LOGINเช้ามืดในวันถัดมา ใกล้เข้าสู่ฤดูคิมหันต์แล้วบรรยากาศจึงเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ในตรอกเล็กข้างจวนมีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังก้าวเดินออกไปอย่างระมัดระวังตัว ทว่า…
“อื้อ-” ยามเฉิน กงเล่อหยางตื่นขึ้นมาด้วยความเหนื่อยล้า ปรือตาลุกขึ้นเดินตามแรงพยุงของเสี่ยวถงไปที่หลังฉากกั้น หลังจากล้างหน้าจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมานั่งที่หน้าคันฉ่อง กงเล่อหยางพินิจเพ่งมองใบหน้าของกงเล่อหยางที่มีความคล้ายคลึงกับนางอยู่ราวเจ็ดส่วน แต่เหมือนว่าพระเจ้าจะเข้าข้างกงเล่อหยางมากกว่า ถึงได้ทำให้กงเล่อหยางงดงามมากถึงเพียงนี้ พอคิดมาถึงตรงนี้กงเล่อหยางจึงอยากจะเห็นนางเอกที่นักเขียนบรรยายว่างามล่มแคว้นยิ่งนัก สำหรับนางที่มีชีวิตมาสองชาติภพ กงเล่อหยางคือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่นางเคยพบมา หากเป็นโลกที่นางอยู่คงไม่พ้นเป็นดาวเด่นท่ามกลางแสงสีเสียงมากมายที่น่าแสบตาเหล่านั้น “เมื่อครู่คุณหนูบอกว่า ท่านอ๋องจะมาทานมื้อเช้าที่จวนของเรารึเจ้าคะ!” เสี่ยวถงพูดขึ้นมาเสียงดัง “ใช่ เจ้าช่วยไปบอกที่โรงครัวด้วยก็แล้วกัน แต่…” เล่อหยางกวักมือเรียกเสี่ยวถง เสี่ยวถงตาโตเมื่อฟังคุณหนูพูดจบ “คุณหนูวางใจได้เลยเจ้าค่ะ” “รีบไปได้แล้ว” หลังจากบอกสาวใช้ให้ไปจัดการบางอย่างที่โรงครัว กงเล่อหยางก็หันกลับมาจ้องมองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ขณะที่กงเล่อหยางกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่นั้น ก็มีความเคลื่อนไหวบริเวณหน้าต่าง นางหันไปมองก็เห็นว่าเป็นคนเดียวกันกับเมื่อวานที่ลอบเข้าจวนผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต “ท่านอ๋อง ประตูทางเข้าจวนมีเพคะ” “เปิ่นหวางชอบเข้ามาทางหน้าต่างมากกว่า” ไป๋เทียนหลงเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ด้านหลังนาง ก่อนจะหยิบหวีขึ้นมาสางผมให้นาง กงเล่อหยางรู้ว่าเอ่ยห้ามหรือโวยวายไปก็ไร้ประโยชน์จึงได้แต่นั่งนิ่งให้เขาหวีผมให้ นางลอบมองเขาผ่านกระจกนัยน์ตาของเขาค่อนข้างที่จะจริงจัง เขาจับผมนางอย่างเบามือ และก็ทำสิ่งที่เหนือความคาดหมายของนาง “ท่านอ๋องทำเป็นด้วยหรือเพคะ” กงเล่อหยางถามขึ้นหลังจากที่เขาปักปิ่นอันที่สองลงไป “ตอนเด็กเปิ่นหวางเคยขอให้แม่นมสอนน่ะ เปิ่นหวางอยากเกล้าผมให้มารดาในวันเกิด ไม่รู้ว่ายามนั้นเปิ่นหวางคิดสิ่งใดอยู่ถึงได้คิดทำเช่นนั้น” ไป๋เทียนหลงมีรอยยิ้มบางเบาประดับอยู่ บ่งบอกว่าช่วงเวลานั้นเขามีความสุขมากจริงๆ กงเล่อหยางถึงกับตาพร่าเมื่อเห็นเขายิ้ม นางอยากจะหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาเก็บภาพนี้ไว้ ท่านอ๋องในยามนี้ทั้งหล่อเหลา ทั้งอ่อนโยน กงเล่อหยางไม่รู้ว่าจะบรรยายมันออกมายังไง “เจ้ากำลังตกหลุมรักเปิ่นหวางใช่หรือไม่” เขาพูดเสียงกลั้วหัวเราะ พร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวนางก่อนจะเดินไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง กงเล่อหยางได้สติก็หุบยิ้มลงทันที ก่อนจะมองเขาด้วยหางตา นางคิดว่าความหลงตัวเองของท่านอ๋องคงยากที่จะเยียวยาแล้วล่ะ “ท่านอ๋องทรงอ่านความคิดของหม่อมฉันออกด้วยหรือเพคะ” “เจ้ากำลังยอมรับว่าเริ่มจะชมชอบเปิ่นหวางบ้างแล้วใช่หรือไม่” ไป๋เทียนหลงใจเต้นรัว เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน สายตามองสบตานางด้วยความคาดหวัง กงเล่อหยางชะงักไปเมื่อได้สบสายตาของเขา สายตาคาดหวัง พระองค์ทรงคาดหวังให้นางตอบรับเช่นนั้นหรือ แต่ว่านางกับเขาพึ่งพบกันนะ เหตุใดเขาถึงได้ทำเหมือนกับมีใจให้นางตั้งแต่แรกล่ะ เอ๊ะ! หรือว่าทั้งสองเคยพบกันมาก่อน แต่ในความทรงที่กงเล่อหยางทิ้งไว้ให้นาง ไม่มีเขาอยู่เลยนี่นา “เมื่อวานหม่อมฉันได้บอกกล่าวพระองค์ไปแล้วเพคะ ว่าเราเป็สหายกัน สรุปแล้วเรื่องวันนี้ท่านจะทำเช่นไรเพคะ” เล่อหยางพูดเปลี่ยนเรื่องพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปหยิบบางอย่างออกมาให้เขา ไป๋เทียนหลงมีใบหน้าที่สลดลงอย่างเห็นได้ชัด มองตามนางตาละห้อย เมื่อวานเขาอุตส่าห์กลับไปหาข้อบกพร่องของตัวเอง หาอยู่นานแต่ก็หาไม่พบ… ถามกงกงและองครักษ์ พวกเขาก็บอกว่าไม่มี ยังบอกอีกว่าเขาหล่อเหลาและสมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้ว องค์รัชทายาทยังเทียบไม่ได้ แล้วทำไมนางถึงได้ไม่สนใจเขาเล่า หรือว่าในสายตาของนางเขาสู้จีอ๋องพี่ชายคนรองของเขาไม่ได้เช่นนั้นหรือ “ท่านอ๋อง-” “ท่านอ๋องเพคะ” กงเล่อหยางโบกมือไปมาตรงหน้าเขา นางเรียกเขานานแล้ว แต่เขาไม่ตอบ เอาแต่หลุบตามองถ้วยชาในมือ “อะ อืม มีอันใด” ไป๋เทียนหลงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองนาง แต่เอื้อมไปหยิบกาน้ำชามาเทใส่ถ้วยของตัวเอง “นี่เป็นยาแก้พิษเบื้องต้นเพคะ สามารถรักษาพิษที่หาพบได้ง่ายและสามารถระงับพิษที่หาพบได้ยากราวสิบชั่วยามเพคะ” เมื่อวานนางนั่งคิดเรื่องพิษอยู่นาน ว่าจะทำเช่นไรหากถูกพิษ ในนิยายที่นางอ่านไม่ได้ระบุชื่อของพิษที่ใช้กับกงเล่อหยางไว้ เพียงอธิบายว่ากงเล่อหยางถูกสาวใช้คนสนิทวางยาพิษทุกวัน จนนานวันเข้าพิษที่สะสมในร่างกายก็กำเริบจนทำให้นางจากโลกนี้ไปทั้งที่อายุยังน้อย ทว่าอยู่ๆ ความทรงจำของกงเล่อหยางคนเก่าก็ปรากฎขึ้นมาในหัวของนาง ว่ามียาชนิดนี้ซ่อนอยู่ในช่องลับในห้องของนาง กงเล่อหยางมักจะใช้มันเวลาออกไปทานอาหารที่ตระกูลมู่ และมันทำให้กงเล่อหยางต้องกลับมาคิดใหม่ว่า ในเมื่อกงเล่อหยางมียาชนิดนี้แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้ตัวเองถูกพิษตายได้ล่ะ แสร้งตาย หรือว่ากงเล่อหยางไม่ได้ตายเพียงแต่แสร้งตายเพื่อจะได้ออกไปจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หากเป็นเช่นนั้น ในฐานะที่นางเคยเป็นนักเขียนมาก่อน… นางคิดว่านักเขียนคงเขียนให้กงเล่อหยางเป็นลาสบอสของนิยายเรื่องนั้นแน่ๆ “เจ้ากำลังเป็นห่วงเปิ่นหวาง เจ้าเริ่มมีใจให้เปิ่นหวางจริงๆ ด้วย” ไป๋เทียนหลงกลับมามีหน้าตาสดใสอีกครั้ง ท่านอ๋องกำลังกระดิกหู ดุ๊กดิ๊กไปมา แฮ่ม…ไม่ใช่สิ ท่านอ๋องกำลังยิ้มกว้างตาเป็นประกายจนนางอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอย่างเอือมระอา นางไม่รู้จะทำอย่างไรกับอาการป่วยของเขาที่น่าจะรักษาไม่หายแล้ว นางจึงเลือกที่จะปล่อยผ่าน... “ท่านอ๋องเพคะ ใกล้ได้เวลาแล้ว ท่านรีบออกไปและเดินเข้ามาทางประตูจวนได้แล้วเพคะ” “ได้สิ เปิ่นหวางฟังเจ้า” เขารับยามาจากมือนางแล้วนำมันมาละลายในถ้วยชา ความจริงสามารถนำเข้าปากกลืนลงได้เลย แต่เขาอยากอยู่กับนางอีกสักหน่อยจึงเลือกวิธีนี้ กงเล่อหยางเคยอ่านมานิยายมาไม่น้อย แต่นางยังไม่เคยอ่านนิยายที่นางเอกทะลุมิติมาเจอพระเอก ตัวร้าย หรือตัวประกอบ ที่เป็นแบบนี้ มีแต่พระเอกเกลียดนางเอกมาก นางเอกต้องรับมือกับตัวร้ายที่ไล่ล่าสังหารนาง ตัวประกอบที่หลงรักคนผู้หนึ่งจนยอมสละชีวิตตัวเอง แต่กับนางนั้น ออกจะรับมือยากอยู่เหมือนกัน“ฉางเจ๋อ! เล่อหยางเล่า! นางเป็นอย่างไรบ้าง!” รัชทายาทมามาถึงก็พ่นคำถามใส่อู๋หยางโหวไม่หยุด เขาชะเง้อคอมองเค้าไปข้างใน ไม่ได้สนใจอู๋หยางโหวที่กำลังพยายามหลบหน้ารัชทายาทด้วยไม่อยากให้รัชทายาทเห็นว่าเขาร้องไห้อู๋ฉางเจ๋อนับกงเล่อหยางเป็นสหายของเขาตั้งแต่ที่ได้รู้จักกันแล้ว เพราะเขาถูกใจนางมาก ต่อมายิ่งได้รู้จักกันเพิ่มขึ้น เขาคิดว่าตัวเองนั้นคิดไม่ผิดที่เลือกให้นางเป็นสหาย ตอนที่รัชทายาทส่งนางมาให้เขา เขาตกใจมาก จนเกือบจะลืมวิธีการใช้วิทยายุทธ์ ระหว่างทางที่พานางมาที่นี่ ใจกังวลไปหมด กลัวว่าจะพานางไปรักษาไม่ทัน“เจ้า! ฉางเจ๋อ…หลบหน้าเปิ่นไท่จื่อทำไม” รัชทายาทจับอีกฝ่ายหันกลับมา อู๋หยางโหวสะบัดหน้าหลบหลบหลีกมือของรัชทายาท สุดท้ายก็หนีไม่พ้น รัชทายาทบีบคางเขาไว้แน่น “เจ้าร้องไห้?”อู๋หยางโหวดิ้นหลุดออกมาก็บีบนวดกรามบริเวณคางที่ถูกจับเมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยถาม “คางของกระหม่อมหลุดติดมือพระองค์ไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เหตุใดจับแล้วมันถึงได้รู้สึกแปลกๆ”“ … ” รัชทายาทมองมือตัวเองด้วยกลัวว่ามันจะติดมาจริงๆ เพ้ย! “เจ้าตอบคำถามเปิ่นไท่จื่อมาก่อน”“รัชทายาท พระองค์ก็เห็นว่ากระหม่อมนั่งอยู่หน้าห้อง มันหมายค
ขณะที่เมืองหลวงกำลังเตรียมตัวรับมือป้องกันภัยจากกลุ่มกบฏกันอย่างเต็มที่ ทางชายแดนใต้นั้นกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด วันนี้เป็นวันที่สองของการทำศึกแล้ว ทหารของสองฝั่งเริ่มลดลงเรื่อยๆ จีอ๋องขี่ม้าสู้รบเคียงข้างน้องชาย ตัวเขาและน้องชายกินยาต้านพิษมาแล้ว แต่ใช่ว่ามันจะต้านพิษของชนนเผ่าใต้ได้ทุกชนิดยามนี้ชินอ๋องไป๋เทียนหลงกำลังต่อสู้อยู่กับบุตรชายของผู้นำเผ่า จีอ๋องก็อยู่ไม่ไกลจากเขาสัก ภายในใจคิดว่า เขาต้องทำให้ศึกนี้จบเร็วที่สุด เขาไม่อยากให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ จีอ๋องคล้ายกำลังปลดผลึกตัวเอง วิทยายุทธ์ขั้นสูงสุดถูกนำออกมาใช้ร่วมกับวิชาแพทย์ ทำให้มันประสานกันอย่างลงตัว เพียงเขาคนเดียวก็สามารถป้องกันศัตรูรอบตัวที่ต้องการเข้าจัดการชินอ๋องจากทางด้านหลังได้แล้ว และยังมีทิศทางอื่นอีกชนเผ่าใต้เริ่มเห็นความผิดปกติแล้ว เพราะคนของพวกเขาลดลงไปมากกว่าเมื่อวานนี้ ครั้นมองเห็นว่าผู้ใดเป็นคนจัดการสังหารสหายของตน ความบ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้น จีอ๋องรับมือกับพวกเขาได้อย่างแข็งแกร่ง คนหนึ่งต้านรับคนสี่คน“คิดจะใช้พิษรึ เอาพิษข้าไปก่อนแล้วกัน!” จีอ๋องสาดพิษใส่คนทั้งสี่ที่เข้ามาต่อสู้กับเขา “หึ คิดว่าพ
“เปิ่นหวางไม่คิดว่าแดนใต้จะร้อนมากขนาดนี้ เทียนหลงใกล้ถึงหรือยัง เปิ่นหวางจะไม่ไหวแล้วนะ” จีอ๋องอยู่ในรถม้านานติดต่อกันหลายวันแล้ว ป่านนี้เมืองหลวงคงจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เปิ่นหวางคิดถึงหิมะ คิดถึงอากาศหนาว เป็นเพราะชนเผ่าใต้บ้าบอนั่น ทำให้เขาต้องมาลำบากอยู่ที่นี่ คอยดูเถิดไปถึงเมื่อไหร่เปิ่นหวางจะเผาให้วอดเลย ร้อนดีนักใช่ไหม หึ!“ใกล้แล้วพี่รอง พ้นเมืองนี้ไปเราก็จะถึงแล้ว ท่าทนอีกนิดเถิด”“ข้าทนมาเดือนกว่าแล้ว ก้นข้าช้ำไปหมดแล้วเจ้าจะดูหรือไม่”ไป๋เทียนหลงส่ายหน้าให้พี่ชาย เขาเองก็นั่งอยู่ในรถม้าด้วยกันไม่ใช่หรือ พอจะออกไปขี่ม้าอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้เขาไปอีก“หากข้างหน้ามีลำธารก็แวะพักกันก่อน” ชินอ๋องตะโกนบอกองครักษ์ ทั้งที่พึ่งพ้นประตูเมืองออกมาได้ไม่นานองครักษ์ขานรับและขี่ม้าออกไปตรวจสอบดูทางข้างหน้า ก่อนจะพบแหล่งน้ำและบอกให้ทุกแวะพักที่ตรงนั้นจีอ๋องดีใจยิ่งกว่าผู้ใด เขาลงจากรถม้าก็รีบเดินตรงไปที่ลำธารทันที ธารน้ำใสและเย็นถูกใจเขายิ่งนัก“เทียนหลง น้ำเย็นยิ่งนัก เจ้าลงมาเร็วเข้า น้ำที่โรงเตี๊ยมยังไม่ดีเท่านี้ อ่า ค่อยยังชั่ว”ครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธพี่ชาย ถอดเสื้อผ้าแล้วเดินลงไปในลำธา
เช้าวันรุ่งขึ้นในยามเหม่า รัชทายาทเป็นคสไปส่งกงเล่อหยางที่กระโจมด้วยตัวเอง ใช้ความมืดอำพรางตัวนางและเขา หลบหลีกทหารเวรยาม โดยมีองครักษ์เงาคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อเข้ามาในกระโจมกงเล่อหยางตัวปลอมและสาวใช้ก็รีบวิ่งเข้ามาหาเจ้านาย “คุณหนู!!”“เสี่ยวถง เจ้าเหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้เล่า เจ้าก็ด้วย…”“บ่าวนอนไม่หลับเจ้าค่ะ แหะๆ บ่าวกลัวว่าจะมีคนเข้ามาในกระโจมกะทันหันเจ้าค่ะ ถึงเวลานั้นคุณหนูจะเดือดร้อนเอาได้ บ่าวไม่กล้าละเลยเจ้าค่ะ”กงเล่อหยางยกมือขึ้นกุมขมับ เป็นห่วงนาง แต่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ “ไปนอนพักกันสักหน่อยเถิด ยังพอมีเวลา ไม่ต้องห่วงข้า”“เจ้าค่ะ” ทั้งสองรับคำ แล้วรีบแยกย้ายกันไปนอน“รัชทายาทจะกลับเลยหรือไม่เพคะ” กงเล่อหยางหันไปมองคนที่นั่งจิบชาอยู่ไป๋หลงส่ายหน้า “ไม่รีบ เปิ่นไท่จื่อกลับไปตอนนี้คงต้องปวดหัวมากกว่าเดิมแน่นอน”เสิ่นมู่หยางเมื่อคืนไม่ได้กลับกระโจม เขานอนเตียงเดียวกันกับอู๋หยางโหวอยู่ในกระโจมรัชทายาท กว่าเขาจะนอนหลับก็เหนื่อยกันแทบแย่ แต่เรื่องแบบนี้จะโทษใครได้ เสิ่นมู่หยางก็ผิดที่ชิงหยางบอกว่ามีคนรักแล้วไม่ยอมถอยออกมา ส่วนชิงหยางก็ผิดที่ไม่พูดบอกเขาให้ชัดเจนกว่
งานล่าสัตว์จัดแบ่งเป็นสองฟากฝั่งทางด้านทิศตะวันออกเป็นฝั่งของเชื้อพระวงศ์และขุนนางขั้นห้าขึ้นไป ส่วนทิศตะวันตกเป็นขุนนางตั้งแต่ขั้นหกลงมาและบรรดาคหบดีที่ได้รับเชิญ เทียบเชิญที่ได้รับจะเป็นเทียบเชิญพิเศษ ที่ไม่อนุญาตให้คนที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อที่ระบุไว้ในเทียบเชิญเข้ามาในงานเด็ดขาดแม้ว่าการล่าสัตว์จะแบ่งฝั่งกัน ทว่างานเลี้ยงที่จะเริ่มขึ้นในเย็นนี้กลับจัดรวมกันที่บริเวณลานกว้างตรงกลางที่ถูกเว้นว่างไว้ โดยจัดเป็นเวลาสองคืน คืนนี้จะเป็นเพียงงานเลี้ยงธรรมดาทั่วไป จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ แต่คืนที่สองนั้นมีกฎบังคับชัดเจนว่าทุกคนต้องเข้าร่วมเพื่อให้เกียรติผู้ที่เข้าไปล่าสัตว์ เพราะสัตว์ที่ถูกล่ามาได้ส่วนหนึ่งจะนำไปทำอาหาร แล้วส่งมอบไปให้แต่ละกระโจมในช่วงเช้าของวันที่สามก่อนเดินทางกลับแต่ใช่ว่าจะไม่มีกรณียกเว้น เช่น เกิดการบาดเจ็บระหว่างทาง หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุขณะออกไปเดินเที่ยวเล่นบริเวณโดยรอบข้อนี้สำหรับคุณหนูและเหล่าฮูหยิน หากเป็นบุรุษต้องให้คำตอบที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ไม่อย่างนั้นจะถูกนำไปสอบสวน อีกเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือได้รับบาดเจ็บขณะเข้าไปล่าสัตว์ สตรีและบุรุษมีสิทธิ์เท่า
สองวันต่อมารัชทายาทไป๋หลงก็มารับกงเล่อหยางตั้งแต่เช้า ซึ่งเป็นเช้าที่สดใสมาก เพราะหลังจากที่เขาสารภาพรักกับนาง กงเล่อหยางเหมือนจะเปิดใจให้เขามากยิ่งขึ้นรถม้าจอดที่หน้าประตูจวนใหญ่ ยังไม่ทันที่เขาจะลงจากรถม้า กงเล่อหยางก็โผล่หน้าเข้ามาก่อน นี่นางออกมายืนรอเขารึ! เขาคิดในใจ“อากาศเย็นลงทุกวัน อาเล่อเจ้าไม่รอข้าอยู่ข้างในเล่า” ฤดูสารทใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ฤดูเหมันต์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เช่นเดียวกับเขาและกงเล่อหยางที่กำลังเริ่มต้นสานสัมพันธ์กันคำเรียกขานเป็นรัชทายาทที่เอ่ยขอร้องนาง กงเล่อหยางทำได้เพียงพยักหน้า ใครใช้ให้นางหวั่นไหวกับเขากันเล่า“อาหลง ไม่เป็นไรหรอก ที่สำคัญข้าชอบฤดูหนาว” กงเล่อหยางส่งยิ้มซุกซนไปให้เขา “เรารีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ จะว่าไปก็น่าเสียดายที่องค์ชายสี่ไม่ได้เข้าร่วมนะเพคะ พระชายาทั้งสามต้องอยู่แต่เพียงในจวน คงอึดอัดน่าดู”“ไปได้แล้วอาฝู” ไป๋หลงตะโกนบอกองครักษ์ให้เคลื่อนรถม้า “ไม่มาก็ดีแล้ว ยามลงมือจะได้ไม่ลังเล ภรรยาอยู่เรือนปรนนิบัติสามีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว มาคิดเรื่องงานล่าสัตว์กันก่อนเถิด เจ้าห้ามอยู่ห่างจากพี่ เข้าใจหรือไม่”“ข้าสามารถตัวติดอยู่กับท่านตลอดเวลาได







