ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ

ท่านอ๋องมิใช่เราหย่ากันแล้วหรอกหรือ

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-15
ภาษา: Thai
goodnovel18goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
16บท
65views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

หกหนาวถูกตกแต่งให้กับชินหวางแห่งหนานสุยผ่านไปอีกแปดหนาวนางกลับถูกมอบหนังสือหย่าแต่ก็ช่างเถิดคนเช่นนาง'เฉียวปิงเซียว'ล้วนไม่คิดมาก...หย่าแล้วก็ดี...หย่าแล้วช่างดียิ่ง!...

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทนำ

บทนำ...เจ้าสาวตัวน้อย

เสียงเครื่องสายของชาวจงหยวนดังอึงมี่ก้องไปไกลคงราวร้อยลี้ จากนั้นไม่นานทุกสายตาก็ได้เห็นขบวนเกี้ยวเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่โผล่พ้นหัวโค้งก่อนถึงตำหนักชินหวาง 'หานไท่หมิง' แห่งหนานสุ่ย ปีนี้คือรัชศกต้าเต๋อปีที่หก ปกครองโดยคนแซ่หาน พระนามว่า 'หานไท่สือ' องค์จักรพรรดิลำดับที่สามสิบหกในราชวงศ์หาน หลายหน้าหนาวที่ผ่านพ้น มหานครเทียนคงเฉิงแห่งนี้สงบสุขไร้ทุกข์ ทั้งภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดผ่านมาหลายหน้าหนาวที่มิได้เข้ามาแผ้วพานชาวเมืองเทียนคงเฉิง โดยการปกครองซึ่งเป็นธรรม และมากปัญญาขององค์จักรพรรดิหนุ่มวัยยี่สิบสองหนาว  

จึงทำให้หน้าหนาวปีนี้ เมืองหลวงแห่งหนานสุ่ยเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ชาวประชาใบหน้าสดใส ข้าวเปลือกและพืชพรรณญญาหารในยุ้งฉางของแต่ละจวน และบ้านเรือนล้วนต่างเต็มแน่นไม่ขาดแคลน การค้าการขายก็ก้าวไกลไปหลายดินแดน มากมายไปด้วยพ่อค้าวาณิชต่างแดน ร้านค้าหรือก็มีมากขึ้น ขอทานและคนจนยากไร้ ผู้ที่ขาดที่อยู่อาศัยเร่ร่อนแทบจะไม่มีให้พบเจอภายในเมืองหลวงแห่งนี้เช่นในอดีตเมื่อหลายฤดูหนาวก่อน จึงกล่าวได้ว่าฮ่องเต้หรือองค์จักรพรรดิผู้นี้เป็นบุรุษผู้ทรงธรรมไม่น้อย  

และส่วนอีกหนึ่งผู้ที่ช่วยเหลือส่งเสริมให้การปกครองขององค์จักรพรรดิหนุ่มนั้นดำเนินไปได้โดยปกติสุขก็ยังมี 'ท่านอ๋องสิบแปด' หรือชินหวางแห่งหนานสุ่ย พระนาม ว่า 'หานไท่หมิง' บุรุษวัยเพียงสิบเก้าหนาว ทว่ากลับเป็นแม่ทัพใหญ่ของหนานสุ่ยมานับตั้งแต่เขามีวัยเพียงสิบสี่หนาวเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นศึกน้อยใหญ่ หรือศึกนอกดินแดนที่มารุกราน หรือเป็นศึกในจากพวกเหล่ากบฏ ชินหวางหนุ่มแน่นผู้นี้เขาก็ล้วนเผชิญหน้าปกป้องชาวหนานสุ่ยมาด้วยดีตลอดห้าฤดูหนาวที่ผ่านมา เคียงข้างผู้เป็นพี่ชายมิเคยย่อท้อต่อศึกใดเลยสักเพียงนิด  

ดังนั้นเมื่อมีการศึกใดบังเกิด หากเอ่ยถึงกองทัพกิเลนเพลิงพิฆาตที่มีจอมทัพผู้เป็นน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันเช่นชินหวางหานไท่หมิง หรือท่านอ๋องสิบแปดผู้นี้ออกหน้าเผชิญศึกคราวใด องค์จักรพรรดิหนุ่มแห่งหนานสุ่ยล้วนวางใจกินอิ่มนอนหลับ สบายใจปลอดโปร่งไร้กังวลใดมาแผ้วพาน  

เช่นนั้นในวันนี้มีข่าวว่าตำหนักชินหวางของจอมทัพหนุ่มวัยสิบเก้าหนาวนั้นกำลังจะมีงานมงคล ตบแต่งทั้งพระชายาเอกและพระชายารองพร้อมกันในวันเดียวนี้ ชาวบ้านจึงออกมาดูชม หวังใจว่าพวกเขาจะมีบุญวาสนาได้ยลโฉมท่านอ๋องสิบแปดผู้ถูกขนานนามว่าเป็นเทพแห่งสงครามของยุคนี้สักครา  

แล้วก็ไม่ผิดหวังพวกเขาต่างได้ยลโฉมของบุรุษที่มีร่างกายสูงสง่าซึ่งสวมอาภรณ์มงคลสีแดงเจิดจ้าสะท้อนแสงแดดอ่อนของต้นยามเฉิน ที่เพิ่งทอแสงลงมายังพื้นพิภพของมหานครเทียนคงเฉิงที่ยังคงมีหิมะปกคลุมพื้นถนน ส่องประกายแวววาวงดงามเกินจะบรรยาย ภาพเจ้าบ่าวผู้นำขบวนจึงหล่อเหลา และงามสง่าดังกับเขาคือเทพเซียนที่กำลังลงมาเยือนโลกมนุษย์มิผิดไป เพียงแต่หากใบหน้านั้นจะมีรอยยิ้มแตะแต้มสักนิด ความงดงามและหล่อเหลาที่ผสานกันอย่างลงตัวนั้นคงจะไม่ลดน้อยถอยลงไปถึงกึ่งหนึ่งเช่นนี้  

“เกิดมาหนึ่งชีวิตนับว่าข้าไม่สูญเปล่าแล้ว”    

แม่เฒ่านางหนึ่งพึมพำ ดวงตานั้นก็ยังคงจับจ้องติดตามขบวนเจ้าสาวทั้งสองไปด้วยสายตาตื้นตันจนถึงกับหลั่งน้ำตา บัดนี้เหล่าสาวงามต่างก็ล้วนริษยาเจ้าสาวทั้งสอง ส่วนบุรุษนั้นพวกเขาย่อมริษยาบุรุษผู้นั่งองอาจอยู่บนหลังอาชาศึกตัวโตสายพันธุ์ดีเฉกเช่นเดียวกันที่สามารถตบแต่งภรรยาเข้าเรือนได้ถึงสองนางในคราวเดียวกันเช่นนี้ นับว่าชินหวางแห่งหนานสุ่ยนี้มิธรรมดาจริงแท้  

“แต่ก็แปลกนะ ปกติแล้วเหล่าเชื้อพระวงศ์แห่งหนานสุ่ยของพวกเราหาได้เคยมีผู้ใดต้องออกมารับเกี้ยวเจ้าสาวด้วยตนเองสักพระองค์ เหตุใดท่านอ๋องสิบแปดจึงแหวกม่านประเพณีเช่นนี้เล่า”  

มีคนชื่นชมย่อมต้องมีคนติฉินนินทาอยู่คู่ใต้หล้ามาเนิ่นนาน ดังนั้นพอขบวนเกี้ยวยิ่งใหญ่ผ่านเลยไปไม่ไกลก็บังเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นมากลางปล้องไม่กลัวตายสักนิดขึ้นทันใด  

“หุบปาก!”  

เป็นท่านป้าผู้หนึ่งที่คงจะอดคันริมฝีปากไม่ได้ จึงเผลอวิจารณ์ออกมาอย่างไม่รักชีวิต เดือดร้อนให้สามีของนางต้องเร่งมืออุดปากคนหาความเดือดร้อนมาสู่ครอบครัวทันที ก็นั่นเชื้อพระวงศ์ พวกเขาคือชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ มีสิทธิ์ใดไปก้าวก่ายกันเล่า  

“เห็นว่าเพราะคุณหนูรองสกุลจางผู้ถูกตบแต่งเข้ามาเป็นพระชายารองนั้นเป็นสตรีซึ่งท่านอ๋องสิบแปดผูกใจรักมั่นคงมานานหลายฤดูหนาวแล้ว ทว่าสุดท้ายท่านอ๋องมิอาจรับนางตบแต่งเป็นพระชายาเอกได้ วันนี้จึงเพียงเอาใจว่าที่พระชายารอง ท่านอ๋องสิบแปดถึงกับออกปากทูลขอต่อฝ่าบาทให้ละเว้นประเพณีของราชวงศ์ ชดเชยที่ไม่อาจตบแต่งคุณหนูรองแซ่จางผู้นั้นก็เพียงเท่านั้น”  

อย่างที่กล่าวคำคนเช่นไรก็ยากจะปิดบัง ดังนั้นจากเดิมเริ่มที่ท่านป้าไม่กลัวตายก็ขยายกว้างไปรวดเร็วยิ่งกว่าไฟไหม้ฟางกลางท้องทุ่งนาเสียอีก โดยเฉพาะเรื่องเหล่านั้นเป็นไปในทางที่เสื่อมเสีย เพราะถึงชินหวางผู้นี้จะมีพระคุณต่อแผ่นดินหนานสุ่ยไม่น้อย หากแต่นิสัยเอาแต่พระทัยตนเองเป็นใหญ่ กับอารมณ์ที่ทั้งร้อนและร้าย ชาวบ้านในเทียนคงเฉิงแห่งนี้รู้แจ้งกันมาเนิ่นนาน เช่นนั้นเพียงเขาอยากแหวกม่านประเพณีเช่นนี้จึงไม่นับว่าแปลกอันใดเลย ก็เขามีทั้งไทเฮาให้ท้าย องค์จักรพรรดิส่งเสริม จึงไม่แปลกที่หานไท่หมิงผู้นี้เขาจะทระนงตนเหนือผู้คนทั่วไปอยู่หลายส่วน  

...คนเรามีดีล้วนย่อมมีข้อเสียเป็นปกติวิสัยของปุถุชนมนุษย์ทั่วไป มิอาจละเช่นไปได้...  

“อ้าวเช่นนั้นวันนี้เป็นผู้ใดกันที่มากวาสนาได้ตบแต่งมาเป็นพระชายาเอกกระนั้นหรือยายเฒ่ากั๋ว”  

ยายเฒ่าผู้หนึ่งที่เพิ่งจับจูงหลานตัวน้อยออกมาร่วมดูชมขบวนเจ้าสาวซึ่งมีถึงสองเกี้ยวแสนจะยิ่งใหญ่ถามขึ้น เพราะเกี้ยวหลังโตที่นำหน้าอันงดงามนั้นดูจะสูงศักดิ์มิใช่น้อย  

“ข้าได้ฟังมาว่าเป็นธิดาพระองค์หนึ่งในจวินกั๋วกงแห่งต้านโจว ซึ่งมีชายแดนติดกับเผ่าซีเป่ย แต่ไม่ทราบได้ว่าเป็นลำดับที่เท่าใด เห็นมีข่าวลือหนาหูว่าสมรสคราวนี้เป็นพระประสงค์ขององค์ไทเฮาเลยทีเดียวว่าเช่นไรพระชายาเอกนั้นจะต้องเป็นท่านหญิงน้อยแห่งต้านโจวนางนั้นจะผิดไปมิได้เลยทีเดียว”  

เมื่อได้มีผู้หนึ่งเปิดปากสอบถาม ย่อมมีอีกผู้คอยโต้ตอบคืน ซึ่งก็มิอาจทราบได้ว่าพวกท่านป้าและท่านยายทั้งหลายเหล่านี้พวกเขานั้นช่างคิดไปหาความจริงจากที่ใดมาตอบโต้กันประหนึ่งว่าไปแอบซ่อนกายสืบความเคลื่อนไหวภายในตำหนักชินหวาง และตำหนักไทเฮาด้วยตนเองอย่างไรอย่างนั้น  

"ข้ายังได้ฟังมาอีกว่าท่านหญิงน้อยพระองค์นี้นางมีวัยเพียงหกขวบปีเท่านั้น ยังมิทันใกล้วัยปักปิ่นเช่นสตรีชาวจงหยวนที่พร้อมตบแต่งออกเรือนแม้แต่น้อย"  

พอขบวนเกี้ยวเจ้าสาวทั้งสองนางเพิ่งผ่านเลยไปยิ่งไกล วงสนทนาของเหล่าหญิงชราผู้ว่างงานทั้งหลายกลับยิ่งขยายกว้างอย่างไม่กลัวตายที่บังอาจซุบซิบนินทาเหล่าเชื้อพระวงศ์กันเสียเลย ก็เพียงพวกเขานั้นต่างได้ฟังว่าเจ้าสาวผู้ที่พวกเขาคาดว่าเป็นผู้มากวาสนากลับมีวัยเพียงหกขวบปี ล้วนพากันตาโตเท่าไข่เป็ดกันทั่วหน้า เร่งขยับกายมาล้อมวงเพิ่มอย่างกับพบเจอสิ่งมหัศจรรย์พันลึกบังเกิดขึ้นมากลางเมืองเลยทีเดียว  

"จะใช่องค์ประกันหรือไม่ข้านั้นมิแจ้งใจ แต่ที่ได้ยินได้ฟังมานั้นเหตุล้วนมาจากองค์ไทเฮาทั้งสิ้น พวกเรามีผู้ใดบ้างมิแจ้งแก่ใจว่าองค์ไทเฮานั้นทรงชมชอบศาสตร์แห่งการทำนายของเหล่านักบวชนักพรตทั้งหลาย"  

เสียงวิจารณ์พลันขยายเป็นวงกว้างดังท้องน้ำถูกก้อนศิลายักษ์ตกกระแทกก็มิปาน  

"ใช่...ข้านั้นก็ได้ฟังมาว่าเมื่อหลายเดือนก่อนนั้นไทเฮาพระนางเกิดทรงฝันร้าย จึงเรียกหาท่านไต้ซือบนยอดเขาไห่ซานมาทำนายความฝันนั้น จากนั้นก็คล้ายจะกล่าวถึงเด็กหญิงที่มีดวงจิตของธิดาเทพโอสถมากำเนิด หากท่านอ๋องสิบแปดทรงได้ตบแต่งเอาคนมีดวงนี้มาเป็นพระชายาเอกนั้น จากคำทำนายว่า...ว่าในวัยของชินหวางครบยี่สิบเก้าพระชันษาอาจมีเคราะห์ใหญ่ก็จะบรรเทาลง หรืออาจถึงขั้นไม่เกิดขึ้น จึงบีบบังคับให้ชินหวางตบแต่งท่านหญิงน้อยนางนี้ให้จงได้"  

วงสนทนายิ่งนานก็ยิ่งขยายใหญ่ แล้วในเวลาไม่นานข่าวที่ว่าชินหวางเฟยมีวัยเพียงหกขวบปีนั้นกระจายไปทั่วทั้งเทียนคงเฉิง ที่สำคัญจากที่นางเป็นเพียงท่านหญิงน้อยในจวินกั๋วกง เชื้อพระวงศ์ชั้นปลายแถว ผู้ถูกควบคุมอำนาจให้เขารั้งอยู่แต่เพียงหัวเมืองติดชายแดนก็กลายเป็นว่านางมีดวงธิดาเทพโอสถ เป็นถึงผู้วิเศษจะมาส่งเสริมให้ราชวงศ์และชาวเมืองเทียนคงเฉิงให้อยู่เย็นเป็นสุขก็ยิ่งวิจิตรพิสดารจากความเป็นจริงไปไกลเกินจะกู่ร้องให้กลับมาเป็นเช่นเดิมคงยากแล้ว  

"อันใดนะ! ...นางเพียงหกขวบปี ไยจึงแปลกประหลาดเช่นนี้ หรือว่าวิวาห์นี้นางคือองค์ประกันแห่งต้านโจวกันเล่า? ท่านหญิงน้อยช่างน่าสงสารเกินไปแล้ว...ไยจึงน่าสงสารถึงเพียงนี้ โถ..."  

ซึ่งย่อมแน่นอนเด็กหญิงเพียงหกหนาวเท่านั้นก็ต้องตบแต่งให้แก่บุรุษวัยสิบเก้าหนาว ผู้ใดได้ฟังมีหรือจะไม่แตกตื่น ก็เจ้าสาวกับผู้เป็นเจ้าบ่าววัยห่างกันราวกับบิดาและบุตรสาวเช่นนั้น มิอาจทราบได้ว่าสตรีสูงศักดิ์เช่นไทเฮาพระนางงมงายจนเสียสติไปแล้วหรือไม่?  

ส่วนเจ้าสาวผู้ถูกกล่าวขานว่ามากวาสนา แต่กลับน่าสงสารอย่างยิ่ง เป็นถึงดวงผู้เป็นธิดาเทพโอสถมากำเนิดนั้นกำลังนั่งขยับเกาซ้ายบ้างขวาบ้าง หนักเข้านางก็ถึงกับถลกตลบเอาชายกระโปรงชุดเจ้าสาวที่งดงามหรูหรา ทว่านางทรมานคันไปทั้งกายแล้ว เด็กน้อยเช่นไรนางก็ยังเป็นเด็กน้อย ต่อให้กว่าหนึ่งเดือนที่ถูกส่งเข้าวังนางจะถูกไทเฮาและแม่นมเข้มงวดเพียงใดแต่ 'เฉียวปิงเซียว' ท่านหญิงน้อยแห่งจวนจวินกั๋วกงนางก็ยังเป็นเด็กน้อยวัยเพียงหกขวบปี ย่อมมีความอดทนต่ำเป็นปกติอยู่นั่นเอง  

“อุ๊ย! ท่านหญิงหก อย่าถลกชายกระโปรงนะเจ้าคะ”  

เสี่ยวเตี๋ย สาวใช้วัยสิบสามหนาวเร่งตลบชายผ้าคืนกลับ ไม่ให้ท่านหญิงตัวน้อยของนางทำขายหน้าตั้งแต่ยังไม่ทันลงจากเกี้ยวเจ้าสาวเช่นนี้ หาไม่หากแม่นมซางเหนียงจือมาพบเห็นนายน้อยของนาง จะต้องถูกเฆี่ยนเอาจนหลังลายเสียเป็นแน่ ก็ต่อให้บัดนี้ท่านหญิงน้อยกำลังจะตบแต่งเป็นชินหวางเฟยน้อยก็จริง ทว่าหากนายน้อยของนางดื้อดึง ไทเฮาทรงกำชับให้แม่นมสาวลงโทษได้เลยมิต้องรายงานนี่นา  

“เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊ ท่านช่างใจร้ายเกินไปแล้ว...มันร้อน...มันคัน...เสี่ยวปิงอยากอาบน้ำ”  

ริมฝีปากเล็กคว่ำลงทันใดที่ตนถูกสาวใช้กึ่งพี่เลี้ยงดุเอาอีกแล้ว มิผิดเสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊นี้นางก็คือสาวใช้กึ่งพี่เลี้ยงให้แก่ท่านหญิงหกในจวินกั๋วกงแซ่เฉียวมาเนิ่นนาน เพราะเจ้าสาวผู้มาจากชายแดนฟากฝั่งเผ่าซีเป่ยนางหาใช่สาวงาม ทว่านางคือเด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงหกหนาวเท่านั้น! นางจะรู้จักว่าสิ่งใดสมควรหรือไม่สมควรทำไปได้เช่นไรกัน นางร้อน นางคัน ย่อมพูดจาจริงใจไร้เดียงสามิมีปั้นแต่ง  

...บิดามันเถอะ! ...  

ผู้เป็นเจ้าบ่าวนั้นสบถแล้วสบถอีกเกรงว่านับไม่ถ้วนเสียแล้วนับตั้งแต่เขาได้รู้ว่าเจ้าสาวผู้จะมาเป็นพระชายาเอกมีวัยเยาว์จนแทบจะเป็นบุตรสาวของเขาได้อยู่แล้ว ก็ห่างกันถึงสิบสามหนาว หากเขาตบแต่งพระชายาตั้งแต่วัยเยาว์เกรงว่าบุตรของเขาวัยคงน้อยกว่าธิดาในจวินกั๋วกงไม่กี่หนาวเป็นแน่ บุรุษผู้รู้เพียงการรบย่อม มิรู้จักการทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงเด็กเช่นนี้จะมิให้เขาโมโหเดือดไปได้อย่างไรกัน  

ซึ่งหากเสด็จแม่จะประทานเจ้าสาวโตเต็มวัยมาให้เขา หานไท่หมิงผู้เป็นจอมทัพใหญ่คงไม่อารมณ์ขุ่นมัวถึงเพียงนี้ ทว่าไม่อาจทราบได้ว่าพระมารดาและฝ่าบาทนั้นคิดการใดกันจึงตบแต่งเด็กน้อยผู้ยังกอดตุ๊กตาผ้าเก่าเน่าหนึ่งตัวขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาด้วยเช่นนี้  

'เลือกเอาเถิดชินหวางว่าเจ้าจะรับเอาเสี่ยวปิงไปร่วมตำหนัก โดยที่เปิ่นกงยินดีให้เจ้าตบแต่งจางหลานเย่ไปเป็นพระชายารองได้ หรือ...เจ้าปฏิเสธเสี่ยวปิง แล้วเปิ่นกงจะประทานสมรสให้จางหลานเย่ตบแต่งออกไปกับคนต่างเผ่า ชินหวางย่อมรู้เปิ่นกงสามารถกระทำสิ่งใดได้อยู่บ้าง'  

เช่นนั้นต่อให้หานไท่หมิงทั้งโกรธและแค้นเคืองต่อโชคชะตา ทว่าก็จำต้องทำตามใจขององค์ไทเฮาผู้เป็นมารดาและองค์จักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายร่วมบิดาและมารดาเดียวอย่างมิอาจหลีกหนีพ้นไปได้  

ก็หากเขายอมรับสมรสพระราชทานนี้อย่างสงบ ปัญหาจึงจบลง หาไม่จางหลานเย่สตรีที่เขารักปักใจอยู่หลายหนาว จะถูกพระทานสมรสออกไปกับองค์ชายต่างแดนสักพระองค์เสียเป็นแน่ ถึงองค์จักรพรรดิผู้เป็นพี่ชายปกติตามใจเขาอย่างมาก แต่หากองค์ไทเฮาผู้เป็นมารดาถึงกับเอ่ยปากเองเช่นนี้ เกรงว่าให้เป็นอดีตองค์จักรพรรดิผู้นอนหลับใหลในสุสานหลวงก็ยากจะช่วยเขาไปได้ หนทางมันจึงมาลงเอยที่ได้ภรรยาศีรษะเท่ากำปั้นแกร่งมาหนึ่งนางเช่นนี้!  

ถึงเขาจะไม่เคยเชื่อถือคำทำนายไร้แก่นสารของเหล่านักบวชและนักพรตทั้งหลาย แต่ก็ยากจะต่อต้านพระประสงค์ของผู้เป็นมารดาไปได้ วิวาห์ที่มีเจ้าสาวเป็นเด็กหญิงผู้ไม่ประสีประสาจึงต้องบังเกิดขึ้นเช่นในวันนี้ชวนให้เขาโกรธไปหมด ทั้งที่เขาผู้เป็นเจ้าบ่าวไม่ต้องการเลยสักนิด ดังนั้นเจ้าเพลิงโทสะนี้ ความขัดเคืองทั้งหลายที่อัดแน่นเหล่านี้ หานไท่หมิงจึงนำมันไปลงที่เด็กน้อยไม่ประสาเช่นเฉียวปิงเซียวไปโดยปริยาย ทั้งที่เด็กน้อยเองก็ยากจะเลือกเส้นทางด้วยตนเองเช่นนั้น แต่แล้วจะอย่างไรคนกำลังมีอารมณ์พาล เพราะหากนางไม่เกิดในวันเวลาตกฟากตามคำทำนาย เขาอาจจะไม่ถูกพระมารดาบีบบังคับเช่นนี้มิถูกหรอกหรือไรเล่า?  

...โครม!...  

และเพียงกายน้อยนั้นก้าวลงจากเกี้ยว เจ้าสาวเด็กน้อยในชุดยาวรุ่มร่ามก็ลงไปวัดความกว้างและแข็งของพื้นหน้าตำหนักชินหวางเสียแล้ว แต่หากนางจะคาดหวังให้เจ้าบ่าวตัวเท่าหมียักษ์มีน้ำใจมาช่วยเห็นทีจะยาก เพราะเขานั้นเลือกจะเดินข้ามกายที่นอนจุกอยู่ที่พื้นจนน้ำตาปริ่มดวงตาแล้วไปอุ้มพี่สาวคนงามที่อยู่อีกเกี้ยวด้านหลังก้าวเข้าประตูตำหนักไปไกลลับตาเสียแล้ว เด็กน้อยทำได้เพียงมองตามแล้วระบายลมหายใจแสนเจ็บปวดที่พี่ชายช่างใจร้ายใจดำต่อตนเองยิ่งนัก  

“ชินหวางเฟย...ให้กระหม่อมช่วยนะพ่ะย่ะค่ะ”  

...ท่านเซียนใจดี...  

มือขาวสะอาดที่ยื่นมาตรงหน้าเหมือนมือของเทพเซียนที่ส่งมาช่วยเหลือเด็กน้อยไกลบ้านพลัดเมืองเช่นเฉียวปิงเซียวเหลือเกิน เด็กน้อยไม่รีรอที่จะเร่งส่งมือสั้นป้อมของตนเองให้แก่อีกฝ่ายด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง เพราะพี่ชายใจดีตรงหน้าดูมีรอยยิ้มทั้งหวังดีและจริงใจ ดีกว่าพี่ชายที่ไทเฮาบอกแก่นางว่าเขาคือสามี และเขาคือเจ้าชีวิตของนางคนต่อไป หาใช่บิดาหรือพี่ชายต่างมารดาอีกต่อไป  

“เก่อเกอมีนามว่าอันใดเจ้าคะ”  

นางจะจดจำมิตรคนแรกในเทียนคงเฉิงแห่งนี้เช่นบุรุษตรงหน้าเอาไว้ให้ขึ้นใจเลยทีเดียว ต่อให้นางสมองไม่ดี จดจำคนไม่เก่ง แต่พี่ชายใจดีผู้นี้นางจะไม่ยอมลืมเขาเด็ดขาด เพราะเขาคือเทพเซียนใจดีของนางไปเสียแล้วนั่นเอง อันที่จริงในวูบหนึ่งของเด็กน้อยวัยหกหนาวอยากให้พี่ชายผู้นี้คือคนที่จะเป็นเจ้าชีวิตแ ละเป็นโลกทั้งใบ เป็นท้องฟ้า เป็นปฐพี มิใช่คนใจดำที่สนใจแต่พี่สาวคนงามเช่นหานไท่หมิง...  

“กระหม่อมแซ่เฉินนามว่าเซินพ่ะย่ะค่ะชินหวางเฟย”  

บุรุษผู้อยู่ในชุดเครื่องแบบองครักษ์หลวงประจำหนานสุ่ยเอ่ยตอบเจ้าสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงแสนจะอบอุ่น ผสานไปกับดวงตาที่ดูเมตตาล้ำลึกซึ่งมันอบอุ่นดังเฉียวปิงเซียวนางถูกสายตาคู่นั้นโอบกอดปลอบขวัญเลยทีเดียว  

“แซ่เฉินนามว่าเซิน...แซ่เฉินนามว่าเซิน...ได้!...เสี่ยวปิงจดจำเฉินเก่อเกอได้แล้ว ลำบากเฉินต้องช่วยเหลือเด็กโง่เขลาเช่นเสี่ยวปิงเสียแล้ว”  

เจ้าสาวตัวน้อยที่ยังสูงไม่เท่าช่วงเอวขององครักษ์เฉินถึงกับโค้งให้อีกฝ่ายอย่างที่เด็กวัยเพียงหกขวบจะเข้าใจวิธีขอบคุณในแบบที่มารดาเคยสั่งสอนมาของชาวจงหยวน ส่วนฐานะอันใดเด็กน้อยเช่นเฉียวปิงเซียวนางย่อมยังไม่ค่อยแจ้งใจเท่าใดนัก ว่าที่แท้บัดนี้นางคือนายคนที่สอง ซึ่งมีอำนาจรองก็เพียงชินหวางผู้เป็นพระสวามีเท่านั้น มิสมควรจะก้มศีรษะโค้งกายขอบคุณเพียงองครักษ์ผู้หนึ่งของวังหลวงเช่นนี้  

“ชินหวางเฟยเกรงใจไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”  

เฉินเซินเร่งคุกเข่าลงกับพื้นแล้วก้มศีรษะต่ำไม่กล้าแหงนเงยใบหน้าขึ้นสบดวงตาทองอร่ามสว่างไสวงดงามตรงหน้า ทั้งที่กายน้อยนั้นพอท่านองครักษ์เฉินคุกเข่าลง เลยทำให้กายเจ้าสาวชุดงดงามเจิดจรัสเลยพอจะสูงขึ้นมาเท่ากับหัวไหล่ท่านองครักษ์หนุ่มเล็กน้อย เฉียวปิงเซียวเลยถอยห่างเพราะตกใจที่บุรุษตัวโตมาก้มศีรษะให้ตนเองเช่นนี้  

“เอ่อ ท่านองครักษ์เฉิน ท่านอย่าคิดมากเลย ท่านหญิงหกของข้านั้นนางอายุก็เพียงเท่านี้ จึงยังไม่อาจแจ้งใจต่อฐานะตนเองจึงแสดงกิริยาไม่ระวัง เช่นไรต่อไปเสี่ยวเตี๋ยนั้นจะพยายามสั่งสอนนางให้รู้ความขึ้นในภายหน้าอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”  

เสี่ยวเตี๋ยผู้รู้เรื่องราวทุกสิ่งดีเร่งห้ามทัพไม่ให้ทั้งนายน้อยของนางและท่านองครักษ์ผู้เป็นหัวหน้าขบวนรับตัวเจ้าสาวมาจากแคว้นต้านโจวได้ผลัดกันขอบคุณไม่เลิกเสียที หาไม่จะไม่ทันฤกษ์มงคลเป็นแน่ ที่สำคัญแม่นมซางเหนียงจือนางกำลังหันกลับมามองด้วยดวงตาเรืองแสงสีเขียวขุ่นเร่งนางและนายน้อยของตนเองแล้ว  

“มาเถิดเจ้าค่ะท่านหญิงหก ใกล้ฤกษ์เต็มทน มาจัดอาภรณ์ให้ดีอีกหน่อยนะเจ้าคะ”  

เสี่ยวเตี๋ยจัดการงานตรงหน้าอย่างคล่องแคล่ว เพียงครู่นางก็จัดการจนเจ้าสาวตัวน้อยงดงามดังเทพธิดาในชุดเครื่องทรงเต็มพิธีการของชินหวางเฟยแห่งหนานสุ่ยมิขาดตกไปสักเพียงหนึ่งชิ้น  

แต่เพียงแค่เท้าแสนสั้นก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างองอาจ นางเป็นลูกสาวของท่านหญิงผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเผ่าเชียวนา จะมาอ่อนแอให้ชาวจงหยวนขบขันนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง!  

"เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊...เตาไฟมันใหญ่ไปหรือไม่"  

ผู้ที่เพิ่งบอกตนเองให้เข้มแข็ง แต่พอเห็นขนาดของเตาไฟกลับถอยหลังมาตั้งหลักเสียหกก้าวแล้วกวักมือให้สาวใช้คนสนิทก้มศีรษะลงมาให้นางกระซิบสักหน่อย ซึ่งเสี่ยวเตี๋ยนั้นมองไปก็เห็นจริง ชินหวางผู้นี้คิดจะให้ตบแต่งท่านหญิงหก หรือจะเผาท่านหญิงตัวน้อยของนางตั้งแต่พิธีข้ามเตาไฟกันเล่า?  

เด็กน้อยมองเตาซึ่งนางคิดว่าหากนำแพะสักตัวมาย่างคงสุกได้ในเวลาไม่นานแล้วก็ท้อ สายตาเลยไปที่กงกงผู้ยืนวางท่ามีสีหน้าเหี้ยมโหด ลำคอสั้น ๆ เลยหดสั้นเพิ่มขึ้นไปอีกสองส่วน เห็นแล้วก็ช่างน่าสงสาร แต่พอนางนึกถึงคำสั่งของไทเฮาว่านอกบ้านชินหวางคือบุรุษผู้เป็นใหญ่และมากอำนาจที่สุด ทว่ายามอยู่ในตำหนักส่วนหลังนับจากวันนี้เป็นนางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เด็กน้อยจึงดึงเปลือกตาแคบลงสองส่วน  

"เราจะดับถ่านไฟในเตานับว่าผิดประเพณีใช่หรือไม่"  

ท่านหญิงน้อยจากต้านโจวทบทวนสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้มาจากตำหนักไทเฮา แล้วคิดทบทวนว่าจะผ่านด่านเตาไฟนี้ไปได้เช่นไรไม่ให้ตนเองกลายเป็นชินหวางเฟยย่างไฟสุกหอมชวนชิมก่อนเข้าหอตามธรรมเนียมของชาวหนานสุ่ยไปเสียก่อน  

"เฉินเก่อเกอ...มาทางนี้"  

นิ้วกลมสั้นกระดิกเรียกท่านองครักษ์ที่ไทเฮาทรงประทานมาให้ดูแลนางอีกคน แล้วรอยยิ้มมากเล่ห์ของท่านหญิงหกก็ปรากฏเฉิดฉายออกมาจนเสี่ยวเตี๋ยเริ่มหายใจไม่เต็มท้อง เห็นแล้วนางจึงยกชายเสื้อขึ้นซับเหงื่อในทันที ก็...ท่านหญิงน้อยของนางนั้นธรรมดาที่ใดกัน...ปั่นป่วนจนเหล่าอนุภรรยาของจวินกั๋วกงร่ำไห้มาล้วนบ่อยครั้ง เหล่าพี่ชายพี่สาวร่วมบิดาหรือก็ขยาดไม่กล้ารังแก ไปจนถึงคนทางกระโจมของท่านข่านเล่อฉินเต๋อตูผู้เป็นตาก็ล้วนปั่นป่วนมาแล้วทั้งหมดกับรอยยิ้มนี้ 

"อุ้มหน่อย...น้า~...เฉินเก่อเกออุ้มเสี่ยวปิงหน่อย เตาไฟก็ใหญ่ เมล็ดถั่วเมล็ดงานั้นก็มาก อานม้านั่นก็...ใหญ่ยิ่งเกินไป เสี่ยวปิงเดินเองคงได้ล้มขายหน้าอีกเป็นแน่"  

ดวงตาสีทองอร่ามเรืองรองงดงามนั้นแวววาวออดอ้อนมาพร้อมรอยยิ้มแสนหวาน เผยให้เห็นเขี้ยวข้างซ้ายที่โผล่ออกมาอวดโฉม พัดลายหงส์ถูกกำแน่นที่มือข้างขวา แล้วนางก็ชูแขนทั้งสองข้างรอคอยการถูกอุ้มเต็มที่...ก็จำได้ในกฎที่ได้อ่านไม่ได้ห้ามให้นางถูกอุ้มข้ามเตาไฟสักหน่อย...  

...นางไม่ได้ทำผิดธรรมเนียม และแหวกม่านประเพณีใดสักนิด...ก็เพียงให้พี่ชายใจดีช่วยอุ้มนางก้าวข้ามเตาไฟเท่านั้นจะผิดที่ใดกัน ยิ่งมองเห็นอานม้ากับเมล็ดธัญพืชทั้งหลาย เด็กน้อยจึงคิดว่านางอาศัยขาแข็งแรงของพี่ชายใจดีนี่แหละงดงามเหมาะสม!  

ขนาดเสี่ยวเตี๋ยผู้คุ้นเคยกับนายน้อยของนางมานับตั้งแต่ยังแบเบาะ เจอรอยยิ้มและสายตาออดอ้อนยังไม่เคยต้านทานพลังทำลายล้างสูงนี้ไปได้ แล้วองครักษ์หนุ่มมีหรือจะทานทนใจแข็งไม่ช่วยอุ้มนางไปได้ ดังนั้น ใบหน้าของเจ้าบ่าวที่แต่เดิมก็บึ้งตึงอยู่แล้ว พอเห็นว่าแผนแกล้งไม่ได้ผล ที่คิดว่ายายเด็กน่าชิงชังจากชายแดนข้ามเตาไฟไม่ผ่าน และพิธีล้มเหลว เช่นนั้นพิธีตบแต่งนางก็ไม่ต้องมีขึ้น ทว่าทุกสิ่งถล่มลงจนไม่เหลือชิ้นดีจึงมีสีหน้าดำทะมึนแตะแต้มใบหน้าเพิ่มขึ้นไปอีกสามส่วน!  

แต่เฉียวปิงเซียวนอกจากหนูน้อยจะไม่สะทกสะท้านต่อสายตาอยากฆ่านางให้ตายแล้ว ยังมีแก่ใจส่งยิ้มหวานเผื่อแผ่ไปให้คนตัวโตหน้ายักษ์อีกด้วย  

...ก็เพียงสายตาในยามที่ข้าอยู่จวนท่านพ่อ ถูกบรรดาแม่ ๆ ทั้งหลายลงมือฆ่าออกบ่อย ข้ายังไม่กลัวเล้ย... 

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
16
บทนำ
บทนำ...เจ้าสาวตัวน้อยเสียงเครื่องสายของชาวจงหยวนดังอึงมี่ก้องไปไกลคงราวร้อยลี้ จากนั้นไม่นานทุกสายตาก็ได้เห็นขบวนเกี้ยวเจ้าสาวอันยิ่งใหญ่โผล่พ้นหัวโค้งก่อนถึงตำหนักชินหวาง 'หานไท่หมิง' แห่งหนานสุ่ย ปีนี้คือรัชศกต้าเต๋อปีที่หก ปกครองโดยคนแซ่หาน พระนามว่า 'หานไท่สือ' องค์จักรพรรดิลำดับที่สามสิบหกในราชวงศ์หาน หลายหน้าหนาวที่ผ่านพ้น มหานครเทียนคงเฉิงแห่งนี้สงบสุขไร้ทุกข์ ทั้งภัยสงคราม ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดผ่านมาหลายหน้าหนาวที่มิได้เข้ามาแผ้วพานชาวเมืองเทียนคงเฉิง โดยการปกครองซึ่งเป็นธรรม และมากปัญญาขององค์จักรพรรดิหนุ่มวัยยี่สิบสองหนาว  จึงทำให้หน้าหนาวปีนี้ เมืองหลวงแห่งหนานสุ่ยเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ชาวประชาใบหน้าสดใส ข้าวเปลือกและพืชพรรณญญาหารในยุ้งฉางของแต่ละจวน และบ้านเรือนล้วนต่างเต็มแน่นไม่ขาดแคลน การค้าการขายก็ก้าวไกลไปหลายดินแดน มากมายไปด้วยพ่อค้าวาณิชต่างแดน ร้านค้าหรือก็มีมากขึ้น ขอทานและคนจนยากไร้ ผู้ที่ขาดที่อยู่อาศัยเร่ร่อนแทบจะไม่มีให้พบเจอภายในเมืองหลวงแห่งนี้เช่นในอดีตเมื่อหลายฤดูหนาวก่อน จึงกล่าวได้ว่าฮ่องเต้หรือองค์จักรพรรดิผู้นี้เป็นบุรุษผู้ทรงธรรมไม่น้อย  และส่ว
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-13
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่1
ตอนที่ 1...ราตรีร่วมหอของสามเรา...พลั่ก! ...  "แอ๊ก!”  หลังจากผ่านด่านแรกประตูสู่ขุมนรกของท่านหญิงตัวน้อยก็มาถึงด่านต่อไปทันที และเพราะเด็กน้อยมัวแต่คิดระวังกิริยาเลยไม่ทันตั้งตัวและสติเข้าที่ดี เฉียวปิงเซียวก็ถูกจางหลานเย่เจ้าสาวอีกคนกระแทกจนล้มลงไปนั่งจุกตัวงอ แล้วพระชายารองก็แย่งที่ซึ่งสมควรเป็นของพระชายาเอกเอาไปครอบครองอย่างไม่ละอายใจสักนิด  ...ไม่เป็นไรหรอกก็เพียงตำแหน่งที่ยืนเท่านั้น เช่นไรพระชายาเอกเช่นนางก็มีอำนาจเหนือกว่าพี่สาวปากแดงผู้นี้ วันนี้นางจะต่อให้หนึ่งก้าวไปก่อนก็ได้...  เจ้าสาวตัวน้อยส่งยิ้มแฉ่งแสนจะจริงใจไปให้อีกฝ่าย เลยถูกขว้างสายตาอำมหิตคืนสนองมาหนึ่งสาย...พี่สาวช่างเป็นคนดีเสียจริง...เป็นคนดีอย่างยิ่ง...เสี่ยวปิงซาบซึ้งใจเหลือเกิน...  พิธีกราบไหว้บรรพชนผ่านพ้น ก็กราบไหว้ฟ้าและดิน กราบไหว้ญาติผู้ใหญ่ ที่มีไทเฮาและองค์จักรพรรดินั่งเด่นเป็นสง่า จนไปถึงยกน้ำชา ตลอดทุกขั้นตอนแทนที่เจ้าบ่าวจะช่วยเหลือเจ้าสาวผู้เป็นเด็กวัยเพียงหกหนาว กลับกลายเป็นองครักษ์หลวงหน้านิ่ง กับนางกำนัลสาวตัวน้อยเพียงเท่านั้น ส่วนเจ้าบ่าวนั้นหรือ? ...เขาก็สนใจแต่เพียงช่วยเหลือพระชายารอง
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-13
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่2
ตอนที่ 2แล้วก็มาถึงช่วงเช้าของวันที่สามหลังงานวิวาห์ ซึ่งได้เวลาที่หานไท่หมิงจะต้องพาพระชายาทั้งสองเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิตามราชประเพณีของชาวหนานสุ่ย แล้วเป็นเช่นเดิม วันนี้มีรถม้ามารอที่หน้าตำหนักสองคันดังกับวันที่เกี้ยวเจ้าสาวสองหลังมาเทียบที่หน้าตำหนักชินหวางแห่งหนานสุ่ย มิต้องคาดเดาให้เหนื่อยเฉียวปิงเซียวเด็กน้อยนางก็รู้ตัวดีว่าตนเองจะต้องไปนั่งคันที่เล็กกว่า และคงมีเพียงเสี่ยวเตี๋ยกับแม่นมซางเท่านั้นที่ร่วมนั่งไปด้วยกัน  ...แต่ย่อมดีอย่างยิ่ง นางล้วนพึงใจเหลือเกิน...  เด็กน้อยกลับคิดในใจด้วยชมชอบและยิ่งกว่ายินดี เพราะชินหวางสำหรับนางแล้วตัวโตราวยักษ์ เพียงเขานั่งร่วมด้วยนางอาจต้องถูกเบียดจนแบนดังผักดองตากแห้งเสียเป็นแน่ ให้พี่สาวคนงามแบนไปผู้เดียวย่อมดีกว่า เด็กน้อยมองสวามีตัวโตอุ้มพี่สาวคนงามขึ้นรถม้าด้วยสายตาไม่เข้าใจนัก เพราะตลอดมานางก็เห็นพี่สาวเดินเหินได้ปกติ เพียงจะก้าวขึ้นรถม้าเองคงไม่น่าจะยาก ไม่เหมือนตนเองที่ขานั้นสั้นกว่ามาก ไยชินหวางเลือกปฏิบัติเช่นนี้  "ชินหวางเฟย ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ"  เป็นเฉินเซินนั่นเองที่เข้ามาจับเอวเล็กยกส่งขึ้นไปบนรถม้า เพราะเห็นนางยืนมองชินหวางที
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-13
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่3
ตอนที่ 3 และเมื่อผ่านไปสามวัน ไข้ของเฉียวปิงเซียวก็ทุเลาลงมาก จนในยามเช้าของวันที่สี่เด็กน้อยก็ลุกขึ้นมาเดินเหินได้สะดวกแม้จะยังมีอาการหวาดผวาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากแล้ว อย่างไรนางก็มีมารดาเป็นสตรีเหี้ยมหาญของเผ่าซีเป่ย ที่ขึ้นชื่อว่ามีนักรบฝีมือมากมายผู้หนึ่ง ย่อมไม่เสียขวัญนานเช่นเด็กน้อยวัยเดียวกันอยู่แล้วตามแบบแผนที่รองแม่ทัพนางหนึ่งจะสั่งสอนบุตรของตนเองได้  "เสี่ยวเตี๋ยเจ่เจ๊จ๋า...รองเท้าของเสี่ยวปิงเล่า"  รองเท้าคู่นั้นเป็นคู่สุดท้ายที่มารดาของนางตัดเย็บให้ด้วยตนเองเช่นเดียวกับตุ๊กตาผ้าตัวนั้น บัดนี้นางเริ่มหายดี สิ่งแรกที่เฉียวปิงเซียวถามหาก็คือของที่มารดาทำให้เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนางจะลาลับไปท่องเที่ยวสวรรค์เมื่อหนึ่งหนาวก่อนทันที  "ยังหาไม่พบเลยเพคะ"  ได้ฟังเช่นนั้นเด็กน้อยก็ซึมลงทันที ตอนนี้นอกจากอาภรณ์อีกไม่กี่ชุดก็เท่ากับนางไม่เหลือของดูต่างหน้ามารดาอีกแล้ว เด็กน้อยจึงหันไปนำเสื้อที่หลายคืนก่อนเสี่ยวเตี๋ยนางไปนำมาให้ตนเองนั้นได้กอดนอนแทนตุ๊กตาผ้าในช่วงที่เด็กน้อยนางกำลังมีไข้สูงขึ้นมากอดแนบที่หน้าอกอย่างแน่นหนาอีกครั้ง แล้วจึงยกหัวเข่าทั้งสองข้างขึ้นมากอดทอดสายตามองเหม่อออ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-13
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่4
ตอนที่ 4พออีกสองวันต่อมาอาการของเฉียวปิงเซียวนั้นหายดีเป็นปกติ คนเพิ่งได้รองเท้าคู่ใหม่ที่แสนถูกใจกับพี่เสี่ยวเป่ากลับคืนสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ชินหวางเฟยตัวน้อยแก้มแดงก็กลับมาสดชื่นแจ่มใสตามนิสัยของเด็กผู้ไม่ชอบแสดงกิริยาทุกข์โศกอย่างยิ่ง แถมช่วงนี้แม่นมซางก็ยังใจดีสั่งงดการเรียนวิชาเครื่องสายจำพวกพิณและผีผาที่นางนั้นแสนจะปัญญาทึบเป็นที่สุด ดีดยามใดสลับสายกันยุ่ง เสียงไพเราะเสียจนท่านอาจารย์ทั้งหลายพากันซาบซึ้งน้ำตาไหลเป็นลมหนีนางไปหลายสิบคนแล้ว  พอถูกงดวิชาเหล่านี้ชินหวางเฟยตัวน้อยจึงยิ่งสบายอกสบายใจ เพราะไม่ต้องสร้างบาปก่อกรรมด้วยการสังหารเหล่าท่านอาจารย์ทั้งหลายด้วยเสียงดนตรีแสนเสนาะหูของตนเองอีกต่อไปแล้ว  ยิ่งคิดเด็กน้อยก็ยิ่งเบิกบานเสียจนเผลอครวญเพลงประจำเผ่าที่ท่านแม่ร้องกล่อมเข้าจนได้ ซึ่งมันไม่ใช่เพียงครวญแผ่วเบา ทว่าเป็นเสียงตะโกนก้อง เรียกได้ว่าเด็กน้อยนั้นนางมีความสุข มีความเบิกบานเท่าใด เฉียวปิงเซียวก็ตะโกนออกไปเท่านั้น ทำเอานกกาบริเวณสวนหลวงที่หน้าตำหนักไทเฮานั้นล้วนต่างพากันแตกตื่นบินหนีเสียวุ่นวาย ตัวไหนที่ดูจะใจเสาะอ่อนแอสักหน่อยก็ตกลงมาชักดิ้นชักงอ ไม่นานก็สิ้นใจนอนสำ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-13
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่5
ตอนที่ 5ดังนั้นพิธีผูกวาสนาชะตาคู่ครองที่ในยามแรกที่เฉินเซินมีความคิดอยากจะขัดขวางให้ถึงที่สุด เพราะแจ้งแก่ใจแล้วว่าอดีตซึ่งชินหวางคิดว่ามันก็แค่พิธีไร้สาระงมงาย แท้จริงมันเห็นผลจริงเพียงใด หากแต่เจ้าพิธีนั้นสุดท้ายกลับนำภัยร้ายมาสู่นางในดวงใจในท้ายสุด  แต่แล้วก็เพราะพิธีนี้อีกเช่นกันที่ทำให้เขาได้กลับมาในวันนี้ ดังนั้นคราวแรกที่เขาคิดจะขัดขวางย่อมมีมากเกินสิบส่วน แต่พอหลายเหตุการณ์มันย่ำแย่ลงทุกครั้งที่เขาบังเอิญก็ดีตั้งใจก็ช่าง ก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยวมันสำเร็จก็จริง ทว่าสุดท้ายเหตุการณ์นั้นมันก็ยังจะเกิดขึ้นอีกอยู่ดี และไม่ใช่เพียงหยุดเหตุร้ายไม่ได้อย่างเดียว แต่เหตุการณ์ที่จะเกิดทีหลังมักร้ายกาจเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกหลายส่วน  เมื่อเป็นเช่นนี้แผนจะหยุดยั้งจึงต้องถูกยกเลิกไป เพราะเขาไม่ต้องการจะเสี่ยงอีกแล้ว ก็ขนาดเรื่องเล็กน้อยเช่นรองเท้าที่เขาไปแตะต้อง ผลร้ายก็อย่างที่ได้เห็นว่าผู้ที่หนีไม่เคยพ้นความชั่วร้ายมันไปตกใส่เด็กน้อยไร้เดียงสาไม่รู้ความเช่นเฉียวปิงเซียว  ต่อให้เขากลัวอย่างยิ่งว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นตัวชินหวางเองที่โง่งมจนเค่อสุดท้าย ทำร้ายทำลายจนเฉียวปิงเซียวนางสาปส่งไม่คิดหัน
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-14
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่6
ตอนที่6เขาคิดอยู่แล้วเชียวว่าพระมารดาของเขามีหรือจะยอมค้าขายขาดทุน ส่วนที่ไต้ซือเฒ่านั้นบอกแก่เขาว่าความลับนี้จะมีแค่เขากับเฉียวปิงเซียวและตัวไต้ซือเฒ่าเท่านั้นที่ทราบ เขาย่อมไม่เชื่อถือทั้งเพ  ...ไร้สาระ...หลอกลวง! ...เพราะหากมีความจริงสักส่วนที่กระทำล้วนมิใช่พิธีกรรมของนักบวชผู้ทรงศีลแล้ว ทว่ามันคือพิธีกรรมของพวกลัทธินอกรีต พวกจอมมาร หรือเผ่าปีศาจในยุทธภพที่เป็นเรื่องเล่าอ้างหลอกลวงนั่นแล้ว  "หากไม่เกี่ยวกับเปิ่นหวางก็ทำต่อเถิด ขั้นตอนนี้สำเร็จก็จบแล้วถูกต้องหรือไม่"  จะเข้าต้นยามจื่ออยู่แล้ว เขาจึงอยากให้จบไปเสียที หันไปมองทางจางหลานเย่ นางก็มองตอบกลับมาด้วยสายตารอคอยจนน่าสงสาร เขาไม่อยากให้นางมาทานทนนั่งลำบากอีกแล้ว บุรุษซึ่งคิดว่าตนเองนั้นมีความรักมั่นคงย่อมจะถนอมนางอันเป็นสตรีที่รักอยู่แล้ว  "พ่ะย่ะค่ะ...ขอมือด้านขวาของชินหวาง...มือซ้ายของชินหวางเฟย"  ไต้ซือเฒ่าผู้เป็นหัวหน้านักบวชหงายฝ่ามือของตนเองรอคนทั้งคู่ให้วางมือลงมาพร้อมกัน หานไท่หมิงส่งให้ทันที แต่เฉียวปิงเซียวเด็กน้อยแค่เห็นมีดสั้นคมแวววาวนางก็ถอยหลังหนีอีกครั้ง เห็นเช่นนั้นคนอยากจะเร่งทำให้เสร็จไปจึงไม่รีรอคว้ากำ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-14
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่7
ตอนที่ 7“ชินหวางเพคะ…ฟ้าจวนสว่างแล้ว เช่นไรทรงไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่”  อดไม่ไหวนางจึงขยับเข้าไป หวังว่าจะชวนอีกฝ่ายกลับเรือนไปด้วยกัน ก็อีกเพียงสองวันเขาจะแยกกายไปทัพแล้ว แต่จนป่านนี้นางและชินหวางนอกจากกอดจูบกลับไม่เคยร่วมห้องหอลึกซึ้งกันสักครั้งเช่นนี้ที่นางวางแผนจะมีบุตรหวังยกฐานะตนเอง เช่นนี้แล้วยังจะมีหวังอยู่อีกหรือไรกัน  “อ้อ…หลานเอ๋อร์ เจ้าไปพักเถิด ข้าจะอยู่รอท่านหมอตรวจเสี่ยวปิงอีกครั้งก่อน…ลี่เจิน มาพาพระชายารองกลับตำหนักของนางเพื่อพักผ่อนได้แล้ว”  หานไท่หมิงเรียกนางกำนัลใกล้ชิดของจางหลานเย่มาพานางกลับไปยังตำหนักหลิวหยางของพระชายารองที่อยู่ฟากฝั่งตรงกันข้ามกับตำหนักอิงธาราแห่งนี้ทันที เพราะในใจเขาบัดนี้มันทิ้งเด็กน้อยตรงหน้าไปไม่ได้  “แต่…”  พอนางเจอสายตาที่จับจ้องมานิ่ง ๆ อ่านก็ไม่ออกว่าหานไท่หมิงเขาคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ จางหลานเย่ที่มิใช่คนโง่เขลานางจึงได้สติ คนเช่นชินหวางที่ไม่ชอบที่สุดก็คือสติซึ่งพูดจาหนึ่งคำแล้วไม่รู้ความ เช่นนั้นวันนี้นางจึงรู้ว่าตนเองจำต้องถอยไปก่อน แต่ก็เพียงจะถอยเพื่อรุกฆาตเท่านั้น  ...ได้...ในเมื่อนางยั่วยวนด้วยดีสามียังยากจะหลงใหล เช่นนั้นก็ค
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-14
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 8
ตอนที่ 8ในที่สุดวันเดินทางก็มาถึง เฉียวปิงเซียวนางมองหาพี่เซินซึ่งเป็นองครักษ์ที่เคยติดตามอยู่ข้างกายตนเองจนทั่วก็ไม่เห็นแม้แต่เงา วันนี้ไทเฮาส่งองครักษ์มาดูแลนางใหม่ ซึ่งหาใช่พี่ชายใจดีเช่นเฉินเซิน ผลักไสเฉินเซิน แต่เป็นหนึ่งพี่สาวคนสวยกับหนึ่งพี่ชายตัวสูงใหญ่ ที่มีใบหน้านิ่งสนิทแข็งตึงเป๊ะดังกับต้นเสาศิลาในพระรามหลวงบนเขาไห่ซาน  ดังนั้นพอเด็กน้อยมองเห็นดาบกับใบหน้าบอกบุญคงไม่รับ ชินหวางเฟยตัวน้อยนางก็ถึงกับถอยห่างไปตั้งหลักเสียหลายก้าว ยังดีที่มีเสี่ยวเตี๋ยกับพี่เฟิ่งเหลย และแม่นมซางเหนียงจือร่วมติดตามไปซั่วหยางด้วย หาไม่นางคงได้ทุบศีรษะตนเองให้สลบ เพราะไม่กล้าหายใจแรงในยามอยู่ใกล้ท่านองครักษ์หน้าโหดนามเสิ่นอี้ถงเสียเป็นแน่  “หากพร้อมแล้วก็เชิญชินหวางเฟยขึ้นรถม้าเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากรอสายกว่านี้แดดจะยิ่งแรง ม้าจะเหนื่อยมาก"  แต่ในยามที่ท่านองครักษ์เสิ่นผู้นี้เขาพูดออกมา น้ำเสียงกลับนุ่มนวลอย่างยิ่ง เฉียวปิงเซียวจึงยิ้มหวานแจกจ่ายตามนิสัยเด็กยิ้มง่าย ไม่ค่อยถือโทษโกรธผู้ใดนานให้แก่ท่านองครักษ์หน้าตายหวังผูกมิตรใหม่ทันที และย่อมแน่นอนว่าเสาศิลาก็ถูกรอยยิ้มสดใสล่อลวงได้โดยง่าย จึงแทบละ
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-14
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 9
ตอนที่ 9...อีกด้านของเมืองหลวงหนานสุ่ยในอีกหลายสิบวันต่อมา...  ในตรอกหนึ่งที่มีอารามเก่าโทรมตั้งอยู่สุดตรอกด้านทิศใต้ของเทียนคงเฉินกลับมีเงาร่างงดงาม แต่มีหมวกผ้าปกปิดใบหน้าเดินดูระแวงระวังภัยตลอดทาง จนถึงบ้านหลังหนึ่งก่อนจะถึงตัวอารามเก่า นางก็แทรกกายเข้าไปในประตูขนาดเล็กแล้วหายลับ ดังเมื่อครู่ไม่เคยมีผู้ใดเดินเข้ามาในตรอกมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น  "ท่านอาจารย์เนี่ย"  สตรีนางนั้นก้าวเข้ามาในบ้านที่ภายนอกก็เป็นเพียงเรือนหลังเล็กแสนจะธรรมดา หากทว่าภายในกลับสะอาดเอี่ยม พอกายงดงามก้าวเข้าเรือนก็พบกับบุรุษ ถึงเขาร่างกายกำยำ หากแต่กลับพอกหน้าด้วยแป้งจนขาว และยิ่งดูขาวซีดขึ้นไปอีกเพราะสีแดงเข้มที่ริมฝีปากเรียวบางงดงามราวอิสตรี พอได้ยินเสียงเรียกขาน กายของบุรุษที่วัยราวสามสิบหนาวซึ่งกำลังตัดตกแต่งกิ่งของดอกไม้ในกระถางสวยงามอยู่ด้วยกิริยางามสง่าอย่างสตรีชนชั้นสูงมากกว่าจะเป็นบุรุษก็ชะงักมือไปเล็กน้อย  “อ้อ…มาแล้วเช่นนั้นหรือ...วันนี้เจ้าล่าช้าไปสามเค่อ”  เขากล่าวทั้งที่มิได้หันกลับไปมอง แต่เพียงเขาได้ยินน้ำเสียงของนางก็จดจำได้ว่าผู้ที่มาหานั้นคือผู้ใด เพราะวันนี้เขานัดไว้ก็เพียงนางเดียว 
last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-02-14
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status