ログインชาติก่อนเธอกลัวคำครหาจนต้องสูญเสียทุกสิ่ง ชาตินี้ต่อให้ต้องถูกน้ำลายของคนทั้งหมู่บ้านท่วมตาย เธอก็จะช่วยชีวิตคนที่ไม่สมควรตาย ทวงคืนทุกสิ่งที่เคยถูกช่วงชิง และเอาคืนทุกคนที่เคยเหยียบย่ำ ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอกลับมาอีกครั้งชีวิตนี้เธอจะเป็นคนเลือกทางเดินของตัวเอง ใครคิดจะเอาเปรียบ เธอจะไม่ยอม ใครคิดจะหักหลัง เธอจะไม่ให้อภัย และใครก็ตามที่คิดจะเหยียบเธอเพื่อปีนขึ้นไป คราวนี้ก็ต้องดูเสียก่อนว่า ใครกันแน่จะเป็นฝ่ายถูกเหยียบจนจมดิน
もっと見るปี 1975
“เปิดประตู!”
ปัง! ปัง! ปัง!
“เฉินจิ้งเซิน! แกอยู่ข้างในใช่ไหม ออกมาเดี๋ยวนี้”
เสียงทุบประตูดังสนั่นกลางดึก ปลุกโจวซิ่วหรานให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง ศีรษะปวดร้าวราวกับถูกใครใช้ค้อนทุบ ลำคอแห้งผาก ในปากยังหลงเหลือรสขมและกลิ่นฉุนของสุราราคาถูก
โจวซิ่วหรานพยายามยันตัวลุกขึ้น ทันใดนั้นเสื้อที่คลุมอยู่บนไหล่ก็เลื่อนหล่น เธอก้มลงมาจ้องมองตัวเอง กระดุมเสื้อสองเม็ดบนถูกปลดออก ผมเปียที่เคยถักเรียบร้อยยุ่งเหยิง แม้แต่รองเท้าข้างหนึ่งก็ไม่รู้ว่าหลุดหายไปอยู่ที่ใด
โจวซิ่วหรานนิ่งงัน ก่อนจะเงยหน้ามองไปรอบ ๆ ห้องดินแคบ ๆ โต๊ะไม้ขาหักที่ใช้ก้อนอิฐรองเอาไว้หนึ่งด้าน ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะกำลังส่องแสงริบหรี่ ผนังดินแตกร้าวจนมองเห็นฟางที่ผสมอยู่ด้านใน
สถานที่แห่งนี้... รูม่านตาของเธอหดลงทันที
เป็นไปไม่ได้!
โจวซิ่วหรานจำห้องนี้ได้ ต่อให้ผ่านไปอีกกี่สิบปี เธอก็ไม่มีวันลืม!
ปัง! ปัง! ปัง!
“เปิดประตู!”
เสียงจากด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยเสียงหญิงสาวที่โจวซิ่วหรานคุ้นเคยจนแทบฝังเข้าไปในกระดูก
“พี่เว่ยกั๋ว อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม ซิ่วหรานอาจจะไม่ได้อยู่ข้างในจริง ๆ ก็ได้”
เป็นเสียงของ หลี่เว่ยหนิง เพื่อนสนิทของเธอ โจวซิ่วหรานหน้าซีดเผือด เธอรีบหันไปทางต้นเสียง ก่อนสายตาจะหยุดลงบนเตียงไม้มีชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่ข้างตัวเธอ เสื้อของเขายุ่งเหยิงไม่ต่างจากเธอ ใบหน้าคมคายซีดเซียว คิ้วเข้มขมวดแน่น ร่างสูงนอนนิ่งไม่ไหวติง
หัวใจของโจวซิ่วหรานกระตุกอย่างรุนแรง
“เฉิน...จิ้งเซิน”
เธอแทบไม่กล้าเปล่งชื่อนั้นออกมา ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่รูปถ่ายขาวดำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในบ้านของหญิงชราคนนั้น เขาคือชายหนุ่มผู้เคยเสียชีวิตไปจากการทุบตีของคนในหมู่บ้าน แต่ตอนนี้เขายังคงนอนอยู่ตรงนี้ ในสภาพที่ยังไม่ได้ถูกทุบตีจนย่ำแย่ในความทรงจำของเธอ
โจวซิ่วหรานรีบคลานลงจากเตียงจนเกือบล้ม เธอเอื้อมมือไปแตะข้างลำคอของเขา
ตุบ...ตุบ...
ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงชีพจร
ยังมีชีวิตอยู่! เฉินจิ้งเซินยังมีชีวิตอยู่!
โจวซิ่วหรานดึงมือกลับอย่างสั่นเทา ความทรงจำก่อนตายในชาติที่แล้วพลันถาโถมเข้ามา
ห้องผู้ป่วยสีขาว กลิ่นยาฆ่าเชื้อ ร่างกายที่ผ่ายผอมและเจ็บป่วยของตัวเอง หญิงชราผมขาวซึ่งนั่งจับมือเธออยู่ข้างเตียง และคำพูดที่เธอไม่มีวันลืม
“ก่อนจิ้งเซินจะตาย เขาเคยเขียนจดหมายถึงพี่สาวของเขา”
“เขาบอกว่าในหมู่บ้านมีเด็กสาวคนหนึ่งคอยแอบเอาอาหารกับยาไปให้เขา เด็กคนนั้นชื่อโจวซิ่วหราน”
หญิงชราร้องไห้ แต่กลับไม่มีความเกลียดชังอยู่ในดวงตาแม้แต่น้อย
“เขาบอกว่า ถ้าวันหนึ่งครอบครัวเฉินมีโอกาสกลับมายืนได้อีกครั้ง เขาจะกลับมาตอบแทนเธอ แต่ตอนนี้เขาจากไปแล้วฉันจึงตั้งใจจะตอบแทนเธอตามความตั้งใจของเขา”
ตอนนั้นโจวซิ่วหรานร้องไห้จนแทบขาดใจแล้วพูดว่า
“ฉันเองก็มีส่วนทำร้ายเขา คนในหมู่บ้านทำร้ายเขาก็เพราะฉัน”
คำพูดของเธอทำให้หญิงชราส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“คนอย่างจิ้งเซิน ถูกทำร้ายจนตายเช่นนั้น ฉันเชื่อว่าเขาจะคิดเหมือนกันกับฉันนั่นก็คือ การตายของเขาไม่ใช่ความผิดของเธอ”
คำพูดของหญิงชราทำให้โจวซิ่วหรานหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้งใจอีกครั้ง
“ครอบครัวของพวกเราไม่เคยคิดจะโทษเธอเลย เพราะถ้าหากเธอไม่ช่วยเขา เขาก็คงตายไปก่อนหน้านั้นตั้งนานแล้ว ไม่มีทางสืบหาที่อยู่พี่สาวจนเจอแล้วส่งจดหมายมาหาพี่สาวเป็นครั้งสุดท้ายได้หรอก”
แม้ว่าหญิงชราจะพูดเช่นนั้นแต่โจวซิ่วหรานก็ยังรู้สึกว่าเป็นความผิดของเธออยู่ดี ถ้าหากเธอไม่มัวแต่หวาดกลัว ถ้าหากเธอออกหน้าปกป้องเขา ถ้าหากเธอเฉลียวฉลาดสักนิดมองแผนการของคนเหล่านั้นออก เขาจะถูกคนในหมู่บ้านทุบตีจนตายได้อย่างไร
“ซิ่วหราน!”
เสียงหลี่เว่ยหนิงดังลอดประตูเข้ามา ทำให้โจวซิ่วหรานประเมินสถานการณ์รอบตัวในยามนี้ของเธออีกครั้ง
ตอนนี้เธอน่าจะได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง มาเกิดใหม่ในร่างของตนเอง ได้ย้อนกลับมาในคืนที่เกิดเรื่องเลวร้ายกับเธอและเฉินจิ้งเซิน
“ซิ่วหราน! ถ้าเธออยู่ข้างในก็ตอบฉันสิ! อย่ากลัวนะ! พวกเรามาช่วยเธอแล้ว”
ช่วยหรือ! มุมปากของโจวซิ่วหรานค่อย ๆ ยกขึ้น ดวงตาที่ยังมีน้ำตาอยู่เมื่อครู่กลับเย็นเยียบลง
ใช่! เธอจำได้แล้ว เธอจำได้ทั้งหมด
นี่คือคืนที่ชีวิตของเธอถูกทำลาย ชาติที่แล้ว หลี่เว่ยหนิงชวนเธอดื่มเหล้า บอกว่าอีกไม่นานรายชื่อผู้ได้รับการเสนอไปเรียนมหาวิทยาลัยก็จะประกาศออกมาแล้ว เธอคืออันดับต้นๆ ที่จะได้รับเลือก หลี่เว่ยหนิงจึงอยากแสดงความยินดีกับเธอล่วงหน้า
โจวซิ่วหรานไว้ใจเพื่อนสนิท เธอจึงดื่มไปไม่น้อย จากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีก เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็อยู่ในห้องนี้กับเฉินจิ้งเซิน และยังไม่ทันได้ตั้งสติ ประตูก็ถูกพังเข้ามา
คนทั้งหมู่บ้านเห็นสภาพของพวกเขา หลี่เว่ยหนิงกอดเธอร้องไห้ หลี่เว่ยกั๋วโกรธจนตาแดง ส่วนเฉินจิ้งเซินพยายามอธิบายว่าเขาเองก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ไม่มีใครฟังเขา เพราะเขาเป็นยุวชนจากตัวเมืองที่มีภูมิหลังครอบครัวมีปัญหา
ครอบครัวของเขาถูกลงโทษ ทรัพย์สินถูกยึด พ่อแม่ถูกส่งไปใช้แรงงานเพื่อปรับทัศนคติใหม่ ส่วนตัวเขาถูกส่งลงมายังชนบท ในสายตาของคนจำนวนมาก ไม่ว่าชายหนุ่มเช่นนี้จะพูดอะไรออกมาก็ไม่น่าเชื่อถือ
ชาติที่แล้วหลี่เว่ยกั๋วเป็นคนแรกที่ลงมือ จากนั้นคนอื่นก็กรูกันเข้าไป โจวซิ่วหรานในวัยสิบเก้าปียืนตัวสั่นอยู่ท่ามกลางฝูงชน
เธอกลัว… กลัวคำครหา กลัวสายตาของชาวบ้าน กลัวว่าหากบอกว่าตัวเองจำอะไรไม่ได้ คนอื่นจะยิ่งคิดว่าเธอกำลังแก้ตัวและอาจจะคิดว่าเธอปกป้องเฉินจิ้งเซิน
ดังนั้นเธอจึงเงียบ... ความเงียบของเธอกลายเป็นคำตัดสินความผิดของเขา เฉินจิ้งเซินถูกลากออกไป หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ตาย
ส่วนเธอสูญเสียสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ชื่อเสียงพังพินาศ แม่ของเธอรับสินสอดจากครอบครัวหลี่ และบีบบังคับให้เธอแต่งงานกับหลี่เว่ยกั๋ว หลี่เว่ยหนิงได้รับสิทธิ์ที่ควรเป็นของเธอไปเรียนมหาวิทยาลัย
ส่วนโจวซิ่วหราน... ต้องใช้ชีวิตหลายสิบปีอยู่ในบ้านสกุลหลี่ ทำงาน หาเงิน ปรนนิบัติแม่สามี ถูกสามีทุบตี ถูกสามีนอกใจ ตั้งครรภ์ครั้งแล้วครั้งเล่า และสูญเสียลูกครั้งแล้วครั้งเล่า จนร่างกายพังยับเยิน
หากหญิงชราคนนั้นไม่ปรากฏตัวขึ้น บางทีเธออาจจะตายโดยไม่มีวันมองออกเลยว่าโศกนาฏกรรมทั้งหมดในชีวิตของเธอเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร
แต่ตอนนี้... โจวซิ่วหรานก้มมองมือของตัวเอง ผิวขาวเนียน นิ้วเรียวยาว ยังไม่มีรอยแผลจากการทำงานหนักมาหลายสิบปี นี่คือมือของเธอตอนอายุสิบเก้า
เธอกลับมาแล้ว กลับมาในปี 1975 กลับมาในคืนที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น
ปัง!
กลอนประตูสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
“ถอยไป!”
เสียงผู้ชายดังขึ้นจากด้านนอก หัวใจของโจวซิ่วหรานเย็นวาบ เสียงของหลี่เว่ยกั๋ว อดีตสามีของเธอ ผู้ชายที่ชาติที่แล้วแสดงตัวเป็นคนใจกว้าง ยอมแต่งงานกับหญิงสาวที่ชื่อเสียงเสียหายท่ามกลางคำติฉินนินทาของคนทั้งหมู่บ้าน
โจวซิ่วหรานเคยซาบซึ้งในบุญคุณนั้น ซาบซึ้งจนยอมอดทนทุกอย่างหลังแต่งงาน กระทั่งก่อนตายเธอจึงได้รู้ว่า ผู้ชายที่เธอเคยคิดว่ายื่นมือมาช่วยดึงเธอออกจากเหว คือหนึ่งในคนที่ช่วยกันผลักเธอลงไปตั้งแต่แรก
“จิ้งเซิน”
โจวซิ่วหรานรีบหันกลับไป ชายหนุ่มบนเตียงขยับตัวพอดี เฉินจิ้งเซินส่งเสียงครางต่ำ คิ้วขมวดแน่น ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาพร่ามัวอยู่ชั่วขณะ จากนั้นจึงมองเห็นหญิงสาวตรงหน้า
“โจว...ซิ่วหราน”
เขาจำเธอได้ แต่เมื่อสายตาเหลือบเห็นสภาพเสื้อผ้าของเธอ สีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป
เขารีบก้มมองตัวเองที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงไม้ จากนั้นหันไปทางประตูซึ่งกำลังถูกกระแทกอย่างรุนแรง
เฉินจิ้งเซินเข้าใจสถานการณ์บางส่วนทันที
“ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอ”
ประโยคแรกของเขาทำให้โจวซิ่วหรานนิ่งไป เหมือนเหลือเกิน ชาติที่แล้วเขาก็พูดประโยคนี้ แต่ตอนนั้นเธอไม่เชื่อ หรืออาจจะพูดให้ถูกก็คือเธอกลัวเกินกว่าจะเชื่อเขา
“ฉันรู้”
เฉินจิ้งเซินชะงัก เขาหันกลับมามองเธอ โจวซิ่วหรานสบตาเขา
“ฉันเชื่อคุณ”
เช้าวันสอบ โจวซิ่วหรานตื่นก่อนนาฬิกาปลุก ภายนอกหน้าต่างยังมืดสนิทลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอจาง ๆ เพราะอากาศหนาวของปักกิ่งปลายปี เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ไม่ได้ลุกขึ้นทันที หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ วันนี้แล้วสินะ วันที่เธอรอคอยมาถึงสองชาติ“ตื่นแล้วหรือ”เสียงงัวเงียของคนข้างกายดังขึ้น โจวซิ่วหรานหันไปมอง เฉินจิ้งเซินยังหลับตาอยู่ แต่แขนที่พาดเอวเธอขยับเล็กน้อย“ฉันทำให้คุณตื่นหรือคะ”“เปล่า”“ยังเช้าอยู่เลย นอนต่อเถอะค่ะ”“นอนไม่หลับแล้ว”เขาลืมตาขึ้นมาถามเธอ“ตื่นเต้นไหม”โจวซิ่วหรานอยากปฏิเสธแต่สุดท้ายกลับพยักหน้า“นิดหน่อยค่ะ”“นิดหน่อยหรือ”เขาเหลือบมองมือของเธอที่กำผ้าห่มแน่น โจวซิ่วหรานรีบคลายมือออก“ก็...มากหน่อย”เฉินจิ้งเซินหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้น“งั้นก็ตื่น”“คุณจะลุกขึ้นมาทำไม”“ทำอาหาร”“ฉันทำเองค่ะ”เขาหันมามองทันที“วันนี้เธอมีหน้าที่อย่างเดียว นั่นก็คือการสอบ”โจวซิ่วหรานยังอยากพูด แต่เฉินจิ้งเซินยกมือห้าม“เสื้อผ้าของเธอ ฉันเตรียมให้แล้ว เอกสารอยู่บนโต๊ะ ดินสอ ปากกา ของที่ต้องใช้ ฉันตรวจเมื่อคืนสองรอบ”เธอกะพริบตา“นี่คุณตั้งใจจะไม่ให้ฉันทำอะไรเลยใช่ไหม”“กินให
โจวซิ่วหรานยอมรับออกมาตามตรง ก่อนหน้านี้ยังไม่มีการสอบ เธอกลับไม่กลัว เพราะทุกอย่างเป็นเพียงการเตรียมตัว แต่เมื่อโอกาสอยู่ตรงหน้า ความกลัวที่จะสูญเสียมันกลับตามมาเฉินจิ้งเซินมองเธอ“ถ้าสอบไม่ได้แล้วอย่างไร”โจวซิ่วหรานนิ่ง“ก็...เสียใจ”“แล้ว”“ก็... อ่านใหม่”“อืม”“สอบใหม่”“ถ้ามีโอกาสก็สอบใหม่”เขาพยักหน้า“แล้วจะมีอะไรต้องกลัว”โจวซิ่วหรานอึ้ง“มันไม่เหมือนกันนะคะ”“เหมือนสิ”“ตรงไหนคะ”“เธอทำเต็มที่”เขาตอบ“ส่วนผลจะเป็นอย่างไร รอให้สอบเสร็จก่อนค่อยคิด ตอนนี้กลัวไปก็ไม่ได้คะแนนเพิ่ม”เธอมองเขา“คุณปลอบคนไม่เป็นจริง ๆ”“ฉันกำลังปลอบเธออยู่”“นี่เรียกว่าปลอบหรือคะ”“อืม”โจวซิ่วหรานหลุดหัวเราะ ความกังวลกลับลดลงอย่างประหลาดวันต่อ ๆ มา ตารางชีวิตของเธอถูกจัดใหม่เช้า... ทบทวนเนื้อหาสาย... ทำแบบฝึกหัดบ่าย... ตรวจคำตอบและจดจุดที่ผิดกลางคืน... ทบทวนอีกครั้งเฉินจิ้งเซินช่วยในวิชาที่เขาช่วยได้เฉินจิ้งโหรวช่วยหาหนังสือพ่อเฉินพยายามไม่รบกวนแม่เฉินถึงขั้นประกาศกับทุกคนในบ้านว่า“ช่วงนี้ห้ามไม่ให้ใครเรียกซิ่วหรานทำงาน”โจวซิ่วหรานได้ยินก็รีบออกมา“แม่คะ ฉันทำงานบ้านได้นะ”“ไม่ต้อง”“
คำพูดของแม่เฉินทำให้โจวซิ่วหรานหัวเราะออกมา แต่เมื่อก้มลงมองอาหาร รอยยิ้มกลับค่อย ๆ จางลงยังไม่มีข่าว... ใช่! จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข่าวอย่างเป็นทางการแม้เธอจะจำได้ว่าปีนี้จะเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากย้อนกลับมา โจวซิ่วหรานเรียนรู้เรื่องหนึ่งแล้วว่า ความทรงจำจากชาติที่แล้วมีบางอย่างที่อาจจะไม่เหมือนเดิมตั้งแต่คืนที่เธอช่วยเฉินจิ้งเซินให้รอด เหตุการณ์หลายอย่างก็เปลี่ยนไป เรื่องที่ไม่เคยเกิดกลับเกิด คนที่ควรตายกลับยังมีชีวิตอยู่ คนที่ควรแต่งกับเธอกลายเป็นคนแปลกหน้า เธอเองก็ออกจากหมู่บ้านมาอยู่ปักกิ่งแม้เหตุการณ์ระดับประเทศอาจไม่ได้เปลี่ยนเพราะชีวิตของคนตัวเล็ก ๆ อย่างเธอแต่ตราบใดที่ยังไม่มีประกาศออกมา เธอก็ไม่กล้าบอกตัวเองว่า ทุกอย่างจะต้องเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้คือเตรียมตัว หากโอกาสมาถึง เธอต้องพร้อมเย็นวันนั้นเฉินจิ้งเซินกลับบ้านช้ากว่าปกติ ช่วงสองปีที่ผ่านมา หน้าที่การงานของเขาเปลี่ยนไปไม่น้อย จากคนที่เพิ่งเข้าไปและต้องเปิดสมุดหาคำศัพท์แทบทุกหน้าตอนนี้เขาสามารถจัดการเอกสารจำนวนมากได้ด้วยตัวเองความรู้เรื่องเครื่องจักรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมก็มากขึ้น ภาษาอังกฤษที่เดิมดีอยู
ทั้งสองเดินไปด้วยกัน ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอจึงถาม“เมื่อกี้คุณได้ยินหรือเปล่า”“ได้ยินนิดหน่อย แต่ก็เพียงพอให้ไม่กล้าเดินเข้าไปหาคุณตอนนั้น”เธอหลุดหัวเราะ“คุณไม่อยากรู้หรือคะ ว่าทำไมเขาถึงได้มาดักรอฉันเช่นนี้”“ถ้าคุณอยากเล่า คุณก็จะเล่าเอง แต่ถ้าคุณไม่เล่า ผมก็จะไม่ถาม”เฉินจิ้งโหรวมองเขาหัวใจที่สงบนิ่งมาหลายปีเหมือนถูกบางสิ่งแตะเบา ๆ“ศาสตราจารย์ลู่”“ครับ”“ทำไมคุณถึงดีกับฉันถึงขั้นนี้”คราวนี้คนที่ตอบทุกคำถามได้อย่างสงบกลับเงียบไป ความเงียบของเขาทำให้เฉินจิ้งโหรวเริ่มรู้สึกว่าตัวเองถามมากเกินไป“เพราะผมอยากดีกับคุณ”เธอหยุดเดิน ลู่เหวินเซียวก็หยุด ทั้งสองมองกัน“คุณหมายความว่าอย่างไรคะ”“ความหมายตามที่พูดเลยครับ ผมมีลูกน้องหลายคน แต่ผมไม่เคยเดินไปส่งลูกน้องของผมจนถึงบ้านเช่นนี้”คราวนี้เฉินจิ้งโหรวเป็นฝ่ายเงียบไปนานเสียเอง ลู่เหวินเซียวมองเธอ ครั้งแรกที่ความสุขุมบนใบหน้ามีร่องรอยของความไม่แน่ใจ“ผมคิดว่าผมแสดงออกชัดเจนพอแล้วนะ”“...ไม่เลยค่ะ”เขาถอนหายใจ“ดูเหมือนผมจะประเมินตัวเองสูงเกินไป”เธอหลุดหัวเราะออกมา แต่แล้วรอยยิ้มก็ค่อย ๆ เลือนหายไปเมื่อเขาพูดต่อ“ผมชอบคุณ”เฉินจิ้งโหรว