Masukเขาแทบจะวิ่งสุดแรงกลับมา โชคดีที่ยังทันเวลา“องค์หญิงเกรงใจเกินไปแล้วครับ แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”เจียงจือเซี่ยกล่าวขอบคุณ ก่อนจะถามเรื่องสำคัญ “เพศเมียคนนั้นที่ฉันฝากให้นายตรวจสอบครั้งก่อน แล้วก็มู่หัวเย่ เป็นยังไงบ้าง?”หนิงอี้ยกมือขึ้น ก่อนส่งข้อมูลให้เธอ“ข้อมูลที่ตอนนี้สืบหาได้อยู่ในนี้หมดแล้วครับ”เจียงจือเซี่ยรับมา ก่อนเปิดดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเจียงเหลียนบันทึกการติดตามระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่พบร่องรอยของเจียงเหลียนคือเธอลักลอบเดินทางไปยังดาวทะเลทรายเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยดาวทะเลทราย? ไป๋จืออวี้ก็ถูกพี่ใหญ่โยนไปที่นั่นไม่ใช่เหรอ?เธอกดความสงสัยในใจไว้ก่อน แล้วเปิดข้อมูลของมู่หัวเย่ต่อพอเห็นเข้า เธอก็สูดลมหายใจเฮือกให้ตายสิ เยอะจริง ๆเธอเปิดดูคร่าว ๆ ยิ่งดูก็ยิ่งตกใจประวัติการก้าวขึ้นสู่อำนาจของมู่หัวเย่ในสหพันธ์ แทบจะเป็นประวัติศาสตร์แห่งการเหยียบย่ำผู้อื่นขึ้นมาท่ามกลางการนองเลือดนับตั้งแต่เขาเริ่มโดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นดยุกหรือกลุ่มอำนาจใดที่ขวางทางเขา หากไม่ตายอย่างมีเงื่อนงำ ก็ต้องชื่อเสียงป่นปี้ทุกเรื่องล้วนเต็มไปด้วยข้อสงสัย แต่กลับไม่มีสักเรื่อ
หลังจากหยอกเสี่ยวไป๋อยู่พักหนึ่ง เจียงจือเซี่ยก็หยิบเทอร์มินัลออกมา ก้มหน้าพิมพ์ข้อความหมิงเย่ทั้งทำงานมีประสิทธิภาพและไว้ใจได้ เธอต้องขอบคุณเขาสักหน่อยแน่นอนว่าเรื่องหลักคือต้องไปถามดูว่า เรื่องที่ให้สืบเจียงเหลียนกับมู่หัวเย่คืบหน้าไปถึงไหนแล้วเธอค่อย ๆ วางเสี่ยวไป๋ลงบนตั่งนุ่ม แล้วกำชับเสียงอ่อน “รอฉันกลับมาดี ๆ ห้ามวิ่งไปไหนนะ”พูดจบ เธอก็หันหลังเดินออกจากห้องนอนทันทีที่เจียงจือเซี่ยออกไป จิ้งจอกที่เมื่อครู่ยังนอนนิ่งอย่างว่าง่ายอยู่บนตั่งนุ่มก็กระโดดพรวดขึ้นมา ตะกุยหน้าต่างอย่างลนลานแล้วกระโดดออกไปเมื่อกี้มันเห็นชัดเจนว่าเธอส่งข้อความหา “หมิงเย่” บอกว่าจะไปหาเขาที่ถนนมืด!……เจียงจือเซี่ยเพิ่งเดินออกจากประตูวังหลวง ก็เจอร่างคุ้นเคยเดินสวนมาซูเฉินสวมชุดนักวิจัย ในมือถือเอกสารชุดหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นเห็นเธอ แววยิ้มก็ปรากฏขึ้นในดวงตาทันทีเขารีบเดินเข้ามาหา “องค์หญิง คุณ...”เขาชะงักไป เมื่อเห็นว่าเธอเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก จึงถามหยั่งเชิงว่า “จะไปหาลู่เจวี๋ยเหรอครับ?”เจียงจือเซี่ยส่ายหน้า “เปล่า ฉันมีธุระต้องออกไปข้างนอกสักพัก แล้วนายมาทำอะไรที่นี่?”เมื่อได้ยินว
แววอารมณ์ที่ยากจะอธิบายพาดผ่านดวงตาของหนิงอี้เขาชักมือกลับ เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองตัวเองเส้นผมยาวสีเงินขาวทิ้งตัวลงบนไหล่ เปล่งประกายจาง ๆ ท่ามกลางความมืดสายตาเลื่อนไปหยุดที่หางฟูนุ่มด้านหลังเขาลังเลเล็กน้อย ก่อนวางหางลงในอ้อมกอดของเธออย่างระมัดระวัง แล้วใช้หางคลอเคลียแก้มเธอเบา ๆ ราวกับกำลังล่อใจชอบไหม?เจียงจือเซี่ยส่งเสียงอืออย่างงัวเงีย ยื่นมือรวบเจ้าสิ่งขนนุ่มฟูเข้ามากอดไว้เต็มอ้อมแขนหนิงอี้ชะงักหายใจไปชั่วขณะเขาก้มมองใบหน้าเล็กที่ดูพึงพอใจของคนตรงหน้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างพอใจดูท่าจะชอบสินะเขาหลุบตาลง ปล่อยให้เธอกอดอยู่อย่างนั้นจู่ ๆ คนในอ้อมกอดก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ราวกับรู้สึกว่าหางที่ขยับไปมารบกวนฝันดี จึงอ้าปากงับเข้าไปหนึ่งที“!”รูม่านตาของหนิงอี้หดลงเล็กน้อย ความรู้สึกเสียวซ่านแล่นจากปลายหางขึ้นไปถึงแผ่นหลังเขาหลุดเสียงครางอู้อี้ในลำคอ ก่อนจะกลั้นสุดกำลังไม่ให้เสียงอื่นเล็ดลอดออกมาหลังกัดเสร็จ เจียงจือเซี่ยก็แลบลิ้น ก่อนผลักหางที่ “อยู่ไม่สุข” ออกไปอย่างรังเกียจ แล้วพลิกตัวนอนต่อหนิงอี้มองเธออย่างตัดพ้อ สุดท้ายก็ไม่กล้าล่อใจเธออีกแล้ว
เพิ่งมีความสงสัยแวบขึ้นมาในใจ จู่ ๆ จิ้งจอกน้อยก็เงยหน้าขึ้น ส่งเสียง “อิง” เบา ๆ อย่างอ่อนแรง ราวกับไม่มีเรี่ยวแรงเธอรู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที บอกเหล่าองครักษ์ว่า “ลำบากพวกนายแล้ว” ก่อนอุ้มเสี่ยวไป๋หันหลังเดินจากไปเหล่าองครักษ์มองหน้ากันด้วยสีหน้าชวนบอกไม่ถูกพวกเขายังไม่ทันได้บอกว่า จิ้งจอกตัวนี้จู่ ๆ ก็โผล่มาเองไม่เพียงไม่หลบคน ยังวางมาดราวกับเป็นนายใหญ่ เดินเอื่อย ๆ เข้ามาในวิลล่าเองอีกต่างหากพวกเขาไม่ได้เป็นคนหามันเจอสักหน่อย เห็นชัด ๆ ว่ามันกลับมาเองหนิงอี้ถูกอุ้มกลับห้องนอนไปตลอดทาง เขาซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเพศเมีย สูดกลิ่นหอมที่ทำให้ทั่วร่างรู้สึกสบาย ก่อนหรี่ตาลงอย่างพึงพอใจ...ที่นี่ยังดีที่สุดอยู่ดีขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินอยู่ จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น“องค์หญิง ผมเองครับ”เสียงของซูเฉินดังมาจากด้านนอกประตูร่างของหนิงอี้แข็งทื่อไปทั้งตัวเจียงจือเซี่ยอุ้มเสี่ยวไป๋ไปเปิดประตู ซูเฉินยืนอยู่หน้าประตู ในมือถือกล่องปฐมพยาบาลใบหนึ่ง“ได้ยินว่าเจอเสี่ยวไป๋แล้ว ผมเลยมาเปลี่ยนยาให้มันครับ”ตอนนี้เขายังไม่มีสถานะอะไร แน่นอนว่าต้องคว้าทุกข้ออ้างเพื่อได้อยู่กับอง
เธอเปิดเทอร์มินัลอย่างไม่ลังเล แล้วส่งข้อความหาหมิงเย่ภายในอาคารหลักของถนนมืด หนิงอี้พันตัวด้วยผ้าเช็ดตัว เดินออกมาจากม่านไอน้ำเขายืนอยู่หน้ากระจก เส้นผมยาวสีเงินขาวเปียกชื้นแนบแผ่นหลัง หยดน้ำไหลลงมาตามไหปลาร้าขาวเนียนได้รูปเขาหยิบเทอร์มินัลขึ้นมาตามมือ กวาดตามองข้อความ แล้วสีหน้าก็ดูแปลกไปเล็กน้อยเจียงจือเซี่ย [นอนหรือยัง?]ดึกดื่นป่านนี้ เธอถามแบบนี้ทำไม?ปกติมีเรื่องอะไรก็พูดเรื่องนั้นตรง ๆ วางตัวเหมือนติดต่อกันเรื่องงานมาตลอดไม่ใช่เหรอ?เขาตอบกลับ [มีอะไร?]เจียงจือเซี่ย [มีเรื่องหนึ่ง อยากขอให้นายช่วยหน่อย]สุภาพขนาดนี้เลย?หนิงอี้มองข้อความที่เห็นชัดว่าอีกฝ่ายกำลังเกรงใจ จู่ ๆ ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกวินาทีต่อมา ข้อความของเจียงจือเซี่ยก็ส่งเข้ามา[จิ้งจอกของฉันหายไปตัวหนึ่ง นี่รูป]รูปภาพหนึ่งเด้งขึ้นมาเป็นภาพตอนเขาอยู่ในร่างจิ้งจอก นอนหงายแผ่พุง กางแขนขาออกเต็มที่หนิงอี้ “……”ใบหูของเขาแดงขึ้น พลางยกมือบีบหว่างคิ้วอย่างพูดไม่ออกเพศเมียคนนี้เก็บรูปเขาแบบนี้ไว้ทำไมกัน?เงียบไปหลายวินาที เขาก็ตอบกลับ [ต้องการให้ผมทำอะไร?]จริง ๆ แล้วเขาพ
เจียงจือเซี่ยนอนคว่ำอยู่บนเตียง หน้าจอเสมือนของเทอร์มินัลลอยอยู่ตรงหน้าอีกฝั่งของหน้าจอคือคิ้วตาเย็นขรึมของเจียงถิงปัญหาของเผ่าแมลงจัดการได้ไม่ยาก แทบจะในวันเดียวกับที่กองยานจักรวรรดิลงจอด ฝั่งตรงข้ามก็ถูกโจมตีจนโกลาหล ตอนนี้เข้าสู่ช่วงเก็บงานแล้วเพราะงั้นวันนี้เธอถึงได้ติดต่อกับเจียงถิงที่ขาดการติดต่อไปหลายวันเสียทีเพิ่งแยกกันไม่กี่วัน เธอก็เริ่มคิดถึงเขาแล้วแต่ผู้ชายคนนี้กลับยังทำหน้าเย็นชาเหมือนก้อนน้ำแข็ง ดวงตาหลุบต่ำราวกับกำลังอ่านรายงานทางทหาร นาน ๆ ถึงจะเงยตาเหลือบมองเธอสักครั้ง ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าคิดถึงเธออยู่เจียงจือเซี่ยเริ่มไม่พอใจขึ้นมานิดหน่อยเธอพองแก้ม “พี่ใหญ่ พี่ไม่คิดถึงฉันบ้างเหรอ?”เจียงถิงเงยตาขึ้น สายตาหยุดอยู่ที่หางตาแดงระเรื่อของเธอ แต่ไม่ได้พูดอะไรเจียงจือเซี่ยยิ่งน้อยใจ มองเขาตาละห้อยเจียงถิง “……”เขาไม่ถนัดใช้คำพูดแสดงความรู้สึกจริง ๆแต่ดูเหมือนเพศเมียจะไม่ค่อยพอใจนักเมื่อเห็นท่าทางตัดพ้อของเธอ เขาก็ถอนหายใจแผ่วเบา“คิดถึง”แค่คำเดียวใบหูของเจียงจือเซี่ยแดงขึ้นทันทีกว่าจะทำให้พี่ใหญ่พูดคำนี้ออกมาได้ ไม่ง่ายเลยจริง ๆเธอพึมพำเบา






