Mag-log inหลังกล่าวพึมพำอะไรกับตนเองเสร็จ หลี่เจียนเจียนก็เดินสำรวจดูไปรอบห้อง ก่อนจะพบเข้ากับมุมแต่งตัวของหลี่เจียนเจียนคนเดิมเข้า เธอจึงได้เดินเข้าไปดูอยางช้า ๆ เมื่อพบเข้ากับกระจกทองเหลืองบานหนึ่ง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลี่เจียนเจียนจึงได้หยิบยกเอากระจกขึ้นมาส่องดูใบหน้าของเธอเข้า หลังจากนั้นหลี่เจียนเจียนจึงได้นิ่งอึ้งตะลึงงันไปชั่วขณะเมื่อพบว่าร่างนี้ในยุคจีนโบราณนี้ มีรูปร่างหน้าตาพิมพ์เดียวกันกับเธออย่างกับแกะ แตกต่างกันแค่เพียงทรงผมและการแต่งกายเพียง
เท่านั้น
หลี่เจียนเจียนเห็นอย่างนั้นแล้วก็เกิดอาการขาสองข้างอ่อนแรงไปชั่วขณะ จนเธอถึงกับเซถลาไปทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมยกมือกุมขมับขึ้นมาทันทีด้วยความคาดไม่ถึง
ไอ้เรื่องเสียใจที่ตายจากโลกยุคปัจจุบันมานั้นมันก็น่าเสียใจมากอยู่หรอก เพราะเธอยังอยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวเท่านั้น ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย กลับต้องมาตกเขาตายไปเสียก่อน แต่หากจะให้เธอนั่งลงกรีดร้อง ร้องไห้โวยวาย
ตีอกชกหัวตนเองนั่นล่ะก็ เธอย่อมไม่ทำแน่ เพราะความอ่อนแอนี้มันไม่ใช่นิสัยของหลี่เจียนเจียนเลยแม้แต่น้อยหลี่เจียนเจียนรู้ดีว่าข่าวการตายของเธอจะต้องสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับครอบครัวและคนที่รักเธอมากเป็นแน่ แต่ถ้าหากเลือกได้ใครกันจะอยากมาสิ้นใจตายไปก่อนวัยอันควรเช่นนี้ ตอนนี้ชีวิตของหลี่เจียนเจียนไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว นอกจากการใช้ชีวิตในยุคจีนโบราณนี่ให้ดี และไม่ตายซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง
ในขณะที่หลี่เจียนเจียนกำลังนั่งคิดอะไรคนเดียวไป
เพลิน ๆ อยู่นั้น สาวใช้ทั้งสองคนก็ได้นำเอายาและอาหารมาให้กับเธอ
หลี่เจียนเจียนนั่งลงเตรียมกินอาหารด้วยความหิว พร้อมเอ่ยปากชวนสาวใช้ทั้งสองให้มานั่งกินอาหารกับเธอด้วยตามมารยาทและความเคยชินของคนในยุคปัจจุบันสมัยใหม่ แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่านี่เป็นยุคจีนโบราณแท้แบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เธอจึงส่งยิ้มแหย ๆ ไปให้กับสาวใช้พร้อมลงมือกินอาหารเหล่านั้นไปจนหมดในชั่วพริบตาเดียวพร้อมยกถ้วยยาขึ้นมาดื่มทีเดียวจนหมดถ้วยหลังจากนั้นเธอจึงลุกขึ้นเดินอา ดๆ ก้าวขาออกจากบ้านหลังเล็กคับแคบและเก่าซอมซ่อนี่ไปในทันที
“ช้าก่อนเพคะ พระชายาจะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือเพคะ?”
ทั้งสองสาวใช้เอ่ยถามด้วยความแปลกประหลาดใจ เพราะเดิมทีหลี่เจียนเจียนคนเดิมนั้นเอาแต่เก็บตัวอยู่ใน
ที่พัก ไม่ยอมก้าวขาออกไปสัมผัสกับแสงแดดและสายลมใดให้ต้องระคายผิวงามเลยแม้แต่น้อย ผิดกันกับหลี่เจียนเจียนในยุคปัจจุบันนี้เป็นอย่างยิ่งที่เธอนั้นแข็งแรงบึกบึนเป็นถึงนักมวยชื่อดังตัวท็อปในค่าย อีกทั้งยังชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งต่าง ๆ มากมายหลายชนิด“ข้าก็จะออกไปเดินสำรวจให้ทั่วบริเวณนี้ไปเลย
นะสิ ใจคอพวกเจ้ากะจะให้ข้าต้องนอนเน่าเป็นปลาตายในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ นี้หรืออย่างไร?”หลี่เจียนเจียนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยี่หระ พร้อมก้าวขาให้ยาวขึ้นอีก เพื่อออกไปสัมผัสยังโลกภายนอก เมื่อเดินออกมาข้างนอกแล้ว เธอก็พบว่าบ้านที่เธออาศัยอยู่นั้นมีสภาพย่ำแย่ไม่ต่างอะไรไปจากเล้าไก่ เทียบกับตำแหน่งพระชายาของอีตาอ๋องบ้างูสิงนี้ มันคู่ควรแล้วหรือยังไงกัน แล้วสิ่งที่ทำให้เธอไม่เข้าใจขึ้นมาเป็นอย่างมากก็คือทำไม
หลี่เจียนเจียนคนก่อนต้องมาทนยอมเป็นเบี้ยล่างอยู่รองมือรองเท้าอิตาอ๋องหน้าเหม็นอะไรนี่กันด้วยหลี่เจียนเจียนมองสำรวจดูไปจนทั่วก็พบว่าจวนอ๋องแห่งนี้มีขนาดที่ใหญ่โตเป็นอย่างยิ่งกินพื้นที่ไปราวหลายสิบไร่เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีธรรมชาติที่งดงามเป็นอย่างมาก ที่นี่สวยมากเสียจนไม่น่าจะมีเรือนพักที่เธออาศัยอยู่มาเป็นจุดด่างพร้อยใดเลยแม้แต่น้อย
“อีตาอ๋องงูสิงนั่นพักอาศัยอยู่ที่ไหน?”
หลี่เจียนเจียนเอ่ยถามสองสาวใช้น้ำเสียงเคร่งขรึม
“ทะ ท่านอ๋องทรงประทับอยู่ที่เรือนใหญ่หลังนั้น
เพคะ” สองสาวใช้รู้ดีว่าคงห้ามความอยากรู้อยากเห็นของหลี่เจียนเจียนไม่ได้ จึงได้ชี้นิ้วบอกทางน้ำเสียงสั่น‘เอาล่ะ เป็นตายร้ายดีอย่างไรวันนี้เธอจะต้องพูดคุยกันกับอิตาอ๋องงูสิงอะไรนั่นให้รู้เรื่องกันไปข้าง นี่มันบ้าเกินไปแล้ว ตัวเองได้มาอยู่เรือนหลักหลังใหญ่งดงามราวกับสรวงสวรรค์ ส่วนตัวของเธอเองกลับต้องพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กคับแคบอันมีสภาพอันใดไม่ต่างไปจากเล้าไก่เช่นนี้’
ไม่รอช้า เมื่อรู้ดังนั้นแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงได้เร่งฝีเท้ามุ่งเดินหน้าก้าวขาเข้าไปข้างในเรือนหลังใหญ่นั้นในทันใด ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเอง ที่กำลังนั่งจิบชาประชุมแผนยุทธศาสตร์ทางการรบกับเหล่าขุนศึกและองครักษ์ของตนอยู่ เมื่อพบว่าหลี่เจียนเจียนได้เดินทะลุพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้แล้ว ก็เกิดอาการควันออกหูโมโหขึ้นมาเป็นอย่างมาก
ด้านเหล่าขุนศึกและองครักษ์ของท่านอ๋องเองต่างก็พากันเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองหลี่เจียนเจียนเป็นตาเดียวกันอย่างมิได้นัดหมาย
‘นี่น่ะหรือพระชายาที่ท่านอ๋องทรงเกลียดชังนางมากนักหนาถึงกับทรงกล่าวกับผู้คนไปทั่วว่านางอัปลักษณ์สิ้นดี อีกทั้งยังมีนิสัยที่ร้ายกาจมากอีกด้วย’
แต่มิว่าพวกเขาจะพากันตกตะลึงจ้องมองดูหลี่เจียนเจียนมากเพียงใด ก็ยิ่งได้รับคำตอบกลับมาในใจว่า
พระชายาผู้นี้ช่างงดงามเลอค่าเป็นอย่างยิ่ง ทำเอาพวกเขาแทบจะหยุดหายใจไปเลยทีเดียว
นี่มันหญิงอัปลักษณ์ ณ ที่ใด พวกเขาเห็นเพียงเทพธิดาแสนงามมายืนอยู่ตรงหน้าเพียงเท่านั้น
หลี่เจียนเจียนถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงพาเดินทางกลับเข้าจวนอ๋องไปด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าเป็นอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่านางเคยอึด ถึก ทน เป็นถึงนักมวยมาก่อนนะ แต่ทว่าก็เกือบที่จะรองรับพละกำลังอันมหาศาลในการร่วมรักกันกับชินอ๋องผู้เป็นสามีในแต่ละครั้งจนแทบไม่ไหว ทั้งคู่อาบน้ำอุ่นด้วยกัน พร้อมออกมากินข้าวเย็นร่วมกันอย่างมีความสุข ด้านลูก ๆ ของหลี่เจียนเจียนนั้นเฉาปูและซูม่อต่างพากันเล่นด้วย พร้อมดูแลพาเข้านอนไปเรียบร้อยเป็นเวลาอยู่ทุกวันแล้ว หลี่เจียนเจียนจึงมีเวลาหายใจหายคอมากยิ่งขึ้น ในค่ำคืนนี้ทั้งคู่จึงกอดกันนอนหลับไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นอยู่ดีๆ ภาพฝันอันคุ้นตาก็ได้ปรากฏขึ้นมาในมโนสำนึก ย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคราวก่อนที่หลี่เจียนเจียนได้เดินทางขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนรักทั้งสี่คนของเธอหลี่เจียนเจียนพบเจอว่าฟ่านจื่อหลานนั้นได้หมดสติสิ้นใจไปในแผ่นหลังของเธอก่อนที่ร่างของเธอจะกระทบเข้ากับพื้นเบื้องล่าง ส่วนเซียงลู่เหยาเองที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็ได้เกิดอาการแพ้อากาศขึ้นมาเหมือนฟ่านจื่อหลานไม่มีผิด แต่ในตอนนั้นเองเซียงลู่เหยาได้นั่งสวดมนต์อยู่เพียงลำพังผู้เดียว เพื่อน ๆ แต่ละคน
“ขอบใจเจ้ามากนะหนิงเซ่อสำหรับของขวัญชิ้นนี้ เอาไว้แล้วข้าจะจัดส่งของขวัญวันแต่งงานไปให้กับเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มจี้หนิงเซ่อได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยออกมาว่า“เช่นนั้นข้าขอตัวเดินทางไปแคว้นเหยียนก่อนนะ แล้วค่อยพบเจอกันใหม่ หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”จี้หนิงเซ่อพูดพร้อมหมุนตัวเดินจากไปยังขบวนรถม้าที่หยุดรอนางอยู่ใต้ร่มไม้ในทันใด ทิ้งไว้เพียงหลี่เจียนเจียนและชินอ๋องเหยียนเค่อสิงที่กำลังยืนจ้องมองสบสายตากันและกันอยู่ตรงนั้นเอง“ในเมื่อตอนนี้เองก็ไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับไปก่อนนะเพคะ ป่านนี้เหยียนฟาง (แฝดหญิง) และเหยียนหลี่ (แฝดชาย) คงจะกำลังร้องไห้หาหม่อมฉันแล้วเป็นแน่”หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นพร้อมหมุนตัวจะเดินจากไป แต่ทว่านางกลับถูกชินอ๋องผู้นี้อุ้มตัวนางเข้าไปในห้องกระโจมอันมีชั้นวางหนังสือวางเรียงรายอยู่บนชั้นอย่างเป็นระเบียบ“ในเมื่อลูกกวางตัวน้อย ๆ ได้ผลัดหลงเข้ามาในถิ่นของพยัคฆ์แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงอย่าได้หวังว่าจะกลับออกไปได้อย่างง่าย ๆ อีก”ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงตรัสขึ้นน้ำเสียงพร่าพร้อมลงมือมอบจุมพิตให้กับพระชายาตัวน้อยที่กำลังออกแรงด
ยิ่งเมื่อทั้งสองมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองก็แทบจะรับตำแหน่งบิดาดีเด่นไปในตัว เมื่อคราที่ลูกแฝดของเขาส่งเสียงเจื้อยแจ้วออกมาเขาก็ฉีกยิ้มร่าดีใจไปเสียยกใหญ่ ว่าลูก ๆ นั้นได้เรียกคำว่าพ่อให้เขาได้รับฟังแล้วหลี่เจียนเจียนทอดสายตามองดูสามีร่างโตกับลูก ๆ วัยขวบปีกว่า ที่กำลังเล่นหยอกล้อเล่นกันด้วยความสนุกสนานที่สนามหญ้าโล่งกว้างหน้าจวนอ๋องด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขจนกระทั่งมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ มาขอเข้าเฝ้าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงอย่างเร่งด่วน นั่นจึงทำให้หลี่เจียนเจียนเกิดความรู้สึกตงิดขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูกชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้แนะนำให้หลี่เจียนเจียนทราบว่าเขาผู้นั้นคือรองแม่ทัพที่อยู่ใต้สังกัดของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเองมีชื่อเสียงเรียงนามว่า ท่านรองแม่ทัพสุมาเวินได้เข้ามาพูดคุยปรึกษาเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนเผ่านอกด่านและแคว้นเหยียนหลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ยิ่งขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก ตั้งแต่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ที่ยุคจีนโบราณนี่ ก็พอทราบมาอยู่บ้างว่าชินอ๋องเหยียนเค่อสิงเคยถูกพวกชนเผ่านอกด่านแอบลอบโจมตีและแอบลอบทำร
เพราะการร่วมรักอันต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลี่เจียนเจียนจึงนอนหลับสลบไสลไปข้ามวัน เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที นางก็พบว่านี่เป็นเวลาเที่ยงตรงแล้ว เฉาปูและซูม่อเองที่กำลังรอคอยที่จะปรนนิบัติพระชายาอยู่ เมื่อพบว่าหลี่เจียนเจียนตื่นนอนขึ้นมาแล้ว พวกนางจึงพากันเข้ามาในห้องพร้อมพาหลี่เจียนเจียนไปแช่น้ำอุ่นอาบน้ำแต่งตัวใหม่ และให้คนมาทำความสะอาดห้องหอต่อ หลี่เจียนเจียนทราบความมาจากสาวใช้ทั้งสองคนว่าผ้ารองเตียงในวันเข้าหอนั้น ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงได้นำไปเก็บเอาไว้ที่พระองค์แล้ว ส่วนในตอนนี้เองท่านอ๋องกำลังประชุมกับเหล่าขุนศึกอยู่ แล้วจะแวะมาเสวยข้าวเย็นกับพระชายาต่อเมื่อหลี่เจียนเจียนทราบมาดังนั้นแล้ว นางจึงได้เข้าครัวไปหยิบจับทำนั่นนิด ทำนี่หน่อย ช่วยเหล่าบรรดาพ่อครัว แม่ครัวในตำหนักเพื่อจัดเตรียมตั้งโต๊ะเสวยให้กับชินอ๋องเหยียนเค่อสิงนอกจากนี้ก่อนที่จะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันนั้น หลี่เจียนเจียนที่เข้าครัวมาจำต้องร่วมอาบน้ำแช่น้ำอุ่นขัดถูตัวปรนนิบัติชินอ๋องเหยียนเค่อสิงผู้เป็นสามีด้วย แต่ทว่ามิรู้นางปรนนิบัติเขาดีมากจนเกินไปหรือไม่ เขาจึงได้มอบสั
กว่าพายุของการจุมพิตอันแสนหวานและดึงดูดทั้งกายใจให้เคลิบเคลิ้มไปในรสสัมผัสนั้นจะสงบลง หลี่เจียนเจียนก็จำต้องบอกเขาออกไปตามตรงว่า นางไม่อยากที่จะมาเสียพรหมจรรย์ไปในถ้ำแห่งนี้ นั่นจึงดึงสติของชินอ๋องเหยียนเค่อสิงให้กลับคืนมาได้ทั้งคู่จึงมองสบสายตากันไปชั่ววินาทีก่อนจะหัวเราะประสานเสียงดังขึ้นมาอย่างมีความสุขเมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน หลังจากที่พากันออกมาจากในถ้ำแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้วิชาตัวเบาพาหลี่เจียนเจียนกลับเข้าวังหลวงไปในที่สุด โดยก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองหูหลีไปนั้น พระองค์ยังได้มอบจดหมายหนึ่งฉบับไปให้กับองค์ไทเฮาอีกด้วย ใจความว่า“เรื่องอาการประชวรของเสด็จแม่นั้นหลี่เจียนเจียนเป็นคนมอบเส้นเอ้นหัวใจมังกรมาให้เตียวชุนเหอใช้ในการทำยาต้านพิษให้กับเสด็จแม่ อีกทั้งนางยังได้กำชับเตียวชุนเหอเอาไว้ ไม่ให้เขาบอกเรื่องนี้ให้เสด็จแม่ทรงทราบด้วย เพื่อเห็นแก่ความกตัญญูของนาง ขอให้เสด็จแม่ทรงมีเมตตาต่อนางด้วยและช่วยอวยพรให้พวกเรารักกันมั่นคงตลอดไปมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มจวนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ รักและห่วงใยเสด็จแม่เสมอ ลงชื่อเหยียนเค่อสิง”หลี่เจียนเจียนนั่งรถม้ากลับเมื
ทันใดนั้นเองภาพที่เธอได้ขึ้นเขาไปขอพรกับกลุ่มเพื่อนก็ได้ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก พร้อมคำอธิษฐานขอพรของเธอที่ว่า “อนาคตข้างหน้านี้ ขอให้เธอได้พบเจอกับคนรักที่ดีพร้อมในทุกด้าน และรักเธอมากเสียจนยอมตายแทนเธอได้” ก็ได้ผุดขึ้นมาด้วยเช่นกันหลี่เจียนเจียนจึงได้ตอบชินอ๋องเหยียนเค่อสิงออกไปพร้อมหยาดน้ำตาว่า “หม่อมฉันเองก็รักท่านอ๋องเช่นกันเพคะ”หลังได้ยินสาวงามบอกรักพระองค์ออกมาดังนั้นแล้ว ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้ใช้เชือกดาวกระจายปล่อยออกไปเกาะเข้ากับหน้าผาก่อนที่ร่างของคนทั้งคู่จะร่วงลงสู่ก้นเหว หลังจากนั้นจึงอุ้มหลี่เจียนเจียนด้วยแขนข้างเดียวพานางปีนลงจากบนหน้าผาไปสู่พื้นเบื้องล่างด้วยความปลอดภัย ซึ่งนั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ดวงตะวันใกล้จะตกดินมากแล้วเต็มที ชินอ๋องเหยียนเค่อสิงจึงได้พาหลี่เจียนเจียนไปหาที่ปลอดภัยหลบพักจากการถูกคนลอบทำร้ายก่อนจะออกไปหาผลไม้ป่าและน้ำดื่มมาไว้ให้หลี่เจียนเจียนได้ดื่มกิน เมื่อกลับเข้ามาในถ้ำแล้ว พระองค์จึงก่อกองไฟขึ้นมากองหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลงเคียงข้างหลี่เจียนเจียนพร้อมเอ่ยขึ้นมาว่า“ดีกันเถอะนะ ต่อไปนี้ข้าจะไม่ทำร้ายตบตีเจ้าอีกต่อไปแล้ว ข้าจะไม่ทำอะ
แม้ปากจะพูดออกไปดังนั้นแต่ความรู้สึกห่วงใยสายหนึ่งก็ได้พาดผ่านกลางหัวใจชินอ๋องเหยียนเค่อสิงขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาบอกกับทุกคนบนโต๊ะอาหารไปว่าหลี่เจียนเจียนไม่สบายจึงได้ให้นางพักรักษาตัวในตำหนัก เพื่อที่จะได้ไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งทุกคนก็รับทราบในคำกล่าวนั้นเป็นอย่างดีองค์ไทเฮาได้ขอให้
หลี่เจียนเจียนพร้อมด้วยสาวใช้สองคนและข้าวของเครื่องใช้อีกคนละหนึ่งหีบกำลังนั่งอยู่บนรถม้าที่กำลังเหยาะย่างออกจากเมืองหูหลีไปอย่างไม่รีบร้อนเท่าใดนัก หลี่เจียนเจียนเปิดผ้าม่านรถม้าออกมาดูบรรยากาศสองข้างทางยามช่วงเช้าของเมืองหูหลีดูด้วยความตื่นเต้น เมื่อก่อนหน้านี้นางเคยแต่ลอบออกจากจวนอ๋องยามวิกาลเ
หลี่เจียนเจียนได้ยินดังนั้นแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนจะนั่งลงคัดลอกตำราพร้อมอ่านออกเสียงทบทวนเนื้อหาออกมาด้วยน้ำเสียงเบาเพื่อระบายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น หลี่เจียนเจียนจึงได้วาดภาพตัวการ์ตูนจิบิในรูปของตัวนางเองที่กำลังใช้กำลังเตะต่อย กระทืบชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายเลียนแบ
“พระชายาทรงกลับมาแล้ว” เฉาปูพูดขึ้นน้ำเสียงดีใจ“พระชายาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?” ซูม่อเองก็พูดขึนด้วยน้ำเสียงดีใจไม่แพ้กัน“ข้าไม่เป็นไร ข้าสบายดี” หลี่เจียนเจียนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม“พอดีออกไปครานี้ข้าไม่มีเงินพกติดตัวออกไปด้วย จึงยังไม่ได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือมาฝากพวกเจ้าน่ะ เอาไว้หากครั







