LOGINนักมวยสาวที่มีชีวิตในโลกปัจจุบันตายแล้ว วิญญาณเข้าไปอยู่ในร่างของคุณหนูตระกูลหยางผู้อ่อนแอในยุคจีนโบราณ
View Moreเสียงเฮลั่นสนามรอบสังเวียนเต็มไปด้วยเสียงเชียร์พร้อมด้วยธงชาติไทยโบกสะบัด หลังจากที่กรรมบนเวทีชูแขนผู้ชนะในนัดชิงมวยไทยหญิงแชมป์โลก ผู้ที่ได้รับชูแขนในครั้งนี้คือ น้ำผึ้ง ส.พยัคฆ์ หรือ นางสาวธาราทิพย์ บุญมาลา แชมป์โลกมวยไทยหญิงคนล่าสุด วัย 25 ปี สาวสวยนักสู้จากแผ่นดินที่ราบสูงของประเทศไทยจังหวัดสกลนคร
เธอคือแชมป์คนล่าสุดและวันนี้ชื่อเธอจะดังสนั่นเวทีมวยดังไกลไปทั่วโลก แต่ก่อนจะมาเป็นแชมป์โลก น้ำผึ้ง เธอคือลูกสาวอีสานขนานแท้ จากผืนแผ่นดินที่ราบสูงจังหวัดสกลนครที่แดดแรงลมแรงและชีวิตไม่เคยปรานีใครง่าย ๆ น้ำผึ้งเป็นผู้หญิงที่สวยแบบไม่ต้องพยายาม ผิวสีน้ำผึ้งสมชื่อ ดวงตาคม คิ้วเข้ม รอยยิ้มสดใสแต่แฝงความดื้อและความมุ่งมั่น
เวลาขึ้นเวทีความสวยนั้นถูกแทนที่ด้วยสายตานักล่า นิ่ง คม และเยือกเย็น หมัดของเธอหนัก ศอกของเธอเฉียบ เข่าของเธอทรงพลัง สไตล์มวยไทยแท้ ดุดัน อึด ไม่ถอย คู่ชกหลายคนเคยพูดตรงกันว่า
“น้ำผึ้งไม่ใช่แค่มวยหญิง…แต่เป็นมวยที่มีหัวใจนักสู้เต็มร้อย”
เบื้องหลังความแข็งแกร่งเธอเป็นคนอ่อนโยนรักครอบครัว พูดอีสานชัด หัวเราะง่าย กินข้าวเหนียวส้มตำเหมือนเด็กบ้าน ๆ คนหนึ่ง เธอไม่ลืมรากเหง้า ไม่ลืมค่ายเล็ก ๆ ไม่ลืมวันที่ซ้อมกลางแดดเท้าแตกมือพอง แต่ยังยืนบนสังเวียนด้วยหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้
วันนี้เป็นวันที่เธอคว้าเข็มขัดแชมป์โลกธงชาติไทยโบกสะบัดพร้อมเสียงเรียกชื่อ น้ำผึ้ง ส.พยัคฆ์ ถูกประกาศก้องบนเวที น้ำตาเธอไหลไม่ใช่เพราะความเจ็บแต่เพราะความภูมิใจ ภูมิใจที่เด็กสาวจากสกลนครพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ผู้หญิงไทยผู้หญิงอีสานคนนี้ ก็สามารถยืนบนจุดสูงสุดของโลกได้น้ำผึ้งไม่ใช่แค่แชมป์แต่คือสัญลักษณ์ของความอดทน ศักดิ์ศรี และหัวใจนักสู้จากแผ่นดินที่ราบสูงของประเทศไทย
โทรศัพท์ในมือของน้ำผึ้งสั่นเบา ๆ ทั้งที่เวทีเพิ่งเงียบลง เสียงเฮยังดังก้องอยู่ในหัว แต่หัวใจของเธอกลับเต้นแรงกว่าตอนยืนรับเข็มขัดแชมป์โลกเสียอีก ปลายนิ้วที่เคยกำหมัด เคยศอก เคยสู้จนเลือดกลบหน้า วันนี้สั่นนิด ๆ ตอนกดชื่อที่คุ้นตาที่สุดในชีวิต แม่ สัญญาณดังเพียงครั้งเดียวก่อนเสียงปลายสายจะดังขึ้น
“ฮัลโหล…ผึ้งเบาะลูก” (ฮัลโหล…ผึ้งเหรอลูก)
“อิแม่…” (คุณแม่...)
“เป็นจังใด๋ลูก” (เป็นยังไงลูก)
“ผึ้ง…ได้แชมป์แล้วเด้อแม่” (ผึ้ง…ได้แชมป์แล้วนะแม่)
“จริงบ่ลูก…จริงบ่น้ำผึ้ง” (จริงเหรอลูก…จริงเหรอน้ำผึ้ง)
“จริงแม่”
“เข็มขัดอยู่ในมือผึ้งเลย”
“พ่อ! พ่อ ๆ น้ำผึ้งโทรมา!”
“ว่าจังใด๋ลูกสาวพ่อ” (ว่ายังไงลูกสาวพ่อ)
“ผึ้งเป็นแชมป์โลกแล้วพ่อเด้อ” (ผึ้งเป็นแชมป์โลกแล้วพ่อนะ)
“เก่งหลาย…คนเก่งของพ่อ” (เก่งมาก…คนเก่งของพ่อ)
“ผึ้งทำได้เพราะพ่อกับแม่”
“ถ้าไม่มีพ่อแม่ ผึ้งคงมายืนตรงนี้ไม่ได้”
“กลับบ้านเฮาเด้อแชมป์โลกของแม่” (กลับบ้านเรานะแชมป์โลกของแม่)
น้ำผึ้งยิ้มกว้างน้ำตาไหลไม่หยุดแต่หัวใจเต็มจนล้น
“กลับแน่นอนแม่ กลับไปกราบพ่อกับแม่”
โทรศัพท์ยังแนบอยู่ที่หูแต่ในใจของเธอได้กลับบ้านไปก่อนแล้ว บ้านหลังสวย ๆ ที่มีพ่อมีแม่และมีเด็กสาวคนหนึ่งที่เคยฝันว่าจะสู้ให้ถึงที่สุด ในวันนี้เธอก็ทำได้แล้วจริง ๆ
สองอาทิตย์ต่อมา
หลังจากได้เงินรางวัลน้ำผึ้งได้ก็ได้ให้ผู้จัดการเป็นธุระโอนให้ไปให้ทางบ้าน พร้อมกับหาช่างสร้างฝีมือดีส่งไปที่จังหวัดสกลนครเพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้เธอ ส่วนวันนี้น้ำผึ้งก็เตรียมเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า พร้อมรอเวลาออกเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปจังหวัดสกลนครบ้านเกิดของเธอนั้นเอง
“จะได้เจอพ่อกับแม่แล้ว... ตื่นเต้นว่ะ... คอยดูนะถึงบ้านเมื่อไหร่จะเอาเข็มขัดให้พ่อใส่เป็นคนแรกเลย”
น้ำผึ้งก้มเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าพาดเข็มขัดแชมป์ไว้ข้างเตียง พอลุกขึ้นยืนความโคลงก็ถาโถมมาอย่างไม่ทันตั้งตัว แสงในห้องไหววูบหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ เธอเอื้อมมือคว้าขอบโต๊ะแต่แรงหายไปจากขา ร่างบางทรุดฮวบเข่ากระแทกพื้นเบา ๆ หลังพิงผนังเย็นเฉียบลมหายใจขาดช่วง น้ำผึ้งหลับตาพึมพำชื่อพ่อแม่แผ่ว ๆ ก่อนโลกทั้งใบจะเงียบลงในห้องของเธอเอง
เสียงร้องไห้ของฮูหยินหยาง หยางรุ่ยหนิง (แซ่เดิม) และเสียงของสาวใช้ดังไปทั่วห้องนอนของคุณหนูเล็กในจวนของตระกูลหยาง ท่านเจ้าสำนัก หยางฟานไฉ เจ้าสำนักของสำนักสราญรมย์รุ่นปัจจุบัน ยืนหน้าเครียดกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้ดวงใจของเขากับฮูหยินกำลังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงโดยมีหมอกำลังฝังเข็มช่วยชีวิตอยู่ คุณหนูเล็กที่ว่าก็คือลูกสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าสำนักนั้นเอง คุณหนูหยางรุ่ยหลิน เดิมทีร่างกายของรุ่ยหลินนั้นอ่อนแออยู่แล้วมาตั้งแต่เกิด
เนื่องจากคลอดก่อนกำหนดและในวันที่คลอดคุณหนูตัวฮูหยินยังโดนฝ่ามือยมโลก ที่มีพิษร้อนเข้าสู่ร่างกายพิษไม่ทำร้ายมารดา แต่พิษไอร้อนนั้นกลับถูกถ่ายทอดไปสู่ทารกในครรภ์ ซึ่งพิษของวิชาฝ่ามือยมโลกไม่มียาถอน มีเพียงพลังลมปราณจากคัมภีร์จันทราสวรรค์เท่านั้นที่จะสามารถขับพิษไอร้อนออกจากร่างกายได้ แต่ความโชคร้ายคือคัมภีร์จันทราสวรรค์นั้นหายสาบสูญไปเกือบ 60 ปีแล้ว แต่ขับใช้วิธีขับพิษวิธีอื่นก็อันตรายเกิดไปบวกกับร่างกายของคุณหนูหยางที่คลอดก่อนกำหนดจึงไม่มีใครกล้าทำ พอโตขึ้นหน่อยจึงใช้พลังลมปราณช่วยให้บรรเทาเวลาพิษกำเริบเท่านั้น พอมาวันนี้คุณหนูนั้นได้กระโดดลงน้ำไปช่วยเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังจะจมน้ำ ระหว่างที่ช่วยเด็กน้อยขึ้นมาบนบกได้พิษดันกำเริบทำให้คุณหนูจมน้ำแทน
ท่านหมอถอนหายใจยาวปลายนิ้วที่จับชีพจรหยางรุ่ยหลิน ค่อย ๆ คลายออกเขาส่ายหน้าอย่างช้า ๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอน
“ข้า…สุดความสามารถแล้วท่านเจ้าสำนัก”
“ชีพจรขาด วิญญาณถอย…คุณหนูสิ้นแล้วขอรับ”
เสียงสะอื้นดังขึ้นทันทีบ่าวไพร่ทรุดลงกับพื้น มารดาร้องเรียกชื่อบุตรสาวราวกับหัวใจแตกสลาย ท่านหมอกำลังจะเอ่ยคำว่ามรณกรรมอย่างเป็นทางการ แต่ทันใดนั้นลมหายใจแผ่วเบาก็ดังขึ้น
“ฮึก...”
ทุกคนชะงักร่างที่นอนแน่นิ่งบนเตียงนิ้วมือขยับเล็กน้อยแต่ชัดเจน จากนั้นหยางรุ่ยหลินก็สูดลมหายใจแรง แผ่นอกกระเพื่อมรุนแรงราวคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่ขึ้นจากห้วงลึก
“คุณหนู!”
เสียงร้องตกใจดังระงมดวงตาที่เคยปิดสนิทค่อย ๆ เปิดขึ้นแววตานั้นไม่ใช่ของเด็กสาวอ่อนแออีกต่อไป มันคมนิ่งและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแบบคนแปลกถิ่น ในห้วงความมืดก่อนหน้าวิญญาณหนึ่งที่ควรดับสิ้นกลับถูกดึงข้ามกาลเวลา
เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง
ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง
หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย
รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ
เช้าวันรุ่งขึ้นในเมืองหังโจวแสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดลงบนหลังคากระเบื้องสีเทาของบ้านเรือนในเมือง หมอกบางที่ลอยเหนือคลองเริ่มสลายไปช้า ๆ เรือพ่อค้าเริ่มออกจากท่า เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังขึ้นตามถนนใหญ่ภายในโรงเตี๊ยมเมฆขาวรุ่ยหลินกำลังเก็บสัมภาระของตนเอง กระบี่ถูกเช็ดจนสะอาดก่อนจะเสียบเข้าฝักอ
ลมภูเขายามสายพัดผ่านยอดสนสูง หมอกที่เคยปกคลุมยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของหังโจวเริ่มจางลง เผยให้เห็นเส้นทางหินคดเคี้ยวที่ทอดยาวลงสู่เชิงเขา รุ่ยหลินกับสวีอี้เฉินเพิ่งแยกจากหลวงจีนพเนจรของวัดเส้าหลินไม่นาน คำพูดปริศนาเกี่ยวกับ “ปริศนาเกี่ยวกับภูเขา ประตู และน้ำ” ยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดของทั้งสองพวกเขาเด
เช้าวันต่อมาในเมืองหังโจวหมอกบางลอยเหนือผิวน้ำของคลองที่ไหลผ่านตัวเมือง แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหลังคากระเบื้องสีดำของบ้านเรือน เสียงพ่อค้าเริ่มตั้งร้านเสียงเรือไม้กระทบผิวน้ำเบา ๆ ทำให้เมืองใหญ่แห่งนี้ค่อย ๆ ตื่นจากการหลับใหลภายในโรงเตี๊ยมเมฆขาวรุ่ยหลินลุกขึ้นแต่เช้า เขายืนอยู่ที่หน้าต่างห้องพัก มอง
หลังจากเหตุวุ่นวายในตลาดคลี่คลายลง ผู้คนที่เคยแตกตื่นก็ค่อย ๆ กลับไปทำกิจกรรมของตนอีกครั้ง เสียงเรียกลูกค้าของพ่อค้าแม่ค้าดังขึ้นเหมือนไม่เคยมีเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นมาก่อน กลิ่นหอมของอาหารยังคงลอยอบอวลไปทั่วถนนรุ่ยหลินปัดฝุ่นเล็กน้อยที่ปลายแขนเสื้อ ก่อนหันไปมองรอบ ๆ อย่างสบายใจราวกับเหตุการณ์เมื่






reviews