Masukสามดรุณีลูกอนุถูกบิดาใจดำจับแต่งงานเป็นเบี้ยการเมืองแทนลูกสาวคนโปรด ทว่า 'เบี้ยไร้ค่า' กลับคว้าหัวใจสามผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดิน แล้วหวนกลับมาล้างแค้นตระกูลเดิมจนสิ้นซาก! เล่ม 1: ไหนว่าเกลียดข้า ไยท่านอ๋องไม่ยอมหย่า! เสิ่นอวี้ชิงถูกส่งตัวไปแต่งงานแทนพี่สาวดอกบัวขาว เข้าหอกับเยี่ยอ๋องผู้พิการและถูกพิษร้าย เขาเกลียดชังนางจนเอากระบี่จ่อคอตั้งแต่วินาทีแรก นางจึงใช้วิชาแพทย์รักษาขาให้เขาเพื่อแลกกับ 'ใบหย่า' ทว่าในวันที่เขากลับมาเดินได้อย่างสง่างาม อ๋องปีศาจกลับฉีกสัญญาทิ้ง "ข้าไม่หย่า!" เล่ม 2: ลูกอนุเช่นข้า... ถึงคราตัดใจจากแม่ทัพ เพราะแอบรักจึงยอมทนอยู่ในฐานะอนุภรรยาที่ไร้ค่า ยามถูกใส่ร้ายจนเจ็บเจียนตายจึงตระหนักได้ว่าใจของเขาไร้ที่ยืนสำหรับนาง ยามเจ็บจนตื่นรู้ นางทิ้งใบหย่าแล้วหนีหาย ทิ้งให้แม่ทัพแทบคลั่งตาย พลิกแผ่นดินตามง้อเมียรัก! เล่ม 3: เมื่อข้าปีนเตียงผู้สำเร็จราชการ เมื่อถูกตระกูลเดิมบีบให้แต่งเป็นอนุขุนนางเฒ่า น้องเล็กจอมเจ้าเล่ห์จึงแก้เกมด้วยการ 'ปีนเตียง' ผู้สำเร็จราชการหนุ่มผู้กุมชะตาบัลลังก์! จากข้อตกลงลับกลายเป็นความคลั่งรัก สะเทือนแผ่นดิน!
Lihat lebih banyakสายลมหนาวกวัดแกว่งทิวไผ่จนส่งเสียงหวีดหวิว ทว่าความเยียบเย็นภายนอกยังไม่อาจเทียบกับความโกลาหลที่ดังลั่นมาจากเรือนหลานฮวาอันโอ่อ่า
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!”
“คุณหนูใหญ่คิดสั้นผูกคอตายแล้ว!”
เสียงกรีดร้องของบ่าวไพร่ทำลายความเงียบสงบของเรือนพักท้ายจวนจนสิ้น
เสิ่นอวี้ชิงชะงักมือที่กำลังคัดแยกสมุนไพรในกระจาด ใบหน้างดงามหมดจดยังคงเรียบนิ่ง ไร้ระลอกคลื่นแห่งความตระหนก มีเพียงริมฝีปากบางที่เหยียดยิ้มหยันอย่างรู้ทัน
‘ผูกคอตายงั้นหรือ?’
งิ้วโรงเล็กของเสิ่นรั่วหลาน... เริ่มเปิดม่านแล้วสินะ
ตรงข้ามโต๊ะยา อนุไป๋ผู้เป็นมารดายังคงนั่งหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผย แม้จะสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายไร้เครื่องประดับ ทว่าผิวพรรณกลับผุดผ่อง ใบหน้าอ่อนเยาว์ ไร้ร่องรอยของคนอมโรคอย่างที่แสร้งแสดงต่อหน้าคนทั้งจวน
ดวงตาของผู้เป็นหมอเทวดาเร้นกายเพียงปรายมองไปทางหน้าต่างอย่างสุขุม ก่อนจะรินน้ำชาสมุนไพรลงในถ้วยดินเผาช้าๆ
“งิ้วโรงนี้เพิ่งเริ่มเปิดม่าน คนแสดงยังไม่เหนื่อย เจ้าจะไปใส่ใจทำไม”
ทว่ายังไม่ทันที่น้ำชาอุ่นจะได้แตะริมฝีปาก
บานประตูไม้ของเรือนพักก็ถูกถีบออกอย่างแรงจนสะเทือนลั่น จางมามา บ่าวคนสนิทของฮูหยินเอก นำบ่าวชายร่างกำยำสี่คนก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาด้วยท่าทางคุกคาม
“นังลูกอนุ! ฮูหยินใหญ่มีคำสั่ง ให้คุมตัวเจ้ากับแม่ของเจ้าไปที่เรือนใหญ่เดี๋ยวนี้!”
“มีธุระอันใดก็พูดจากันดีๆ”
อนุไป๋ลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่างามสง่าและสายตาที่กดข่มทำเอาจางมามาเผลอชะงักไปชั่ววูบ
“จวนเสนาบดีไร้ขื่อแปถึงขั้นปล่อยให้บ่าวไพร่มาถีบประตูเรือนเจ้านายแล้วรึ”
สายตาเยือกเย็นคู่นั้นทำเอาจางมามารู้สึกสะท้าน ทว่าเมื่อนึกถึงคำสั่งเด็ดขาดของนายหญิง นางจึงแผดเสียงสั่งการทันที
“มัวยืนบื้อทำไม! ไปลากตัวอนุไป๋มา!”
เสิ่นอวี้ชิงขยับตัวก้าวขึ้นมาขวางหน้ามารดาทันควัน ดวงตาคู่เฉียบคมวาวโรจน์ด้วยไฟโทสะที่ปะทุขึ้นในอก
ปลายนิ้วเรียวที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อสัมผัสเข้ากับ ‘เข็มเงินอาบยาสลบ’ ที่พกติดตัวไว้เสมอ
หากนางสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว บ่าวไพร่พวกนี้ย่อมล้มพับลงไปกองแทบเท้า ทว่า... หากด่วนลงมือเปิดเผยทั้งวรยุทธ์และวิชาแพทย์ที่แอบซุ่มฝึกฝนมาเนิ่นนาน แผนการพามารดาหนีออกจากขุมนรกจวนเสนาบดีคงพังทลายลงในพริบตา
นางสูดหายใจเข้าลึก ข่มกลั้นรังสีสังหารที่พลุ่งพล่าน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงยะเยือกจับขั้วหัวใจ
“มีเรื่องอันใด ข้าจะไปพบฮูหยินใหญ่เอง”
นางสบตากับจางมามาอย่างไม่ลดละ
“อย่าได้ริอ่านยื่นมือหยาบช้ามาแตะต้องท่านแม่ของข้าแม้แต่ปลายก้อย!”
จางมามาแค่นเสียงหมิ่นหยาม ก่อนจะต้อนสองแม่ลูกออกจากเรือนซอมซ่อ
ตลอดทางเดินที่ปูด้วยหินศิลาชั้นดี เสิ่นอวี้ชิงกวาดสายตามองความแตกต่างที่ราวกับฟ้ากับเหว เรือนท้ายจวนของพวกนางทรุดโทรมจนสายลมหนาวกรีดผ่านทุกรอยแยก ทว่าเรือนหลานฮวาอันเป็นที่พักของบุตรสาวภรรยาเอก กลับประดับประดาด้วยโคมไหมราคาแพง มีบ่าวไพร่คอยเติมถ่านไม้หอมมิให้ขาด
กลิ่นอายความมั่งคั่งบนความอยุติธรรมนี้... ช่างชวนให้สะอิดสะเอียนสิ้นดี
ณ เรือนหลานฮวา กลิ่นควันกำยานหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วห้อง
บนเตียงไม้สลักลายวิจิตร เสิ่นรั่วหลานในชุดผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์นอนทอดกายสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ บนผิวเนื้อขาวผ่องตรงลำคอปรากฏรอยรัดสีแดงจางๆ พาดผ่าน เหนือขื่อห้องยังมีผ้าแพรขาวผูกทิ้งไว้เป็นหลักฐานมัดแน่น
ข้างเตียงมีหลิวฮูหยินและเสนาบดีเสิ่นยืนหน้าดำคร่ำเครียด
“ท่านพ่อ... ท่านแม่... ฮึก... ปล่อยให้ลูกตายไปเถิดเจ้าค่ะ”
เสิ่นรั่วหลานแสร้งไอจนตัวโยน มือเรียวกำแขนเสื้อของบิดาไว้แน่นราวกับคนไร้ที่พึ่ง
ทว่าในจังหวะที่ซบหน้าลงกับอกมารดา ดวงตาที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตากลับช้อนขึ้นมองผ่านคันฉ่องทองเหลือง สบเข้ากับเสิ่นอวี้ชิงที่เพิ่งก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามา ริมฝีปากที่สั่นระริกเมื่อครู่แอบเหยียดยิ้มเย้ยหยันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับไปตีหน้าโศกสลดน่าเวทนาตามเดิม
“ลูกกับพี่เซียวเยี่ย... เรารักมั่นกันมาเนิ่นนาน สัญญาหมั้นหมายไม่เคยแปรเปลี่ยน แต่บัดนี้พี่เซียวเยี่ยกลายเป็นคนพิการไม่อาจลุกเดิน ซ้ำยังถูกพิษร้ายจนไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่วัน... ลูกอยากไปปรนนิบัติเขา อยากเคียงข้างเขาจนลมหายใจสุดท้าย ฮึก...”
นางเว้นจังหวะ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา แล้วชี้นิ้วที่สั่นเทาตรงมาทางเสิ่นอวี้ชิง
“แต่น้องรอง... น้องรองกลับไปแอบอ้างกับผู้ใหญ่ว่านางหลงรักท่านอ๋องมานาน อยากได้ตำแหน่งพระชายาเอก! ซ้ำร้าย ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทกลับมีพระเมตตา อยากให้ลูกเข้าวังไปเป็นพระชายาเพื่อค้ำจุนราชสำนัก... ลูกตกที่นั่งลำบากเช่นนี้ จะให้ลูกเอาหน้าไปสู้พี่เซียวเยี่ยได้อย่างไร!”
หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงเผาะลงบนตักอย่างน่าสงสาร
“พี่เซียวเยี่ยคงคิดว่าลูกรังเกียจที่เขาพิการแล้วปีนป่ายไปหาองค์รัชทายาท... สู้ให้ลูกตายเพื่อพิสูจน์ความรักอันบริสุทธิ์เสียยังดีกว่า!”
เสิ่นอวี้ชิงได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นแล้วแทบอยากจะแค่นหัวเราะออกมา
ช่างเสแสร้งได้น่ารังเกียจไร้ยางอาย!
ทั่วทั้งเมืองหลวงใครเล่าจะไม่รู้ ยามที่เยี่ยอ๋อง ‘เซียวเยี่ย’ ยังเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร เขาคอยตามอกตามใจและประคบประหงมเสิ่นรั่วหลานเพียงใด ตอนนั้นนางเกาะติดเขาแน่น พร่ำบอกว่ามีใจรักมั่น
ทว่าพอเขาเพลี่ยงพล้ำในสนามรบจนขาทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรง สูญสิ้นอำนาจ แถมยังมีข่าวลือว่าถูกพิษร้ายครอบงำจนคุ้มคลั่งดุจปีศาจ... สตรีแสนบริสุทธิ์ผู้นี้กลับรีบทอดสายตาเชื่อมสัมพันธ์กับองค์รัชทายาททันควัน!
ครั้นฝ่ายนั้นส่งเทียบมาสู่ขอ นางกลับไม่กล้าเอ่ยปากถอนหมั้นกับเยี่ยอ๋องตรงๆ เพราะกลัวคำครหาของสังคม จึงได้จัดฉากผูกคอตาย แล้วป้ายสีว่าน้องสาวต่างมารดาอย่างนางเป็นคนแย่งชิงวาสนานี้ไป
เพื่อที่ตัวเองจะได้สวมบท ‘ผู้เสียสละ’ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพระชายารัชทายาทอย่างขาวสะอาด!
“โธ่ รั่วหลานของแม่ ช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน...”
หลิวฮูหยินกอดปลอบบุตรสาว ก่อนจะตวัดสายตาเหี้ยมเกรียมมาทางเสิ่นอวี้ชิง
“ได้ยินแล้วหรือไม่นังลูกไม่รักดี! เจ้ามันโลภมาก อยากเป็นพระชายาอ๋องจนตัวสั่น พี่สาวเจ้าอุตส่าห์ยอมเสียสละวาสนานี้ให้เจ้า!”
“ข้ามิเคยเอ่ยปากอยากได้สัญญาหมั้นหมายของเยี่ยอ๋องแม้แต่ครึ่งคำ”
เสิ่นอวี้ชิงตอบกลับเสียงเรียบ แววตานิ่งสนิทไร้ความหวั่นไหว
“หากพี่ใหญ่รักมั่นต่อเยี่ยอ๋องจริง ไยไม่ปฏิเสธองค์รัชทายาทแล้วก้าวขึ้นเกี้ยวไปแต่งกับคนพิการเล่าเจ้าคะ?”
นางปรายตามองเสิ่นรั่วหลานด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ละครตบตาฉากนี้... เล่นให้ใครดูกันแน่”
“สามหาว! ต่อหน้าข้า เจ้ากล้าดียังไงถึงพูดจาเช่นนี้!”
เพล้ง!
เสนาบดีเสิ่นตวาดลั่น ฝ่ามือตบลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างแรงจนถ้วยกระเบื้องสะเทือน
“มีโอกาสได้แต่งเข้าจวนอ๋องเพื่อค้ำจุนตระกูลเสิ่น นับเป็นวาสนาของลูกอนุอย่างเจ้าแล้ว ยังกล้ามาต่อปากต่อคำอีกรึ!”
“ท่านพี่ อย่าไปเปลืองน้ำลายกับนางเลยเจ้าค่ะ คนชั้นต่ำก็ต้องใช้วิธีชั้นต่ำสั่งสอน”
หลิวฮูหยินแสยะยิ้มชั่วร้าย นางสะบัดมือส่งสัญญาณเพียงครั้งเดียว บ่าวชายร่างยักษ์ก็กระชากตัวอนุไป๋ออกมา คมดาบเย็นเยียบถูกชักออกจากฝัก จ่อแนบสนิทเข้ากับคอหอยของอนุไป๋ทันที
แม้อนุไป๋จะไม่เคยหวั่นเกรงความตาย แววตาของนางยังคงนิ่งสงัดจนยากจะหยั่งถึง ทว่าในฐานะมารดา หัวใจของนางกลับบีบรัดจนเจ็บแปลบเมื่อตระหนักว่าบุตรสาวกำลังถูกบีบให้เดินเข้าสู่ลานประหาร
เยี่ยอ๋องในยามนี้โหดเหี้ยมและดุร้ายเพียงใด คนทั้งเมืองหลวงล้วนประจักษ์
“อวี้ชิง เจ้าอย่า...”
อนุไป๋พยายามจะเอ่ยห้าม ทว่าบ่าวชายกลับกดคมดาบลงจนเลือดสีสดซึมผ่านผิวเนื้อ บังคับให้นางต้องกลืนถ้อยคำลงคอ
สายตาที่อนุไป๋ส่งมาเต็มไปด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ...
‘อวี้ชิง เยี่ยอ๋องรักรั่วหลานมาก หากเขารู้ว่าเจ้าไปแต่งแทน เขาจะระบายโทสะทั้งหมดใส่เจ้า!’
“อยากเห็นแม่ของเจ้าตายต่อหน้าต่อตาใช่หรือไม่!”
หลิวฮูหยินหยิบขวดยาพิษสีดำมะเมื่อมออกมาจากอกเสื้อ วางกระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น
“เสิ่นอวี้ชิง! พรุ่งนี้เช้า ขบวนเกี้ยวของจวนเยี่ยอ๋องจะมารับตัวเจ้าสาว หากเจ้าไม่ยอมสวมชุดมงคลก้าวขึ้นเกี้ยวไปแทนรั่วหลาน... ข้าจะกรอกยาพิษขวดนี้ใส่ปากแม่ของเจ้า แล้วโยนร่างไร้วิญญาณให้ฝูงสุนัขรุมทึ้งเสีย!”
เสิ่นรั่วหลานที่นอนอยู่บนเตียงแอบยกยิ้มสมใจใต้ผ้าเช็ดหน้า
‘ไปเถิดเสิ่นอวี้ชิง... ไปรองรับโทสะของพี่เซียวเยี่ยแทนข้า ข้าส่งจดหมายไปเป่าหูเขาเรียบร้อยแล้วว่าเจ้าเป็นคนบีบบังคับชิงสัญญาหมั้นหมายนี้ไป ยามนี้พี่เซียวเยี่ยคงเกลียดเจ้าเข้ากระดูกดำ ส่วนข้า... จะได้ก้าวขึ้นเป็นพระชายารัชทายาทอย่างสง่างาม!’
เสิ่นอวี้ชิงกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บแปลบ
นางมองดูความหน้าซื่อใจคดของคนพวกนี้ด้วยใจที่เย็นยะเยือกจนถึงกระดูก
เยี่ยอ๋องจะเกลียดนาง จะคลุ้มคลั่ง หรือจะชักกระบี่บั่นคอนาง...
นางไม่สนใจทั้งนั้น!
ด้วยวิชาแพทย์และพิษวิทยาที่ร่ำเรียนมาจากมารดา ต่อให้เยี่ยอ๋องจะพิการหรือเจียนตายเพียงใด นางย่อมมีปัญญารักษาเขาได้
และนางจะใช้การรักษานี้เป็นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อเอาชีวิตรอด บีบให้เขาลงนามในหนังสือหย่า... แล้วพามารดาหนีออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ให้จงได้!
เสิ่นอวี้ชิงสูดหายใจเข้าลึก
นางเงยหน้าขึ้น สบตากับคนทั้งห้องอย่างไร้เศษเสี้ยวความหวาดกลัว
“เก็บดาบและยาพิษของพวกท่านไปเสีย”
น้ำเสียงของนางชัดถ้อยชัดคำ กังวานและเยือกเย็นจนคนฟังขนลุกชัน
“ข้าจะแต่ง...”
“ข้าจะขึ้นเกี้ยวไปจวนเยี่ยอ๋องแทนเสิ่นรั่วหลานเอง!”
บทที่ 8ในห้องหนังสืออันเงียบสงัด ความตึงเครียดที่คุกรุ่นอยู่ตลอดทั้งวันยังคงไม่จางหายแสงจันทร์สลัวลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาทาบทับร่างสูงใหญ่บนรถเข็นไม้ ขับเน้นให้เห็นร่องรอยความโดดเดี่ยวและทรุดโทรมของอดีตแม่ทัพใหญ่เซียวเยี่ยทอดสายตาดุดัน จ้องมองกล่องไม้แกะสลักลวดลายประณีตที่พ่อบ้านหลี่เพิ่งนำมาวางลงบนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง“ท่านอ๋องขอรับ...”พ่อบ้านหลี่ค้อมกายลงต่ำ น้ำเสียงแฝงความกังวลระคนเห็นใจ“คนสนิทของคุณหนูใหญ่ลอบนำสิ่งนี้มาส่งที่ประตูด้านหลัง แจ้งว่าเป็นจดหมายที่นางแอบเขียนฝากมาให้ท่านอ๋องขอรับ”ได้ยินชื่อนั้น หัวใจที่ด้านชาของอดีตแม่ทัพพลันกระตุกวูบมือหนาที่เคยกร้านศึกเอื้อมไปเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ ด้านในมีผ้าเช็ดหน้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเป็ดแมนดารินคู่ที่คุ้นตา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลิวที่นางโปรดปรานยังคงอบอวล ทว่าบนผืนผ้ากลับมีรอยคราบน้ำตาแห้งกรังเป็นวงกว้าง แนบมาพร้อมกับแผ่นกระดาษจดหมายบางเบาหนึ่งฉบับเซียวเยี่ยคลี่กระดาษออกอ่านด้วยมือที่เริ่มสั่นเทา ลายมืออ่อนช้อยคุ้นตาของเสิ่นรั่วหลานปรากฏสู่สายตา‘พี่เซียวเยี่ยของรั่วหลาน...นับตั้งแต่วันที่ท่านบาดเจ็บกลับ
บทที่ 7หลังจากสั่งสอนสาวใช้ทั้งสองจนเข็ดหลาบ เรือนชิงเหยาก็เปลี่ยนสภาพจากเรือนร้างทรุดโทรม กลายเป็นที่พักแสนสบายในพริบตาเตาผิงมุมห้องถูกเติมด้วยถ่านไร้ควันชั้นดี ส่งไออุ่นขับไล่ลมหนาวนอกหน้าต่างจนหมดสิ้น ฟูกหนานุ่มและผ้าห่มขนสัตว์สะอาดเอี่ยมถูกนำมาปูลาดบนเตียงอย่างประณีต บนโต๊ะอาหารมีทั้งไก่ตุ๋นยาจีนส่งควันกรุ่น และหมูสามชั้นผัดซอสรสเข้มข้นวางเรียงรายเสิ่นอวี้ชิงนั่งคีบเนื้อเข้าปากพลางจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์ส่วนชุ่ยเอ๋อร์กับหวังมามา ทั้งสองยืนตัวลีบ หลุบตาต่ำอยู่ตรงมุมเสา รอยเล็บและคราบเลือดบนใบหน้าเริ่มแห้งกรัง ทว่าพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพียงแค่เสิ่นอวี้ชิงปรายตามองมา ทั้งคู่ก็สะดุ้งสุดตัว ขาสั่นระริกด้วยความหวาดผวา กลัวว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีกครา“พวกเจ้าออกไปเฝ้าข้างนอก ใครแอบมาแถวนี้ก็หาทางไล่ไปให้หมด”เสิ่นอวี้ชิงวางตะเกียบลงแล้วเอ่ยสั่งเสียงเรียบ“จะ... เจ้าค่ะพระชายา!”สองสาวใช้รีบย่อกายรับคำอย่างลนลาน แทบจะคลานถอยหลังออกจากห้อง แล้วดึงบานประตูปิดให้อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของนางพญามารเมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา เสิ่นอวี้ชิงจึงลุกขึ้นเดิน
บทที่ 6แสงแรกของวันใหม่เริ่มขับไล่ความมืดมิด ทว่าความเยียบเย็นในห้องหอยังคงไม่จางหายเซียวเยี่ยปรายตามองเสิ่นอวี้ชิงที่ยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้เขาจะยอมรับข้อตกลงแลกเปลี่ยนชีวิต ทว่าความชิงชังที่หยั่งรากลึกกลับมิได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อยในสายตาของเขา นางยังคงเป็นสตรีละโมบที่ทำลายชีวิตของเสิ่นรั่วหลาน และเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าที่เขาเก็บไว้ใช้รักษาขาเท่านั้น“พ่อบ้านหลี่!”เสียงตวาดกร้าวของเยี่ยอ๋องดังก้องออกไปนอกห้องประตูหนาหนักถูกผลักเปิดออกทันที พ่อบ้านชราพร้อมคนรับใช้ร่างกำยำสองคนก้าวเข้ามารอรับคำสั่งอย่างนอบน้อม ทว่าสายตาที่เหลือบมองเสิ่นอวี้ชิงยังคงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเปิดเผย“พานางออกไปจากเรือนหลักของข้า” เซียวเยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พาไปขังไว้ที่เรือนชิงเหยาท้ายจวน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเปิ่นหวาง ห้ามนางก้าวออกจากเขตเรือนแม้แต่ก้าวเดียว!”เรือนชิงเหยา... แท้จริงแล้วคือเรือนร้างที่ทรุดโทรมที่สุดในจวนอ๋อง ไร้คนเหลียวแลมานานนับสิบปี ผนังไม้ผุพัง ลมหนาวพัดกรรโชกผ่านรอยแยกตลอดเวลา ซ้ำร้ายยังอยู่ติดกับสุสานเก่าท้ายจวนการส่งพระชายาเอกที่เพิ่งแต่ง
บทที่ 5กลิ่นคาวเลือดสีดำที่คลุ้งไปทั่วห้อง ค่อยๆ ถูกสายลมหนาวที่พัดลอดรอยแยกหน้าต่างพัดพาให้เจือจางลง ทว่าบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองกลับยิ่งทวีความอึดอัดและตึงเครียดหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนเงาทึมเทาของคนทั้งคู่ลงบนผนังหิน ราวกับซากปรักหักพังหลังผ่านพ้นสงครามเซียวเยี่ยทอดกายพิงพนักรถเข็น ลมหายใจที่เคยขาดห้วงเริ่มกลับคืนสู่จังหวะสม่ำเสมอ ความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับกระดูกในอกถูกบดขยี้ทุเลาลงจนน่าประหลาด แม้เรี่ยวแรงจะฟื้นคืนมาไม่ถึงสามส่วน แต่เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าเส้นชีพจรที่เคยถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็ง บัดนี้เริ่มมีไออุ่นแผ่วเบาไหลเวียน ชุบชีวิตที่เกือบมอดดับให้ฟื้นคืนมาอีกครั้งสายตาคมกริบของอดีตแม่ทัพตวัดขึ้นมองสตรีตรงหน้า...แววตาคู่นั้นมิได้มีเพียงเพลิงแค้นอีกต่อไป หากแต่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยอย่างถึงที่สุดเบื้องหน้าของเขา เสิ่นอวี้ชิงมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวต่อรังสีสังหารที่ยังคงอบอวล นางหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาซับคราบเลือดตรงลำคอขาวที่เขาฝากแผลไว้ด้วยคมกระบี่อย่างใจเย็น หยาดเลือดสีชาดซึมเปรอะเนื้อผ้า ก่อนที่นางจะบรรจงจัดเก็บเข็มเงินเข้าสู่ปลอก











