เข้าสู่ระบบพยายามรวบรวมสติ ตั้งจิตอธิษฐาน มูเตลูขอพรกับกลุ่มเพื่อนอยู่ดี ๆ ไหงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีถึงได้มาโผล่ในยุคจีนโบราณอันมีอิอ๋องหน้าเหม็นคนนี้คอยเป็นเจ้ากรรมนายเวรอยู่ได้!! คำก็เจ้ามันเป็นสตรีน่ารังเกียจ สองคำก็ว่าเจ้ามันเป็นสตรีน่าชิงชัง โธ่เอ๋ย!! ใครจะอยากไปใกล้ชิดกันกับท่านอ๋องผู้นี้กันด้วยล่ะ ยิ่งเกลียดกันไปเลยก็ยิ่งดี สถานะสามีภรรยากันแต่ในนามวันนี้ นางจะหาทางตัดขาดให้ได้เลยคอยดู เรามันก็นักมวยหญิงอันดับหนึ่งของค่ายมวยพยัคฆ์สีทองเลยนะเว่ย เรื่องการต่อยตีใช้กำลังอะไรกันนั่น มีหรือที่เราจะยอมพ่ายแพ้!!
ดูเพิ่มเติมหลี่เจียนเจียน สาวน้อยผมบ๊อบหน้าม้ายาวประบ่า นัยน์ตากลมโตสุกใสดุจดั่งดวงดาวที่สุกสกาวพร่างพราวอยู่บนท้องฟ้า กำลังตวัดปลายพู่กันแต่งแต้มลวดลายภาพวาดลงบนผืนผ้าใบอยู่ด้วยสีหน้าผ่อนคลายน่าชื่นชม
สายลมเย็นจากท้องทะเลพัดพาความเย็นอันชุ่มฉ่ำมาปะทะร่างงามอยู่เป็นระยะ ทำเอาสาวน้อยต้องพลันระบายรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมาแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าด้วยท่าทีมีความสุข
ภาพที่เธอกำลังวาดอยู่นี้เป็นภาพคฤหาสน์สีขาวสไตล์โมเดิร์น-โคโลเนียลที่เธอชื่นชอบ ตั้งอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าที่เขียวขจี และแปลงดอกไม้อันงดงามนา ๆ ชนิด
ในขณะที่เธอกำลังลงสีก้อนเมฆสีขาวดุจปุยฝ้าย
อยู่นั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์สุดหรูราคาแพงระยับก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อนหลี่เจียนเจียนเหล่สายตาเหลือบมองดูหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง เธอคิดเอาไว้ในใจว่าหากเป็นเบอร์แปลกโทรเข้ามาแล้วล่ะก็ เธอจะตัดสายทิ้งและปิดเครื่องไปในทันที จะไม่ยอมเสวนากับใครในเวลานี้เป็นอันขาด
แต่ทว่าชื่อที่ขึ้นโชว์หราอยู่บนหน้าจอนั้นกลับขึ้นแสดงคำว่า ปะป๋าสุดที่รัก จึงทำให้สาวน้อยต้องละมือจากการวางพู่กันลงอย่างแสนเสียดาย และสัมผัสหน้าจอรับสายผู้เป็นบิดาด้วยท่าทีไม่สบายใจอย่างไรก็บอกไม่ถูก ลางสังหรณ์แปลก ๆ ได้เกิดขึ้นมาในทันทีอย่างช่วยไม่ได้ ราวกับว่าอนาคตข้างหน้านี้ เธอจะได้รับฟังเรื่องที่ไม่ดี ไม่ถูกใจเธออย่างไรก็อย่างนั้น
“สวัสดีค่ะปะป๋า” หลี่เจียนเจียนพยายามพูดขึ้นน้ำเสียงสดใสหลังจากกดรับสายผู้เป็นบิดาแล้ว
“โอ้ว! นางฟ้าของพ่อยอมรับสายแล้วหรือนี่นึกว่านางฟ้าตัวน้อยคนดีจะยอมรับสายพ่อพรุ่งนี้เสียอีก”
หลี่เฉียนอดที่จะกล่าวเย้าแหย่ จิกกัดบุตรสาว
คนสวยน้องเล็กคนสุดท้องอย่างอารมณ์ดีขึ้นมาไม่ได้“โถ่ ปะป๋าก็กล่าวหนักมากเกินไปแล้ว หลี่เจียนเจียนคนนี้มีหรือที่จะกล้าไม่รับสายปะป๋ากันได้ล่ะคะ”
หลี่เจียนเจียนพูดพร้อมกำหมัดแน่นแล้วคลาย แน่นแล้วคลายอยู่อย่างนั้น เพราะเริ่มที่จะออกอาการหมั่นไส้บิดาขึ้นมาไม่ได้เสียแล้ว
“ยอมรับสายป๊าแล้วก็ดี เย็นนี้กลับมากินข้าวด้วยกันกับป๊านะลูก แม่ของลูกบ่นคิดถึงลูกจนป๊าหูชาไปหมดแล้ว”
หลี่เฉียนแสร้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้าห้าส่วนด้วยกัน ส่วนอีกห้าส่วนนั้นเป็นความพยายามตบตาลูกสาวนิดหน่อยอย่างเต็มที่
หลี่เจียนเจียนทำได้เพียงกรอกตาขึ้นมองบนด้วยความเบื่อหน่าย ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าบิดาตัวดีนั้นชอบ
นัดบอดจับคู่เธอกับหนุ่ม ๆ ลูกชายบรรดาเพื่อน ๆ ในก๊วนนักธุรกิจหมื่นล้านของเขามากมายขนาดไหน แม้ว่าเธอจะเคยบอกกับบิดาออกไปตั้งหลายครั้งแล้วว่า เธอไม่ชอบวิธีการคลุมถุงชนแบบนี้แต่บิดาก็ล้วนไม่ใส่ใจเพราะบรรดาพี่ชายของเธอทั้งสี่คนนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีคนรักเป็นผู้หญิง ที่บิดาจัดหามาให้ด้วยเช่นกัน แต่นั่นย่อมใช้ไม่ได้ผลกับ หลี่เจียนเจียนสาวน้อยหัวขบถ ยอดนักปฏิวัติคนนี้เพราะเธอไม่ใช่แม่หมูในอวย วัวในคอกเสียหน่อย ที่จะยอมให้ใครมาจูงจมูกหรือสนตะพายเธอไปเรื่อยโดยไม่ใส่ใจถามไถ่ห่วงใยในสุขภาพจิตและความคิดของเธอเลยแม้แต่เพียงครึ่งคำ“พอดีหนูมีนัดประชุมแผนงานการออกแบบและแผนงานธุรกิจทางการทางตลาดกับทีมงานที่บริษัทน่ะค่ะป๊า แล้วหนูก็พึ่งจะกลับไปเยี่ยมบ้านมาได้ราวสองสัปดาห์เองนะคะ หม่าม๊าจะคิดถึงหนูจนทนไม่ไหวขนาดนั้นเลยหรือคะ มันชักจะดูแปลก ๆ ไปนิดนึงนะ”
หลี่เจียนเจียนแสร้งทำน้ำเสียงเคร่งขรึมส่งไปตามสายเพื่อปรามบิดาตัวดีของเธอเสียหน่อย
“คนสวยก็จิตใจเข้มแข็งเกิ๊น ไม่เห็นใจเห็นคอคนที่
เขาเอาแต่เฝ้าคิดถึงหนูเลยนะ”
หลี่เฉียนแสร้งทำเสียงน้อยอกน้อยใจส่งมาตามสาย
พร้อมถามต่อไปว่า “แล้วนี่ ตอนนี้หนูอยู่ที่ไหน?”
“หนูอยู่ชายทะเลไท่เหอค่ะ หนูออกมาวาดรูปเล่นชมวิวผ่อนคลายเสียหน่อย เดี๋ยวก็กลับแล้ว ฝากความคิดถึงไปให้พี่ ๆ และหม่าม๊าด้วยนะคะ แล้วหนูจะกลับไปเยี่ยมทุกคนค่ะ”
หลังกล่าวจบหลี่เจียนเจียนก็วางสายโทรศัพท์ไปในทันที
“หยางฟ่ง” เสียงร้องเรียกหาบอดี้การ์ดข้างกายร่างสูงส่งเสียงขึ้นดังลั่น เนื่องด้วยเธอรู้สึกอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานนักชายหนุ่มร่างสูง รูปร่างแข็งแรงก็วิ่งออกมาจาก ณ ที่มุมหนึ่งก่อนหลี่เจียนเจียนจะโยนโทรศัพท์มือถือของเธอออกไปข้างหน้าอย่างไม่ไยดี เดชะบุญที่บอดี้การ์ดของเธอหูตาว่องไวจึงสามารถรับโทรศัพท์สุดหรูเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะร่วงตกลงไปสู่พื้น
“ช่วยเอาโทรศัพท์บ้า ๆ นี่ ออกไปให้ห่างจากตัวฉันที แล้วใครโทรมาก็ไม่ต้องเสนอหน้ากดรับสายหรือเอา
โทรศัพท์มาให้ฉันนะ รบกวนเวลาการวาดรูปชะมัดเลย”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ หลังจากนั้นเธอจึงเดินกระแทกส้นเท้าไปนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมอย่างดีที่เธอพกมาด้วย พร้อมวาดรูปต่อไปด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ หลังจากนั้นจึงได้ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากอดอกเอาไว้หลวม ๆ แล้วก้มหน้าลงหลับตาสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ อย่างพยายามรวบรวมสติกลับคืนมาหาตนเองดังเก่า
เนิ่นนานกว่าหญิงสาวจะหยิบพู่กันขึ้นมาแต่งแต้มภาพวาดลงบนผืนผ้าใบนั้นได้สำเร็จเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ก็กินเวลาไปได้ราวสี่สิบห้านาทีเลยทีเดียว หลี่เจียนเจียนทอดสายตามองภาพวาดนั้นด้วย
สีหน้ามีความสุข ไม่รอช้าเธอได้ตวัดปลายพู่กันขีดเขียนบทกลอนลงในผืนผ้าใบนั้นว่ารักแท้มิเสื่อมคลาย แม้ห่างไกลเพียงไร ย่อมได้พบเจอ ด้ายแดงแห่งรัก ผูกสมัครสัมพันธ์ ฉันและเธอ
หลังทุกอย่างเสร็จสิ้นลง หลี่เจียนเจียนก็เก็บอุปกรณ์วาดรูปของเธอใส่ลงในกระเป๋าทรงคลาสสิคอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นเองหยางฟ่งก็ออกมาช่วยเธอเก็บของพร้อมทั้งสะพายกระเป๋านั้นเอาไว้บนบ่า ผายมือค้อมตัวลงให้หลี่เจียนเจียนก้าวเดินนำไปข้างหน้าพาคุณหนูแสนงามกลับเข้าไปยังบ้านพักสุดหรูใกล้กันกับบริษัทที่หลี่เจียนเจียนทำงานอยู่อย่างไม่รอช้า
หลี่เจียนเจียนก้มหน้าลงมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือสุดหรูของเธอแล้วก็พลันต้องถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เห็นทีว่าวันหยุดสุดสัปดาห์นี้เธอคงต้องได้เดินทางกลับบ้านไปหาจูถิงหยงผู้เป็นมารดาและเหล่าบรรดาพี่ชายผู้เป็นดั่งองครักษ์พิทักษ์องค์หญิงของเธอเสียแล้วกระมัง เพราะถึงอย่างไรเธอก็คงต้องหาพรรคพวกเอาไว้ต่อรองกับหลี่เฉียนผู้เป็นบิดาเสียหน่อย หาไม่แล้วเธออาจจะถูกเขาจับคุลมถุงชนในภายหลังก็เป็นได้
เรื่องอะไรกันล่ะที่เธอจะยอมแต่งงานใช้ชีวิตกับชายหนุ่มที่เธอไม่เคยรู้จักมักคุ้น ไม่ได้รักใคร่ชอบพอกันมาก่อน นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว เป็นตายร้ายดี หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ช่าง เธอจะไม่มีวันยอมแต่งงานกับคนที่บิดาจับคู่มาให้ด้วยเป็นอันขาด
“ตอนนี้ก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว นายมีธุระไปไหน
หรือเปล่า?” หลี่เจียนเจียนแกล้งถามออกไปอย่างไม่ได้สนใจคำตอบเท่าใดนัก
“ผมว่างตลอดครับคุณหนู ไม่ได้มีธุระอะไร”
หยางฟ่งตอบกลับมาน้ำเสียงนอบน้อม
“อืม” หลี่เจียนเจียนขานรับเป็นเชิงรับรู้ เมื่อหยางฟ่งขับรถมาถึงยังบ้านพักหลังงามแล้วเธอจึงได้แย่งชิงกระเป๋าเก็บอุปกรณ์วาดรูปของเธอมาถือเอาไว้ เดินเข้าไปพักผ่อนข้างในบ้านทันที ส่วนหยางฟ่งบอดี้การ์ดคนดีเองก็เดินไปยังบ้านหลังเล็กชั้นเดียวที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านพักของหลี่เจียนเจียนราวสิบเมตรด้วยเช่นเดียวกัน
หลี่เจียนเจียนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแสนหนานุ่ม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์สุดหรูขึ้นมาเปิดดูความเคลื่อนไหวในไลน์กลุ่มเพื่อนรักของเธอเงียบ ๆ หรือเห็นทีว่าความกลุ้มอกกลุ้มใจของเธอในครานี้จะต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสียแล้ว
“เจินหลีหลี่
เจียงอีอี
เซียงลู่เหยา
ฟ่านจื่อหลาน
แล้วพวกเธอล่ะ ในตอนนี้มีเรื่องราวกังวลใจอะไรที่อยากจะไปมูเตลูขอพร อย่างฉันกันบ้างรึเปล่านะ?”
หลี่เจียนเจียนอดที่จะรำพึงถึงเหล่าบรรดาเพื่อนรักแก๊งค์สาวสุดสวยของตนไม่ได้ ก่อนจะตัดสินใจออกไปซ้อมมวยไทยต่อไปเพื่อระบายความกลัดกลุ้มที่สุมแน่นอยู่ภายในอกของเธอตอนนี้
โดยไม่ลืมส่งข้อความไปหาหยางฟ่งผู้ที่พ่วงตำแหน่งคนขับรถส่วนตัวและบอดี้การ์ดสุดแข็งแกร่งที่บิดายัดเยียดมาให้กับเธอด้วยอย่างเสียไม่ได้
เอาล่ะถึงอย่างไรหยางฟ่งเองก็ไม่เคยขัดใจเธอเลย
สักครั้ง ไม่ว่าเธอจะสั่งให้เขาทำอะไรให้ก็ตาม เพราะฉะนั้นช่วงเย็นวันนี้ เธอจะมีคู่ซ้อมฝีมือดีมาอีกหนึ่งคนแล้ว...หลี่เจียนเจียนถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงพาเดินทางกลับเข้าจวนอ๋องไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่านางเคยอึด ถึก ทน เป็นถึงนักมวยมาก่อนนะ แต่ทว่าก็เกือบที่จะรองรับพละกำลังอันมหาศาลในการร่วมรักกันกับชินอ๋องผู้เป็นสามีในแต่ละครั้งจนแทบไม่ไหว ทั้งคู่อาบน้ำอุ่นด้วยกัน พร้อมออกมากินข้าวเย็นร่วมกันอย่างมีความสุข ด้านลูก ๆ ของหลี่เจียนเจียนนั้นเฉาปูและซูม่อต่างพากันเล่นด้วย พร้อมดูแลพาเข้านอนไปเรียบร้อยเป็นเวลาอยู่ทุกวันแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงมีเวลาหายใจหายคอมากยิ่งขึ้น ในค่ำคืนนี้ทั้งคู่จึงกอดกันนอนหลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ดีๆ ภาพฝันอันคุ้นตาก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึก ย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนที่หลี่เจียนเจียนได้เดินทางขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนรักทั้งสี่คนของเธอหลี่เจียนเจียนพบเจอว่าฟ่านจื่อหลานนั้นได้หมดสติสิ้นใจไปในแผ่นหลังของเธอก่อนที่ร่างของเธอจะกระทบเข้ากับพื้นเบื้องล่าง ส่วนเซียงลู่เหยาเองที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็ได้เกิดอาการแพ้อากาศขึ้นมาเหมือนฟ่านจื่อหลานไม่มีผิด แต่ในตอนนั้นเองเซียงลู่เหยาได้นั่งสวดมนต์อยู่เพียงลำพังผู้เดียว เพื่อน ๆ แต่ละคน
“ขอบใจเจ้ามากนะหนิงเซ่อสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เอาไว้แล้วข้าจะจัดส่งของขวัญวันแต่งงานไปให้กับเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจี้หนิงเซ่อได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยออกมาว่า“เช่นนั้นข้าขอตัวเดินทางไปแคว้นเหยียนก่อนนะ แล้วค่อยพบเจอกันใหม่ หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”จี้หนิงเซ่อพูดพร้อมหมุนตัวเดินจากไปยังขบวนรถม้าที่หยุดรอนางอยู่ใต้ร่มไม้ในทันใด ทิ้งไว้เพียงหลี่เจียนเจียนและชินอ๋องเหยียนเค่อสิงที่กำลังยืนจ้องมองสบสายตากันและกันอยู่ตรงนั้นเอง“ในเมื่อตอนนี้เองก็ไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับไปก่อนนะเพคะ ป่านนี้เหยียนฟาง (แฝดหญิง) และเหยียนหลี่ (แฝดชาย) คงจะกำลังร้องไห้หาหม่อมฉันแล้วเป็นแน่”หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นพร้อมหมุนตัวจะเดินจากไป แต่ทว่านางกลับถูกชินอ๋องผู้นี้อุ้มตัวนางเข้าไปในห้องกระโจมอันมีชั้นวางหนังสือวางเรียงรายอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ“ในเมื่อลูกกวางตัวน้อย ๆ ได้ผลัดหลงเข้ามาในถิ่นของพยัคฆ์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าได้หวังว่าจะกลับออกไปได้อย่างง่าย ๆ อีก”ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงพร่าพร้อมลงมือมอบจุมพิตให้กับพระชายาตัวน้อยที่กำลังออกแรงด
ยิ่งเมื่อทั้งสองมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองก็แทบจะรับตำแหน่งบิดาดีเด่นไปในตัว เมื่อคราที่ลูกแฝดของเขาส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาเขาก็ฉีกยิ้มร่าดีใจไปเสียยกใหญ่ ว่าลูก ๆ นั้นได้เรียกคำว่าพ่อให้เขาได้รับฟังแล้วหลี่เจียนเจียนทอดสายตามองดูสามีร่างโตกับลูก ๆ วัยขวบปีกว่า ที่กำลังเล่นหยอกล้อเล่นกันด้วยความสนุกสนานที่สนามหญ้าโล่งกว้างหน้าจวนอ๋องด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขจนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ มาขอเข้าเฝ้าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงอย่างเร่งด่วน นั่นจึงทำให้หลี่เจียนเจียนเกิดความรู้สึกตงิดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้แนะนำให้หลี่เจียนเจียนทราบว่าเขาผู้นั้นคือรองแม่ทัพที่อยู่ใต้สังกัดของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ท่านรองแม่ทัพสุมาเวินได้เข้ามาพูดคุยปรึกษาเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนเผ่านอกด่านและแคว้นเหยียนหลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก ตั้งแต่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ที่ยุคจีนโบราณนี่ ก็พอทราบมาอยู่บ้างว่าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเคยถูกพวกชนเผ่านอกด่านแอบลอบโจมตีและแอบลอบทำร
เพราะการร่วมรักอันต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลี่เจียนเจียนจึงนอนหลับสลบไสลไปข้ามวัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นางก็พบว่านี่เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว เฉาปูและซูม่อเองที่กำลังรอคอยที่จะปรนนิบัติพระชายาอยู่ เมื่อพบว่าหลี่เจียนเจียนตื่นนอนขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงพากันเข้ามาในห้องพร้อมพาหลี่เจียนเจียนไปแช่น้ำอุ่นอาบน้ำแต่งตัวใหม่ และให้คนมาทำความสะอาดห้องหอต่อ หลี่เจียนเจียนทราบความมาจากสาวใช้ทั้งสองคนว่าผ้ารองเตียงในวันเข้าหอนั้น ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้นำไปเก็บเอาไว้ที่พระองค์แล้ว ส่วนในตอนนี้เองท่านอ๋องกำลังประชุมกับเหล่าขุนศึกอยู่ แล้วจะแวะมาเสวยข้าวเย็นกับพระชายาต่อเมื่อหลี่เจียนเจียนทราบมาดังนั้นแล้ว นางจึงได้เข้าครัวไปหยิบจับทำนั่นนิด ทำนี่หน่อย ช่วยเหล่าบรรดาพ่อครัว แม่ครัวในตำหนักเพื่อจัดเตรียมตั้งโต๊ะเสวยให้กับชินอ๋องเหยียนเค่อสิงนอกจากนี้ก่อนที่จะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนั้น หลี่เจียนเจียนที่เข้าครัวมาจำต้องร่วมอาบน้ำแช่น้ำอุ่นขัดถูตัวปรนนิบัติชินอ๋องเหยียนเค่อสิงผู้เป็นสามีด้วย แต่ทว่ามิรู้นางปรนนิบัติเขาดีมากจนเกินไปหรือไม่ เขาจึงได้มอบสั
สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หลี่เจียนเจียนได้คาดเดาเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไปได้นานราวครึ่งชั่วยาม เฉาปูและซูม่อก็ได้เข้ามาแจ้งให้นางได้รับทราบว่าหลี่หลินหลินได้มาขอเข้าเฝ้านางแล้วหลี่เจียนเจียนกล่าวถ้อยคำอนุญาตออกมาในทันใดก่อนจะนั่งไขว่ห้างจิบชารอการมาเยือนของหลี่หลินหลินอยู่อย่างใจจดใจจ่อและเมื่
หลี่หลินหลินเดินกระทืบส้นเท้าจากมาด้วยความหัวเสีย ก่อนจะนั่งรถม้ากลับเข้าจวนไปด้วยอารมณ์เดือดจัดถึงขั้นขีดสุด“นังสารเลวหลี่เจียนเจียนนั่นมันไม่ยอมมอบเส้นเอ็นหัวใจมังกรให้กับข้าแล้ว กรี๊ด เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้ไปได้”ไม่พูดเปล่าหลี่หลินหลินยังได้ขว้างปาข้าวของลงบนพื้นเสียจนแจกันราคาแพงระยับหลา
หลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะนั่งลงคัดลอกตำราพร้อมอ่านออกเสียงทบทวนเนื้อหาออกมาด้วยน้ำเสียงเบาเพื่อระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น หลี่เจียนเจียนจึงได้วาดภาพตัวการ์ตูนจิบิในรูปของตัวนางเองที่กำลังใช้กำลังเตะต่อย กระทืบชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายเลียนแบ
“เอาล่ะ ๆ ในเมื่อวันนี้เองก็เป็นวันดี อาสิงเองก็ทุ่มเทในการรบจนได้รับชัยชะกลับมา ท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่หวางโจวเองก็เป็นคนใจคอกว้างขวางยิ่งไหน ๆ อาสิงเองก็จะทูลขอสมรสพระราชทานกับบุตรสาวของเจ้าอยู่แล้ว เจ้าเองคงจะมิกล่าวถ้อยคำตำหนิอันใดอาสิงของข้าหรอกกระมัง”มิพูดเปล่าไทเฮายังได้กวาดสายพระเนตรหงส์











