Masukใบหน้าที่ดูเรียบนิ่งและเคร่งเครียดขณะที่นั่งรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ทำให้จางม่านอวี้ไม่กล้าที่จะตั้งคำถามหรือว่าชวนสามีในนามพูดคุย
ถังเจิ้นในชุดสูททำงานแบบสากล ดูดีกว่าชุดคลุมยาวสีดำแบบเจ้าพ่อยุคเก่าที่สวมเมื่อวานนี้ คงเป็นเพราะว่าวันนี้เขาจะต้องไปเยี่ยมว่าที่ลูกบุญธรรม จึงแต่งกายดูเป็นทางการหน่อย
“นี่ครับ เอกสารที่ขอได้แล้วครับ” ชายในชุดถังสูทแบบดั้งเดิมสีเรียบง่าย ที่เป็นคนสนิทของเขาเดินถือซองเอกสารสีน้ำตาลมาให้
ถังเจิ้นเปิดอ่านเอกสารด้านในแล้วมีสีหน้าที่ดูเครียดหนักกว่าเดิม พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาแสดงความหัวเสียกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนรอบตัวเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ๆ
“ถ้าเหล่าเติ้งจะเล่นสกปรกแบบนี้ เราคงอยู่เฉยไม่ได้แล้ว” น้ำเสียงนั้นกล่าวขึ้นพร้อมกับแววตาที่ดูเย็นชา พร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณให้ลูกน้องมือขวาที่พ่วงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านวัตถุโบราณ
ซ่งเหยียนพยักหน้ารับอย่างรู้กัน จากนั้นก็เดินกลับออกไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง ในขณะที่คนออกคำสั่งเริ่มหันมาให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้าต่อ
จางม่านอวี้กลืนอาหารลงคออย่างยากลำบาก ระบบเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลที่พกอาวุธยิงกันกลางเมืองมันหมดไปนานแล้ว คงไม่ใช่ว่าถังเจิ้นสั่งฆ่าใครหรอกนะ เวลานี้เขาก็ดูน่ากลัวไม่น้อย
“ม่านอวี้” สักพักเขาก็เรียกชื่อเธอขึ้นมา หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย มือจับตะเกียบแน่นไม่ให้หลุดมือ แล้วเงยหน้ามองเขาแต่ไม่กล้าสบตา
“คะ?”
“ถ้าอิ่มแล้วเราไปกันเลย ผมมีงานต้องทำต่อ”
“เอ่อ ไว้ไปวันหลังก็ได้ค่ะ คุณไปทำงานเถอะ” เธอพูดเสียงเบา วันนี้ฤกษ์ไม่ดีแล้ว
“ผมนัดเจ้าหน้าที่ที่สถานสงเคราะห์เอาไว้แล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ สีหน้าดูหงุดหงิดแต่ก็ไม่ได้ตำหนิเธอต่อหน้าสาวใช้ที่ยืนอยู่บริเวณนั้น
“ได้ค่ะ งั้นเราไปกันเลย” หญิงสาววางตะเกียบลงพร้อมกับหยิบผ้าเช็ดปากมาแตะที่ริมฝีปาก เช็ดคราบมันของอาหารที่ติดอยู่ ถังเจิ้นจึงวางตะเกียบลงบ้างแล้วลุกขึ้นยืน
รถที่เลือกใช้วันนี้เป็นรถเก๋งหน้ายาวสีเปลือกไข่ ต่างจากรถสีดำที่เขาเลือกใช้ปกติ มุ่งหน้าตรงไปยังสถานสงเคราะห์ที่อยู่นอกเมืองทางตอนใต้ของซีเฉิง ระหว่างทางเธอขอให้เขาแวะซื้อขนมและของเล่นไปฝากเด็กน้อยเพื่อผูกสัมพันธ์ เป็นรถของเล่นและขนมที่เด็กน่าจะชอบไปจำนวนหนึ่ง
เมื่อไปถึง เขาก็ลงจากรถแล้วยื่นมือให้เธอจับเพื่อลงไป ใบหน้ายังคงดูเคร่งเครียดจากปัญหาก่อนหน้านี้
จางม่านอวี้ลงจากรถแล้วยืนด้วยท่าทางที่สุภาพและสง่างาม ชุดที่เธอเลือกสวมใส่เป็นชุดลำลองแบบสมัยใหม่ เลือกโทนสีขาวครีมให้ดูอ่อนโยนดูบริสุทธิ์และสะอาดตา เข้ากับกระโปรงยาวสีดำคลุมเข่าที่ดูสุภาพและเป็นทางการ
“ถ้าไม่ยิ้มก็ทำสีหน้าที่ดูอ่อนโยนขึ้นอีกหน่อยก็ได้นะคะ หน้าคุณดุมากเลย เดี๋ยวเสี่ยวซานจะกลัวเอา” เธอกระซิบบอกเขาในขณะที่เดินเข้าไปด้วยกัน โดยที่คนขับรถไม่ได้ตามเข้าไปด้วย
เมื่อเข้าไปถึงทั้งสองก็ถูกเชิญไปที่ห้องรับรองแขกเพื่อบอกวัตถุประสงค์ที่มาในครั้งนี้
“ประธานถังให้เกียรติมาด้วยตัวเองแบบนี้ มีอะไรด่วนหรือเปล่าคะ” ผู้ดูแลสถานสงเคราะห์วัยห้าสิบห้าถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ก่อนหน้านี้เขาให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัทยื่นเอกสารขอรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมมาแล้ว แต่เพราะคุณสมบัติไม่เข้าเกณฑ์จึงได้ปฏิเสธไป แต่ครั้งนี้เขามาด้วยตัวเอง
“ผมอยากพาภรรยามาเยี่ยมเสี่ยวซานด้วยกันครับ อยากให้ทำความรู้จักคุ้นเคยกันเอาไว้ ก่อนจะยื่นเรื่องขอรับเลี้ยงเสี่ยวซานอีกครั้ง” เขาพูดให้อีกฝ่ายรู้ว่าคุณสมบัติข้อสุดท้ายที่ไม่ผ่าน ตอนนี้ได้รับการแก้ไขโดยการแต่งงานแล้ว
ผู้ดูแลพยักหน้ารับ อีกฝ่ายคงอยากรับเลี้ยงเสี่ยวซานอย่างจริงจัง คราวนี้จึงได้พาภรรยามาด้วย
“เสี่ยวซานเป็นเด็กที่ค่อนข้างมีปัญหาและเก็บตัว เรามีเด็กคนอื่นที่...”
“ผมต้องการรับดูแลเสี่ยวซานครับ” เขาเจาะจงว่าต้องเป็นเด็กคนนี้เท่านั้น แววตาฉายแววมุ่งมั่นที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนใจได้
“งั้นรอสักครู่นะคะ จะให้เจ้าหน้าที่พาเสี่ยวซานเข้ามาหา” เธอบอกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ยังไม่มั่นใจที่จะปล่อยเด็กน้อยไปสู่อ้อมอกของผู้ชายตรงหน้า
ไม่นานนักเจ้าหน้าที่สถานสงเคราะห์อีกคนก็พาตัวเด็กชายวัยสี่ขวบเข้ามา
“เสี่ยวซาน จำอาได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามเด็กชาย แต่น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดูอ่อนโยน ประกอบกับใบหน้าที่ดูดุดันจึงทำให้เด็กน้อยต้องหลบอยู่หลังหญิงวัยกลางคนที่พาตัวเข้ามา
“เสี่ยวซาน คุณอามาเยี่ยมแน่ะ ออกไปหาคุณอาสิจ๊ะ” เจ้าหน้าที่วัยสี่สิบ ใบหน้าอ่อนโยนกล่าวเสียงนุ่ม แต่เด็กชายก็ยังไม่กล้าเข้าไปหาชายแปลกหน้า
จางม่านอวี้ดูแล้วทั้งสองคงไม่เคยพบเจอกันมาก่อน เด็กชายจึงได้มีท่าทางหวาดกลัวเช่นนั้น หญิงสาวจึงตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกัน
“เสี่ยวซาน มานี่สิ เรามีขนมมาฝากหนูด้วยนะ”
แววตาใสซื่อดูเป็นประกาย เมื่อได้ยินว่ามีขนมมาฝาก แต่ก็ยังไม่ได้ก้าวออกไปหา
จางม่านอวี้หยิบขนมออกมาจากถุงกระดาษ แล้วชูขึ้นมาให้เด็กน้อยเห็น แล้วยื่นรถของเล่นให้ถังเจิ้นถือเอาไว้ คราวนี้เมื่อเห็นรถของเล่นและขนมเสี่ยวซานก็เริ่มวางใจแล้วก้าวออกมา
ผู้ดูแลสถานสงเคราะห์มองดูการหลอกล่อของจางม่านอวี้ แล้วลอบสังเกตคู่สามีภรรยาทั้งสองอย่างไม่คลาดสายตา ดูเหมือนว่าเขารู้จักเด็กน้อยมาก่อนหน้านี้จึงอยากจะรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม
“คุณอย่าทำหน้าดุนักสิคะ เรามาเยี่ยมเสี่ยวซานนะคะ วางปัญหาเรื่องงานลงก่อน” จางม่านอวี้ที่รู้ว่าถูกมองอยู่หันไปพูดกับสามี ใช้ปลายนิ้วดันมุมริมฝีปากเขาให้ยกขึ้นโดยที่ถังเจิ้นไม่ทันตั้งตัว
เขามองใบหน้าที่ยิ้มหวานที่กำลังดันมุมปากของตนอยู่ รู้ว่าเธอทำเพื่ออะไรก็ไม่ได้นึกต่อว่า แต่กลับชื่นชมไหวพริบของเธอด้วยซ้ำ
“ผมลืมตัวไปน่ะ ขอบคุณนะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน จากนั้นก็หันไปยิ้มให้เสี่ยวซาน
“จำอาได้ไหม ปีที่แล้วอาเคยซื้อลูกกวาดไปฝากเสี่ยวซาน ตอนนั้นเสี่ยวซานไม่ได้กินเพราะกลัวฟันผุ” เขาพูดถึงความหลัง เด็กน้อยฟังแล้วก็นิ่งไป จำเหตุการณ์นั้นไม่ได้ แต่เรื่องที่มารดาไม่ยอมให้กินลูกกวาดเพราะกลัวฟันผุนั้นเป็นเรื่องที่จำอย่างขึ้นใจ
เสี่ยวซานน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มยุ้ย ๆ ของเขา เดินเข้าไปหาถังเจิ้นแล้วเงยหน้ามองเจ้าของใบหน้าที่ยิ้มแข็ง ๆ นั้น แล้วนึกออกว่าเคยเห็นรูปถ่ายของผู้ชายคนนี้ที่บ้านของตน
“คุณอาครับ” เขาเรียกแล้วปล่อยโฮ เดินเข้าไปหาผู้มาเยือน ทว่าด้วยความกลัวกับใบหน้าที่ดุดันจึงเลือกที่จะเดินไปหาจางม่านอวี้ที่นั่งข้าง ๆ แทน
หญิงสาวอ้าแขนรับเด็กน้อยอุ้มขึ้นมานั่งตัก หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาช่วยซับน้ำตา แล้วหันไปยิ้มให้สามีที่นั่งมองดูด้วยความอิจฉาที่ตนไม่ถูกเลือก
“ไม่ร้องนะเด็กดี กินขนมนี่สิเดี๋ยวให้คุณอาแกะให้นะ” จางม่านอวี้ยื่นขนมให้สามีในนามช่วยแกะ แล้วนำรถของเล่นในมือเขาให้เด็กน้อยได้ถือเอาไว้
เสี่ยวซานรับขนมจากถังเจิ้น แต่ว่าซบอกของจางม่านอวี้แล้วก้มหน้ากินโดยไม่กล้าสบตา อีกมือก็กอดของเล่นเอาไว้ แม้จะรู้สึกดีใจที่มีคนรู้จักมาเยี่ยมเยียน แต่ก็ยังไม่วางใจนัก เพราะญาติแท้ ๆ ของตนก็ยังไม่ต้องการและผลักไส แล้วสหายหน้าดุของบิดาคนนี้จะต้องการตนจริง ๆ นะหรือ
************************
เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังจากที่แวะซื้อเครื่องเป่าผมลมร้อนเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็กอดกล่องไม้ที่บรรจุรูปวาดนั้นเดินเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นเต้น เธอเคยดูแต่ในหนัง ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาลงมือทดสอบด้วยตนเอง“อาเป้ย ฉันขอน้ำมะนาว ช่วยคั้นให้ฉันที แล้วนำสำลีมาให้ฉันด้วยนะ” เธอหันไปบอกสาวใช้ทันทีที่เจอหน้า แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาลูกชายตัวน้อยของตน“แล้วเสี่ยวซานล่ะ”“นายน้อยขึ้นไปนอนกลางวันค่ะ อากุ้ยพาเข้านอนเมื่อครู่นี้เอง” อาเป้ยบอก จากนั้นก็รีบเดินไปในครัวเพื่อที่จะหาน้ำมะนาวมาให้แก่นายหญิงของตน“คุณบอกได้หรือยังว่าคุณจะทำอะไร” คำถาม ของเขาถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวหันหน้ามามองเขาแล้วชูกล่องไม้ในมือขึ้นมา“ก็พิสูจน์ให้เห็นไงคะ ว่าฉันเลือกของไม่ผิด”“ทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ว่านี่คือรูปเลียนแบบ ถึงแม้จะเป็นของโบราณ ผมก็ไม่จ่าย 200 หยวนให้คุณหรอกนะ” เขาบอกกับเธอ ในขณะที่ซ่งเหยียนเดินตามเข้ามา อยากรู้เหมือนกันว่าของตรงหน้าชิ้นนี้จะมีค่าอย่างที่เธอบอกหรือไม่“หากฉันเดาไม่ผิดรูปวาดนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ด้านในและต้องมีมูลค่ามากกว่ารูปวาดของจริงแน่ ถึงตอนนั้นอย่าลืม 10% ของฉันก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดทว
การท้าทายของประธานบริษัทค้าขายวัตถุโบราณทั้งสองได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเหล่าเติ้งต้องการจะเอาชนะหลังจากเสียหน้าไป เพราะคทาจักรพรรดิของปลอมที่ตนตัดหน้าซื้อมาแล้วพยายามจะขายต่อแต่ไม่สำเร็จ“อาจารย์จินฟู่ รูปวาดนี้ท่านว่าอย่างไร” เหล่าเติ้งผายมือให้ชายวัยประมาณหกสิบที่มาพร้อมกับตน ให้ไปตรวจสอบรูปวาดหมึกตรงหน้า จินฟู่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ เดินเข้าไปตรวจสอบรูปวาดหมึกโบราณชิ้นนั้น แล้วส่ายหัวเบา ๆ เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่รูปวาดเลียนแบบเท่านั้น“เรียนเหล่าเติ้ง กระดาษที่ใช้วาดเป็นกระดาษที่นิยมใช้กันในช่วงราชวงศ์ชิงก็จริง แต่ตราประทับของจิตรกรผู้นี้เป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา หมึกที่ใช้วาดรูปเสือเองดูภาพรวมแล้วมีสีที่ซีดจาง แม้จะผ่านเวลามานานมากแล้วก็ตามแต่ไม่น่าจะมีสีซีดจางได้ขนาดนี้ ภาพนี้จึงเป็นของปลอมที่น่าจะมีคนทำเลียนแบบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้ว จางม่านอวี้ที่รอฟังอยู่ก็ตาลุกวาวขึ้นมา ของปลอมอย่างนั้นหรือ ตรงตามที่เธอได้ยินมาไม่มีผิด“ส่วนชุดชงชาที่ประธานถังกำลังสนใจอยู่ ผมคิดว่ามันน่าสนใจเลยทีเดียว” จินฟู่กระซิบบอกเหล่าเติ้งในตอนท้าย ทำให้เขาหันมามองชุดชงชา หนึ่งในนั้นคือถ้วย
เมื่อไปถึงตลาดค้าของโบราณ ตามสองข้างทางก็มีแต่ร้านที่นำของเก่ามาขาย ซึ่งบางอย่างก็ทำของปลอมลอกเลียนแบบ บางอย่างก็เป็นของเก่าแก่จริงแต่ไม่มีประวัติความเป็นมาจึงมีราคาที่ไม่สูงนัก“วันนี้ถ้าคุณหาของโบราณให้ผมได้ ผมจะจ่ายพิเศษให้คุณชิ้นละ 200 หยวน” เขาบอกเธอแล้วสังเกตดูสีหน้าที่กำลังนิ่งคิดอยู่‘200 หยวนในยุคนี้มีมูลค่าเท่าไรนะ แล้วเราจะคุ้มไหม’ หญิงสาวไม่มั่นใจในมูลค่าของเงินในยุคนี้ เพราะสนใจแค่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจระบบเศรษฐกิจในยุคสมัยเก่าเลย แม้จะเรียนบริหารธุรกิจและทำรายงานเกี่ยวกับประวัติของนักธุรกิจมาหลายคนก็ตาม แต่ค่าเงินและวิถีชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านตาเลยแม้แต่น้อยพยายามเค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นคนในยุคนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมรายละเอียดของความทรงจำบางอย่างเหมือนจะจางหายไปทีละน้อย ราวกับว่าร่างนี้กำลังจะกลายเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณไปแล้ว“กลัวจะซื้อของปลอมให้ผมเหรอ” คำถามของเขาพร้อมกับคิ้วที่เลิกสูงขึ้น นั่นไม่ใช่การท้าทายเธอหรอกหรือ“ไม่ได้กลัวค่ะ ฉันแค่กำลังคิดอยู่ว่าชิ้นละ 200 หยวน จะคุ้มค่าหรือไม่”“200 หยวน มากกว
ใบหน้าที่ซบแอบอิงที่หน้าอกและนอนทับอยู่ที่ต้นแขนของประธานหนุ่มอยู่ใกล้เพียงคืบ เปลือกตานั้นปิดสนิทพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอเจ้าของอ้อมกอดที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด มองภรรยากำมะลอของตนที่ตอนนี้กอดก่ายอยู่อย่างสบายใจ เธอจะรู้หรือไม่ว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่ลูกชายบุญธรรม แต่เป็นเขาเสี่ยวซานตัวน้อยนอนดิ้นไปนอนอยู่ที่ปลายเตียง แขนขากางออกกว้างนอนอย่างสบายใจ คงมีแต่เขาคนเดียวที่ตอนนี้จะลุกก็ลุกไม่ได้ จะหลับต่อก็หลับไม่ลงเกิดมายี่สิบหกปี นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้อิสตรีอย่างนี้ หัวใจที่แข็งแกร่งมีหรือจะอดทนไหว รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เกินจะควบคุมได้ ทั้งหัวใจที่กำลังสั่นไหวและร่างกายที่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนตรงนั้นให้ตายสิ เขาแทบคลั่งจะตายอยู่แล้ว!“อืม” เสียงของจางม่านอวี้ที่เหมือนจะรู้สึกตัวแล้ว ทำให้ถังเจิ้นต้องรีบหลับตาลง แสร้งทำว่าตนเองยังไม่ตื่นหญิงสาวขยับตัวยุกยิกในอ้อมกอดนั้น รู้สึกอบอุ่นและสบายอย่างบอกไม่ถูก วาดขาพาดกอดก่ายวางบนสะโพกแกร่ง จนรับรู้ถึงบางอย่างที่ต่างออกไปเมื่อนึกออกว่าตนอยู่ในยุคอื่นและคนข้างกายคือสามีกำมะลอที่ดุดันและน่าเกรงขาม เป็นมาเฟียในยุคนี้ที่มีอำนาจคนหนึ่ง หา
หลังจากส่งเสี่ยวซานเข้านอน จางม่านอวี้ก็มีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการแยกห้องนอนกับถังเจิ้นแบบไม่ให้มีคนสงสัยเธอกลับไปที่ห้องนอนใหญ่ เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และเส้นทางการค้าขายของจีน ใบหน้าดูจริงจัง บ่งบอกว่าเขากำลังตั้งสมาธิอยู่กับหนังสือเล่มนั้น จึงไม่กล้ารบกวนเขา“มีอะไรก็พูดมา” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ ไม่ได้แสดงอารมณ์ที่หงุดหงิดออกมาให้รู้ว่าขัดจังหวะเขา“เอ่อ คุณถังคะ ฉันจะแยกไปนอนห้องเล็กกับเสี่ยวซาน ใช้ข้ออ้างที่ว่าเขาไม่อยากนอนคนเดียวแล้วเข้าไปนอนด้วย แบบนี้คงไม่มีใครสงสัยหากเราจะแยกห้องนอนกัน” เธอบอกเขาถึงสิ่งที่เธอคิด“อืม ผมเห็นด้วยนะ” เขาวางหนังสือเล่มหนาลง แล้วหันหน้ามาพูดคุยกับเธออย่างจริงจังถังเจิ้นรู้ว่าเธอและเขาต่างไม่มีใจให้แก่กัน ทุกอย่างเป็นแค่การแต่งงานเพื่อบังหน้าเท่านั้น การที่เธอนอนอยู่เตียงเดียวกับเขาย่อมมีความไม่สบายใจ และเขาเองบางครั้งก็ยอมรับว่าเวลาที่ใกล้ชิดกัน มันก็มีบ้างที่ความเป็นบุรุษเพศจะทำให้เกิดความปรารถนากับเรือนร่างของหญิงสาว หากแยกห้องนอนกันโดยมีเสี่ยวซานเป็นข้ออ้างก็น่าจะสมเหตุสมผลดี“งั้นฉันขอไปนอนกับเส
เมื่อมาถึงบ้านหลังเล็กของสกุลถังที่ถังเจิ้นใช้พักอาศัยอยู่ชั่วคราว เด็กน้อยก็ถึงกับตาลุกวาวเพราะขนาดที่ใหญ่โตและโอ่อ่าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ชอบบ้านของเราไหมเสี่ยวซาน”“ชอบครับ บ้านหลังใหญ่มาก”ถังเจิ้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เอ็นดูที่เด็กน้อยตื่นเต้นกับบ้านหลังนี้ หากว่าเขาไปเห็นบ้านสกุลถังที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่าจะตื่นเต้นมากแค่ไหน เพราะกังวลว่าคุณย่าจะต่อต้านเด็กที่เขารับมาเป็นบุตรบุญธรรม ตนจึงแยกออกมาอยู่ที่นี่ อย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องกลับไป แต่ในระหว่างนี้จะต้องทำให้เสี่ยวซานรักและวางใจตนก่อน อย่างน้อยจะได้รู้สึกว่ายังมีพ่อบุญธรรมที่จะคอยปกป้องเขาจากคนแปลกหน้า“ไปกันเถอะ อาจะพาเสี่ยวซานขึ้นไปดูห้องนอนกัน” จางม่านอวี้พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วจูงมือน้อย ๆ ให้เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างระมัดระวัง โดยมีประธานหนุ่มเดินตามไปไม่ห่างเมื่อไปถึงห้องนอนเล็กที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอนใหญ่ของทั้งคู่ เธอก็พาสมาชิกใหม่เข้าไปสำรวจห้องนอนของตน“นี่คือห้องนอนของเสี่ยวซาน ส่วนห้องนั้นคือห้องนอนของพวกเรา ถ้ามีอะไรเรียกอาทั้งสองได้ตลอดเลยนะ” เธอบอกเด็กน้อยแล้วยิ้มมองด้วยแววตาที่อ่อนโยนเจียงจื่อซาน







