Masukเสิ่นชีแพทย์ทหารอัจฉริยะทะลุมิติมาพร้อมกับแหวนแห่งจิตวิญญานในระหว่างที่เธอไปรักษาทหารที่ค้นพบสมบัติของชาติ ถ้าถล่มลงมาทำให้นางตาย วิญญานเข้าร่างพระชายาชินอ๋องที่ไม่เป็นที่โปรดปราน อีกทั้งมีเด็กหญิงสาม
Lihat lebih banyakNora’s POV:
“Do you Miss Nora Romano take Leonardo Mancini to be your lawfully wedded husband” “I……I do” my heartbeat pacing fast as though it would break free from my chest The church was quiet, not like a regular happy wedding that was usually magically mixed with a feeling of joy and nervousness but mine was the opposite, no laughter or even whispers of joy, but rather a heavy silence. The only people I knew were my parent, everyone else was strange men dressed in dark suits with straight faces carrying an unreadable expression. “I now pronounce you Mr. and Mrs. Mancini.” That was it. One sentence, and everything I thought I knew about my life collapsed. Why me? Why now? All I knew was that my father had insisted and who was I to disobey him? Only weeks ago, I was still in New York, fresh out of college, ready to take the LSAT and start law school. My dreams had been so clear. Who could have guessed I’d be standing here instead, in front of a priest, being handed over to a stranger? Who knew my next address wouldn’t be a student apartment, but a man’s house… as his wife? The man in question hadn’t even looked at me while making his vows. He’d turned on his heel the second the priest was done, leaving me rooted in shock. My father’s eyes flicked to mine across the altar, and for a second I wanted to scream. Maybe he avoided my gaze out of guilt, perhaps not but the truth burned anyway. He was the reason I was here. He had tied my future to a man I knew nothing about. For something I was completely ignorant about all I knew was that he was in debt and I was leverage. “Mrs. Mancini, we have to leave now.” The voice belonged to one of them a tall man with a sharp Italian accent. “To… where?” The words stumbled out. “The Don has business back in Italy. I was told to get you to the airport.” Italy. My stomach flipped. This was not real. It couldn’t be real. Nooo I wanted to scream so bad but I didn't I turned once more to my mother. Tears streaked her face. She looked broken, and I hated it. This wasn’t how I was supposed to leave her. This wasn’t the life we dreamt of together nor was it like any elaborate wedding we had pictured. I breathe in trying to suck up my tears that tried to escape my eyes. But there was no time. I was marched straight from the altar into the waiting car, still in my gown, veil slipping down my shoulders. The car door slammed shut, completely blurring the world behind us as the car drove off. The silence was heavy, the only sound was the wind as the car moved, I looked out of the window trying to distract myself from my new reality “You know, frowning won’t change the fact that you’re married to the Don,” the driver said after a silence stretched too long. His voice was lighter than I expected, almost teasing. I ignored him. “I’m Luca,” he continued, as if this were a casual road trip. “I’m your bodyguard now. Better get used to me we’re stuck together.” He smirked. I didn’t. Instead, I pressed my face to the glass, watching the city blur by. Married to the Don. What did that even mean? I only knew his name was Leo. Leo Mancini. Wealthy, dangerous, untouchable. That was all. He was a story, a rumor, a name whispered in places my father told me to avoid. And now… now he was my husband and I was now Nora Mancini, the name felt strange as though it didn’t belong to me because it didn’t. The car rolled to a stop in front of a private jet with MANCINI sprawled across its side in gold. My chest tightened. “She’s here, boss,” Luca announced his thoughts a sing smile completely replaced with an unreadable emotion “Get down, Nora. The Don is waiting.” And there he was. Leo Mancini. This was the first real look I’d gotten at him. He looked like he was in his late twenties, he was at least 6’2 tall. His raven hair fell neatly into place, his storm-gray eyes cold and unreadable. His rolled-up sleeves revealed dark tattoos wrapping around his forearms. He radiated power, dominance. Girls would kill for a man like him. Not me though I wanted to vomit. “Get in. We’re about to take off,” he said, his voice smooth but laced with command. I froze. The idea of leaving everything behind… my life in New York, my law school dreams, for this? I didn’t have any friends that would miss me in New York yet I was terrified Terrified of the man before me Terrified of the life that awaits me “Nora. In the plane. Now.” The second time, his voice was steel. His stare pinned me, sharp enough to slice through skin. It was clear he wasn’t making a request but a command I forced myself to move. Step by step, I climbed into the jet, each motion breaking something inside me. The door shut, sealing my fate. Reality had finally set in. I was the wife of Leo Mancini, the Don of the Italian Mafia. “Check the changing room,” he said without sparing me another glance. “You’ll find something more comfortable.”เสียงประทัดหมื่นนัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วอำเภอ ควันสีขาวลอยคลุ้งพร้อมกับกลิ่นดินปืนที่หอมอบอวล วันนี้คือวันมงคลสมรสระหว่าง หลินเฟิง นายทหารหนุ่มอนาคตไกล และ เสิ่นจู เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารชื่อดังร้าน "ครัวเสิ่นจู" ถูกเนรมิตให้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงที่ดูหรูหราและอบอุ่น ตัวอักษร "ซังฮี้" ความสุขคู่ สีแดงตัวใหญ่ถูกติดไว้ทั่วร้าน โคมไฟสีแดงส่องสว่าง แขกเหรื่อมากมายทั้งนายทหาร เพื่อนบ้าน และลูกค้าขาประจำต่างมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่งเสิ่นจูอยู่ในชุดเจ้าสาวกี่เพ้าสีแดงสดที่ตัดเย็บด้วยฝีมือตัวเอง โดยมีจักรเย็บผ้าสินสอดเป็นตัวช่วยขับผิวขาวผ่องให้ดูเปล่งประกายราวกับไข่มุกเม็ดงาม ใบหน้าแต้มเครื่องสำอางบางเบาแต่ดูสวยสะกดทุกสายตา"แม่สวยที่สุดในโลกเลยจ้ะ" เจียงเปาเปาในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องวิ่งเข้ามากอดเอวแม่"ลูกสาวแม่ก็น่ารักที่สุดจ้ะ" เสิ่นจูยิ้มหวาน หัวใจพองโตด้วยความสุขที่แท้จริงแต่ในมุมมืดหน้าร้าน รถเก๋งเก่าๆ คันหนึ่งแล่นมาจอดเงียบๆ เจียงลี่ก้าวลงมาจากรถในชุดเดรสสีขาวที่ดูสุภาพเรียบร้อย แต่แววตาซ่อนมีดโกนไว้ นางถือถาดไม้ที่มีกาน้ำชาและถ้วยชาเคลือบใบสวยมาด้วย โดยมีเจียงฉงเดินตามหลังมา
หมู่บ้านตระกูลเสิ่นตั้งอยู่ในหุบเขาที่ห่างไกลและกันดารยิ่งกว่าหมู่บ้านเหอผิง สภาพบ้านเรือนทรุดโทรมบ่งบอกถึงความยากจนข้นแค้น แต่นั่นไม่ใช่เพราะโชคชะตา หากแต่เป็นเพราะความเกียจคร้านของคนในหมู่บ้านเจียงฉงเดินลัดเลาะมาตามทางเกวียนที่เต็มไปด้วยโคลนตม ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านดินหลังหนึ่งที่หลังคามุงด้วยฟางเน่าๆ"พ่อตา แม่ยาย! ลูกเขยผู้กตัญญูกลับมาเยี่ยมแล้ว!" เจียงฉงตะโกนเรียกเสียงดังไม่นานนัก ชายชราหลังค่อมหน้าตาบอกบุญไม่รับ และหญิงชราปากคอเราะร้ายก็เดินออกมา ทั้งคู่คือ ผู้เฒ่าเสิ่น และ นางเสิ่น พ่อแม่แท้ๆ ของเสิ่นจู ผู้ที่เคยขายลูกสาวกินเมื่อสิบกว่าปีก่อนเพื่อแลกกับข้าวสารเพียงสองกระสอบ"ไอ้เจียงฉง? แกมาทำไม ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นหัว" ผู้เฒ่าเสิ่นถามเสียงห้วน พลางถ่มน้ำหมากพุ่งปรี๊ดลงพื้น"ฉันเอาข่าวดีมาบอกจ้ะพ่อ" เจียงฉงรีบปั้นหน้าเศร้า "ตอนนี้เสิ่นจู... ลูกสาวพ่อ มันหย่ากับฉันแล้ว มันทิ้งผัวทิ้งลูกหนีไปเสวยสุขในเมือง""มันจะไปตายที่ไหนก็เรื่องของมัน ขายไปแล้ว ขาดกันแล้ว" นางเสิ่นตัดบทอย่างไม่ใยดี นางไม่เคยรักลูกสาวคนนี้อยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นลูกสาวที่
กิจการร้าน "ครัวเสิ่นจู" ดำเนินไปได้อย่างสวยงามเกินความคาดหมาย เพียงเปิดร้านได้ไม่ถึงเดือน เสิ่นจูก็สามารถคืนทุนค่าตกแต่งร้านได้ทั้งหมด และเริ่มมีเงินเก็บก้อนโตนอนนิ่งอยู่ในบัญชีธนาคารเที่ยงวันนี้ ลูกค้าแน่นร้านจนแทบไม่มีที่เดิน กลิ่นหอมของบะหมี่เนื้อตุ๋นสูตรลับ ใส่น้ำวิเศษ ลอยอบอวล ผสมกับเสียงพูดคุยจอแจอย่างมีความสุข เสิ่นจูในชุดเถ้าแก่เนี้ยสวยสง่ายืนคิดเงินอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้มแต่ทว่า ความสงบสุขมักอยู่ได้ไม่นาน"เฮ้ย! หลีกไป! กูจะเข้าไปหาเจ้าของร้าน!"เสียงตะโกนหยาบคายดังมาจากหน้าร้าน พร้อมกับร่างผอมโซของชายวัยกลางคนในชุดสกปรกมอมแมมที่เดินเบียดลูกค้าเข้ามา กลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวของเขาทำให้ลูกค้าหลายคนต้องยกมือปิดจมูกด้วยความรังเกียจเจียงฉงมาถึงแล้วหลังจากได้รับจดหมายยุยงจากเจียงลี่ ความโลภก็บังตาจนลืมความกลัวคุกตะราง เขารีบเดินทางกลับมาจากที่ซ่อนตัวทันทีที่รู้ข่าวว่าอดีตเมียรวยล้นฟ้า"เสิ่นจู! นังเสิ่นจู! ออกมาหากูเดี๋ยวนี้!" เจียงฉงตะโกนลั่นร้าน ตบโต๊ะเก็บเงินดัง ปังเสิ่นจูเงยหน้าขึ้นจากสมุดบัญชี ทันทีที่เห็นหน้าอดีตสามี แววตาของนางไม่ได้มีความกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงค
หลังจากเหตุการณ์สงครามราคาขนมไข่จบลงด้วยชัยชนะของของแท้ กิจการ "ขนมไข่แม่จู & เปาเปา" ก็รุ่งเรืองถึงขีดสุด ลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นทวีคูณจนรถเข็นคันงามเริ่มรับมือไม่ไหว ขนมทำมาเท่าไหร่ก็หมดเกลี้ยงภายในพริบตาแต่อุปสรรคใหม่ก็เข้ามาเยือนพร้อมกับฤดูกาล ฝนฤดูใบไม้ผลิเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน การเข็นรถขายของตากฝนทำให้เสิ่นจูเริ่มมีอาการไอคอกแคก และลูกค้าก็ไม่สะดวกมายืนต่อแถวตากฝนซื้อ"แม่จ๊ะ หนูว่าถึงเวลาที่เราต้องมีหน้าร้านเป็นหลักแหล่งแล้วนะจ๊ะ"เจียงเปาเปาเสนอความคิดขณะช่วยแม่นวดขาที่ปวดเมื่อยจากการยืนนาน "ขืนขายตากฝนแบบนี้ เดี๋ยวแม่ป่วยไปจะไม่คุ้มกัน"เสิ่นจูถอนหายใจ "แม่ก็อยากมีร้านนะลูก แต่ค่าเช่าที่ในเมืองมันแพงหูฉี่ เราจะมีปัญญาจ่ายไหวหรือ""เรื่องนั้นให้ผมจัดการเองครับ"หลินเฟิงที่แวะมาทานข้าวเย็นตามปกติเอ่ยขึ้น เขาวางตะเกียบลงแล้วหยิบกุญแจพวงหนึ่งออกมาวางบนโต๊ะ"ผมไปดูที่ทางมาให้แล้ว เป็นตึกแถวชั้นเดียวเก่าๆ ใกล้กับโรงภาพยนตร์อำเภอ เจ้าของเดิมเขาแก่แล้วทำต่อไม่ไหวเลยประกาศเซ้งราคาถูก ทำเลดีมาก คนพลุกพล่านทั้งวันทั้งคืน ถ้าคุณสนใจ พรุ่งนี้ไปดูกันได้เลย"ดวงตาของเสิ่นจ
เช้าของวันถัดมาฟ่านเหอกับฟ่านหยงมาหาเสิ่นชีที่จวนอ๋องมอบเงินหนึ่งพันตำลึงให้เสิ่นชีที่ถือสัญญาไปทวงถึงจวนอ๋อง ในตอนนั้นสองพี่น้องสกุลฟ่านเห็นเหมียวเจียงกำลังจะขึ้นรถม้าไปวัดนางชีซัวอ๋องเห็นสัญญานี้แล้วแทบจะกระอักเลือดทั้งมอบเงินให้ทั้งก่นด่าเหมียวเจียงไม่เหลือชิ้นดี"ขอบใจเจ้าทั้งสองมากเงิ
เสิ่นชีไม่คิดว่านางกำนัลจะทำชุดของนางเลอะไปหมดแล้วยิ่งต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงช่วงบ่ายเสียด้วย"บ่าวขออภัยพระชายาชินอ๋องเพคะ บ่าวมิได้ตั้งใจ" นางกำนัลผู้นั้นมือสั่นหมดแล้วทุกสายตามองไปที่เสิ่นชี ชายาชินอ๋องนิ่งมากทุกคนคิดว่าเสิ่นชีจะต้องด่าทอนางกำนัลคนนี้เป็นแน่แท้ "ช่างเถอะ" เสิ่นชีเอ่ยอย่างไม่สนใจ
เลิ่นชีมาถึงโต๊ะอาหารรับประทานไปได้ไม่กี่อย่าง สามแฝดนั่งลงประจำที่ล้วงตั๋วเงินในสาบเสื้อออกมาให้มารดาดู"พวกเจ้าเอาเงินมาจากไหน" เสิ่นชีมองเจ้าแฝดยื่นตั๋วเงินให้นาง"พระชายา คุณหนูน้อยทั้งสามลงขันเดิมพันว่าท่านจะต้องเป็นผู้ชนะ สุดท้ายจึงได้เงินมาเจ้าค่ะ" แม่นมจินเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ ในความฉลาดข
พระชายาซัวอ๋องถึงกับตกใจเมื่อได้ยินว่าเสิ่นชีไม่รู้จักพวกนาง เสิ่นชีรู้จักดีเลยล่ะแต่แกล้งไม่รู้จัก ตงฮวากับลีฟางทำไมพวกนางจะไม่รู้จักเสิ่นชีเมื่อห้าปีก่อน ห้าปีก่อนเมืองต้าเยียนแข่งยอดสาวงามอันดับหนึ่งเสิ่นชีเข้าร่วมด้วยไม่ดูความสามารถตัวเองศิลปะทุกแขนงของเสิ่นชีล้วนแต่แพ้ราบคาบตกรอบทุกคร











