน้าไปมองดูเขาแวบหนึ่งเท่านั้น เธอก็อุทานขึ้นมาด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่งว่า
“หยางฟ่ง นายมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ไม่รอช้าหลี่เจียนเจียนได้วิ่งเข้าไปกอดเขาเอาไว้ พร้อมละล่ำละลักพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจว่า
“นายเองก็ได้ประสบอุบัติเหตุมาอยู่ที่นี่ด้วยกันกับฉันใช่มั้ย หยางฟ่งฉันดีใจที่นายไม่ได้ทอดทิ้งฉัน อีตาอ๋อง
งูสิงสารเลวนั่นเขาตบหน้าฉันแล้ว นายต้องช่วยฉันด้วย
นะ”
ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นเมื่อเห็นว่าหลี่เจียนเจียนวิ่งเข้ามากอดองครักษ์เงาฝีมือดีของท่านอ๋องแนบแน่นเช่นนั้นแล้ว จึงอดที่จะกระซิบกระซาบขึ้นมาเสียงเบาไม่ได้ว่า
“นี่พระชายามีชู้เช่นนั้นหรือ?”
“ไสหัวพวกเจ้าออกไปให้หมด วันนี้ข้าเลิกประชุมแล้ว และเรื่องราวในวันนี้เองหากหลุดรอดออกไปแม้แต่เพียงนิดแล้วล่ะก็ ข้าจะตามไปกุดหัวพวกเจ้ากันทั้งเจ็ดชั่วโคตรเลยทีเดียว”
ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงเฉียบขาดพร้อมส่งสายตาดุดันจ้องมองไปยังใบหน้าของเหล่าผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ราวกับจะเผาไหม้พวกเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ทำเอาพวกเขารีบพากันหนีตายออกจากที่นั่นไปกันอย่างไม่คิดชีวิตเลยทีเดียว
“มานี่นะ นังแพศยาน่ารังเกียจชิงชัง เจ้ากล้ายืนกอดกันกับชายอื่นต่อหน้าต่อตาข้าเลยอย่างนั้นหรือ?”
ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงโกรธจัดพร้อม
รีบก้าวขาเข้าไปดึงไหล่บอบบางของหลี่เจียนเจียนออกมา
จากหยางตงในทันที พระองค์ทรงเงื้อมฝ่าพระหัตถ์ขึ้นสูงหมายจะตบเข้าไปยังใบหน้างามอีกครา แต่เมื่อเห็นว่าหลี่เจียนเจียนกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นจนน้ำตากลบไปทั่วทั้งดวงตาคู่สวยเช่นนั้นแล้ว พระองค์จึงทำได้เพียงง้างมือขึ้นสูงเอาไว้นิ่งเช่นนั้นราวกับถูกแช่แข็ง
“เกลียดที่สุดเลย ผู้ชายบ้าอำนาจ คนเลว คนเส็งเคร็ง ร้ายกาจ ใช้กำลังตบตีผู้หญิง ฉันขอให้นายตายวัน ตายพรุ่งภายในวันนี้ พรุ่งนี้ด้วยเถอะ ไอ้คนสารเลว”
หลังร้องตะโกนด่าเขาจบ หลี่เจียนเจียนก็รีบสะบัดตัวออกมาให้พ้นจากการกอบกุมของเขาและวิ่งหนีออกมาจากเหตุการณ์ตรงหน้าในทันใด
“เจ้ารู้หรือไม่หยางตง ว่าเจ้านั้นมีโทษสถานใด?”
ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสถามองครักษ์เงาของพระองค์น้ำเสียงเยียบเย็น
“กระหม่อมมีโทษสมควรตาย ขอท่านอ๋องทรงลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หยางตงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงขึงขังพร้อมคุกเข่าโขกศีรษะ
เตรียมรับการลงทัณฑ์จากท่านอ๋องอย่างเต็มที่
“ดี ดีมาก เด็ก ๆ เอาตัวหยางตงออกไปโบยหนึ่งร้อยไม้ โทษฐานล่วงเกินเบื้องสูง”
หลังเสร็จสิ้นคำสั่ง หยางตงก็ถูกพาตัวออกไปโบยตีอยู่ที่กลางลานกว้างหน้าจวนเลยทีเดียว
หลี่เจียนเจียนถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงพาเดินทางกลับเข้าจวนอ๋องไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่านางเคยอึด ถึก ทน เป็นถึงนักมวยมาก่อนนะ แต่ทว่าก็เกือบที่จะรองรับพละกำลังอันมหาศาลในการร่วมรักกันกับชินอ๋องผู้เป็นสามีในแต่ละครั้งจนแทบไม่ไหว ทั้งคู่อาบน้ำอุ่นด้วยกัน พร้อมออกมากินข้าวเย็นร่วมกันอย่างมีความสุข ด้านลูก ๆ ของหลี่เจียนเจียนนั้นเฉาปูและซูม่อต่างพากันเล่นด้วย พร้อมดูแลพาเข้านอนไปเรียบร้อยเป็นเวลาอยู่ทุกวันแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงมีเวลาหายใจหายคอมากยิ่งขึ้น ในค่ำคืนนี้ทั้งคู่จึงกอดกันนอนหลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ดีๆ ภาพฝันอันคุ้นตาก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึก ย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนที่หลี่เจียนเจียนได้เดินทางขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนรักทั้งสี่คนของเธอหลี่เจียนเจียนพบเจอว่าฟ่านจื่อหลานนั้นได้หมดสติสิ้นใจไปในแผ่นหลังของเธอก่อนที่ร่างของเธอจะกระทบเข้ากับพื้นเบื้องล่าง ส่วนเซียงลู่เหยาเองที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็ได้เกิดอาการแพ้อากาศขึ้นมาเหมือนฟ่านจื่อหลานไม่มีผิด แต่ในตอนนั้นเองเซียงลู่เหยาได้นั่งสวดมนต์อยู่เพียงลำพังผู้เดียว เพื่อน ๆ แต่ละคน
“ขอบใจเจ้ามากนะหนิงเซ่อสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เอาไว้แล้วข้าจะจัดส่งของขวัญวันแต่งงานไปให้กับเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจี้หนิงเซ่อได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยออกมาว่า“เช่นนั้นข้าขอตัวเดินทางไปแคว้นเหยียนก่อนนะ แล้วค่อยพบเจอกันใหม่ หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”จี้หนิงเซ่อพูดพร้อมหมุนตัวเดินจากไปยังขบวนรถม้าที่หยุดรอนางอยู่ใต้ร่มไม้ในทันใด ทิ้งไว้เพียงหลี่เจียนเจียนและชินอ๋องเหยียนเค่อสิงที่กำลังยืนจ้องมองสบสายตากันและกันอยู่ตรงนั้นเอง“ในเมื่อตอนนี้เองก็ไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับไปก่อนนะเพคะ ป่านนี้เหยียนฟาง (แฝดหญิง) และเหยียนหลี่ (แฝดชาย) คงจะกำลังร้องไห้หาหม่อมฉันแล้วเป็นแน่”หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นพร้อมหมุนตัวจะเดินจากไป แต่ทว่านางกลับถูกชินอ๋องผู้นี้อุ้มตัวนางเข้าไปในห้องกระโจมอันมีชั้นวางหนังสือวางเรียงรายอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ“ในเมื่อลูกกวางตัวน้อย ๆ ได้ผลัดหลงเข้ามาในถิ่นของพยัคฆ์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าได้หวังว่าจะกลับออกไปได้อย่างง่าย ๆ อีก”ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงพร่าพร้อมลงมือมอบจุมพิตให้กับพระชายาตัวน้อยที่กำลังออกแรงด
ยิ่งเมื่อทั้งสองมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองก็แทบจะรับตำแหน่งบิดาดีเด่นไปในตัว เมื่อคราที่ลูกแฝดของเขาส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาเขาก็ฉีกยิ้มร่าดีใจไปเสียยกใหญ่ ว่าลูก ๆ นั้นได้เรียกคำว่าพ่อให้เขาได้รับฟังแล้วหลี่เจียนเจียนทอดสายตามองดูสามีร่างโตกับลูก ๆ วัยขวบปีกว่า ที่กำลังเล่นหยอกล้อเล่นกันด้วยความสนุกสนานที่สนามหญ้าโล่งกว้างหน้าจวนอ๋องด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขจนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ มาขอเข้าเฝ้าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงอย่างเร่งด่วน นั่นจึงทำให้หลี่เจียนเจียนเกิดความรู้สึกตงิดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้แนะนำให้หลี่เจียนเจียนทราบว่าเขาผู้นั้นคือรองแม่ทัพที่อยู่ใต้สังกัดของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ท่านรองแม่ทัพสุมาเวินได้เข้ามาพูดคุยปรึกษาเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนเผ่านอกด่านและแคว้นเหยียนหลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก ตั้งแต่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ที่ยุคจีนโบราณนี่ ก็พอทราบมาอยู่บ้างว่าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเคยถูกพวกชนเผ่านอกด่านแอบลอบโจมตีและแอบลอบทำร
เพราะการร่วมรักอันต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลี่เจียนเจียนจึงนอนหลับสลบไสลไปข้ามวัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นางก็พบว่านี่เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว เฉาปูและซูม่อเองที่กำลังรอคอยที่จะปรนนิบัติพระชายาอยู่ เมื่อพบว่าหลี่เจียนเจียนตื่นนอนขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงพากันเข้ามาในห้องพร้อมพาหลี่เจียนเจียนไปแช่น้ำอุ่นอาบน้ำแต่งตัวใหม่ และให้คนมาทำความสะอาดห้องหอต่อ หลี่เจียนเจียนทราบความมาจากสาวใช้ทั้งสองคนว่าผ้ารองเตียงในวันเข้าหอนั้น ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้นำไปเก็บเอาไว้ที่พระองค์แล้ว ส่วนในตอนนี้เองท่านอ๋องกำลังประชุมกับเหล่าขุนศึกอยู่ แล้วจะแวะมาเสวยข้าวเย็นกับพระชายาต่อเมื่อหลี่เจียนเจียนทราบมาดังนั้นแล้ว นางจึงได้เข้าครัวไปหยิบจับทำนั่นนิด ทำนี่หน่อย ช่วยเหล่าบรรดาพ่อครัว แม่ครัวในตำหนักเพื่อจัดเตรียมตั้งโต๊ะเสวยให้กับชินอ๋องเหยียนเค่อสิงนอกจากนี้ก่อนที่จะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนั้น หลี่เจียนเจียนที่เข้าครัวมาจำต้องร่วมอาบน้ำแช่น้ำอุ่นขัดถูตัวปรนนิบัติชินอ๋องเหยียนเค่อสิงผู้เป็นสามีด้วย แต่ทว่ามิรู้นางปรนนิบัติเขาดีมากจนเกินไปหรือไม่ เขาจึงได้มอบสั
กว่าพายุของการจุมพิตอันแสนหวานและดึงดูดทั้งกายใจให้เคลิบเคลิ้มไปในรสสัมผัสนั้นจะสงบลง หลี่เจียนเจียนก็จำต้องบอกเขาออกไปตามตรงว่า นางไม่อยากที่จะมาเสียพรหมจรรย์ไปในถ้ำแห่งนี้ นั่นจึงดึงสติของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงให้กลับคืนมาได้ทั้งคู่จึงมองสบสายตากันไปชั่ววินาทีก่อนจะหัวเราะประสานเสียงดังขึ้นมาอย่างมีความสุขเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน หลังจากที่พากันออกมาจากในถ้ำแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้วิชาตัวเบาพาหลี่เจียนเจียนกลับเข้าวังหลวงไปในที่สุด โดยก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองหูหลีไปนั้น พระองค์ยังได้มอบจดหมายหนึ่งฉบับไปให้กับองค์ไทเฮาอีกด้วย ใจความว่า“เรื่องอาการประชวรของเสด็จแม่นั้นหลี่เจียนเจียนเป็นคนมอบเส้นเอ้นหัวใจมังกรมาให้เตียวชุนเหอใช้ในการทำยาต้านพิษให้กับเสด็จแม่ อีกทั้งนางยังได้กำชับเตียวชุนเหอเอาไว้ ไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้ให้เสด็จแม่ทรงทราบด้วย เพื่อเห็นแก่ความกตัญญูของนาง ขอให้เสด็จแม่ทรงมีเมตตาต่อนางด้วยและช่วยอวยพรให้พวกเรารักกันมั่นคงตลอดไปมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มจวนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ รักและห่วงใยเสด็จแม่เสมอ ลงชื่อเหยียนเค่อสิง”หลี่เจียนเจียนนั่งรถม้ากลับเมื
ทันใดนั้นเองภาพที่เธอได้ขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนก็ได้ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก พร้อมคำอธิษฐานขอพรของเธอที่ว่า “อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรักที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้” ก็ได้ผุดขึ้นมาด้วยเช่นกันหลี่เจียนเจียนจึงได้ตอบชินอ๋องเหยียนเค่อสิงออกไปพร้อมหยาดน้ำตาว่า “หม่อมฉันเองก็รักท่านอ๋องเช่นกันเพคะ”หลังได้ยินสาวงามบอกรักพระองค์ออกมาดังนั้นแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้เชือกดาวกระจายปล่อยออกไปเกาะเข้ากับหน้าผาก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะร่วงลงสู่ก้นเหว หลังจากนั้นจึงอุ้มหลี่เจียนเจียนด้วยแขนข้างเดียวพานางปีนลงจากบนหน้าผาไปสู่พื้นเบื้องล่างด้วยความปลอดภัย ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ดวงตะวันใกล้จะตกดินมากแล้วเต็มที ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้พาหลี่เจียนเจียนไปหาที่ปลอดภัยหลบพักจากการถูกคนลอบทำร้ายก่อนจะออกไปหาผลไม้ป่าและน้ำดื่มมาไว้ให้หลี่เจียนเจียนได้ดื่มกิน เมื่อกลับเข้ามาในถ้ำแล้ว พระองค์จึงก่อกองไฟขึ้นมากองหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลงเคียงข้างหลี่เจียนเจียนพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ดีกันเถอะนะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำร้ายตบตีเจ้าอีกต่อไปแล้ว ข้าจะไม่ทำอะ
แม้ปากจะพูดออกไปดังนั้นแต่ความรู้สึกห่วงใยสายหนึ่งก็ได้พาดผ่านกลางหัวใจชินอ๋องเหยียนเค่อสิงขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาบอกกับทุกคนบนโต๊ะอาหารไปว่าหลี่เจียนเจียนไม่สบายจึงได้ให้นางพักรักษาตัวในตำหนัก เพื่อที่จะได้ไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งทุกคนก็รับทราบในคำกล่าวนั้นเป็นอย่างดีองค์ไทเฮาได้ขอให้
หลี่เจียนเจียนพร้อมด้วยสาวใช้สองคนและข้าวของเครื่องใช้อีกคนละหนึ่งหีบกำลังนั่งอยู่บนรถม้าที่กำลังเหยาะย่างออกจากเมืองหูหลีไปอย่างไม่รีบร้อนเท่าใดนัก หลี่เจียนเจียนเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศสองข้างทางยามช่วงเช้าของเมืองหูหลีดูด้วยความตื่นเต้น เมื่อก่อนหน้านี้นางเคยแต่ลอบออกจากจวนอ๋องยามวิกาลเ
หลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะนั่งลงคัดลอกตำราพร้อมอ่านออกเสียงทบทวนเนื้อหาออกมาด้วยน้ำเสียงเบาเพื่อระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น หลี่เจียนเจียนจึงได้วาดภาพตัวการ์ตูนจิบิในรูปของตัวนางเองที่กำลังใช้กำลังเตะต่อย กระทืบชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายเลียนแบ
“พระชายาทรงกลับมาแล้ว” เฉาปูพูดขึ้นน้ำเสียงดีใจ“พระชายาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” ซูม่อเองก็พูดขึนด้วยน้ำเสียงดีใจไม่แพ้กัน“ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“พอดีออกไปครานี้ข้าไม่มีเงินพกติดตัวออกไปด้วย จึงยังไม่ได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาฝากพวกเจ้าน่ะ เอาไว้หากครั







