ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกปกคลุมด้วยม่านฝนสีตะกั่วอันหนักอึ้ง สายฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่งติดต่อกันสามวันสามคืน ได้เปลี่ยนท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านอ่าวพระจันทร์ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ อันห่างไกลในเมืองไห่ซาน เขตมณฑลหนานไห่ให้คล้ายกับดินแดนแห่งความตายไม่มีผิด
เสียงฟ้าร้องดังก้องกัมปนาทสะท้อนไปทั่วแนวเนินเขาเต่าดำที่โอบล้อมหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ไว้ราวกับเสียงคำรามของมังกรที่กำลังโกรธเกรี้ยวและเตรียมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตลงสู่ก้นมหาสมุทรที่ปั่นป่วน
สำหรับคนทั่วไป เสียงพายุคือความหวาดกลัว แต่สำหรับอวี๋เซิงเสียงเหล่านั้นกลับไม่น่ากลัวเท่าเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังก้องอยู่ในห้วงมโนสำนึกของเธอเอง
เด็กสาววัยสิบห้าปีเจ้าของร่างซูบผอม ยืนนิ่งอยู่กลางเรือนอิฐชั้นเดียวก่อสร้างแบบจีนโบราณที่ผนังเริ่มซึมน้ำจนชื้นแฉะ ลมพายุพัดกระแทกบานหน้าต่างไม้หนาส่งเสียงปึงปังราวกับเสียงคำรามของปีศาจ
น้ำสีปูนดิบจากคลองสายหลักกลางเกาะเอ่อล้นเข้าท่วมถนนหินหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะธรณีประตูและไหลซึมเข้าสู่ตัวบ้านจนพื้นหินเย็นเฉียบจมหายไปในพริบตา
ตามมาด้วยกลิ่นโคลนตมดิบชื้นและกลิ่นคาวเกลือปะทะจมูกอย่างรุนแรง ระบบวิเคราะห์ในหัวของเธอบ่งบอกว่ากำแพงอิฐเก่า ๆ นี้อาจต้านทานแรงดันน้ำได้อีกไม่เกินสิบนาทีเท่านั้น
นี่คือวันที่สามแล้วที่ดวงวิญญาณของแพทย์ทหารจากโลกอนาคตอันมืดมิดเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างของเด็กสาวกำพร้าผู้ยากไร้... ซึ่งร่างกายนี้ของเด็กคนนี้ช่างซูบผอมและอ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานอำนาจของธรรมชาติ แต่ในสมองของอวี๋เซิงกลับมีระบบ ‘ชิปประสาทอัจฉริยะ’ ที่กำลังเร่งประมวลผลจนทำให้ขมับของเธอปวดแปลบราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทง
[แจ้งเตือน: ตรวจพบสภาวะมวลน้ำหนุนสูงและดินอ่อนตัว โครงสร้างกำแพงฝั่งตะวันตกมีความเสี่ยงพังทลาย 95% ระยะเวลาอพยพปลอดภัยคงเหลือ 10 นาที]
ตัวเลขสีแดงกะพริบวาบในดวงตาที่เคยใสซื่อ บัดนี้แววตาของเด็กสาวเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเด็ดขาด อวี๋เซิงขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกะทบกัน เธอหันไปมองยายหลิน หญิงชราผู้เป็นที่พึ่งเดียวในโลกที่เธอไม่รู้จักใบนี้ที่กำลังลนลานเก็บห่อผ้าสมุนไพรแห้งอันเปรียบเสมือนชีวิตของแก
แสงจากตะเกียงน้ำมันก๊าดสั่นไหววูบวาบสะท้อนใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่พยายามซ่อนไว้ไม่ให้หลานสาวเห็น
“เสี่ยวเซิง! อย่าห่วงของเลยลูก น้ำมันพุ่งเข้ามาในบ้านแล้ว เร็วเข้า! เราต้องออกไปที่เนินเขาเต่าดำเดี๋ยวนี้!” หญิงชราตะโกนแข่งกับเสียงพายุหวีดหวิวอยู่ด้านนอกพร้อมกับน้ำที่เริ่มนองเต็มพื้นทำให้ข้าวของบางชิ้นลอยคว้าง
ทว่าในจังหวะที่หญิงชราพยายามจะก้าวข้ามธรณีประตูไม้สูงของบ้านโดยมีอวี๋เซิงคอยช่วยหล่อนถือของ พื้นหินที่ลื่นและมวลน้ำที่ไหลมาอย่างรวดเร็วทำให้แกเสียหลักเท้าข้างหนึ่งได้ฟาดเข้ากับขอบไม้ธรณีอย่างแรงจนร่างผอมบางล้มคว่ำลงไปในกระแสน้ำที่เย็นเฉียบตามมาด้วยเสียงกระดูกหน้าแข้งลั่นดัง ‘กร็อบ’ อย่างชัดเจนยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องเบื้องนอก
“ยาย!” อวี๋เซิงถลาเข้าไปหาทันที หัวใจของเธอเหมือนถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็น ทั้งนี้เพราะความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมเธอจำได้ว่าตั้งแต่ลืมตาตื่นหลังจากลอยมาตามน้ำ ยายหลินคือคนเดียวที่โอบอุ้มเธอและนำกลับมาที่บ้านเลี้ยงดูประดุจว่าเด็กสาวคือสายเลือดเดียวกัน
“โอ๊ย... เสี่ยวเซิง หนีไปลูก ยายลุกไม่ไหว ขามัน... มันเจ็บจนชาไปหมดแล้ว” ใบหน้าของยายหลินซีดเผือด แกพยายามจะผลักไสหลานสาวให้พ้นไปจากอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในคราบของมวลน้ำโคลน
อวี๋เซิงไม่ได้สนใจที่จะทำตามแม้ว่าเธอจะรู้ถึงความหวังดีนั้น “ไม่ค่ะ หนูจะไม่ทิ้งยาย” เธอกล่าวเสียงหนัก ก่อนที่ดวงตาจะแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าจางในชั่วพริบตา
[วิเคราะห์: กระดูกหน้าแข้งด้านซ้ายหักแบบปิด มีความเสี่ยงหลอดเลือดแดงถูกกดทับ หากไม่จัดแนวกระดูกทันทีจะเกิดภาวะเนื้อเยื่อเน่าตายจากการขาดเลือด]
ทันที... ที่เห็นข้อความนี้หัวใจของเด็กสาวพลันกระตุกวูบ ‘กระดูกหักแบบเปิด’ หล่อนคิดอย่างวิตก ในยุคนี้... ที่เกาะแห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก และน้ำกำลังพุ่งทะลุธรณีประตูเข้ามาถึงระดับหน้าขา
อวี๋เซิงรู้ดีว่าเธอไม่อาจที่จะรอช้าได้อีก คิดได้ดังนี้เธอจึงรีบวิ่งออกไปด้านนอกเพื่อมองหาบางสิ่งที่พอจะมาทำประโยชน์ได้ ก่อนที่มือที่เคยจับมีดผ่าตัดเลเซอร์ในยุควันสิ้นโลกจะคว้าเอาฟืนไม้เนื้อแข็งสองซีกจากชั้นวางหน้าเตาดินเผามาอย่างรวดเร็ว
ตามด้วยใช้ฟันกัดและฉีกเสื้อตัวเก่าที่หาได้แถวนั้นออกเป็นแถบยาวด้วยมือเปล่า และรีบวิ่งมาหายายอันเป็นที่เคารพรักแม้ว่าเธอจะเป็นวิญญาณมาจากที่อื่นแต่พออยู่ด้วยกันกับหญิงชราเธอก็สัมผัสได้ถึงความรักอันแท้จริง
“อดทนไว้นะยาย หนูจะไม่ยอมให้ยายเป็นอะไรเด็ดขาด!”
อวี๋เซิงจับขาของยายหลินด้วยท่าทางที่มั่นคง เธออาศัยจังหวะที่ยายหลินกำลังหายใจหอบถี่ออกแรงดึงและจัดแนวกระดูกให้เข้าที่ด้วยความแม่นยำระดับสูง ก่อนจะพันผ้าดามไว้อย่างถูกหลักการแพทย์สนาม ทำให้ยายหลินมองหลานสาวด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ความเจ็บปวดที่เคยแผ่ซ่านดูเหมือนจะสงบลงเพียงเพราะสัมผัสที่แสนนิ่งสนิทจากมือเล็ก ๆ คู่นี้
“ยาย! หนูจะแบกยายขึ้นหลัง” หลังจัดการกับกระดูกเป็นการชั่วคราวเรียบร้อย อวี๋เซิงไม่รอช้าที่จะนำหญิงชราร่างผอมแบกขึ้นหลังตามที่พูดแม้ว่ายายหลินจะเอ่ยปากห้ามก็ตาม
“เสี่ยวเซิง ยายแก่แล้ว” หล่อนพูดเสียงสะอื้น “หลานรีบหนีไปหากพายายไปด้วยบางทีเรา... เราอาจจะไม่รอด”
“ยายเชื่อหนูเถอะ เราสองคนต้องรอด” คนเป็นหลานตอบเสียงหนักแม้ว่าร่างกายของเธอจะซูบผอมแต่แรงใจของเธอพุ่งทะลุขีดจำกัด...
ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากระบบชิปประสาทที่สั่งการฉีดสารอะดรีนาลีนเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อรีดเค้นพลังงานสำรองก้อนสุดท้าย จึงทำให้เด็กสาวรูปร่างเล็กคนนี้แบกหญิงชราขึ้นหลังอย่างมั่นคง สองมือเล็กประคองขาที่หักของยายไว้แนบแน่น ก่อนจะก้าวเดินฝ่ามวลน้ำป่าที่พุ่งทะลุธรณีประตูเข้ามาสูงถึงระดับเอว
โครม!
ไม่ทันไรหลังจากคล้อยหลังคนทั้งคู่ออกมาได้... เสียงกำแพงอิฐทางฝั่งทิศตะวันตกก็ถล่มลงมาตามคำเตือนของระบบจนเกิดฝุ่นผงและเศษอิฐกระเด็นว่อน อวี๋เซิงไม่แม้แต่จะหันไปมอง เธอพุ่งตัวออกจากเรือนอิฐที่กำลังพังทลายออกสู่ลานกว้างหน้าบ้าน ที่ซึ่งบัดนี้กลายเป็นนรกบนดิน หมู่บ้านอ่าวพระจันทร์ที่มีเพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือนกำลังถูกกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา
“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยเมียข้าที!” เสียงชายชาวประมงคนหนึ่งดังระงม เขากำลังพยายามยื้อยุดมือของหญิงสาวที่ถูกกระแสน้ำวนพัดไปติดอยู่กับซากเรือไม้ที่แตกกระจาย
อวี๋เซิงชะงักฝีเท้า เมื่อได้ยินเสียงในหัว
[หญิงสาวบ้านเลขที่ 12 โอกาสรอดชีวิต 15% ความเสี่ยงหากเข้าช่วยเหลือ พลังงานหมดก่อนถึงยอดเขา 98%]
หัวใจของแพทย์ทหารกระตุกวูบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก แต่สัมผัสจากมืออันสั่นเทาของยายหลินที่กอดคอเธออยู่ทำให้วิญญาณอดีตแพทย์ทหารต้องหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด เธอไม่ใช่พระเจ้า และร่างกายนี้ไม่ใช่เครื่องจักรที่แข็งแกร่งพอจะแบกรับชีวิตคนทั้งเกาะได้
“หนูขอโทษ...” อวี๋เซิงกัดริมฝีปากจนเลือดซึม ก่อนจะเบือนหน้าหนีและเร่งฝีเท้าก้าวต่อไปยังเนินเขาเต่าดำ เนื่องจากในตอนนี้เธอรู้ดีว่าไม่สามารถแบกรับเอาชีวิตของคนรอบข้างได้ทั้งหมด
“เสี่ยวเซิง... ปล่อยยายเถอะลูก” ยายหลินสะอื้นไห้ “ยายไม่อยากให้หลานเป็นเหมือนคนเหล่านั้น หากว่า... หากว่าเราหนีไม่ทัน”
“ไม่มีแต่หรอกค่ะยาย หากหนูรอดยายก็ต้องรอดเพราะหากไม่มียายหนูก็คงไม่อยู่รอดมาจนถึงตอนนี้” น้ำเสียงของเธอยังคงเต็มไปด้วยความมั่นคง แม้ว่าแท้จริงแล้ววิญญาณของเด็กสาวคนเดิมจะหลุดลอยไปแล้วจากการจมน้ำเมื่อสามวันก่อน ก็ตาม
reviews