LOGINพยายามรวบรวมสติ ตั้งจิตอธิษฐาน มูเตลูขอพรกับกลุ่มเพื่อนอยู่ดี ๆ ไหงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีถึงได้มาโผล่ในยุคจีนโบราณอันมีอิอ๋องหน้าเหม็นคนนี้คอยเป็นเจ้ากรรมนายเวรอยู่ได้!! คำก็เจ้ามันเป็นสตรีน่ารังเกียจ สองคำก็ว่าเจ้ามันเป็นสตรีน่าชิงชัง โธ่เอ๋ย!! ใครจะอยากไปใกล้ชิดกันกับท่านอ๋องผู้นี้กันด้วยล่ะ ยิ่งเกลียดกันไปเลยก็ยิ่งดี สถานะสามีภรรยากันแต่ในนามวันนี้ นางจะหาทางตัดขาดให้ได้เลยคอยดู เรามันก็นักมวยหญิงอันดับหนึ่งของค่ายมวยพยัคฆ์สีทองเลยนะเว่ย เรื่องการต่อยตีใช้กำลังอะไรกันนั่น มีหรือที่เราจะยอมพ่ายแพ้!!
View Moreหลี่เจียนเจียน สาวน้อยผมบ๊อบหน้าม้ายาวประบ่า นัยน์ตากลมโตสุกใสดุจดั่งดวงดาวที่สุกสกาวพร่างพราวอยู่บนท้องฟ้า กำลังตวัดปลายพู่กันแต่งแต้มลวดลายภาพวาดลงบนผืนผ้าใบอยู่ด้วยสีหน้าผ่อนคลายน่าชื่นชม
สายลมเย็นจากท้องทะเลพัดพาความเย็นอันชุ่มฉ่ำมาปะทะร่างงามอยู่เป็นระยะ ทำเอาสาวน้อยต้องพลันระบายรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมาแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าด้วยท่าทีมีความสุข
ภาพที่เธอกำลังวาดอยู่นี้เป็นภาพคฤหาสน์สีขาวสไตล์โมเดิร์น-โคโลเนียลที่เธอชื่นชอบ ตั้งอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าที่เขียวขจี และแปลงดอกไม้อันงดงามนา ๆ ชนิด
ในขณะที่เธอกำลังลงสีก้อนเมฆสีขาวดุจปุยฝ้าย
อยู่นั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์สุดหรูราคาแพงระยับก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อนหลี่เจียนเจียนเหล่สายตาเหลือบมองดูหน้าจอโทรศัพท์แวบหนึ่ง เธอคิดเอาไว้ในใจว่าหากเป็นเบอร์แปลกโทรเข้ามาแล้วล่ะก็ เธอจะตัดสายทิ้งและปิดเครื่องไปในทันที จะไม่ยอมเสวนากับใครในเวลานี้เป็นอันขาด
แต่ทว่าชื่อที่ขึ้นโชว์หราอยู่บนหน้าจอนั้นกลับขึ้นแสดงคำว่า ปะป๋าสุดที่รัก จึงทำให้สาวน้อยต้องละมือจากการวางพู่กันลงอย่างแสนเสียดาย และสัมผัสหน้าจอรับสายผู้เป็นบิดาด้วยท่าทีไม่สบายใจอย่างไรก็บอกไม่ถูก ลางสังหรณ์แปลก ๆ ได้เกิดขึ้นมาในทันทีอย่างช่วยไม่ได้ ราวกับว่าอนาคตข้างหน้านี้ เธอจะได้รับฟังเรื่องที่ไม่ดี ไม่ถูกใจเธออย่างไรก็อย่างนั้น
“สวัสดีค่ะปะป๋า” หลี่เจียนเจียนพยายามพูดขึ้นน้ำเสียงสดใสหลังจากกดรับสายผู้เป็นบิดาแล้ว
“โอ้ว! นางฟ้าของพ่อยอมรับสายแล้วหรือนี่นึกว่านางฟ้าตัวน้อยคนดีจะยอมรับสายพ่อพรุ่งนี้เสียอีก”
หลี่เฉียนอดที่จะกล่าวเย้าแหย่ จิกกัดบุตรสาว
คนสวยน้องเล็กคนสุดท้องอย่างอารมณ์ดีขึ้นมาไม่ได้“โถ่ ปะป๋าก็กล่าวหนักมากเกินไปแล้ว หลี่เจียนเจียนคนนี้มีหรือที่จะกล้าไม่รับสายปะป๋ากันได้ล่ะคะ”
หลี่เจียนเจียนพูดพร้อมกำหมัดแน่นแล้วคลาย แน่นแล้วคลายอยู่อย่างนั้น เพราะเริ่มที่จะออกอาการหมั่นไส้บิดาขึ้นมาไม่ได้เสียแล้ว
“ยอมรับสายป๊าแล้วก็ดี เย็นนี้กลับมากินข้าวด้วยกันกับป๊านะลูก แม่ของลูกบ่นคิดถึงลูกจนป๊าหูชาไปหมดแล้ว”
หลี่เฉียนแสร้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้าห้าส่วนด้วยกัน ส่วนอีกห้าส่วนนั้นเป็นความพยายามตบตาลูกสาวนิดหน่อยอย่างเต็มที่
หลี่เจียนเจียนทำได้เพียงกรอกตาขึ้นมองบนด้วยความเบื่อหน่าย ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าบิดาตัวดีนั้นชอบ
นัดบอดจับคู่เธอกับหนุ่ม ๆ ลูกชายบรรดาเพื่อน ๆ ในก๊วนนักธุรกิจหมื่นล้านของเขามากมายขนาดไหน แม้ว่าเธอจะเคยบอกกับบิดาออกไปตั้งหลายครั้งแล้วว่า เธอไม่ชอบวิธีการคลุมถุงชนแบบนี้แต่บิดาก็ล้วนไม่ใส่ใจเพราะบรรดาพี่ชายของเธอทั้งสี่คนนั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีคนรักเป็นผู้หญิง ที่บิดาจัดหามาให้ด้วยเช่นกัน แต่นั่นย่อมใช้ไม่ได้ผลกับ หลี่เจียนเจียนสาวน้อยหัวขบถ ยอดนักปฏิวัติคนนี้เพราะเธอไม่ใช่แม่หมูในอวย วัวในคอกเสียหน่อย ที่จะยอมให้ใครมาจูงจมูกหรือสนตะพายเธอไปเรื่อยโดยไม่ใส่ใจถามไถ่ห่วงใยในสุขภาพจิตและความคิดของเธอเลยแม้แต่เพียงครึ่งคำ“พอดีหนูมีนัดประชุมแผนงานการออกแบบและแผนงานธุรกิจทางการทางตลาดกับทีมงานที่บริษัทน่ะค่ะป๊า แล้วหนูก็พึ่งจะกลับไปเยี่ยมบ้านมาได้ราวสองสัปดาห์เองนะคะ หม่าม๊าจะคิดถึงหนูจนทนไม่ไหวขนาดนั้นเลยหรือคะ มันชักจะดูแปลก ๆ ไปนิดนึงนะ”
หลี่เจียนเจียนแสร้งทำน้ำเสียงเคร่งขรึมส่งไปตามสายเพื่อปรามบิดาตัวดีของเธอเสียหน่อย
“คนสวยก็จิตใจเข้มแข็งเกิ๊น ไม่เห็นใจเห็นคอคนที่
เขาเอาแต่เฝ้าคิดถึงหนูเลยนะ”
หลี่เฉียนแสร้งทำเสียงน้อยอกน้อยใจส่งมาตามสาย
พร้อมถามต่อไปว่า “แล้วนี่ ตอนนี้หนูอยู่ที่ไหน?”
“หนูอยู่ชายทะเลไท่เหอค่ะ หนูออกมาวาดรูปเล่นชมวิวผ่อนคลายเสียหน่อย เดี๋ยวก็กลับแล้ว ฝากความคิดถึงไปให้พี่ ๆ และหม่าม๊าด้วยนะคะ แล้วหนูจะกลับไปเยี่ยมทุกคนค่ะ”
หลังกล่าวจบหลี่เจียนเจียนก็วางสายโทรศัพท์ไปในทันที
“หยางฟ่ง” เสียงร้องเรียกหาบอดี้การ์ดข้างกายร่างสูงส่งเสียงขึ้นดังลั่น เนื่องด้วยเธอรู้สึกอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานนักชายหนุ่มร่างสูง รูปร่างแข็งแรงก็วิ่งออกมาจาก ณ ที่มุมหนึ่งก่อนหลี่เจียนเจียนจะโยนโทรศัพท์มือถือของเธอออกไปข้างหน้าอย่างไม่ไยดี เดชะบุญที่บอดี้การ์ดของเธอหูตาว่องไวจึงสามารถรับโทรศัพท์สุดหรูเอาไว้ได้ทันก่อนที่มันจะร่วงตกลงไปสู่พื้น
“ช่วยเอาโทรศัพท์บ้า ๆ นี่ ออกไปให้ห่างจากตัวฉันที แล้วใครโทรมาก็ไม่ต้องเสนอหน้ากดรับสายหรือเอา
โทรศัพท์มาให้ฉันนะ รบกวนเวลาการวาดรูปชะมัดเลย”
หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ หลังจากนั้นเธอจึงเดินกระแทกส้นเท้าไปนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมอย่างดีที่เธอพกมาด้วย พร้อมวาดรูปต่อไปด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ หลังจากนั้นจึงได้ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมากอดอกเอาไว้หลวม ๆ แล้วก้มหน้าลงหลับตาสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ อย่างพยายามรวบรวมสติกลับคืนมาหาตนเองดังเก่า
เนิ่นนานกว่าหญิงสาวจะหยิบพู่กันขึ้นมาแต่งแต้มภาพวาดลงบนผืนผ้าใบนั้นได้สำเร็จเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ก็กินเวลาไปได้ราวสี่สิบห้านาทีเลยทีเดียว หลี่เจียนเจียนทอดสายตามองภาพวาดนั้นด้วย
สีหน้ามีความสุข ไม่รอช้าเธอได้ตวัดปลายพู่กันขีดเขียนบทกลอนลงในผืนผ้าใบนั้นว่ารักแท้มิเสื่อมคลาย แม้ห่างไกลเพียงไร ย่อมได้พบเจอ ด้ายแดงแห่งรัก ผูกสมัครสัมพันธ์ ฉันและเธอ
หลังทุกอย่างเสร็จสิ้นลง หลี่เจียนเจียนก็เก็บอุปกรณ์วาดรูปของเธอใส่ลงในกระเป๋าทรงคลาสสิคอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นเองหยางฟ่งก็ออกมาช่วยเธอเก็บของพร้อมทั้งสะพายกระเป๋านั้นเอาไว้บนบ่า ผายมือค้อมตัวลงให้หลี่เจียนเจียนก้าวเดินนำไปข้างหน้าพาคุณหนูแสนงามกลับเข้าไปยังบ้านพักสุดหรูใกล้กันกับบริษัทที่หลี่เจียนเจียนทำงานอยู่อย่างไม่รอช้า
หลี่เจียนเจียนก้มหน้าลงมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือสุดหรูของเธอแล้วก็พลันต้องถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เห็นทีว่าวันหยุดสุดสัปดาห์นี้เธอคงต้องได้เดินทางกลับบ้านไปหาจูถิงหยงผู้เป็นมารดาและเหล่าบรรดาพี่ชายผู้เป็นดั่งองครักษ์พิทักษ์องค์หญิงของเธอเสียแล้วกระมัง เพราะถึงอย่างไรเธอก็คงต้องหาพรรคพวกเอาไว้ต่อรองกับหลี่เฉียนผู้เป็นบิดาเสียหน่อย หาไม่แล้วเธออาจจะถูกเขาจับคุลมถุงชนในภายหลังก็เป็นได้
เรื่องอะไรกันล่ะที่เธอจะยอมแต่งงานใช้ชีวิตกับชายหนุ่มที่เธอไม่เคยรู้จักมักคุ้น ไม่ได้รักใคร่ชอบพอกันมาก่อน นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว เป็นตายร้ายดี หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ช่าง เธอจะไม่มีวันยอมแต่งงานกับคนที่บิดาจับคู่มาให้ด้วยเป็นอันขาด
“ตอนนี้ก็เป็นเวลาสี่โมงเย็นแล้ว นายมีธุระไปไหน
หรือเปล่า?” หลี่เจียนเจียนแกล้งถามออกไปอย่างไม่ได้สนใจคำตอบเท่าใดนัก
“ผมว่างตลอดครับคุณหนู ไม่ได้มีธุระอะไร”
หยางฟ่งตอบกลับมาน้ำเสียงนอบน้อม
“อืม” หลี่เจียนเจียนขานรับเป็นเชิงรับรู้ เมื่อหยางฟ่งขับรถมาถึงยังบ้านพักหลังงามแล้วเธอจึงได้แย่งชิงกระเป๋าเก็บอุปกรณ์วาดรูปของเธอมาถือเอาไว้ เดินเข้าไปพักผ่อนข้างในบ้านทันที ส่วนหยางฟ่งบอดี้การ์ดคนดีเองก็เดินไปยังบ้านหลังเล็กชั้นเดียวที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านพักของหลี่เจียนเจียนราวสิบเมตรด้วยเช่นเดียวกัน
หลี่เจียนเจียนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงแสนหนานุ่ม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์สุดหรูขึ้นมาเปิดดูความเคลื่อนไหวในไลน์กลุ่มเพื่อนรักของเธอเงียบ ๆ หรือเห็นทีว่าความกลุ้มอกกลุ้มใจของเธอในครานี้จะต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเสียแล้ว
“เจินหลีหลี่
เจียงอีอี
เซียงลู่เหยา
ฟ่านจื่อหลาน
แล้วพวกเธอล่ะ ในตอนนี้มีเรื่องราวกังวลใจอะไรที่อยากจะไปมูเตลูขอพร อย่างฉันกันบ้างรึเปล่านะ?”
หลี่เจียนเจียนอดที่จะรำพึงถึงเหล่าบรรดาเพื่อนรักแก๊งค์สาวสุดสวยของตนไม่ได้ ก่อนจะตัดสินใจออกไปซ้อมมวยไทยต่อไปเพื่อระบายความกลัดกลุ้มที่สุมแน่นอยู่ภายในอกของเธอตอนนี้
โดยไม่ลืมส่งข้อความไปหาหยางฟ่งผู้ที่พ่วงตำแหน่งคนขับรถส่วนตัวและบอดี้การ์ดสุดแข็งแกร่งที่บิดายัดเยียดมาให้กับเธอด้วยอย่างเสียไม่ได้
เอาล่ะถึงอย่างไรหยางฟ่งเองก็ไม่เคยขัดใจเธอเลย
สักครั้ง ไม่ว่าเธอจะสั่งให้เขาทำอะไรให้ก็ตาม เพราะฉะนั้นช่วงเย็นวันนี้ เธอจะมีคู่ซ้อมฝีมือดีมาอีกหนึ่งคนแล้ว...กว่าหลี่เจียนเจียนจะขอตัวออกเดินทางกลับมายังบ้านพักสุดหรูของเธอได้ ก็แทบจะลากเลือดในการกล่าวปฏิเสธต่อถ้อยคำชวนของผู้เป็นบิดาและมารดาในการขอให้เธอพักค้างคืนอยู่กับพวกเขาต่อไปอีกสักคืนเลยทีเดียวร่างเล็กนั่งยกมือขึ้นมากุมขมับพร้อมนวดคลึงไปมาเบา ๆ หยางฟ่งเองก็เอาแต่ลอบสังเกตดูคุณหนูของเขาอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความห่วงใยว่า“คุณหนูจะให้ผมแวะซื้ออะไรอุ่น ๆ หรือขนมหวาน มากินรองท้องก่อนกลับถึงที่พักหรือเปล่าครับ”“อืม ได้จิบนมอุ่น ๆ สักแก้วก็ดีเหมือนกัน นายช่วยแวะปั๊มข้างหน้าด้วยนะหยางฟ่ง” หลี่เจียนเจียนพูดพลางเป่าลมหายใจออกมาทางปาก“ครับคุณหนู” หยางฟ่งกล่าวรับคำพร้อมรีบแวะปั๊มน้ำมันลงไปหาซื้อนมอุ่น ๆ มามอบให้กับคุณหนูของเขา“ต้องลำบากนายแล้วจริง ๆ นะ หยางฟ่ง นายเองก็ดูแลฉันมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่คิดจะลาออกจากตำแหน่งนี้ แล้วไปแต่งงานมีครอบครัวหรือยังไงกัน?”หลี่เจียนเจียนเอ่ยถามพร้อมจิบนมอุ่นไปด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น“ไม่ละครับคุณหนู เพราะผมเอ่อ ผมยังไม่มีแฟนครับ” หยางฟ่งตอบพร้อมกับก้มหน้าลงเล็กน้อย“ถามแค่นี้ก็ถึงกับก้มหน้าก้มตาลงเลยหรือ ตั้งใจขับรถหน่อยสิหยางฟ่ง ฉ
หลี่เจียนเจียนนั่งนิ่งมาตลอดเส้นทางกลับบ้านเกิดที่เมืองหนานโจว บางคราเธอก็ส่งสายตาออกไปมองข้างนอกรถด้วยใบหน้านิ่งสงบ ไม่ทราบว่าในวัยทำงานนี้แต่ยังไม่มีแฟนเป็นความผิดปกติที่ตรงใดหรือไม่ บิดาถึงได้ดิ้นรนอยากจะจับคู่คลุมถุงชนเธอกับบรรดาลูกชายเศรษฐีพวกนั้นนักการเดินทางครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นราวสี่ชั่วโมงด้วยกัน เมื่อหลี่เจียนเจียนเดินทางไปถึงก็พบว่าครอบครัวของเธอต่างอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างครบครัน แต่ทว่าเหล่าบรรดาพี่สะใภ้และคนรักของพี่ชายนั้นกลับไม่ได้มาด้วย พวกเขาต่างให้เหตุผลว่า ฝากให้ภรรยาช่วยดูแลงานที่บริษัทบ้าง และพวกเธอมีธุระบ้างจึงไม่ได้ให้ติดตามมาด้วย พร้อมบอกว่าอยากให้การเจอกันครั้งนี้มีเพียงคนในครอบครัวมากกว่า หลี่เจียนเจียนจึงไม่ได้ว่าอะไรและพยักหน้าลงน้อย ๆ เป็นเชิงรับรู้ หลังจากที่กล่าวถ้อยคำทักทายกันพอให้หายคิดถึง ก็เป็นเวลากินอาหารเที่ยงร่วมกันพอดี ทุกคนจึงได้พากันไปรวมตัวกันในห้องอาหารขนาดใหญ่ต้องบอกก่อนว่าคฤหาสน์ที่หลี่เจียนเจียนอาศัยอยู่ตั้งแต่เกิดนั้นมีขนาดที่ใหญ่โตกว้างขวางเป็นอย่างมาก กินพื้นที่ไปมากมายหลายไร่เลยทีเดียว รายการอาหารวันนี้ก็มีมากมา
บรรยากาศการทำงานที่บริษัทจัดจำหน่ายอาหารชื่อดัง ในฝ่ายการตลาดและการออกแบบการผลิตบรรจุภัณฑ์ วันนี้ดูคึกคักตั้งแต่เช้า ทุกคนต่างกำลังพูดคุยกันเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารตัวใหม่กันอย่างออกรสชาติ บ้างก็กำลังกางแผนงานธุรกิจพร้อมการออกแบบของตนออกมาให้คนในทีมได้รับรู้กันไปทั่วด้วยหลี่เจียนเจียนเดินอมยิ้มน้อย ๆ ไปนั่งลงตรงโต๊ะทำงานของเธอ พร้อมนำแผนการออกแบบและแผนงานธุรกิจของเธอในลิ้นชักโต๊ะ ออกมาอ่านทบทวนอีกครั้งก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมทีมกันในวันนี้เวลาบ่ายโมงครึ่งแม้ว่าหลี่เจียนเจียนจะเป็นลูกสาวของนักธุรกิจที่ร่ำรวยระดับหมื่นล้าน แต่เธอเองกลับตัดสินใจเลือกที่จะสมัครเข้าทำงานในบริษัทใหม่ที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันกับบ้านเกิด เพื่อที่เธอจะได้เรียนรู้การทำงานได้จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่มีแต่คนมาประจบสอพลอเพราะเห็นว่าเธอเป็นลูกสาวท่านประธานบริษัทเพียงเท่านั้น หากจะพูดถึงธุรกิจหมื่นล้านของบิดาแล้วล่ะก็หลี่เจียนเจียนก็สามารถบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า บิดาของเธอนั้นทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พ่วงด้วยร้านอาหารสุดหรูในเครือโรงแรมประจำตระกูลหลี่อยู่มากมายกระจายไปทั่วทุกแห่งหน นอกจ
“นายนี่นะ จะเป็นคู่ซ้อมมวยให้กับฉันดี ๆ ไม่ได้เลยหรือยังไงกัน เอาหน่อย สู้หน่อย เหวี่ยงหมัดให้แรงกว่านี้ ให้ไวกว่านี้เร็วเข้า” หลี่เจียนเจียนออกคำสั่งคนขับรถของเธอด้วยความหัวเสีย เขาแรงน้อยเช่นนี้แลดูเหมือนกับว่าจะไม่ได้กินอะไรตกถึงท้องมาตลอดทั้งวันเลยสิหน่า “หยางฟ่ง นายอย่าเอาแต่ปัดป้องอยู่อย่างนี้ มาสู้กันกับฉันเร็วเข้า นายไม่ต้องออมมือให้กับฉันหรอกนะ” ในขณะพูดหลี่เจียนเจียนก็ยังคงวาดลวดลายแม่ไม้มวยไทยใส่คู่ซ้อมอย่างหยางฟ่งออกมาอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหยางฟ่งเองก็เอาแต่เพียงปัดป้อง ป้องกันตัวและหลบหลีกจากคุณหนูของตนเพียงเท่านั้น ไม่กล้าประเคน หมัด เท้า เข่าศอก ใส่คุณหนูแสนงามเลยแต่อย่างใดสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้เกิดขึ้นกับหลี่เจียนเจียนเป็นอย่างมาก จนเธอถึงกับเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ที่ปลายหางคิ้วของเขาเข้าอย่างจังทำเอาหยางฟ่งถึงกับล้มทั้งยืนไปเลยทีเดียวหยาดเลือดไหลซึมออกมาตรงปลายหางคิ้วของเขาราวกับสายน้ำหลาก หลี่เจียนเจียนเห็นดังนั้นจึงหยุดซ้อมมวยในทันใด ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาทางปาก “นายรีบไปทำแผลที่คลินิกเถอะ และต้องขอโทษด้วยที่ฉันอารมณ์ร้อน











