Masukจ้าวหานหรงเจอร้านขายเนื้อสัตว์นางเลือกเอาเนื้อหมูกับซี่โครงและปลาพร้อมด้วยเครื่องเทศและผักใบผักหัวรวมถึงไข่ไก่ติดมาด้วย จ่ายเงินแล้วเอามาใส่ในตะกร้าบนหลังของหลี่เล่อจากนั้นก็เดินทางกลับบ้าน
ขากลับนางเดินเองไหวไม่อยากเป็นภาระของสามีจึงพยายามอดทน นางตั้งใจลดน้ำหนักเรื่องการเดินทางไกลเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องฝึกฝน "เจ้าเดินไหวหรือไม่" หลี่เล่อถามขึ้นระหว่างทาง นางพยักหน้ายิ้มบางเอ่ยตอบ "ข้าพอเดินไหวแล้วท่านล่ะแบกไหวหรือของเยอะอย่างนั้นแบ่งมาให้ข้าช่วยถือเถิด" ถึงนางไม่เคยพูดจาดีมาก่อนและเขาก็ไม่ชอบคุยด้วยจะเรียกว่าทั้งสองคนเกลียดขี้หน้ากันก็คงไม่ผิดแต่ยามรู้สึกเหนื่อยล้ามีคำพูดดี ๆ จากใครสักคนให้รู้สึกว่ากำลังถูกอีกฝ่ายใส่ใจก็อดมีกำลังใจเล็ก ๆ ขึ้นมาไม่ได้ "ไม่เป็นไรข้าไม่เหนื่อย" "อืม" หลังจากนั้นก็ไม่มีบทสนทนาของสองสามีภรรยาอีกจนกระทั่งเดินทางมาถึงบ้าน "พวกเรากลับมาแล้ว" จ้าวหานหรงส่งเสียงแทนการเรียกคนในบ้านไม่นานรุ่ยชิงก็จูงมือเด็ก ๆ เดินออกมาหา "ท่านพ่อกลับมาแล้ว" เด็กสองคนดีใจวิ่งโผเข้ากอดบิดาเพียงคนเดียว พวกเขามองข้ามนางเหมือนไม่มีตัวตน จ้าวหานหรงได้แต่ยืนยิ้มเก้อถามไถ่มารดาแทน "เรียบร้อยดีหรือไม่จ๊ะ" "ไม่มีอะไรน่าห่วง" หลี่จื่อหลินมองดูจ้าวหานหรงพูดคุยกับท่านยายดูท่าทางของนางไม่เกรี้ยวกราดและตำหนิเหมือนเมื่อก่อน มีแต่ความเคารพและห่วงใยแสดงออกมา เด็กน้อยมองยู่นานพลางคิดว่าหากมารดาปฏิบัติต่อเขาและน้องสาวเหมือนกับท่านยายก็คงดีไม่น้อย แต่แล้วหลี่จื่อหลินก็ต้องเปลี่ยนความคิด นางคนนี้ไม่มีทางทำดีอย่างจริงใจต่อพวกเขา ตอนนี้ท่านพ่อยังอยู่ต่างหากนางถึงแปลงร่างจากปีศาจมาเป็นนางฟ้าเพื่อไม่ให้ท่านพ่อโกรธและตีนาง ความรักที่เขาต้องการจากมารดามันไม่มีอยู่จริง หลี่จื่อหลินตำหนิตัวเองในใจว่าเขาควรเลิกคาดหวังกับนางจริงจังเสียที "ท่านแม่อย่าเพิ่งกลับนะเจ้าคะรอข้าทำอาหารเสร็จก่อนจะได้แบ่งไปกินให้ท่านพ่อกับซือไฉด้วย" นางกำชับมารดาไม่ให้รีบกลับจากนั้นจึงทักทายเด็ก ๆ "เสี่ยวหลิน กับเม่ยเอ๋อร์มาหาแม่มา" เพราะความน่ารักของของเด็กสองคนทำให้นางอดหยอกล้อไม่ได้ทว่ามีเพียงหลี่จิ่วเม่ยที่โผเข้ามาหานาง "ท่านกอดข้าแล้วจะไม่ตีใช่หรือไม่" ภาพความทรงจำเดิมของหลี่จิ่วเม่ยทำให้นางไม่มั่นใจเอ่ยปากถามขึ้น จ้าวหานหรงเอื้อมมือลูบศีรษะเล็กพูดสัญญา "ไม่มีเหตุผลที่ต้องตี กอดแล้วก็คือรักกัน" หลี่จิ่วเม่ยยิ้มหวานวาดแขนเล็กโอบคอมารดากระชับกอดอย่างยินดีท่ามกลางเสียงหัวเราะของท่านยาย หลี่เล่อพาเด็ก ๆ เข้าบ้านจ้าวหานหรงจึงได้ลงมือทำอาหาร รุ่ยชิงไม่อยากนั่งเฉย ๆ จึงอาสามาช่วย "ให้แม่ช่วยนะ" "ท่านแม่นั่งพักเถิดเจ้าค่ะท่านดูแลหลานก็เหนื่อยแล้วข้าทำไม่นานหรอก" รุ่ยชิงเชื่อฟังบุตรสาวที่ไม่ยอมให้นางเข้าไปช่วยงานนางจึงเข้าไปดูแลเด็ก ๆ แทนหลี่เล่อ "ลูกเขย มาข้าดูแลต่อเอง" "ขอบคุณท่านแม่" ยามนี้คนที่มีความสุขคงไม่พ้นรุ่ยชิง ข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านสร้างความเสียหายให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของบุตรสาวนางมามาก ตอนนี้หากพวกเขามาเห็นคงนึกอิจฉาแทนอย่างแน่นอน หลี่เล่อก่อไฟให้จ้าวหานหรงจากนั้นก็ออกไปตักน้ำมาใส่ถังจนเต็ม เขาเป็นตัวอย่างที่ดีของหัวหน้าครอบครัวที่คนในหมู่บ้านต่างชื่นชม ทั้งทำงานหนักทั้งหาเลี้ยงครอบครัวก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำคนในหมู่บ้านต่างชื่นชม หลายครอบครัวอบรมบุตรหลานให้เอาหลี่เล่อเป็นเยี่ยงอย่างในการดำเนินชีวิต กลิ่นหอมของหมูพะโล้โชยไปรอบบ้านชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วน จ้าวหานหรงทำอาหารเสร็จนางก็จัดโต๊ะเรียกทุกคนมากินข้าว อาหารดี ๆ ที่ไม่เคยได้กินเพราะเมื่อก่อนหลี่เล่อทำได้เพียงของง่าย ๆ ไว้ให้คนในครอบครัว เขาก็เพิ่งรู้ว่านางก็มีฝีมือทำอาหารในระดับที่ยอดเยี่ยม นางห่อกับข้าวให้มารดาไปกินที่บ้านรุ่ยชิงจึงขออยู่ดูแลหลานจนถึงช่วงเย็นนางถึงจะกลับ "ข้าจะขึ้นเขาคงกลับมาค่ำ" หลี่เล่อบอกกับจ้าวหานหรงเขาไม่ค่อยปล่อยเวลาให้ว่างมากนักหากมัวชักช้าก็ไม่ทันคนอื่น ๆ "ข้าอยากไปขึ้นเขาเก็บของป่าเผื่อได้ของติดมือมาบ้าง" นางกระตือรือร้นอยากไปด้วย "บนเขาอันตรายเส้นทางก็ไม่เรียบอย่าไปเลยมันไม่เหมาะกับสตรี" เหตุผลของหลี่เล่อฟังไม่ขึ้นสำหรับนางคนที่มาจากโลกอนาคตเช่นจ้าวหานหรงทำงานได้ทัดเทียมผู้ชายหลี่เล่อทำได้นางก็ทำได้เช่นกัน "ท่านยังขึ้นไปได้ข้าก็ไม่ต่างจากท่าน ข้าจะไปด้วย" นางสะพายตะกร้าขึ้นที่หลังเตรียมพร้อมเต็มที่ถึงหลี่เล่อไม่เห็นด้วยนางก็จะไป ชายหนุ่มเหลือบมองนางดูสีหน้าของเขาเหมือนไม่พึงพอใจนัก ความดื้อรั้นที่ไม่เคยพบเห็นจากจ้าวหานหรงมาก่อนทำให้คนอื่นเกิดความหงุดหงิดแล้วหลี่เล่อจะต่างจากคนอื่นได้อย่างไร "ข้าบอกว่ามันอันตรายเจ้าก็ไม่สมควรไปแล้ว" น้ำเสียงของเขาเริ่มแข็งกร้าวการที่นางดื้อดึงจะไปขึ้นเขาทำให้เขามีภาระเพิ่มหากเกิดเรื่องขึ้นจะกลายเป็นความยากลำบากทันที "ของในบ้านเรามีพอกินก็จริงแต่ก็ควรช่วยกันหาเพิ่มมิใช่หรือหากข้าไม่ไปวันนี้วันหน้าข้าก็ต้องไปอยู่ดี ข้ารู้ว่ามันอันตรายแต่ข้าก็ควรได้เรียนรู้การเอาตัวรอด" ไม่เคยพบเคยเห็นสตรีบ้านไหนเป็นเช่นนางมาก่อนหรือแม้แต่มารดาของเขาก็ไม่หัวรั้นเหมือนจ้าวหานหรง หลี่เล่อนิ่งเงียบไม่พูดกับนางเดินถืออาวุธเดินออกไปทันที จ้าวหานหรงจะรอช้าได้อย่างไรนางเดินตามก้นเขาไปติด ๆ เช่นเดียวกัน เส้นทางขึ้นเขาไม่ได้ราบเรียบตามคำบอกกล่าวของหลี่เล่อที่เตือนนางตั้งแต่แรก ชายหนุ่มร่างกายกำยำสูงใหญ่เดินขึ้นไปตามทางด้วยความชำนาญไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งใด แตกต่างจากผู้หญิงอย่างนางที่เดินขึ้นทางรกชันนางก็เริ่มเหนื่อย ปกติก็เดินไม่ทันหลี่เล่ออยู่แล้วยิ่งเส้นทางขรุขระยิ่งทำให้นางเดินช้าลงไปอีก "ไม่ได้ขึ้นเขานานแรงตกไปเยอะเลย" นางพึมพำกับตัวเสียงหายใจหอบถี่ทว่าคนที่อยู่ด้านหน้ากลับได้ยินชัดเจน นางไม่เคยขึ้นภูเขาจะพููดอย่างนี้ได้อย่างไรนอกจากว่านางไม่ใช่จ้าวหานหรงแต่เป็นคนอื่น เขาอดหันหลังกลับมาดูไม่ได้เมื่อไม่ได้ยินเสียงอีก นึกเป็นห่วงขึ้นมาว่านางคงเหนื่อยและนั่งพักระหว่างทาง ทันทีที่หันกลับไปมองกลับพบว่านางกำลังพยายามเดินขึ้นมาช้า ๆ หลับเลี่ยงทางที่อันตรายไม่ยอมนั่งพัก "รอข้าอยู่ที่นี่ ถ้าขึ้นไปสูงกว่านี้เจ้าจะไม่ไหว" เขาร้องบอกมองดูร่างอ้วนท้วนแบกตะกร้าเปล่าเดินต้วมเตี้ยมอย่างทุลักทุเล "ไม่ ข้าจะขึ้นไป" เมื่อนางตั้งใจมาแล้วจะให้ทิ้งมันกลางทางได้อย่างไรกัน หลี่เล่อไม่สามารถทนมองจ้าวหานหรงทั้งเดินทั้งล้มลุกคลุกคลานได้เขาจึงเดินกลับไปยื่นมือให้นางเกาะแล้วเดินตามขึ้นมา "เช่นนั้นเกาะแขนข้าแน่น ๆ กว่าจะไปถึงเจ้าได้ร้องไห้แน่" ขนาดผู้ชายหลายคนเดินทางคนเดียวยังยากแล้วนางไม่เคยมาลำบากจะไม่ท้อถอยได้อย่างไร "ข้าไม่ใช่คนขี้แยจะร้องไห้ทำไมกัน" นางอดเถียงขึ้นมาไม่ได้คิดขุ่นเคืองในใจว่าผู้ชายยุคโบราณช่างชอบดูถูกผู้หญิงนัก หลี่เล่อเพียงส่ายหน้าแล้วพานางเดินต่อไป ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วยามทั้งคู่ก็มาถึงทางเรียบด้านบน "ข้าจะไปดักล่าสัตว์ด้านโน้นเจ้ารออยู่แถวนี้ไม่ต้องตามไปตรงนี้จะปลอดภัยกว่า" นางมองดูสภาพแวดล้อมรอบตัวก็พยักหน้ายินยอมทำตาม หลี่เล่อมีประสบการณ์สูงเขาย่อมเข้าใจพื้นที่ดีนางที่ขึ้นมาพร้อมความหัวรั้นล้วน ๆ ไม่ควรดื้อดึงต่อไป "ได้ข้าจะรอท่านที่นี่" "เจ้าอยู่ได้แน่นะ" เขาเห็นนางไม่เคยมาบนป่าเขานางอาจจะกลัวสถานที่รกทึบที่สตรีคนอื่นไม่ชอบมากัน "ข้าอยู่ได้สบายมาก" น้ำเสียงอวดดีที่เปิดเผยทำให้หลี่เล่อยิ่งแปลกใจขึ้นหลายเท่าแต่เขาก็ไม่พูดหันหลังเดินแยกเข้าไปด้านในอีกทาง"ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเจ้าแล้ว" หลี่เล่อเดินเข้ามาพร้อมกับท่านโหว โหวฮูหยินและเจ้าหน้าที่ของทางการอีกหลายคน ลี่ถิงตกใจเก็บอาการไม่อยู่ขณะที่นักพรตยังคงนิ่งขรึม "นี่มันเรื่องใดกันท่านโหว" "ไปให้การกับศาลพิจารณาก็แล้วกัน" "ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ!" "เจ้ายังปอกลอกจวนโหวไม่พออีกหรือเจ้าหลอกลวงข้าเอาลูกชู้มาให้ข้าเลี้ยง เจ้าคิดว่าข้าสมควรปล่อยให้เจ้าลอยนวลอยู่ที่นี่ต่อไปอย่างนั้นหรือ" นักพรตพูดสมทบขึ้นพยายามให้ท่านโหวใจเย็น "ท่านโหวเข้าใจผิดแล้ว" สายตาที่เคยนับถือกลับกลายเป็นเกลียดชังขึ้นมาทันที "อย่ามาพูดมากกับข้าไอ้คนหลอกลวง วางแผนฆ่าลูกฆ่าหลานข้าแล้วคิดครอบครองจวนโหว เจ้ามันใฝ่สูงเกินไปแล้ว" ท่านโหวพูดด้วยความโมโหเหลืออดกับความละโมบของสองคนนี้ ทั้งเจ็บปวดและแค้นใจในเวลาเดียวกัน ลี่ถิงมองท่านโหวอย่างขอร้อง แต่ท่านโหวไม่รับฟังอีกต่อไป "เอาตัวไป" ทหารเข้าจับกุมตัวตามคำสั่งนักพรตจะขัดขืนทว่าก็ยินยอมตามออกไป เขายังคงมั่นใจว่าจะรอดพ้นทุก ๆ ความผิด ขณะที่ลี่ถิงทั้งขอร้องวิงวอนขอความเห็นใจ หลี่หยวนเซียวเข้ามาขัดขวางไม่ยินยอมให้ทางการเอาตัวลี่ถิงไปแต่เขาก็แทบล้มทั้งยืนเมื่อได้ย
สายลับเข้ามารายงานเรื่องสำคัญที่หลี่เล่อให้ไปสืบเรื่องของนักพรต หลี่เล่อนั่งฟังการรายงานและให้โหวฮูหยินร่วมฟังไปด้วยกัน "เรียนคุณชายใหญ่ นักพรตคนนี้เดิมทีเป็นคนพเนจร เขาใช้ชีวิตร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้รู้จักกับแม่นางลี่ถิงที่ตลาดและแอบคบหากันโดยเขาปลอมตัวเป็นนักพรตตั้งแต่นั้นมา ใช้เรื่องทำนายโชคชะตาเป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงตัว" "เล่าต่อไป" ถึงโหวฮูหยินจะรู้เรื่องมาแล้วนางก็ยังอยากฟังต่อ "ลี่ถิงเป็นคนชักนำให้เข้ามาทำนายดวงชะตาในจวนโหว คนมักใหญ่ใฝ่สูงเห็นจวนโหวดูร่ำรวยก็เกิดความโลภร่วมมือกับลี่ถิงกำจัดคุณชายใหญ่โดยใช้ดวงชะตาเป็นเครื่องมือหลอกลวงผู้อื่นและที่สำคัญบุตรชายของนางคือลูกชายของนักพรตขอรับ" "เจ้าแน่ใจนะ" "ยิ่งกว่าแน่ใจขอรับ" สายลับนำหลักฐานที่ได้มาส่งให้หลี่เล่อทั้งหมด หากอ้างถึงพยานเขาสามารถพามาพบได้ เพราะนักพรตเกรงว่าลูกชายจะไม่ยอมรับตัวเองเขาจึงให้หมอทำคลอดที่เป็นคนพามาเองลงลายมือชื่อเป็นพยานว่าเขาเป็นพ่อของเด็กเก็บหลักฐานไว้ในบ้านพักและหมอคนนั้นก็หายสาบสูญไป เขาเป็นคนกุมความลับของเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งคู่นับตั้งแต่นักพรตเริ่มวางแผนให้เด็กคนนี้เข้ามาเป็นทายา
หลี่เล่อโผล่ขึ้นมาพร้อมร่างหมดสติของจ้าวหานหรง นางสำลักน้ำขณะที่จมลงไปทหารและสาวรับใช้ช่วยกันรับร่างของนางและพาขึ้นฝั่งจากนั้นหลี่เล่อก็อุ้มร่างของจ้าวหานหรงมุ่งตรงกลับเรือนด้วยใจร้อนรน "คุณชายน้อยปลอดภัยแล้วแต่มีอาการไข้ขึ้นควรนอนพักขอรับ ส่วนฮูหยินน้อย..." เมื่อรู้ว่าหลี่จื่อหลินปลอดภัยและลืมตาขึ้นได้ดื่มยาของท่านหมอแล้วหลี่เล่อจึงมาดูอาการของจ้าวหานหรงต่อ "มีสิ่งใดผิดปกติรึท่านหมอ" "นางยังไม่ได้สติ ชีพจรเต้นอ่อนและไม่คงที่ หากนางฟื้นขึ้นมาจึงจะถือว่าปลอดภัยขอรับ" หัวใจของคนฟังหล่นวูบหมายความว่าตอนนี้จ้าวหานหรงมีอาการเป็นตายเท่ากัน เมื่อนางฟื้นขึ้นมาก็ถือว่ารอดชีวิตหากยังไม่ฟื้นก็หมายความว่า... "นางจะตายไม่ได้นะ ท่านหมอ" หลี่เล่อขอร้อง หมอเป็นหมอจากวังหลวงที่เก่งที่สุดยังส่ายหน้าไม่เข้าใจอาการของจ้าวหานหรงเช่นเดียวกัน เมฆหมอกหนาบดบังทัศนียภาพเบื้องหน้า มองไปทิศทางใดก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุดแม้แต่ภาพด้านล่างก็ยังเป็นหมอกควันสีขาวล่องลอยไปมาไม่ขาดสาย จ้าวหานหรงราวกับล่องลอยอยู่บนอากาศ ร่างกายของนางคล้ายกำลังลอยไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสถานที่แห่งหนึ่ง นางเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังยืนอยู่
ภายในเรือนของลี่ถิง ทั้งหลี่หยวนเซียวและนักพรตพร้อมด้วยลี่ถิงกำลังหารือกันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหัน "ไม่นึกเลยว่าคุณชายใหญ่จะดวงแข็งครั้งแล้วครั้งเล่า" นักพรตเอ่ยขึ้นหลังจากแผนการของเขาผิดพลาดครั้งใหญ่ทั้งลี่ถิงและหลี่หยวนเซียวต่างเป็นกังวล "ท่านแม่ มิใช่ว่าวันหนึ่งจะเอาตำแหน่งของข้าคืนไปหรอกนะขอรับ" หลี่หยวนเซียวนั่งไม่ติดเรื่องนี้เขารับรู้มาตลอดและยินดีเป็นตัวแทนของหลี่เล่อในการทำหน้าที่ต่อจากท่านโหว "โหวฮูหยินบอกแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เป็นอย่างที่พูดถือว่านางเสียสัจจะ อีกอย่างการเปลี่ยนคนยุ่งยากหลายอย่างและท่านโหวก็ยังอยู่ข้างเรา" นางพยายามข่มกลั้นความหวาดระแวงเอาไว้เมื่อเรื่องที่วางแผนร่วมกับนักพรตล้มเหลวลงไปแล้วซึ่งเรื่องนี้หลี่หยวนเซียวไม่เคยรู้ "เจ้าก็ต้องรีบไปเรียนหนังสือไปเรียนการต่อสู้สร้างผลงานได้แล้ว ป่านนี้โหวฮูหยินคงให้อาจารย์ทั้งหลายเตรียมเข้าจวนแล้ว" นางเร่งเร้าบุตรชายที่ผัดผ่อนเรื่องนี้เรื่อยมา "โธ่ท่านแม่ ข้าขอเป็นปีหน้านะขอรับ" หลี่หยวนเซียวเบื่อหน่ายการร่ำเรียนท่องตำรา เขาเคยเรียนมาแล้วสามปีจึงขอพักผ่อนให้หายเบื่อถึงจะกลับไปเรียนต
รถม้าจอดเทียบหน้าบ้านตั้งแต่เช้ามืด สัมภาระมีไม่มากขนย้ายไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อไปสมทบกับหวงเย่าฉี การเดินทางเงียบเชียบไร้เสียงสนทนาเพราะหลี่จื่อหลินกับหลี่จิ่วเม่ยยังคงหลับอยู่ ถึงหน้าร้านเถ้าแก่หวงทักทายสองสามีภรรยาและควบม้านำทางไปยังจวนโหวโดยมีหยางชุนเดินทางไปด้วย เขาลางานสองวันเพื่อไปส่งหลี่เล่อและครอบครัว อีกอย่างอยากรู้จักที่อยู่ของสหายหากวันหน้ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลจะได้ตามไปถูกที่ รถม้าแล่นไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุดพัก เพราะเป็นรถใช้เดินทางไกลจึงสามารถทนการเดินทางระยะไกลได้จากความเคยชิน จวบจนกระทั่งถึงครึ่งทางก็ได้พบกับเหอจิ้งเซียน "เจ้ามาทำอะไรกลางป่าอย่างนี้จิ้งเซียน" หวงเย่าฉีเห็นว่าสหายไม่เคยมีเวลาว่างแล้วเขามาที่นี่ได้อย่างไร "มีคนส่งข้ามานะสิ ข้ามารับขบวนนี้เข้าจวน" โหวฮูหยินมีคำสั่งให้เหอจิ้งเซียนมารับทุกคนและพาเข้าจวนด้วยตัวเอง การเดินทางเร่งความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะเหอจิ้งเซียนส่งพิราบสื่อสารไปที่จวนโหวแล้วว่าจะไปถึงไม่เกินยามจื่อ(23.00น.-01.00น.) จวนโหวที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ใกล้เขตวังหลวงภายในเป็นบริเวณกว้างขวางมีความเป็นระเบียบ
จวนโหว โหวฮูหยินอ่านจดหมายของหวงเย่าฉีด้วยความปลาบปลื้มใจ "ขอพรกับพระโพธิสัตว์มานานในที่สุดคำอธิษฐานของข้าก็เป็นจริง" แต่ข่าวนี้นางจะยังไม่แพร่งพรายออกไปเพื่อความปลอดภัยของหลี่เล่อเพราะเนื้อความข้างในได้แจ้งมาว่าครอบครัวของเขาเพิ่งถูกวางเพลิงโดยคนร้ายซัดทอดมาถึงนักพรต หวงเย่าฉีจำเป็นต้องบอกโหวฮูหยินเพราะหลังจากวันนั้นหยางชุนไปพบเขาที่ร้านกำชับให้เรื่องนี้เป็นความลับให้มากที่สุด นางจึงไม่ได้แจ้งให้ท่านโหวทราบหากท่านโหวรู้เรื่องนี้ไม่พ้นต้องบอกฮูหยินรองอย่างแน่นอน โหวฮูหยินตอบกลับจดหมายนัดวันเวลาให้หวงเย่าฉี เขาจึงให้คนไปส่งข่าวที่บ้านหลี่เล่อเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางจะให้รถม้ามารับที่บ้าน หลี่เล่อนั่งคุยกับจ้าวหานหรงในสิ่งที่ยังตัดสินใจค้างเอาไว้ก่อนถึงวันไฟไหม้บ้าน "เจ้าจำเรื่องที่เคยถามข้าได้หรือไม่" นางมีหลายเรื่องให้คิดจึงตอบไม่ได้ว่าเป็นเรื่องราวใดที่เคยพูดกันบ้าง "ข้าถามไปตั้งหลายอย่าง" "เราจะย้ายเข้าไปอยู่ในจวนโหว" "หา!" การตัดสินใจที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าทำให้นางตั้งตัวไม่ทัน "ท่านคิดดีแล้วหรือไม่" นางถามย้ำอีกครั้ง ตั้งแต่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเขามีท่าทีต่อต้านมาต







