로그인“ท่านหญิงหากไท่จื่อทรงทราบจะไม่น้อยใจแย่รึเจ้าคะ” “หือ เสี่ยวซีน้อยใจคำนี้ควรใช้กับข้า ไม่แน่ว่าแม้แต่ชื่อของข้าไท่จื่อก็อาจจะจำไม่ได้ เขาออกเดินทางเหนือจรดใต้รู้จักผู้คนมากมาย ข้าเป็นแค่คนที่หลงไปรู้จักกับเขาแค่นั้นไม่มีความสำคัญอันใดให้จดจำหรอก” เสี่ยวซียืนถือต้นฉางโซ่วฮวาหรือดอกไม้อายุยืน ที่ท่านหญิงคัดออกมาไว้เผื่อเลือกอีกทีดอกไม้ต้นนี้มีเพียงสองต้นเท่านั้น เสี่ยวซีเพียงยืนมองท่านหญิงเลือกต้นไม้อื่นเพิ่ม “เอาล่ะ ข้าตัดสินใจแล้ว เป็นไผ่กวนอิมกับฉางโซ่วฮวาก็แล้วกัน” เสี่ยวซีตาเบิกกว้างมองซ่งหลิงอย่างตื่นตะลึง “คุณหนูจะมอบให้ทั้งสองต้นเลยรึเจ้าคะ นี่ฉางโซ่วฮวากับไผ่กวนอิมเชียวนะเจ้าคะ” ฉางโซ่วฮวาไม่เท่าไหร่แต่ไผ่กวนอิมนี่สิ ครั้งหนึ่งฝ่าบาทเคยแอบหยิบกลับวังไปด้วย ท่านหญิงยังตามไปโวยวายเอากลับมาจนได้ “เมื่อครู่นี้ไม่ใช่นางกำนัลของฮองเฮามาแจ้งกำหนดการกลับมาและจัดงานเลี้ยงต้อนรับไท่จื่อหรอกหรือ” “ไผ่กวนอิมให้เป็นของขวัญต้อนรับการกลับมา ส่วนฉางโซ่วฮวาให้เป็นของขวัญวันเกิด” “ขะ ของขวัญวันเกิด…” เสี่ยวซีนึกไปถึงตอนที่นางกำนัลมาแจ้ง นางบอกเพียงกำหนดการและวันที่จัดงานเลี้ยงไม่ได้เอ่ยถึงวันเกิด
더 보기Desa Kabut Hitam merupakan sebuah desa yang terletak di kaki pegunungan Tiga Jari. Alamnya yang asri dan sejuk membuat siapapun akan betah dan tidak akan pernah mau meninggalkan desa ini jika sudah melewati atau memasukinya. Saat terang desa ini sangat menyejukkan mata dengan penduduknya yang ramah tamah menyambut setiap pendatang yang singgah di desa ini tanpa ada rasa curiga sedikitpun.
Gunung ini disebut Tiga Jari karena konon menurut cerita ini adalah Tiga Jari yang tersisa dari Raksasa terakhir yang pernah hidup pada masanya yang dikalahkan oleh Pendekar Naga pada masa itu dan dibekukan dengan jurus terkuat yaitu Jurus Naga Pembeku Jiwa.
Jaman dahulu kala, desa ini banyak hidup makhluk-makhluk yang sangat berbahaya. Selain raksasa yang setinggi gunung, di desa ini juga hidup kawanan peri yang cantik, juga makhluk-makhluk eksotik yang sudah punah karena dikalahkan salah satu perguruan silat saat itu yang menganggap makhluk-makhluk ini berbahaya terutama makhluk yang disebut Naga.
Jalan menuju desa ini juga tidak mudah karena harus melalui jalan sempit di tepian pegunungan, jika salah melangkah maka akan jatuh ke dasar lembah yang tak berdasar. Lembah ini dinamakan Lembah Naga yang selalu diselimuti Kabut merah jadi tidak ada yang pernah melihat dasar lembah ini. Konon menurut cerita masih ada penunggu Naga yang hidup di dasar lembah ini selama ratusan ribu tahun dan belum tersentuh tangan manusia sama sekali.
Desa Kabut Hitam hanya merupakan salah satu desa dari ratusan desa yang tersebar dalam wilayah Kamandaria yang dipimpin oleh Raja Lalim bernama Wangsaria. Menurut cerita, raja ini merupakan keturunan naga terakhir yang pernah hidup di Bumi Karimun. Namun ini hanya cerita yang diklaim sepihak oleh Sang Raja lalim yang belum diketahui kebenarannya. Siapapun yang meragukan darah naganya akan dieksekusi pada saat itu juga, jadi lambat laun tidak ada lagi yang meragukannnya.
Konon menurut cerita, nenek moyang bangsa Kamandaria hidup berdampingan dengan makhluk yang disebut naga. Menurut cerita, naga di wilayah ini dapat merubah wujud menjadi manusia saat terang dan kembali menjadi naga saat malam. Jadi yang disebut keturunan naga adalah anak yang terlahir dari perkawinan naga berwujud manusia dengan manusia normal pada jaman itu.
Anak yang terlahir berwujud manusia yang merupakan keturunan naga akan mewarisi ilmu Sembilan Naga yang terdiri dari 9 Jurus sakti. Jika berhasil mempelajari keseluruhan ilmu ini maka anak ini nantinya akan menjadi pelindung dan pembela kawasan ini yang terkenal dengan nama Pendekar Naga.
Pendekar Naga inilah yang berhak klaim tahta Kamandaria untuk menjadi penguasa tunggal yang akan memerintah Kerajaan yang damai karena sepanjang Anak Naga menjadi Raja maka Naga-naga yang bersembunyi tidak akan menampakan dirinya kecuali dalam wujud manusia.
Namun lama kelamaan cerita ini hanya menjadi dongeng pengantar tidur yang sering diceritakan tapi sudah memudar kebenarannya. Tidak ada lagi yang tahu pasti kemana hilangnya ilmu 9 Naga tersebut. Ada yang bilang ilmu ini masih tersimpan dalam kitab yang tersembunyi di dasar Lembah Naga, ada juga yang klaim kalau kitab ini terbakar saat perang saudara antara manusia naga dengan manusia normal yang tidak sudi lagi hidup berdampingan dengan naga pada saat itu, bahkan ada yang bilang kitab ini disimpan keturunan Raja yang memerintah Kamandaria.
Desa kabut Hitam sendiri merupakan desa yang paling misterius karena jika malam, daerah ini akan diselimuti kabut hitam. Siapapun yang masih keluar malam-malam konon akan ditelan oleh kabut hitam ini. Jadi setelah senja menjelang semua penduduk desa segera mengurung diri dalam rumah masing-masing sehingga desa ini bagaikan desa mati jika malam menjelang.
หกปีต่อมา“ฮองเฮาเพคะ องค์ชายน้อยหนีออกไปวิ่งเล่นอีกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีอุ้มองค์ชายวัยสี่หนาวเข้ามาพร้อมกับเอ่ยฟ้อง“หืม หลงเอ๋อไปเล่นที่ไหนมางั้นรึ” ซ่งหลิงรับบุตรชายมาจากเสี่ยวซีองค์ชายซบลงบนไหล่ของมารดาอย่างออดอ้อน “หลงเอ๋อ เพียงแค่ไปวิ่งเล่นที่อุทยานครู่เดียวเองพะย่ะค่ะ ไม่ได้หนี”“แล้วเหตุใดองค์ชาย ถึงไม่บอกกล่าวกับบ่าวก่อนล่ะเพคะ” “นั่นสิ…” นางยกมือลูบหัวเด็กน้อยอย่างรักใคร่“หากลูกบอกท่านน้าเสี่ยวซี ท่านน้าก็จะไม่ให้ไป”“เอาล่ะ แม่จะอนุญาตให้เจ้าออกไปวิ่งเล่นได้ทุกวันในช่วงเวลาพักแต่ต้องบอกกับท่านน้าเสี่ยวซีก่อนเข้าใจรึไม่อุทยานหลวงกว้างขวางทั้งยังมีสระน้ำที่ค่อนข้างลึกอีกด้วย หากว่าเจ้าเกิดพลัดตกลงไปจะทำอย่างไร แม่รักและเป็นห่วงเจ้ามากรู้รึไม่” ฟอด นางหอมแก้มบุตรชายอย่างเอ็นดู“พะย่ะค่ะ ท่านน้าเสี่ยวซี่ ท่านแม่อนุญาตแล้วเราไปกันเถิด” พูดจบก็ดิ้นลงจากตักมารดาแล้วรีบวิ่งออกไป จนเสี่ยวซีเกือบจะตามไม่ทันซ่งหลิงยกมือลูบท้องของตนที่ตอนนี้มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่รอวันลืมตาดูใต้หล้า นางเป็นไท่จื่อเฟยอยู่สองปี ฝ่าบาทก็สละราชสมบัติส่งมอบให้แก่ไท่จื่อ ยามนี้เขาเป็นฮ่องเต้ นางเป็นฮองเฮา แล
โจวซือเยว่ดื้อรั้นไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยอมแพ้ซ่งหลิงง่ายๆ นางเองก็เป็นคุณหนูจากจวนขุนนางชั้นสูง ฐานะไม่ได้ด้อยไปกว่าซ่งหลิงเลยสักนิด อีกฝ่ายแค่โชคดีที่ได้หมั้นหมายกับไท่จื่อก่อนเท่านั้น นางไม่กลัวที่ผ่านมานางคอยหาเรื่องซ่งหลิงอยู่ตลอด แม้จะทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะมีฮองเฮาที่คอยช่วยเหลือซ่งหลิงอยู่ หลังจากงานพระราชสมภพของไท่จื่อที่นางถูกไล่ออกมา นางจึงไปร่วมมือกับซ่งหนิงเอ๋อที่มีความแค้นกับซ่งหลิง นางค่อยๆ ตะล่อมอีกฝ่ายไปทีละนิด วางแผนกันอย่างลับๆ วันที่นางรอคอยก็มาถึง วันงานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพอวิ๋น นางเลือกลงมือในวันนั้น ยาพิษเป็นซ่งหนิงเอ๋อที่หามาให้ นางซื้อคนที่โรงครัวได้อย่างแนบเนียน ซือเยว่ไม่ใช่ซ่งหนิงเอ๋อที่ทำอะไรอย่างสะเพร่าไม่รอบคอบ นางคอยระมัดระวังไม่ให้ถูกจับผิดใช้ชีวิตอย่างปกติมาตลอด “เจ้านำขนมจานนี้ไปส่งที่โต๊ะของท่านหญิงซ่ง อย่าให้โดนจับได้ล่ะ” นางปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด เมื่อกล่าวเสร็จก็หมุนออกไปทางด้านหลังใช้ความมืดพลางตัวเองไปยังห้องน้ำ และผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดที่ใส่เข้างาน ก่อนจะเดินออกมาและส่งถุงผ้าไปให้สาวใช้นำมันกลับไปเก็บที่รถม้า โจวซือเยว่มองสำรวจแล
วันเวลาดำเนินไปจนกระทั่งเข้าสู่วสันตฤดู หลิงซวนที่ตามตื้อนางมาตลอดเริ่มรับรู้แล้วว่านางใกล้จะเปิดใจให้เขาเช่นเดิมแล้ว“หลิงเอ๋อ พี่มารับเจ้าไปเที่ยวชมเทศกาลฤดูใบไม้ผลิด้วยกัน” พ้นเหมันต์มาแล้วแต่อากาศก็ยังคงเย็นอยู่ ในมือของหลิงซวนถือผ้าคลุมขนจิ้งจอกอย่างดีไว้ใส่ให้นาง ซ่งหลิงเริ่มมีรอยยิ้มกลับมาให้เขาบ้างแล้ว เขาต้องพยายามอีกนิด ไม่สิ ต่อให้ต้องพยายามไปทั้งชีวิตเขาก็จะทำเพื่อนาง“ท่านมาเร็วกว่าที่บอกหม่อมฉันไว้นะเพคะ” ซ่งหลิงยิ้มให้เขาเล็กน้อย ยืนนิ่งให้เขาใส่ผ้าคลุมให้ นางรับรู้และเห็นในสิ่งที่เขาตั้งใจทำมันมาตลอด คิดว่าหากวันใดวันหนึ่งนางยอมรับเขาเข้ามาในหัวใจอีกครั้ง ก็หวังว่าเขาจะเป็นหลิงซวนคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงทั้งสองเที่ยวเล่นกันอย่างมีความสุข ร่วมเล่นใบ้คำ เดินเข้าไปกินร้านบะหมี่ร้านโปรด ซ่งหลิงเดินถือขนมกินไปตลอดทาง พวกเขากำลังรอชมดอกไม้ไฟที่สะพานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ตอนแรกหลิงซวนจะใช้วิชาตัวเบาพาไปที่นั่งชมบนหลังคาเสียด้วยซ้ำจะได้ไม่ต้องมาเบียดกับคนอื่น แต่ซ่งหลิงปฏิเสธนางอยากยืนดูตรงนี้ เขาได้แต่ตามใจนางไม่นานช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง ดอกไม้ไฟงดงามตระการตาถูกจุดขึ้นทั่วทุกพ
“ไท่จื่อ ท่านช่วยขยับออกไปได้รึไม่เพคะ” นางกำลังนั่งรถม้ากับเขาเข้าไปร่วมงานเลี้ยง สามวันที่ผ่านมาไท่จื่อเอาแต่ตามติดนางยิ่งกว่าปลิง นางไล่อย่างไรก็ไม่ไป นางด่าทอเขาไปมากมายเผื่อว่าเขาจะทนไม่ไหวแล้วรีบกลับไป แต่ความจริงเขากลับยืนยิ้มหัวเราะบอกให้นางด่าว่าเขาได้อย่างเต็มที่เลยตอนนี้ก็เหมือนกัน รถม้ากว้างขวางแต่เขากลับมานั่งเบียดนางนางกัดฟันพูด เมื่อเขาคว้านางเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด “ไท่จื่อ!”“หลิงเอ๋อ อยู่นิ่งๆ พี่หนาวได้กอดเจ้าแล้วอุ่นขึ้นเยอะเลย” วันนั้นเขาได้คำตอบชัดเจนแล้ว จึงได้กลับไปเผาถุงหอมทิ้งและเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างดี“ท่านมันไร้ยางอายเกินไปแล้ว ปล่อยข้านะ!”“ไม่ปล่อย พี่รู้ว่าเจ้าเองก็หนาวเช่นกัน กอดกันเช่นนี้แหละดีแล้ว”ซ่งหลิงดิ้นไปมาจนเหนื่อย จึงได้ปล่อยเลยตามเลยรถม้าวิ่งฝ่าหิมะเข้าสู่วังหลวง จนไปจอดอยู่ที่หน้าประตูที่จะผ่านเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ไป่เฮ่อถือร่มยืนรอไท่จื่ออยู่หน้ารถม้า วันนี้เสี่ยวซีไม่สบายจึงไม่ได้มากับนางหลิงซวนพยุงนางลงมาพร้อมกับจับมือนางไว้อย่างหวงแหน ราวกับกลัวว่านางจะหนีหาย หันไปรับร่มจากองครักษ์และก้าวเดินเข้าไปข้างใน“เรารีบเดินกันเถิด อากาศเย็น
กลิ่นหอมชวนยั่วน้ำลายโชยเข้าจมูกบ่าวไพร่ไม่หยุด ต่างพากันชะเง้อคอมองไปที่โรงครัว ตั้งแต่ไท่จื่อกลับมาท่านหญิงของงพวกนางก็เข้าครัวบ่อยครั้งซ่งหลิงกำลังทำอาหารทุกอย่าง อย่างใส่ใจ เตาแรกนางทำหมูสามชั้นต้มผักดอง อีกเตานางกำลังตักซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานใส่จาน ให้สาวใช้ล้างเตรียมที่จะทำไก่ผัดเม็ดมะม่วง
สองเดือนต่อมาตลอดสองเดือนที่ผ่านมานี้ ความสัมพันธ์ของนางกับไท่จื่อมีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่มีการเอ่ยคำว่ารักออกมา แต่ซ่งหลิงไม่รีบ เหมันต์ปีนี้เป็นไปตามที่นางคาดการว่ามันหนาวมากกว่าทุกปี เสี่ยวซีกำลังวุ่นวายอยู่กับเสื้อผ้าของนางเพราะต้องเก็บชุดที่ใส่ในฤดูคิมหันต์ลงไปในหีบให้หมดเพื่อนำชุดที่
บริเวณชานชาลาที่เชื่อมต่อออกไปออกตัวเรือนเป็นศาลาหลังเล็กตั้งอยู่ โชคดีที่ลมไม่แรง ทำให้สามารถนั่งอยู่ที่ตรงนี้ได้ ทั้งสองกำลังซึมซับบรรยากาศภายนอกและความรู้สึกระหว่างกัน ก่อเกิดความผูกพันขึ้นมาที่ละเล็กละน้อยการนั่งดื่มชากับขนมหวานในวันนี้ช่างต่างจากทุกวันเสียจริง ซ่งหลิงดูเหมือนนางจะเริ่มเปิดใจใ
เรือนรับรองไม่ไกลจากตำหนักที่จัดงานมากนัก ภายในห้องกำลังร้อนระอุจากการกระทำของคนที่อยู่ข้างใน เสียงครางหวานดังออกมาไม่ขาดสาย เนื้อกระทบกันดังลั่นห้อง ทำให้ผู้คนที่พึ่งมาถึงต่างพากันก้มหน้าด้วยความเขินอายยกเว้นฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่มีสีหน้าแตกต่างกันไป“นี่ หมายความว่าอย่างไร เจ้าพูด!” ฮ่องเ





