Masukเสียงร้องโอดโอยมีให้ได้ยินเรื่อยๆ ตอนนี้นางกับเขานั่งอยู่ในห้องรับรอง ด้านนอกเป็นบ่าวไพร่ของนางที่กำลังนั่งรอให้หมอมาทำแผล ตรวจอาการและจัดยาให้
กงเล่อหยางเองก็ส่งค้อนไปให้ผู้สูงศักดิ์ที่นั่งจิบชาอย่างสบายใจไม่หยุด… “เปิ่นหวางไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ เจ้าไม่คิดว่าพวกเขาทำตัวเองหรอกหรือ ขวัญอ่อนตกใจกลัวง่าย หากวันหน้าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับเจ้า พวกเขาคงวิ่งหนีมากกว่าวิ่งเข้ามาช่วย” เขาแค่ให้องครักษ์เล่าเรื่องผีให้บ่าวไพร่ฟังก่อนจะทิ้งพวกเขาไว้ในป่า แล้วทำเสียงข่มขู่ก็เท่านั้น “แต่ท่านอ๋องก็สามารถนั่งรอหม่อมฉันกลับมาได้นี่เพคะ หากทรงรอไม่ได้ก็แค่เสด็จไปที่ร้านผ้าของหม่อมฉัน มีสิ่งใดยากหรือเพคะ พวกเขาจะทิ้งหม่อมฉันในยามเกิดเรื่องร้ายแรงก็ไม่แปลก มนุษย์ต่างก็รักชีวิตของตัวเองกันทั้งนั้น” “ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เจ้ารับปากเปิ่นหวางแล้วว่า จะบอกเล่าเรื่องนั้นกับเปิ่นหวาง หลังจากที่เปิ่นหวางได้พิสูจน์ตัวเองว่าจะไม่ทำร้ายตระกูลกงของเจ้า” เขาพูดย้ำเรื่องข้อตกลง ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเขาถึงทำได้เช่นนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อสองชั่วยามก่อน… ท่านอ๋อง ตระ…ตระกูลกงมีเรื่องปิดบังไว้ เรื่องที่ติดอยู่ในใจฝ่าบาทตลอดมา สิ่งนั้นอยู่ที่ตระกูลกง กงเล่อหยางจะถูกกำจัดในเร็ววันนี้ และองค์ชายสี่ต้องการตัวนาง ฝะ ฝ่าบาทไม่มีทางปล่อยนางไป ตระกูล กะ กง อั๊ก… ขันทีที่เขาส่งเข้าไปในตำหนักของฝ่าบาทบอกเขาได้เพียงเท่านี้ก็สิ้นลมหายใจ และนี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เขาเดินทางมาที่ตระกูลกง ก่อนมามารดายังบอกให้เขาดูแลปกป้องนางด้วย เนื่องจากมารดาไม่สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยได้โดยตรง “มารดาของเปิ่นหวางเป็นห่วงเจ้า” อยู่ๆ ท่านอ๋องก็พูดขึ้นมา กงเล่อหยางจึงเลิกคิ้วมอง ก่อนเอ่ยถาม “หวงกุ้ยเฟยจะทรงเป็นห่วงหม่อมฉันด้วยเหตุใดหรือเพคะ เราไม่มีความเกี่ยวข้องกันสักหน่อย” “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่มี” “……” กงเล่อหยางนิ่งคิด นางจะรู้ได้อย่างไรเล่า นางไม่ใช่กงเล่อหยาง ในความทรงจำก็ไม่มีเรื่องของหวงกุ้ยเฟยเลยสักนิด หรือมีอะไรมากกว่านั้น “อดีตสหายรักต้องแตกหักกันเพราะความเข้าใจผิด” “ท่านอ๋อง หากท่านคิดจะบอกกล่าวก็ช่วยอธิบายให้ชัดเจนด้วยเพคะ” พูดคลุมเครือแบบนี้นางจะรู้ได้อย่างไร นางไม่ได้อ่านความคิดเขาได้นะ ไป๋เทียนหลงส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำออกมา มองสบตากวางน้อยที่กำลังนั่งทำสีหน้าไม่สบอารมณ์ชวนน่าแกล้งอยู่ “มารดาของเปิ่นหวาง กับมารดาของเจ้าเคยเป็นสหายกัน แต่เพราะความเข้าใจผิดบางอย่างทำให้พวกนางแตกหักและเลือกเดินหันหลังให้กันในที่สุด ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น เจ้าคงต้องไปถามกับมารดาของเปิ่นหวางเองแล้วล่ะ เพราะเปิ่นหวางก็ไม่ทราบเช่นกัน” “แต่ว่าการที่เจ้าจะเข้าไปในวังหลวงนั้นค่อนข้างยาก เปิ่นหวางแนะนำให้เจ้าแต่งเข้าจวนอ๋อง หากเป็นเช่นนั้นเจ้าอยากจะวิ่งเข้าวิ่งออกหรือสืบความเรื่องอันใด เจ้าสามารถทำทุกอย่างได้สะดวกมากกว่านี้ อย่าลืมบิดาเจ้าเข้าออกวังหลวงมาตั้งแต่เด็ก เรื่องของเขาที่อยู่ในนั้นมีมากพอๆ กับตอนที่เขาอยู่ข้างนอก” กงเล่อหยางมองสบตาเขานิ่งๆ เขารู้เรื่องราวมากน้อยแค่ไหนกัน แต่งเข้าจวนอ๋องอย่างนั้นรึ “แต่งเข้าจวนอ๋องเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยเพคะ” ไป๋เทียนหลงยกยิ้ม เอ่ยสนับสนุนนาง “ใช่ เจ้าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแน่นอน” “ท่านอ๋องสนิทสนมกับจีอ๋องหรือไม่เพคะ” “ทำไมหรือ?” เขาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างงงงวย “หม่อมฉันอยากจะให้ท่านอ๋องช่วยเป็นพ่อสื่อระหว่างหม่อมฉันกับจีอ๋องเพคะ ส่วนพระองค์กับหม่อมฉันนั้นเป็นได้เพียงสหายกันเท่านั้นเพคะ” องค์ชายรองหรือจีอ๋อง ไป๋ชิงหลง ฟังจากที่ท่านลุงเว่ยบอกเล่ามา เขาดูน่าคบหามากที่สุดในเชื้อพระวงศ์ฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงที่น่าคบหาคือชิงหยางจางกงจู่ ธิดาองค์เล็กของฮองเฮา ไป๋เทียนหลงชะงักไป “จีอ๋องอย่างนั้นหรือ” กงเล่อหยางพยักหน้า หากนางหันกลับมามองสักนิดจะเห็นสายตาเย็นยะเยือกพร้อมที่จะสังหารคนที่ขวางทางของเขาให้สิ้นซาก เขาจ้องมองนางนิ่ง ยิ่งเห็นนางพยักหน้า ก็ยิ่งอยากจะกลับไปจับพี่ชายยัดใส่รถม้าส่งออกไปต่างเมืองหรือไม่ก็หาเจ้าสาวให้สักคน กวางน้อยของเขาจะได้เลิกสนใจพี่ชายแล้วมาสนใจเขาแทน ชายหนุ่มขมวดคิ้วความคิดตีกันไปมาไม่หยุด ภายในใจร้อนระอุยิ่งกว่าเปลวเพลิง จู่ๆ ก็นึกอยากกลับไปส่องคันฉ่องดูว่า ตัวเขาดูไม่ดีตรงที่ใด นางถึงได้ไม่สนใจเขา ไม่ใช่ผู้คนยกย่องว่าเขาคือบุรุษที่หล่อเหลาที่สุดหรอกหรือ เป็นเอกบุรุษที่สตรีต่างพากันฝันถึง… กงเล่อหยางเห็นเขาเงียบไปจึงได้หันกลับมามอง ภาพที่เห็นในสายตาของนางคือหมาน้อยกำลังนั่งหูลู่หางตก คล้ายกับกำลังน้อยใจหรือไม่มั่นใจในอะไรบางอย่าง นางคิดว่านางตาฝาดจึงขยี้ตามองอีกครั้ง ทว่าก็ยังคงเป็นเช่นเดิม จนเขาเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับสายตาดุดัน นางถึงได้มองเขากลับไปเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ เป็นอี้ชินอ๋องเช่นเดิม “ทะ ท่านอ๋อง นี่ก็มืดค่ำมากแล้ว ไม่สู้หม่อมฉันออกไปส่งท่านอ๋องขึ้นรถม้ากลับจวนดีหรือไม่เพคะ” ไม่รู้ว่าทำไม นางถึงได้รู้สึกกลัวเขาขึ้นมา กงเล่อหยางก้มหน้าหลบสายตาของเขา ไป๋เทียนหลงไม่พูดไม่จา เขาวางถ้วยชาลงหลังจากยกขึ้นดื่มเพื่อดับความร้อนระอุภายในใจ แล้วลุกขึ้นก้าวเท้าเดินออกไปทันที เล่อหยางเห็นเช่นนั้นก็รีบขยับตัวลุกขึ้นเดินตามเขาออกไป “ส่งเปิ่นหวางตรงนี้พอแล้ว พรุ่งนี้เช้าเปิ่นหวางจะมารับสำรับด้วย” พูดเสร็จก็เดินออกไปขึ้นรถม้า ก่อนขึ้นรถม้าเขายังกล่าวกำชับทหารหน้าประตูว่าอย่าไว้ใจผู้ใด และบอกบ่าวชายว่าให้ปิดประตูให้แน่นหนา เล่อหยางมึนงงกับการกระทำของเขาอยู่ไม่น้อย ทว่าก็ปัดตกไป อี้ชินอ๋อง แม้จะหล่อเหลา ทว่ากลับไม่ใช่บุรุษในอุดมคติของนาง อีกทั้งยามนี้นางยังไม่อยากมีผู้ใด “พรุ่งนี้จะมาทานข้าวเช้าด้วยอย่างนั้นหรือ” นางกล่าวพึมพำเสียงเบา อ่า สมองของนางละเลือนจนเกือบจะหลงลืมไปหมดแล้ว คงได้เวลาที่สาวใช้นางนั้นจะลงมือแล้วสินะ เขาคงไม่คิดทำให้ตัวเองโดนพิษหรอกกระมัง“ฉางเจ๋อ! เล่อหยางเล่า! นางเป็นอย่างไรบ้าง!” รัชทายาทมามาถึงก็พ่นคำถามใส่อู๋หยางโหวไม่หยุด เขาชะเง้อคอมองเค้าไปข้างใน ไม่ได้สนใจอู๋หยางโหวที่กำลังพยายามหลบหน้ารัชทายาทด้วยไม่อยากให้รัชทายาทเห็นว่าเขาร้องไห้อู๋ฉางเจ๋อนับกงเล่อหยางเป็นสหายของเขาตั้งแต่ที่ได้รู้จักกันแล้ว เพราะเขาถูกใจนางมาก ต่อมายิ่งได้รู้จักกันเพิ่มขึ้น เขาคิดว่าตัวเองนั้นคิดไม่ผิดที่เลือกให้นางเป็นสหาย ตอนที่รัชทายาทส่งนางมาให้เขา เขาตกใจมาก จนเกือบจะลืมวิธีการใช้วิทยายุทธ์ ระหว่างทางที่พานางมาที่นี่ ใจกังวลไปหมด กลัวว่าจะพานางไปรักษาไม่ทัน“เจ้า! ฉางเจ๋อ…หลบหน้าเปิ่นไท่จื่อทำไม” รัชทายาทจับอีกฝ่ายหันกลับมา อู๋หยางโหวสะบัดหน้าหลบหลบหลีกมือของรัชทายาท สุดท้ายก็หนีไม่พ้น รัชทายาทบีบคางเขาไว้แน่น “เจ้าร้องไห้?”อู๋หยางโหวดิ้นหลุดออกมาก็บีบนวดกรามบริเวณคางที่ถูกจับเมื่อครู่ ก่อนจะเอ่ยถาม “คางของกระหม่อมหลุดติดมือพระองค์ไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เหตุใดจับแล้วมันถึงได้รู้สึกแปลกๆ”“ … ” รัชทายาทมองมือตัวเองด้วยกลัวว่ามันจะติดมาจริงๆ เพ้ย! “เจ้าตอบคำถามเปิ่นไท่จื่อมาก่อน”“รัชทายาท พระองค์ก็เห็นว่ากระหม่อมนั่งอยู่หน้าห้อง มันหมายค
ขณะที่เมืองหลวงกำลังเตรียมตัวรับมือป้องกันภัยจากกลุ่มกบฏกันอย่างเต็มที่ ทางชายแดนใต้นั้นกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด วันนี้เป็นวันที่สองของการทำศึกแล้ว ทหารของสองฝั่งเริ่มลดลงเรื่อยๆ จีอ๋องขี่ม้าสู้รบเคียงข้างน้องชาย ตัวเขาและน้องชายกินยาต้านพิษมาแล้ว แต่ใช่ว่ามันจะต้านพิษของชนนเผ่าใต้ได้ทุกชนิดยามนี้ชินอ๋องไป๋เทียนหลงกำลังต่อสู้อยู่กับบุตรชายของผู้นำเผ่า จีอ๋องก็อยู่ไม่ไกลจากเขาสัก ภายในใจคิดว่า เขาต้องทำให้ศึกนี้จบเร็วที่สุด เขาไม่อยากให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ จีอ๋องคล้ายกำลังปลดผลึกตัวเอง วิทยายุทธ์ขั้นสูงสุดถูกนำออกมาใช้ร่วมกับวิชาแพทย์ ทำให้มันประสานกันอย่างลงตัว เพียงเขาคนเดียวก็สามารถป้องกันศัตรูรอบตัวที่ต้องการเข้าจัดการชินอ๋องจากทางด้านหลังได้แล้ว และยังมีทิศทางอื่นอีกชนเผ่าใต้เริ่มเห็นความผิดปกติแล้ว เพราะคนของพวกเขาลดลงไปมากกว่าเมื่อวานนี้ ครั้นมองเห็นว่าผู้ใดเป็นคนจัดการสังหารสหายของตน ความบ้าคลั่งก็เริ่มต้นขึ้น จีอ๋องรับมือกับพวกเขาได้อย่างแข็งแกร่ง คนหนึ่งต้านรับคนสี่คน“คิดจะใช้พิษรึ เอาพิษข้าไปก่อนแล้วกัน!” จีอ๋องสาดพิษใส่คนทั้งสี่ที่เข้ามาต่อสู้กับเขา “หึ คิดว่าพ
“เปิ่นหวางไม่คิดว่าแดนใต้จะร้อนมากขนาดนี้ เทียนหลงใกล้ถึงหรือยัง เปิ่นหวางจะไม่ไหวแล้วนะ” จีอ๋องอยู่ในรถม้านานติดต่อกันหลายวันแล้ว ป่านนี้เมืองหลวงคงจะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว เปิ่นหวางคิดถึงหิมะ คิดถึงอากาศหนาว เป็นเพราะชนเผ่าใต้บ้าบอนั่น ทำให้เขาต้องมาลำบากอยู่ที่นี่ คอยดูเถิดไปถึงเมื่อไหร่เปิ่นหวางจะเผาให้วอดเลย ร้อนดีนักใช่ไหม หึ!“ใกล้แล้วพี่รอง พ้นเมืองนี้ไปเราก็จะถึงแล้ว ท่าทนอีกนิดเถิด”“ข้าทนมาเดือนกว่าแล้ว ก้นข้าช้ำไปหมดแล้วเจ้าจะดูหรือไม่”ไป๋เทียนหลงส่ายหน้าให้พี่ชาย เขาเองก็นั่งอยู่ในรถม้าด้วยกันไม่ใช่หรือ พอจะออกไปขี่ม้าอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้เขาไปอีก“หากข้างหน้ามีลำธารก็แวะพักกันก่อน” ชินอ๋องตะโกนบอกองครักษ์ ทั้งที่พึ่งพ้นประตูเมืองออกมาได้ไม่นานองครักษ์ขานรับและขี่ม้าออกไปตรวจสอบดูทางข้างหน้า ก่อนจะพบแหล่งน้ำและบอกให้ทุกแวะพักที่ตรงนั้นจีอ๋องดีใจยิ่งกว่าผู้ใด เขาลงจากรถม้าก็รีบเดินตรงไปที่ลำธารทันที ธารน้ำใสและเย็นถูกใจเขายิ่งนัก“เทียนหลง น้ำเย็นยิ่งนัก เจ้าลงมาเร็วเข้า น้ำที่โรงเตี๊ยมยังไม่ดีเท่านี้ อ่า ค่อยยังชั่ว”ครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธพี่ชาย ถอดเสื้อผ้าแล้วเดินลงไปในลำธา
เช้าวันรุ่งขึ้นในยามเหม่า รัชทายาทเป็นคสไปส่งกงเล่อหยางที่กระโจมด้วยตัวเอง ใช้ความมืดอำพรางตัวนางและเขา หลบหลีกทหารเวรยาม โดยมีองครักษ์เงาคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อเข้ามาในกระโจมกงเล่อหยางตัวปลอมและสาวใช้ก็รีบวิ่งเข้ามาหาเจ้านาย “คุณหนู!!”“เสี่ยวถง เจ้าเหตุใดถึงมีสภาพเช่นนี้เล่า เจ้าก็ด้วย…”“บ่าวนอนไม่หลับเจ้าค่ะ แหะๆ บ่าวกลัวว่าจะมีคนเข้ามาในกระโจมกะทันหันเจ้าค่ะ ถึงเวลานั้นคุณหนูจะเดือดร้อนเอาได้ บ่าวไม่กล้าละเลยเจ้าค่ะ”กงเล่อหยางยกมือขึ้นกุมขมับ เป็นห่วงนาง แต่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ “ไปนอนพักกันสักหน่อยเถิด ยังพอมีเวลา ไม่ต้องห่วงข้า”“เจ้าค่ะ” ทั้งสองรับคำ แล้วรีบแยกย้ายกันไปนอน“รัชทายาทจะกลับเลยหรือไม่เพคะ” กงเล่อหยางหันไปมองคนที่นั่งจิบชาอยู่ไป๋หลงส่ายหน้า “ไม่รีบ เปิ่นไท่จื่อกลับไปตอนนี้คงต้องปวดหัวมากกว่าเดิมแน่นอน”เสิ่นมู่หยางเมื่อคืนไม่ได้กลับกระโจม เขานอนเตียงเดียวกันกับอู๋หยางโหวอยู่ในกระโจมรัชทายาท กว่าเขาจะนอนหลับก็เหนื่อยกันแทบแย่ แต่เรื่องแบบนี้จะโทษใครได้ เสิ่นมู่หยางก็ผิดที่ชิงหยางบอกว่ามีคนรักแล้วไม่ยอมถอยออกมา ส่วนชิงหยางก็ผิดที่ไม่พูดบอกเขาให้ชัดเจนกว่
งานล่าสัตว์จัดแบ่งเป็นสองฟากฝั่งทางด้านทิศตะวันออกเป็นฝั่งของเชื้อพระวงศ์และขุนนางขั้นห้าขึ้นไป ส่วนทิศตะวันตกเป็นขุนนางตั้งแต่ขั้นหกลงมาและบรรดาคหบดีที่ได้รับเชิญ เทียบเชิญที่ได้รับจะเป็นเทียบเชิญพิเศษ ที่ไม่อนุญาตให้คนที่อยู่นอกเหนือจากรายชื่อที่ระบุไว้ในเทียบเชิญเข้ามาในงานเด็ดขาดแม้ว่าการล่าสัตว์จะแบ่งฝั่งกัน ทว่างานเลี้ยงที่จะเริ่มขึ้นในเย็นนี้กลับจัดรวมกันที่บริเวณลานกว้างตรงกลางที่ถูกเว้นว่างไว้ โดยจัดเป็นเวลาสองคืน คืนนี้จะเป็นเพียงงานเลี้ยงธรรมดาทั่วไป จะเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้ แต่คืนที่สองนั้นมีกฎบังคับชัดเจนว่าทุกคนต้องเข้าร่วมเพื่อให้เกียรติผู้ที่เข้าไปล่าสัตว์ เพราะสัตว์ที่ถูกล่ามาได้ส่วนหนึ่งจะนำไปทำอาหาร แล้วส่งมอบไปให้แต่ละกระโจมในช่วงเช้าของวันที่สามก่อนเดินทางกลับแต่ใช่ว่าจะไม่มีกรณียกเว้น เช่น เกิดการบาดเจ็บระหว่างทาง หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุขณะออกไปเดินเที่ยวเล่นบริเวณโดยรอบข้อนี้สำหรับคุณหนูและเหล่าฮูหยิน หากเป็นบุรุษต้องให้คำตอบที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ไม่อย่างนั้นจะถูกนำไปสอบสวน อีกเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือได้รับบาดเจ็บขณะเข้าไปล่าสัตว์ สตรีและบุรุษมีสิทธิ์เท่า
สองวันต่อมารัชทายาทไป๋หลงก็มารับกงเล่อหยางตั้งแต่เช้า ซึ่งเป็นเช้าที่สดใสมาก เพราะหลังจากที่เขาสารภาพรักกับนาง กงเล่อหยางเหมือนจะเปิดใจให้เขามากยิ่งขึ้นรถม้าจอดที่หน้าประตูจวนใหญ่ ยังไม่ทันที่เขาจะลงจากรถม้า กงเล่อหยางก็โผล่หน้าเข้ามาก่อน นี่นางออกมายืนรอเขารึ! เขาคิดในใจ“อากาศเย็นลงทุกวัน อาเล่อเจ้าไม่รอข้าอยู่ข้างในเล่า” ฤดูสารทใกล้สิ้นสุดลงแล้ว ฤดูเหมันต์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เช่นเดียวกับเขาและกงเล่อหยางที่กำลังเริ่มต้นสานสัมพันธ์กันคำเรียกขานเป็นรัชทายาทที่เอ่ยขอร้องนาง กงเล่อหยางทำได้เพียงพยักหน้า ใครใช้ให้นางหวั่นไหวกับเขากันเล่า“อาหลง ไม่เป็นไรหรอก ที่สำคัญข้าชอบฤดูหนาว” กงเล่อหยางส่งยิ้มซุกซนไปให้เขา “เรารีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ จะว่าไปก็น่าเสียดายที่องค์ชายสี่ไม่ได้เข้าร่วมนะเพคะ พระชายาทั้งสามต้องอยู่แต่เพียงในจวน คงอึดอัดน่าดู”“ไปได้แล้วอาฝู” ไป๋หลงตะโกนบอกองครักษ์ให้เคลื่อนรถม้า “ไม่มาก็ดีแล้ว ยามลงมือจะได้ไม่ลังเล ภรรยาอยู่เรือนปรนนิบัติสามีเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว มาคิดเรื่องงานล่าสัตว์กันก่อนเถิด เจ้าห้ามอยู่ห่างจากพี่ เข้าใจหรือไม่”“ข้าสามารถตัวติดอยู่กับท่านตลอดเวลาได







