Masukจริงอยู่ว่าการมาของถังเจิ้นในครั้งนี้เป็นเพียงการมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวซานเท่านั้น แต่จุดประสงค์หลักของเขาคือการขอสิทธิในการเลี้ยงดูเด็กชายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ตอนแรกผู้ดูแลสถานสงเคราะห์รู้สึกประหม่าเล็กน้อยกับการมาเยือนของเขา เกรงว่าอีกฝ่ายจะใช้อิทธิพลที่มีในการบังคับให้ตนอนุมัติเรื่องการรับเลี้ยงเด็ก แต่เห็นว่าสถานการณ์ทุกอย่างราบรื่นดี เขามากับภรรยาที่ดูเข้ากับเด็กได้ดี อีกทั้งยังมีความตั้งใจจะรับดูแลเสี่ยวซานด้วยเหตุผลส่วนตัว แบบนี้คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
“คุณจ้าว พาเสี่ยวซานกลับได้แล้วล่ะ ได้เวลานอนกลางวันแล้ว” ผู้ดูแลวัยห้าสิบห้าบอกเจ้าหน้าที่วัยกลางคนด้วยน้ำเสียงที่ยังคงอ่อนโยนอย่างเช่นเคย
“คุณอาจะมาหาผมอีกหรือไม่” ก่อนไปเด็กน้อยถามอย่างมีความหวัง
“แน่นอนสิจ๊ะ เราจะต้องมาหาเสี่ยวซานบ่อย ๆ จนกว่าเราจะรับหนูไปอยู่ด้วยได้ เสี่ยวซานอยากไปอยู่กับพวกเราไหม” จางม่านอวี้ถามด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แสดงความเอ็นดูเด็กชายอย่างเปิดเผย
“ผมอยากไป ผมจะรอนะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี แม้จะกลัวถังเจิ้น แต่อย่างน้อยก็เป็นคนเดียวที่ตนรู้จัก แม้จะจำไม่ได้และเป็นความจำจากรูปถ่าย ก็ยังดีกว่าอยู่กับสถานที่ที่ไม่รู้จักใครเลย
เมื่อเด็กน้อยเดินออกไปกับเจ้าหน้าที่แล้ว ผู้ดูแลสถานสงเคราะห์ก็จ้องมองแววตาของจางม่านอวี้ที่มองตามด้วยสายตาที่เอ็นดูอย่างเปิดเผย จึงวางใจว่าหากไปอยู่ในมือของทั้งคู่แล้วคงจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่ใช่การรับเลี้ยงเพื่อเหตุที่แฝงด้วยจุดประสงค์ร้าย
“เรื่องที่จะยื่นขอรับเลี้ยงเสี่ยวซาน ที่เจาะจงเป็นเขาเพราะประธานถังรู้จักมาก่อนนี่เอง” เธอเกริ่นประโยคนั้นแล้วรอดูท่าทีของอีกฝ่าย
“ครับ ผมเป็นสหายของพ่อเสี่ยวซาน พอได้ข่าวว่าญาติคนอื่นทอดทิ้งเสี่ยวซานและไม่มีใครเหลียวแลจนต้องมาอยู่สถานสงเคราะห์ จึงอยากจะรับไปดูแลด้วยตัวเอง” เขาบอกเหตุผลนี้ ด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ ทว่าแฝงด้วยความหนักแน่น
“เช่นนั้นยื่นเอกสารเข้ามาเลยนะคะ เสี่ยวซานตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่ค่อยพูดจา วันนี้แกดูสดชื่นขึ้นมาก อีกอย่างคุณสมบัติของประธานถังก็ครบถ้วน เหลือแค่ให้คุณนายถังเซ็นยินยอมรับเลี้ยงเสี่ยวซานร่วมด้วย ก็น่าจะรับเลี้ยงเสี่ยวซานได้เลย”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นถังเจิ้นก็เผยรอยยิ้มออกมา ยื่นเอกสารรอบแรกถูกปัดตกไป ไม่คิดว่าครั้งนี้แค่มาเยี่ยมเยียนจะได้รับข่าวดีรวดเร็วกว่าที่คิด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความอ่อนโยนของภรรยากำมะลอที่แสดงออกมาให้อีกฝ่ายวางใจ
“ฉันยินดีจะรับรองเอกสารร่วมกับสามีค่ะ ขอบคุณนะคะที่ให้โอกาสเราทั้งสองได้ดูแลเสี่ยวซาน” จางม่านอวี้กล่าวแล้วยื่นมือไปวางบนมือของสามีเพื่อแสดงความยินดีแล้วบีบมือเขาเล็กน้อย
ถังเจิ้นรู้ความหมายนั้นดี เขาหันไปยิ้มให้กับภรรยากำมะลอที่แสดงบทบาทได้อย่างสมจริง
“ผมจะยื่นเอกสารอีกครั้งให้เร็วที่สุด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงความยินดีอย่างเปิดเผย ตั้งใจจะพูดเรื่องทุนสนับสนุนแต่ยังไม่ได้เอ่ยออกไป เกรงว่าจะเป็นการพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าตนใช้เงินในการช่วยเหลือในครั้งนี้
************************
เอกสารการขอรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมถูกยื่นไปได้หลายวันแล้ว ห้องนอนเล็กที่จางม่านอวี้จัดเอาไว้ก็พร้อมสำหรับการต้อนรับสมาชิกใหม่
ช่วงนี้ถังเจิ้นค่อนข้างจะยุ่งอยู่กับงานของเขา กลับดึกทุกคืนในเวลาที่เธอหลับไปก่อนแล้ว ทว่ายังคงความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ล่วงเกินเธอแม้แต่ปลายผม
ระหว่างมื้ออาหารเช้า เขายังคงมีสีหน้าที่เคร่งเครียด เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว ทำให้สถานการณ์ภายในบ้านก็ดูตึงเครียดตามไปด้วย
“วันนี้ฉันจะออกไปซื้อของค่ะ เลยอยากจะขอเบิกเงินและคูปองเสื้อผ้าเอาไว้ติดตัว” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเขาวางตะเกียบลง
ถังเจิ้นในชุดถังจวงหรือที่รู้จักกันในชื่อถังสูทที่เป็นเสื้อคอจีนสีดำทั้งชุด มองเธอด้วยสายตาที่กำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
“คุณไปเปลี่ยนชุดแล้วออกไปพร้อมผมดีกว่า” เขาบอกเสียงเรียบ ตอนแรกจางม่านอวี้จะปฏิเสธแต่เมื่อเห็นสายตาอย่างนั้นก็เย็นวาบที่แผ่นหลังและพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ผมจะไปรอที่รถ” เขาพูดแล้วลุกขึ้นยืน
จางม่านอวี้รีบลุกตามแล้วไปเปลี่ยนชุดอย่างเร่งรีบไม่อยากให้เขาเสียเวลารอเธอนาน
“จะดีเหรอครับ ให้คุณนายไปด้วยแบบนั้น” ซ่งเหยียนถามขึ้นในขณะที่เดินตามหลังไปที่โรงจอดรถ ปกติแล้วถังเจิ้นไม่ชอบให้คนนอกวุ่นวายเข้ามากับงานของเขา
“ขากลับฉันจะพาเธอไปเยี่ยมเสี่ยวซานด้วยกัน” น้ำเสียงนั้นตอบเสียงเรียบ ซ่งเหยียนจึงไม่ได้ถามต่อ
เมื่อคุณนายน้อยมาถึงรถก็เคลื่อนออกจากบ้าน ขับผ่านตัวเมืองซีเฉิงมุ่งหน้าไปที่บริษัทต้าถัง ระหว่างทางเต็มไปด้วยความเงียบจนรู้สึกกดดัน เวลาเขาเงียบน่ากลัวกว่าตอนที่เขาพูดเสียอีก
“ตามผมขึ้นไปที่บริษัท จะให้ซ่งเหยียนเบิกเงินและคูปองให้ แล้วให้ลุงเฉียนพาไปในระหว่างที่ผมทำงาน เสร็จแล้วผมจะพาไปเยี่ยมเสี่ยวซานและถือโอกาสตามเอกสารด้วยว่าถึงขั้นตอนไหนแล้ว” เขาบอกเธอก่อนจะถึงที่หมาย
“ค่ะ” จางม่านอวี้รับคำแล้วนั่งเกร็งจนปวดหลังไปหมดกับน้ำเสียงที่ดุดันในช่วงหลายวันมานี้ ไม่รู้ว่าจะเครียดอะไรหนักหนา
“ข้างหน้าบริษัทมีรถขวางอยู่ จะให้ผมจอดหรือขับผ่านไปก่อนครับ” ลุงเฉียนคนขับรถถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่กังวลเล็กน้อย
“นั่นรถของเหล่าเติ้งครับ” ซ่งเหยียนที่นั่งหน้าข้างลุงเฉียนกล่าวขึ้นเสียงเครียด
“ตั้งใจมาจอดแบบนั้นคงตั้งใจอยากมาเจอฉันสินะ ถ้าอย่างนั้นก็คุยกันให้จบเรื่องเลยดีกว่า” ถังเจิ้นพูดเสียงเข้ม จางม่านอวี้นั่งฟังอยู่ก็รับรู้ถึงปัญหาตึงเครียดนี้
“นั่งรออยู่ข้างใน” เขาสั่งเธอแล้วลงจากรถไปพร้อมกับซ่งเหยียน และลูกน้องของเขาที่อยู่หน้าบริษัทก็ตามไปยืนอยู่ด้านหลังพร้อมคุ้มกันเจ้านาย
หญิงสาวนั่งลุ้นอยู่ในรถ มองดูผู้มีอิทธิพลอีกคนที่ก้าวลงมาในชุดถังจวงสีดำเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้ดูสง่างามอย่างถังเจิ้น ทว่าดูน่ากลัวและเจ้าเล่ห์
“ลุงเฉียน นั่นใครหรือคะ”
“ประธานเติ้ง เปิดบริษัทค้าขายวัตถุโบราณ คู่แข่งของประธานถังของเราครับ” ลุงเฉียนตอบแล้วนั่งดูสถานการณ์อยู่บนรถ
“เขาจะยิงกันไหมคะ” เธอถามด้วยความกังวล
“ไม่มีการยิงกันหรอกครับ...” จางม่านอวี้ฟังแล้วก็หายใจโล่งขึ้น อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้เกิดใหม่ในยุคสมัยที่ใช้ความรุนแรงกันอย่างป่าเถื่อน
“แต่ก็ไม่แน่ครับ เพราะเหล่าเติ้งเป็นพวกเจ้าเล่ห์ ต่อหน้าไม่ทำแต่ลับหลังไม่แน่ ปีที่แล้วมีคนมาลอบยิงท่านประธาน เดากันว่าเป็นเหล่าเติ้ง แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดได้” ประโยคที่ตามมาทำเอาคุณนายน้อยถึงกับเอามือทาบอก
เธอแต่งงานกับถังเจิ้นจะโดนลูกหลงไปด้วยหรือไม่ มิน่าเล่าถึงไม่มีใครกล้ารับงานแต่งงานกับเขา นอกจากจะเซ็นใบหย่าล่วงหน้า ไม่มีโอกาสในทรัพย์สมบัติใด ๆ แล้วยังต้องเสี่ยงภัยจากศัตรูทางธุรกิจด้วย
************************
เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังจากที่แวะซื้อเครื่องเป่าผมลมร้อนเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็กอดกล่องไม้ที่บรรจุรูปวาดนั้นเดินเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นเต้น เธอเคยดูแต่ในหนัง ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาลงมือทดสอบด้วยตนเอง“อาเป้ย ฉันขอน้ำมะนาว ช่วยคั้นให้ฉันที แล้วนำสำลีมาให้ฉันด้วยนะ” เธอหันไปบอกสาวใช้ทันทีที่เจอหน้า แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาลูกชายตัวน้อยของตน“แล้วเสี่ยวซานล่ะ”“นายน้อยขึ้นไปนอนกลางวันค่ะ อากุ้ยพาเข้านอนเมื่อครู่นี้เอง” อาเป้ยบอก จากนั้นก็รีบเดินไปในครัวเพื่อที่จะหาน้ำมะนาวมาให้แก่นายหญิงของตน“คุณบอกได้หรือยังว่าคุณจะทำอะไร” คำถาม ของเขาถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวหันหน้ามามองเขาแล้วชูกล่องไม้ในมือขึ้นมา“ก็พิสูจน์ให้เห็นไงคะ ว่าฉันเลือกของไม่ผิด”“ทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ว่านี่คือรูปเลียนแบบ ถึงแม้จะเป็นของโบราณ ผมก็ไม่จ่าย 200 หยวนให้คุณหรอกนะ” เขาบอกกับเธอ ในขณะที่ซ่งเหยียนเดินตามเข้ามา อยากรู้เหมือนกันว่าของตรงหน้าชิ้นนี้จะมีค่าอย่างที่เธอบอกหรือไม่“หากฉันเดาไม่ผิดรูปวาดนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ด้านในและต้องมีมูลค่ามากกว่ารูปวาดของจริงแน่ ถึงตอนนั้นอย่าลืม 10% ของฉันก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดทว
การท้าทายของประธานบริษัทค้าขายวัตถุโบราณทั้งสองได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเหล่าเติ้งต้องการจะเอาชนะหลังจากเสียหน้าไป เพราะคทาจักรพรรดิของปลอมที่ตนตัดหน้าซื้อมาแล้วพยายามจะขายต่อแต่ไม่สำเร็จ“อาจารย์จินฟู่ รูปวาดนี้ท่านว่าอย่างไร” เหล่าเติ้งผายมือให้ชายวัยประมาณหกสิบที่มาพร้อมกับตน ให้ไปตรวจสอบรูปวาดหมึกตรงหน้า จินฟู่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ เดินเข้าไปตรวจสอบรูปวาดหมึกโบราณชิ้นนั้น แล้วส่ายหัวเบา ๆ เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่รูปวาดเลียนแบบเท่านั้น“เรียนเหล่าเติ้ง กระดาษที่ใช้วาดเป็นกระดาษที่นิยมใช้กันในช่วงราชวงศ์ชิงก็จริง แต่ตราประทับของจิตรกรผู้นี้เป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา หมึกที่ใช้วาดรูปเสือเองดูภาพรวมแล้วมีสีที่ซีดจาง แม้จะผ่านเวลามานานมากแล้วก็ตามแต่ไม่น่าจะมีสีซีดจางได้ขนาดนี้ ภาพนี้จึงเป็นของปลอมที่น่าจะมีคนทำเลียนแบบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้ว จางม่านอวี้ที่รอฟังอยู่ก็ตาลุกวาวขึ้นมา ของปลอมอย่างนั้นหรือ ตรงตามที่เธอได้ยินมาไม่มีผิด“ส่วนชุดชงชาที่ประธานถังกำลังสนใจอยู่ ผมคิดว่ามันน่าสนใจเลยทีเดียว” จินฟู่กระซิบบอกเหล่าเติ้งในตอนท้าย ทำให้เขาหันมามองชุดชงชา หนึ่งในนั้นคือถ้วย
เมื่อไปถึงตลาดค้าของโบราณ ตามสองข้างทางก็มีแต่ร้านที่นำของเก่ามาขาย ซึ่งบางอย่างก็ทำของปลอมลอกเลียนแบบ บางอย่างก็เป็นของเก่าแก่จริงแต่ไม่มีประวัติความเป็นมาจึงมีราคาที่ไม่สูงนัก“วันนี้ถ้าคุณหาของโบราณให้ผมได้ ผมจะจ่ายพิเศษให้คุณชิ้นละ 200 หยวน” เขาบอกเธอแล้วสังเกตดูสีหน้าที่กำลังนิ่งคิดอยู่‘200 หยวนในยุคนี้มีมูลค่าเท่าไรนะ แล้วเราจะคุ้มไหม’ หญิงสาวไม่มั่นใจในมูลค่าของเงินในยุคนี้ เพราะสนใจแค่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจระบบเศรษฐกิจในยุคสมัยเก่าเลย แม้จะเรียนบริหารธุรกิจและทำรายงานเกี่ยวกับประวัติของนักธุรกิจมาหลายคนก็ตาม แต่ค่าเงินและวิถีชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านตาเลยแม้แต่น้อยพยายามเค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นคนในยุคนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมรายละเอียดของความทรงจำบางอย่างเหมือนจะจางหายไปทีละน้อย ราวกับว่าร่างนี้กำลังจะกลายเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณไปแล้ว“กลัวจะซื้อของปลอมให้ผมเหรอ” คำถามของเขาพร้อมกับคิ้วที่เลิกสูงขึ้น นั่นไม่ใช่การท้าทายเธอหรอกหรือ“ไม่ได้กลัวค่ะ ฉันแค่กำลังคิดอยู่ว่าชิ้นละ 200 หยวน จะคุ้มค่าหรือไม่”“200 หยวน มากกว
ใบหน้าที่ซบแอบอิงที่หน้าอกและนอนทับอยู่ที่ต้นแขนของประธานหนุ่มอยู่ใกล้เพียงคืบ เปลือกตานั้นปิดสนิทพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอเจ้าของอ้อมกอดที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด มองภรรยากำมะลอของตนที่ตอนนี้กอดก่ายอยู่อย่างสบายใจ เธอจะรู้หรือไม่ว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่ลูกชายบุญธรรม แต่เป็นเขาเสี่ยวซานตัวน้อยนอนดิ้นไปนอนอยู่ที่ปลายเตียง แขนขากางออกกว้างนอนอย่างสบายใจ คงมีแต่เขาคนเดียวที่ตอนนี้จะลุกก็ลุกไม่ได้ จะหลับต่อก็หลับไม่ลงเกิดมายี่สิบหกปี นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้อิสตรีอย่างนี้ หัวใจที่แข็งแกร่งมีหรือจะอดทนไหว รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เกินจะควบคุมได้ ทั้งหัวใจที่กำลังสั่นไหวและร่างกายที่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนตรงนั้นให้ตายสิ เขาแทบคลั่งจะตายอยู่แล้ว!“อืม” เสียงของจางม่านอวี้ที่เหมือนจะรู้สึกตัวแล้ว ทำให้ถังเจิ้นต้องรีบหลับตาลง แสร้งทำว่าตนเองยังไม่ตื่นหญิงสาวขยับตัวยุกยิกในอ้อมกอดนั้น รู้สึกอบอุ่นและสบายอย่างบอกไม่ถูก วาดขาพาดกอดก่ายวางบนสะโพกแกร่ง จนรับรู้ถึงบางอย่างที่ต่างออกไปเมื่อนึกออกว่าตนอยู่ในยุคอื่นและคนข้างกายคือสามีกำมะลอที่ดุดันและน่าเกรงขาม เป็นมาเฟียในยุคนี้ที่มีอำนาจคนหนึ่ง หา
หลังจากส่งเสี่ยวซานเข้านอน จางม่านอวี้ก็มีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการแยกห้องนอนกับถังเจิ้นแบบไม่ให้มีคนสงสัยเธอกลับไปที่ห้องนอนใหญ่ เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และเส้นทางการค้าขายของจีน ใบหน้าดูจริงจัง บ่งบอกว่าเขากำลังตั้งสมาธิอยู่กับหนังสือเล่มนั้น จึงไม่กล้ารบกวนเขา“มีอะไรก็พูดมา” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ ไม่ได้แสดงอารมณ์ที่หงุดหงิดออกมาให้รู้ว่าขัดจังหวะเขา“เอ่อ คุณถังคะ ฉันจะแยกไปนอนห้องเล็กกับเสี่ยวซาน ใช้ข้ออ้างที่ว่าเขาไม่อยากนอนคนเดียวแล้วเข้าไปนอนด้วย แบบนี้คงไม่มีใครสงสัยหากเราจะแยกห้องนอนกัน” เธอบอกเขาถึงสิ่งที่เธอคิด“อืม ผมเห็นด้วยนะ” เขาวางหนังสือเล่มหนาลง แล้วหันหน้ามาพูดคุยกับเธออย่างจริงจังถังเจิ้นรู้ว่าเธอและเขาต่างไม่มีใจให้แก่กัน ทุกอย่างเป็นแค่การแต่งงานเพื่อบังหน้าเท่านั้น การที่เธอนอนอยู่เตียงเดียวกับเขาย่อมมีความไม่สบายใจ และเขาเองบางครั้งก็ยอมรับว่าเวลาที่ใกล้ชิดกัน มันก็มีบ้างที่ความเป็นบุรุษเพศจะทำให้เกิดความปรารถนากับเรือนร่างของหญิงสาว หากแยกห้องนอนกันโดยมีเสี่ยวซานเป็นข้ออ้างก็น่าจะสมเหตุสมผลดี“งั้นฉันขอไปนอนกับเส
เมื่อมาถึงบ้านหลังเล็กของสกุลถังที่ถังเจิ้นใช้พักอาศัยอยู่ชั่วคราว เด็กน้อยก็ถึงกับตาลุกวาวเพราะขนาดที่ใหญ่โตและโอ่อ่าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ชอบบ้านของเราไหมเสี่ยวซาน”“ชอบครับ บ้านหลังใหญ่มาก”ถังเจิ้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เอ็นดูที่เด็กน้อยตื่นเต้นกับบ้านหลังนี้ หากว่าเขาไปเห็นบ้านสกุลถังที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่าจะตื่นเต้นมากแค่ไหน เพราะกังวลว่าคุณย่าจะต่อต้านเด็กที่เขารับมาเป็นบุตรบุญธรรม ตนจึงแยกออกมาอยู่ที่นี่ อย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องกลับไป แต่ในระหว่างนี้จะต้องทำให้เสี่ยวซานรักและวางใจตนก่อน อย่างน้อยจะได้รู้สึกว่ายังมีพ่อบุญธรรมที่จะคอยปกป้องเขาจากคนแปลกหน้า“ไปกันเถอะ อาจะพาเสี่ยวซานขึ้นไปดูห้องนอนกัน” จางม่านอวี้พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วจูงมือน้อย ๆ ให้เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างระมัดระวัง โดยมีประธานหนุ่มเดินตามไปไม่ห่างเมื่อไปถึงห้องนอนเล็กที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอนใหญ่ของทั้งคู่ เธอก็พาสมาชิกใหม่เข้าไปสำรวจห้องนอนของตน“นี่คือห้องนอนของเสี่ยวซาน ส่วนห้องนั้นคือห้องนอนของพวกเรา ถ้ามีอะไรเรียกอาทั้งสองได้ตลอดเลยนะ” เธอบอกเด็กน้อยแล้วยิ้มมองด้วยแววตาที่อ่อนโยนเจียงจื่อซาน







