Share

บทที่ 14 ตอบอย่างไร้พิรุธ

Penulis: sanvittayam
last update Terakhir Diperbarui: 2025-03-05 16:30:40

บทที่ 14 ตอบอย่างไร้พิรุธ

“อ้อ...เมื่อครู่นี้ฉันไปห้องน้ำมาค่ะ” หลินเพ่ยหลันตอบออกไป ซึ่งท่าทางของเธอไม่เหมือนคนโกหกเลย

“แล้วทำไมพี่ไม่เห็นเลยล่ะ” จ้าวจินเยว่ยังคงงุนงง

“ตอนนั้นพี่สะใภ้คงไม่ได้มองฉันมั้งคะ แต่ฉันรู้สึกว่าพี่อยู่ข้างนอกนะ” หญิงสาวทำเป็นตามน้ำโดยบอกว่า เธอรู้สึกเหมือนพี่สะใภ้อยู่ข้างนอก เพื่อให้น่าเชื่อว่าเธอไปเข้าห้องน้ำมาจริง ๆ

“แล้วทำไมพี่กลับมาละคะ ลืมอะไรหรือเปล่า” เธอถามเพื่อเปลี่ยนเบี่ยงเบนความสนใจ

“อ๋อ ใช่ พอดีพี่ลืมของนิดหน่อยน่ะ เป็นน้ำมันแก้วิงเวียนของพี่เอง แต่หาตั้งนานก็หาไม่เจอ เพ่ยหลันพอจะรู้บ้างไหมว่ามันอยู่ที่ไหน”

จ้าวจินเยว่เมื่อถูกถามก็หันมาสนใจเรื่องที่ตัวเองกลับมาบ้านในตอนนี้ ด้วยการถามน้องสะใภ้ถึงแม้ว่าหลินเพ่ยหลันจะมองไม่เห็น แต่ว่าเธอก็สัมผัสทุกซอกทุกมุมในบ้านหลังนี้จนคุ้นชิน จึงรู้จักบ้านหลังนี้ดีกว่าคนอื่น เวลาที่ทุกคนหาของไม่เจอก็มักจะมาถามกับเธอเสมอ

“งั้นเหรอคะ เดี๋ยวฉันขอนึกก่อนนะคะ” หลินเพ่ยหลันพยักหน้าก่อนจะตอบกลับไป และนั่งครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วยิ้มออกมา

“เมื่อวานฉันรู้สึกว่ามันน่าจะอยู่บนโต๊ะในห้องนั่งเล่นนะคะ ฉันเช็ดโต๊ะแล้วคลำเจอ คิดว่าน่าจะใช่ พี่สะใภ้ลองหาที่โต๊ะดูนะคะเผื่อมันหล่นอยู่แถวนั้น” เธอตอบกลับไปหลังจากนึกขึ้นมาได้

“ได้จ้ะ ขอบใจนะเพ่ยหลัน” จ้าวจินเยว่พยักหน้ารับ และกำลังจะเดินออกจากห้องไป

ทว่ายังไม่ทันได้เดินออกไปจากห้อง สายตาก็เหลือบไปเห็นรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งที่วางอยู่บนเตียงข้าง ๆ กับหลินเพ่ยหลัน เธอมองรองเท้าผ้าใบคู่นั้นอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าสวยและแปลกตาดีจึงเอ่ยถามออกไป “รองเท้าของเพ่ยหลันเหรอ สวยจังเลย”

รองเท้าผ้าใบคู่นี้เป็นยี่ห้อดังในยุคสมัยใหม่ เป็นรองเท้าสีแดงตัดสลับกับสีขาว ตัดเย็บอย่างดี มีสัญลักษณ์ของยี่ห้อติดอยู่ที่ด้านข้างซึ่งดูสวยงามมาก จ้าวจินเยว่เห็นครั้งแรกก็ชอบเลย

“อ๋อ..เป็นรองเท้าเอาไว้ใส่ทั่วไปค่ะ ใส่ไปทำงานก็ได้ ใส่ไปเที่ยวเล่นก็ได้” หลินเพ่ยหลันเมื่อถูกถามก็ตอบออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

“สวยมากจริงๆ ว่าแต่ไปเอามาจากไหนกัน”

จ้าวจินเยว่เลิกคิ้วถามอย่างสงสัย รองเท้าแบบนี้น่าจะมีขายแค่ในเมืองเท่านั้น จึงไม่คิดว่าน้องสะใภ้จะไปหาซื้อรองเท้ามาได้ อย่าว่าแต่ไปซื้อของในเมืองเลย แม้แต่ออกจากหมู่บ้านแห่งนี้หลินเพ่ยหลันก็ไม่ค่อยออกไปเสียด้วยซ้ำ เธอไปไกลสุดก็ลำธารและสหกรณ์ของรัฐที่อยู่หน้าหมู่บ้าน

“อ้อ...ฉันซื้อไว้ตั้งแต่ตอนก่อนจะแต่งงานแล้วค่ะ พอย้ายของมาที่นี่ก็เลยเอามาด้วย ช่วงนี้ฉันอยู่ว่าง ๆ ก็รื้อของที่นำมาด้วยออกมาดูค่ะ ว่าแต่พี่สะใภ้ชอบเหรอคะ”

หลินเพ่ยหลันหาทางออกให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว จากที่อ่านนิยายมา ถ้าหากแต่งงานแล้วผู้หญิงจะมีสินเดิมติดตัวมาด้วย จึงถือว่ารองเท้าคู่นี้คือสินเดิมก็แล้วกัน นอกจากนี้เธอจับน้ำเสียงที่ตื่นเต้นของพี่สะใภ้ได้ แสดงว่ารองเท้าคู่นี้น่าจะสวยถูกใจพี่สะใภ้จริง ๆ จึงถามออกไปเพื่อหยั่งเชิง

“ชอบสิ มันสวยดีนะ พี่ไม่เคยเห็นรองเท้าที่มีรูปร่างแปลกตาแบบนี้มาก่อนเลย ดูท่าทางแล้วน่าจะใส่สบายด้วย” จ้าวจินเยว่ตอบอย่างที่เธอคิด เพราะรองเท้าสวยจริง ๆ

“ถ้าพี่สะใภ้ชอบ อย่างนั้นฉันยกให้พี่ค่ะ เอาไปเลย” หลินเพ่ยหลันพูดออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมกับมือข้างหนึ่งก็คลำไปหยิบรองเท้าแล้วยื่นไปข้างหน้าในทิศทางที่เธอคิดว่าจ้าวจินเยว่ยืนอยู่

ด้วยความที่ทั้งตกใจและดีใจที่น้องสะใภ้มอบรองเท้าให้ จ้าวจินเยว่ก็เบิกตาโตขึ้นมา ก่อนจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก “เพ่ยหลันให้พี่จริง ๆ เหรอ มันจะดีเหรอ”

“ดีสิคะ เก็บไว้กับฉันก็ไม่ได้ใส่หรอก ให้พี่สะใภ้เอาไปใส่จะเป็นประโยชน์มากกว่า” เธอตอบพร้อมยิ้มให้กับพี่สะใภ้ทีหนึ่ง

หลินเพ่ยหลันยกรองเท้าคู่นั้นให้พี่สะใภ้ไป ก็เพื่อสร้างไมตรีให้แน่นแฟ้นขึ้น อีกอย่างรองเท้าคู่นี้ก็ไม่ได้หามาอย่างยากลำบากอะไร ยังไงเสียถ้าอยากได้ก็แค่กลับเข้าไปเอาในมิติเท่านั้น ตอนนี้ก็รู้วิธีเข้าออกมิติแล้ว จึงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล

 “ขอบคุณมากเลยนะเพ่ยหลัน พี่จะดูแลรองเท้าคู่นี้อย่างดีเลยล่ะ” จ้าวจินเยว่ตอบรับและยื่นมือไปรับรองเท้าคู่นั้นมากอดแนบกับแก้มไว้ด้วยความดีใจ

“กลิ่นยังใหม่ๆ อยู่เลย” เธอดมรองเท้าแล้วพูดออกมาด้วยรอยยิ้มกว้าง

“คิดว่าถ้าพี่ใหญ่เห็นแล้วคงจะชอบมันเหมือนกันนะคะ รองเท้าแบบนี้ใส่ได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง” หลินเพ่ยหลันพูดยิ้ม ๆ

“พี่ก็คิดเช่นนั้น เดี๋ยวพี่ไปหาของก่อนนะ จะต้องรีบกลับไปทำงานแล้ว” จ้าวจินเยว่บอกด้วยความดีใจ เธอดึงประตูเข้ามาเพื่อที่จะปิดกลับให้น้องสะใภ้ตามเดิม

“ค่ะ เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะทำอาหารไว้รอนะคะ”

หลินเพ่ยหลัน ตะโกนตามไปด้วยน้ำเสียงสดใส

เมื่อจ้าวจินเยว่ออกไปแล้วหญิงสาวก็มานั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยต่ออย่างสบายใจ ในหัวของเธอวางแผนไว้หลายอย่าง แต่ว่าตอนนี้ตีกันวุ่นวายไปหมด

“แย่จัง ถ้าหากเป็นชาติที่แล้วเวลาที่คิดอะไรออกก็จะรีบจดไว้ ทว่าชาตินี้เหมือนกับว่ามีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย เป็นเพราะมองไม่เห็นจึงทำให้การเขียนอะไรเป็นเรื่องยากลำบาก แต่อย่างน้อยก็ยังดี ที่หลินเพ่ยหลันคนเดิมเป็นคนที่มีความจำค่อนข้างใช้ได้ ดังนั้นเราจึงจำเรื่องที่วางแผนไว้ได้พอสมควร คงจะเป็นระบบชดเชยของร่างกายสินะ ได้อย่างก็มักจะเสียอย่าง”

หญิงสาวพูดกับตัวเองเบา ๆ

หลังจากวันนั้นพอรู้วิธีใช้ประตูมิติแล้ว หลินเพ่ยหลันก็แอบเข้าไปในมิติอีกหลายครั้ง ซึ่งมักจะอาศัยจังหวะตอนดึกดื่นค่อนคืนหลังจากรอให้ซ่งเฟยหลงหลับไปแล้วค่อยเข้าไป บางวันก็แอบเข้าไปตอนกลางวันขณะที่แม่สามีกำลังยุ่งอยู่กับการดูแลพ่อสามี

หญิงสาวลองหยิบนั่นหยิบนี่ติดมือมาบ้างแต่ก็จำนวนน้อยมาก อีกทั้งยังเลือกของที่ไม่แปลกตา ไม่ให้ดูเกินยุคสมัยมากเกินไป ไม่อย่างนั้นหากถูกถามว่านำมาจากที่ไหน ซึ่งก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะอย่างไรเสียเธอก็แค่หญิงพิการตาบอด ที่วัน ๆ อยู่แต่บ้านไม่ได้ออกไปไหน แล้วจะไปหาซื้อของพวกนั้นมาได้อย่างไร

เพราะที่นี่ตอนนี้เป็นช่วงยุค70 ยุคก่อนการปฏิรูป พวกสินค้าออนไลน์เดลิเวอรี่อะไรนั่นยังไม่มีหรอก หนำซ้ำที่นี่ยังเป็นหมู่บ้านชนบทด้วย จึงทำได้แค่เพียงกินให้อิ่มอยู่ในมิติและเดินเล่นให้สบายใจเพราะในนั้นดวงตาของเธอมองเห็นทุกอย่าง จึงทำให้หลินเพ่ยหลันชอบเข้าไปบ่อย ๆ

เช้าวันหนึ่ง...

ซ่งเฟยหลงตื่นมาตอนเช้าเพื่ออาบน้ำแต่งตัวเตรียมที่จะไปทำงานที่คอมมูนตามปกติ ทว่าเมื่อเอื้อมมือหยิบผ้าเช็ดตัวที่หลินเพ่ยหลันเตรียมเอาไว้ให้ก็ถึงกับสะดุด เพราะสัมผัสของผ้าขนหนูนั้นทั้งนุ่มและผืนใหญ่มาก แตกต่างจากผ้าขนหนูที่เขาใช้มาหลายปี จนตอนนี้ขนร่วงแทบจะหมดแล้ว

“เพ่ยหลัน นี่ผ้าขนหนูใหม่เหรอ” ชายหนุ่มหันไปถามภรรยาด้วยความแปลกใจ และสายตาของเขาก็ยังคงมองผ้าขนหนูสีฟ้าที่อยู่ในมืออย่างไม่วางตา

“ใช่ค่ะ ฉันรู้สึกว่าผ้าขนหนูที่พี่ใช้อยู่มันเก่ามากแล้ว ก็เลยหาผืนใหม่มาให้” หลินเพ่ยหลันตอบกลับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ผ้าขนหนูผืนนี้เธอเลือกออกมาจากมิติเพื่อมอบให้เขาโดยเฉพาะ

“ไปเอามาจากไหน ผ้าขนหนูที่ทั้งนุ่มและผืนใหญ่แบบนี้คงราคาแพงน่าดู” ซ่งเฟยหลงยังคงถามด้วยสีหน้างุนงง เพราะไม่คิดว่าภรรยาจะสามารถไปหาผ้าเช็ดตัวที่ดีมากขนาดนี้มาให้เขาได้

“เป็นของที่พ่อฉันซื้อให้เป็นของขวัญปีใหม่ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานค่ะ ฉันยังไม่เคยได้ใช้เลยนะคะ” หลินเพ่ยหลันตอบอย่างไร้พิรุธ เธอพยายามยิ้มให้เขาแม้จะหันไปคนละทาง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    ตอนพิเศษ

    ตอนพิเศษ 5 ปีผ่านไปซ่งเจียหยวนกับซ่งเจียอี้ ตอนนี้อายุได้ห้าขวบแล้ว เป็นวัยที่เริ่มกระตือรือร้นและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก หลินเพ่ยหลันเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม จึงตัดสินใจชวนลูกชายฝาแฝดทั้งสองคนไปเยี่ยมพ่อที่กองทัพเช้าวันนั้น หลินเพ่ยหลันเตรียมตัวอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมสำหรับการเดินทาง จัดเตรียมเสื้อผ้าที่อบอุ่นและอาหารว่างไว้ให้ลูก ๆ พร้อมทั้งเตือนพวกเขาให้ปฏิบัติตัวดี ๆ เมื่อไปถึงที่กองทัพ เป็นสิ่งที่เธอทำเองทั้งหมด ใช่แล้ว เธอเลี้ยงลูกแฝดทั้งสองคนด้วยตัวเอง แม้นายท่านผู้เฒ่าทั้งสองจะเคยส่งพี่เลี้ยงมาให้ แต่เธอก็ปฏิเสธไปเพราะอยากใกล้ชิดกับลูกๆ มากกว่าใคร ๆ “แม่ครับ เราจะได้เจอพ่อเมื่อไหร่ครับ” เสียงใส ๆ ของซ่งเจียหยวนถามด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้เขาอยู่ในชุดทหารที่ลุงๆ ซื้อมาฝาก“เย็นนี้ก็ได้เจอแล้ว พ่อจะต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่เห็นพวกเรามาเยี่ยม” หลินเพ่ยหลันตอบพร้อมกับยิ้มให้ลูกชายลูกชายทั้งสองของเธอดีใจกันมาก ที่ได้ยินข่าวว่าจะได้ไปเยี่ยมพ่อที่กองทัพ พวกเขาต่างกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ และไม่สามารถเก็บความตื่นเต้นไว้ได้

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทส่งท้าย  ครอบครัวสมบูรณ์

    บทส่งท้าย ครอบครัวสมบูรณ์หลินตงยืนนิ่งไม่พูดอะไร เขารู้ว่าเขาคงไม่มีทางเลือก เขาต้องทำเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกฆ่า“ต้องทำแบบนี้... ถ้าไม่ทำ... ฉันตายแน่ ฉันไม่ผิด” หลินตงพูดขึ้นมาเบา ๆ“ตายก็ยังดีกว่าทำแบบนี้!” นางหลิวอี้ตวาดเสียงดัง ก่อนจะวิ่งไปหยิบมีดที่วางอยู่บนโต๊ะในครัว แล้วตรงเข้ามาหาหลินตง“แกไม่รู้แกทำผิดหรืออย่างไร ลูกสาวตัวเองไม่ใช่ตัวช่วยที่จะเอามาขัดดอก แกตายซะเถอะ” นางหลิวอี้พูดจบก็เอามีดไล่ฟันไปที่สามีหลินตงตกใจและกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว “นังบ้า จะฆ่ากันเลยเหรอ หยุด หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เขายืนสั่นด้วยความกลัวมีดในมือของภรรยา“แกทำให้ชีวิตของพวกเรามันพังหมดแล้ว พังหมด ไม่เหลืออะไร” นางหลิวอี้ยังคงกราดเกรี้ยว ทั้งที่มีดในมือสั่นไปตามอารมณ์ “แม้แต่กับลูกสาวของตัวเองแกก็ยังทำแบบนี้ได้ นี่แกเป็นพ่อประสาอะไร”“แล้วแกล่ะ ตั้งแต่แต่งกับฉันมา แกเคยช่วยอะไรฉันบ้างไหม มีแต่ใช้เงินไปวัน ๆ ที่เสี่ยวหรงมันต้องเป็นแบนี้ แกก็มีส่วนเหมือนกัน”หลินตงตะโกนสวนกลับ และขยับหลบมีดที่ภรรยาเหวี่ยงมาหาเขาอีกครั้ง “หากเป็นไปได้ ฉันก็จะไม่ทำแบบนี้เลย แต่มันไม่มีทางเลือก”นางหลิวอี้สบถคำหยาบคาย “แกจะหนี

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 64 จากลากันอีกครั้ง

    บทที่ 64 จากลากันอีกครั้งหลินเพ่ยหลันยิ้มบาง ๆ และพยักหน้าเล็กน้อยเธอรู้สึกโล่งใจที่ปัญหาในวันนี้จบลงได้โดยไม่เกิดความรุนแรง เธอหันกลับเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้ซ่งเฟยหลงดูแลเรื่องราวที่เหลือซ่งเฟยหลงมองตามหลังภรรยาของเขาด้วยความรักและความห่วงใย เขารู้ว่าคนท้องไม่ควรเครียด และเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้หลินเพ่ยหลันได้มีความสุขและสบายใจในช่วงเวลานี้เมื่อหลินเพ่ยหลันเข้าไปพักผ่อนในบ้าน ซ่งเฟยหลงก็หันกลับมามองชาวบ้านที่ยังคงยืนอยู่รอบ ๆ เขายิ้มและกล่าวกับพวกเขาอย่างสุภาพ “ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนครอบครัวของเรานะครับ ผมขอให้ทุกคนกลับบ้านกันอย่างสงบสุข”ชาวบ้านพยักหน้ารับและเริ่มทยอยกลับบ้าน บรรยากาศที่ตึงเครียดเริ่มกลับมาสู่ความสงบเงียบอีกครั้งหลังจากที่เรื่องวุ่นวายทุกอย่างผ่านพ้น บ้านซ่งก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทุกคนในครอบครัวรู้สึกโล่งใจและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุข ในช่วงเทศกาลตรุษจีน บ้านซ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นพวกเขาใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ ทั้งการไปไหว้พระที่วัด เพื่อขอพรให้ปีใหม่นี้เต็มไปด้วยความสุขและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งกินอาหารมงคลร่วมกัน แ

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 63 จบปํญหา

    บทที่ 63 จบปํญหาเมื่อหลินตงเอ่ยปากขอเงินจากหลินเพ่ยหลัน แต่หญิงสาวกลับมีท่าทีลังเลไม่ตอบรับในทันที หลินเพ่ยหลันมองไปยังแม่เลี้ยงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล‘กลัวว่าเงินที่ให้ไป พ่อกับน้องของเพ่ยหลันจะไม่ได้ใช้น่ะสิ แม่เลี้ยงคนนี้คงจะยึดไปหมดแน่ ๆ’ เธอยืนคิดอยู่ในใจว่าจะให้ไปดีหรือไม่ นางหลิวอี้เห็นดังนั้นก็โวยวายขึ้นมาทันที“หลินเพ่ยหลัน แกมันคนอกตัญญู พ่อของแกมาขอเงินแค่นี้ก็ไม่ยอมให้เหรอ จะต้องให้พ่อและน้องของแกอดตายก่อนใช่ไหม” น้ำเสียงของนางหลิวอี้เต็มไปด้วยความโกรธและเกรี้ยวกราด เธอพูดเสียงดังเพื่อกดดันอีกฝ่าย“ทุกคนดูสิหลินเพ่ยหลันที่ทุกคนเคยชื่นชมนักหนา พอร่ำรวยแล้วก็ไม่ยอมให้เงินพ่อของตัวเองเลย พ่อของเธอไม่มีเงินจนจะอดตายอยู่แล้ว” นางหลิวอี้พูดเสียงดัง พรัอมกับหันไปมองชาวบ้านที่เริ่มมารวมตัวกันด้วยความสงสัยชาวบ้านบางคนเริ่มซุบซิบและมองไปทางหลินเพ่ยหลันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป“จริงเหรอ หลินเพ่ยหลันทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอ” เสียงพูดคุยเบา ๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆหลินเพ่ยหลันรู้สึกอับอายและเสียใจมากที่ถูกแม่เลี้ยงของตัวเองใส่ร้ายเช่นนี้ เธอจึงพยายามจะอธิบาย “ฉันไม่ได้หมายความว่าอ

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 62 บ้านหลินมาอีกแล้ว

    บทที่ 62 บ้านหลินมาอีกแล้ว“ขอบใจนะอาเฟยที่สานฝันแทนพ่อ แค่นี้พ่อก็ภูมิใจในตัวลูกมากแล้วล่ะ แต่ถ้าหากมันลำบาก ก็อย่าหักโหมเกินไปนักนะ ความก้าวหน้าสำคัญก็จริง แต่ว่าความสุขของตัวเองก็สำคัญเหมือนกันนะลูก” ซ่งตงลี่พูดขึ้นมาอย่างห่วงใย “ครับพ่อ” ซ่งเฟยหลงพยักหน้ารับคำ “แล้วเพ่ยหลันละ เป็นอย่างไรบ้าง อยู่ที่นู่นสบายดีไหม” คราวนี้เป็นนางหยางเจี่ยที่หันมาถามลูกสะใภ้ โดยซ่งตงลี่ก็หันมาเพื่อรอฟังคำตอบด้วยหลินเพ่ยหลันยิ้มให้พ่อแม่ของสามี ก่อนจะเล่าเรื่องของตัวเองบ้าง “ฉันสบายดีค่ะ อยู่ที่บ้านตระกูลจง ฉันได้ช่วยงานคุณตากับคุณลุงที่ห้างสรรพสินค้าของตระกูลด้วย ทุกอย่างก็ราบรื่นดีค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าพวกพี่ก็ไม่ค่อยได้พบกันบ่อยน่ะสิ คนหนึ่งอยู่ชายแดน คนหนึ่งอยู่ปักกิ่ง” ซ่งชุนเป้ยถามขึ้นมาอย่างกังวล เธอเห็นใจพี่ชายกับพี่สะใภ้ไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน“ใช่แล้ว ช่วงแรก ๆ พี่เฟยหลงฝึกหนักมาก แล้วยังมีภารกิจที่ต้องไปทำนอกกองทัพอีก พวกเราก็เลยไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไร มีพักหลัง ๆ ที่พี่เฟยหลงพอจะว่างได้กลับมาปักกิ่ง และพี่ก็ไปหาพี่เฟยที่เมืองชายแดนบ้าง ตอนนี้คุณตาจัดรถพร้อมคนขับไว้ให้โดยเฉพาะ

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 61 ท้อง 4 เดือนแล้ว

    บทที่ 61 ท้อง 4 เดือนแล้ว“แล้วนี่จะมาอยู่กี่วันล่ะ อยู่นาน ๆ นะ แม่จะทำของอร่อยให้กิน” นางหยางเจี่ยถามขึ้นมา เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ต้องกลับไปที่ปักกิ่ง แต่ก็อยากให้อยู่ด้วยกันสักหลายวันก่อน“นี่ก็เป็นเวลานานแล้วที่ผมกับเพ่ยหลันไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน ตรุษจีนปีที่แล้วที่ไม่ได้กลับมา ก็เพราะว่าผมมีภารกิจที่ชายแดน ครั้งนี้พวกเราจึงตัดสินใจว่าจะพักอยู่ที่บ้านหลายวันหน่อย เพื่อเป็นการชดเชยให้กับครอบครัวครับ” ซ่งเฟยหลงตอบกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ดี ๆ จะได้มาด้วยพี่ขายของด้วย เพราะตอนนี้ที่ร้านยุ่งมาก ฮ่า ๆ” ซ่งชุนเหยาพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข“ที่ร้านยุ่งมากเหรอคะ” หลินเพ่ยหลันขมวดคิ้วถามอย่างแปลกใจ“จะให้ไม่ยุ่งได้อย่างไรล่ะคะพี่สะใภ้ ตอนนี้พี่ใหญ่ขยายร้านค้าไปในเมืองใกล้ ๆ อีกสองสาขา แต่ละวันแค่วิ่งไปเติมสินค้าแต่ละสาขาก็แทบจะไม่มีเวลาแล้ว ยังดีที่ตอนนี้ซื้อรถยนต์แล้วและมีลูกจ้างที่ขยันและซื่อสัตย์ ไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่ท่าจะแย่” ซ่งชุนเป้ยเป็นคนตอบคำถามนี้ของพี่สะใภ้ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม ตอนนี้กิจการของบ้านซ่งเป็นไปได้ดีมาก ซ่งชุนเหยาได้ขยายสาขาร

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status