LOGINแม่อวนไปบ้านพ่อใหญ่ศิลาเพื่อคุยกันเรื่องที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาช่วยชีวิตลูกสาวของตนไว้ แม่อวนเกรงว่าชาวบ้านจะเอาไปนินทาจึงจะให้รีบไปสู่ขอโดยเร็ว ซึ่งทั้งสองครอบครัวเคยตกลงกันไว้แล้วว่าจะให้ลูกทั้งสองคนแต่งงานกัน แต่ติดที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาที่ไม่ยอมแต่งด้วย เพราะเขามีคนรักอยู่แล้วแต่พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยจึงไม่ไปสู่ขอให้ อีกทั้งกันไม่ชอบเอมอรที่เป็นคนไม่เอาไหน กิริยามารยาทก็เหมือนผู้ชาย งานบ้านงานเรือนก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง
กันเองมีพี่น้องทั้งหมดหกคนเขาเป็นพี่ชายคนโตตอนนี้อายุย่างเข้ายี่สิบสามปี พ่อกับแม่อยากให้ออกเรือน และเห็นว่าเอมอรมีฐานะดีมีไร่นาหลายสิบไร่พ่อกับแม่จึงได้จับจองไว้เป็นลูกสะใภ้ใหญ่ของบ้าน
“จั่งได๋ข่อยกะบ่อแต่ง” (ยังไงผมก็ไม่แต่ง) กันยืนกรานกับพ่อแม่ของตัวเองขณะที่แม่ของฝ่ายหญิงกลับไปแล้ว
“จั่งได๋มึงกะต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกสาวเพิ่นแล้ว ลูกเพิ่นเสียหาย” (ยังไงมึงก็ต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกเขาแล้ว ลูกเขาเสียหาย) ศิลาดุลูกชายเสียงแข็ง เขาไม่เคยยอมให้ใครมาต่อว่าถึงเรือนฟรีๆ อีกอย่างพ่อกับแม่ของเขาก็ชอบเอมอรยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจง่ายๆ กันได้แต่นั่งเงียบไม่กล้าเถียงพ่ออีก เขารู้ว่าพ่อเขาโหดแค่ไหน ถ้าเกิดทะเลาะกันไปมีหวังโดนหวายลงหลังแน่
วันนี้เขาต้องไปเจอหน้าเอมอรด้วยเพราะต้องไปเกี่ยวข้าวช่วยว่าที่ภรรยาในอนาคต บรรดาลูกๆอีกทั้งห้าคนได้แต่นั่งเงียบเมื่อเห็นพ่อกำลังโกรธเพราะไม่อยากโดนหางเลขไปด้วย
เอมอรตื่นเต้นกับการที่จะได้นั่งเกวียนครั้งแรกในชีวิต ยายของเธอยังคงแข็งแรงเพราะอายุพึ่งจะห้าสิบหกสามารถไปนากับลูกหลานได้อย่างสบาย คนสมัยก่อนแต่งงานกันเร็วอายุแค่สิบแปดเท่ากับเธอก็แต่งงานกันเกือบหมดแล้ว
พ่อของเธอเอาควายมาเทียมเกวียนสองตัวแล้วก็ขับเคลื่อนมันออกไป ส่วนแม่นั้นไล่ต้อนควายตามหลังอีกราวสิบตัว ทางที่ไปนาเป็นถนนลูกรังและบางช่วงเป็นดินทราย ยายบอกว่าตอนนี้อยู่ในช่วงหน้าแล้งถนนจึงแห้ง ถ้าเข้าหน้าฝนเมื่อไหร่หนทางจะเละมาก บางวันเดิน บางวันก็ขี่ควาย แต่ถ้าบ้านไหนมีเกวียนก็สบายหน่อยไม่ต้องหาบคอนตะกร้าไปนาให้ลำบาก ในหมู่บ้านใครที่มีเกวียนถือว่ารวยมากคิดตามที่ยายพูดแล้วก็คงลำบากมากจริงๆ
ทั้งสองข้างทางมีหญ้าขึ้นเต็มไปหมดต้นไม้ใบหญ้าเริ่มมีใบสีเหลือง ต้นไม้ส่วนใหญ่ใบเปลี่ยนสีจากสีเขียวไปเป็นสีเหลืองส้มเพื่อเข้าสู่ฤดูกาลผลัดใบ มองไปทางไหนมีแต่ทุ่งนาเหลืองอร่ามไปด้วยรวงข้าวแกว่งไกวไปตามแรงลม กลิ่นข้าวใหม่โชยมาตามลมหนาวซึ่งเอมอรรู้สึกได้จริงๆว่ามันหนาวกว่าฤดูหนาวในที่ที่เธอจากมา บางพื้นที่ก็กำลังเริ่มปลูกอ้อย ส่วนใหญ่การทำเกษตรที่นี่ใช้แรงงานควายกับคนเป็นหลัก
‘โอ้พระเจ้า! นั่งเกวียนไม่ได้สบายอย่างที่คิด สรุปนั่งไม่ค่อยได้เลยหัวโยกหัวคลอนไปหมด ทางก็เรียบเกิ๊น ต้องยืนเกาะราวตลอดทาง’
แม่ของเธอกำลังไล่ต้อนควายตามมาติดๆ ถ้าอยากให้เกวียนเร็วก็ต้องตีควายให้มันเดินเร็วขึ้น แต่อย่าทำเลยสงสารมัน
“ยายคะ ตรงนี้เขาเรียกว่าป่าอะไรเหรอคะ”
เอมอรเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นป่าขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าต้นไม้หลักๆในป่าแห่งนี้ก็จะเป็นไม้เต็งรังที่พ่อกำลังขับเกวียนแล่นผ่านเข้าไปตรงกลางป่า เพราะมันเป็นทางผ่านที่ต้องทะลุไปทุ่งนาของเธอ
“มึงจำป่าช้าบ่อได้ติ” (มึงจำป่าช้าไม่ได้เหรอ) ยายแพงบอกกับหลาน เอมอรยังคงยืนงง
‘มันคือป่าช้า ป้าช้าแล้วยังไง?’
“แล้วเขาเอาไว้ทำอะไรเหรอคะยาย”
“ถ้าเด็กน้อยก็ฝัง ถ้าผู้ใหญ่ก็เผา”
‘อ๊าก! ‘
คำตอบที่ได้ยินแทบทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้น อยากจะกระโดดลงจากเกวียน แต่เกวียนพึ่งจะผ่านมาถึงกลางป่าช้าพอดี ทำได้แค่ยืนตัวแข็งจนฉี่จะราด
‘นี่นาตูอยู่ใกล้กับป่าช้าซะด้วย ยายบอกบางครั้งต้องนอนค้างคืนที่นาด้วย โอย เวรกรรมจริงๆ ทำเวรทำกรรมอะไรมา ถึงต้องมาเจออะไรแบบนี้ เธอจะมีโอกาสรอดกลับไปมั้ยเนี่ย’
“ระวังหนามหมากเล็บแมวเด้อ” พ่อบอกเพราะเห็นกิ่งของมันยื่นออกมาลักษณะคล้ายใบพุทราแต่ต้นเล็กกว่าเป็นทรงพุ่มมีหนามเต็มไปหมด ลูกมันมีขนาดเล็กลักษณะเป็นช่อออกตามซอกใบมีสีเขียวและสีดำอยู่เต็มทุกกิ่งก้าน ยายบอกว่ามันกินได้ลูกสุกมีรสเปรี้ยวอมหวาน
“เดี๋ยวให้พ่อมึงมาเก็บให้” เห็นเธอมองยายก็เหมือนรู้ใจหลานสาวถ้าไม่ติดว่าอยู่ในป่าช้าเอมอรคงมาเก็บเอง เพราะมันมีลูกดกเต็มต้นดูท่าคงสนุกดี
‘แต่เดี๋ยวมันจะสนุกไม่ด้าย! เพราะที่นี่มันคือป้าช้าโว้ย! บอกกับตัวเองอยู่ๆไปเดี๋ยวก็ชินเอง’
กว่าจะผ่านป่าช้ามาได้ใจแทบขาดเพราะเธอกลั้นหายใจมาตลอดทาง ทุ่งนาของเธอมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย มองเห็นข้าวสีเหลืองทองเต็มทุ่งนาไปหมด
‘เห็นแล้วก็นึกอยากถ่ายรูปเก็บไว้ ติดที่ไม่มีกล้องถ่ายรูปนี่แหละ ไม่งั้นจะถ่ายไปฝากพ่อกับแม่ตอนกลับบ้านคิดถึงบ้านทีไรหัวใจก็ห่อเหี่ยวทุกที ไม่รู้จะได้กลับไปตอนไหน’
ระยะทางจากบ้านมาถึงนาเกือบๆสามกิโลเมตรได้ ถ้าเดินมาคงจะเหนื่อยแย่
ลักษณะเถียงนาของเธอคล้ายกับเถียงนาของกันที่เธอไปนอนพักในวันที่เธอจมน้ำ พืชผักที่ปลูกไว้โดยรอบก็แห้งเหี่ยวไปบ้างเพราะตอนนี้หน้าแล้งต้องรอฝนตกอีกหลายเดือน ส่วนต้นที่ยังเขียวอยู่ก็เพราะมีน้ำล้างจานช่วยประทังชีวิตเอาไว้
ทุกๆวันช่วงเช้ามืดถึงอากาศจะหนาวเย็นแค่ไหนเธอก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ แรกๆก็ยากหน่อยแต่พอปรับตัวได้ร่างกายเอมอรก็เริ่มรู้สึกตัวตื่นเองโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาแม่เริ่มสอนให้เธอทำงานบ้านงานเรือนเกือบทุกอย่าง ปัญหาก็คือการทำกับข้าวต้องก่อไฟเองแล้วก็ต้องใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง กว่าจะทำได้ในวันแรกใช้เวลาก่อไฟอยู่เกือบสามสิบนาทีตะวันจะขึ้นอยู่แล้วข้าวยังไม่ได้นึ่ง แต่เธอเกลียดกลิ่นควันไฟเป็นที่สุดมันชอบลอยเข้ามาฝั่งที่มีคนนั่งอยู่ มันเหม็นมากและทำให้น้ำหูน้ำตาเธอไหลไม่หยุด แม่ของเธอบอกว่าเมื่อไปเป็นสะใภ้บ้านโน้นแล้วต้องทำเองทุกอย่าง มันหนักกว่านี้อีกเป็นสิบเท่า เพราะพ่อใหญ่ศิลามีลูกหลายคนแถมยังมีไร่นาเป็นร้อยไร่ ‘โอ้..ร้องไห้รอเลยได้มั้ย? พ่อจ๋าแม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน!’ “ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินแหน่” (ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินหน่อย) แม่อวนตะโกนบอกว่าที่ลูกเขยขณะที่เขายังเกี่ยวข้าวอยู่กับเอมอร ‘เรียกทิดกันแสดงว่าเขาบวชแล้วสินะ!’ “ปะอร แม่บอกให้ไปหาบน้ำ” “น้ำอะไร?” “น้ำกิน” ‘หือ? คือ? ทำไมต้องไปหาบแล้วทุกวันนี้เธ
ตื่นเช้าขึ้นมาเอมอรปวดร้าวไปหมดทั้งตัวโดยเฉพาะฝ่ามือกำแทบไม่ได้ ยิ่งอากาศหนาวด้วยแล้วมือไม้ก็แข็งไปหมด ตามแขนขาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากใบข้าวใบหญ้าบาด โดนน้ำทีแสบไปหมดทั้งหนาวทั้งแสบโคตรแห่งความทรมาน ‘เกิดมาไม่เคยทำงานหนักขนาดเน้!’ ยายกับแม่ของเธอบอกว่าให้ทำทุกวันเดี๋ยวอาการปวดเมื่อยก็จะหายไปเอง‘สงสัยต้องอาศัยโยคะเข้าช่วย แต่ว่าตีสี่ก็ต้องตื่นมาทำงานบ้านอีกจะเอาเวลาไหนไปโยคะ ยากไปมั้ยชีวิต อยากกลับไปเรียนเหมือนเดิมยังจะดีกว่า’สองวันต่อมาหลังกลับจากเกี่ยวข้าว วันนี้แม่กับยายและป้าแจ้งพี่สาวของแม่แล้วก็ญาติๆอีกหลายคนช่วยกันทำอาหารหลายอย่าง เธอไม่รู้ว่าจะมีงานใหญ่อะไร มีผู้ใหญ่หลายคนเดินทางเข้ามาสมทบที่บ้านของเธอ เอมอรมารู้ภายหลังว่าทางบ้านพ่อใหญ่ศิลาซึ่งเป็นพ่อของกันจะมาสู่ขอเธอไปเป็นลูกสะใภ้ ‘ให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาทั้งทีได้มาเป็นสะใภ้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่นี่ต้องมาเป็นสะใภ้อีสาน โอ้ยอยากตายแล้วเกิดใหม่จริงโว้ย!’ ‘บ้าไปแล้ว ฉันต้องมาแต่งงานตั้งแต่อายุสิบแปดเลยเหรอเนี่ย!’ เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันหมด มาอยู่ที่นี่เ
ชาวบ้านที่มาถึงนาก่อนมุ่งหน้าเกี่ยวข้าวไปก่อนแล้ว ถ้านับไม่ผิดน่าจะเกือบสามสิบคนเป็นอย่างต่ำ ก้มๆเงยๆอยู่ข้างรวงข้าว ‘คนมาช่วยเยอะขนาดนี้เราก็คิดว่าจะเสร็จเร็วแต่เปล่าเลยเสร็จจากนาเราก็ต้องไปช่วยเขาต่อ เหมือนกับที่คนอื่นๆมาช่วยเรา ถ้าเป็นที่บ้านลุงดำของเธอใช้รถเกี่ยวข้าววันสองวันก็เสร็จแต่นี่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่เดือนกุมภามีนานู่นแหละ’ยายยื่นบางอย่างที่เรียกว่าเคียวให้เธอ มันมีลักษณะโค้งงอและปลายแหลมสมชื่อ ‘งือๆ เกิดมายังไม่เคยจับเคียวสักหนจะให้ไปเกี่ยวข้าว ตายๆไม่ตายวันนี้จะตายวันไหน’ ยายหยิบผ้าขาวม้าและหมวกไว้สำหรับคลุมหน้าให้เธอแล้วทำเป็นตัวอย่าง ส่วนถุงมือยายเอาเศษผ้ามาพันมือให้แทน แดดเริ่มร้อนขึ้นลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ หมวกก็โดนลมพัดแล้วพัดอีก สรุปคือเอาผ้าคลุมหน้าไว้เฉยๆ เอมอรอยากจะหาครีมกันแดดมาใช้แต่แม่อวนบอกเธอว่าบ้านอยู่ไกลจากตลาดเกือบยี่สิบกิโลเมตร ต้องนั่งเรือยนต์หรือไม่ก็ต้องเดินไป ‘ถามหน่อยใครจะเดิ๊น?’ แม่อวนเดินเข้ามาหลังจากผูกควายไว้ให้กินหญ้าอีกที่หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้าวออกไปแล้ว แม่อวนเริ่มสอนให้เอมอรใช้เคีย
แม่อวนไปบ้านพ่อใหญ่ศิลาเพื่อคุยกันเรื่องที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาช่วยชีวิตลูกสาวของตนไว้ แม่อวนเกรงว่าชาวบ้านจะเอาไปนินทาจึงจะให้รีบไปสู่ขอโดยเร็ว ซึ่งทั้งสองครอบครัวเคยตกลงกันไว้แล้วว่าจะให้ลูกทั้งสองคนแต่งงานกัน แต่ติดที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาที่ไม่ยอมแต่งด้วย เพราะเขามีคนรักอยู่แล้วแต่พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยจึงไม่ไปสู่ขอให้ อีกทั้งกันไม่ชอบเอมอรที่เป็นคนไม่เอาไหน กิริยามารยาทก็เหมือนผู้ชาย งานบ้านงานเรือนก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง กันเองมีพี่น้องทั้งหมดหกคนเขาเป็นพี่ชายคนโตตอนนี้อายุย่างเข้ายี่สิบสามปี พ่อกับแม่อยากให้ออกเรือน และเห็นว่าเอมอรมีฐานะดีมีไร่นาหลายสิบไร่พ่อกับแม่จึงได้จับจองไว้เป็นลูกสะใภ้ใหญ่ของบ้าน “จั่งได๋ข่อยกะบ่อแต่ง” (ยังไงผมก็ไม่แต่ง) กันยืนกรานกับพ่อแม่ของตัวเองขณะที่แม่ของฝ่ายหญิงกลับไปแล้ว “จั่งได๋มึงกะต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกสาวเพิ่นแล้ว ลูกเพิ่นเสียหาย” (ยังไงมึงก็ต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกเขาแล้ว ลูกเขาเสียหาย) ศิลาดุลูกชายเสียงแข็ง เขาไม่เคยยอมให้ใครมาต่อว่าถึงเรือนฟรีๆ อีกอย่างพ่อกับแม่ของเขาก็ชอบเอมอรยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยนใ
อาหารตรงหน้าคือแกงอ่อมหอยใส่ใบชะพลู เอมอรกินแกงอ่อมหอยได้แต่ที่นี่ไม่ได้ใส่กะทิเหมือนที่แม่เคยทำให้กิน ข้าวมีแต่ข้าวเหนียวอันนี้เธอก็ถนัดเพราะพ่อเคยทำให้กินบ่อยๆ เอมอรถามถึงตาแม่บอกว่าตาเสียไปตั้งแต่เธอยังเด็กแล้วก็หาว่าเธอสมองเสื่อมจำเรื่องตาตัวเองไม่ได้ “แม่คะ ใครพาหนูมาที่นี่คะ” สำเนียงไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาจนผู้เป็นแม่ถึงกับมองหน้า “เว้าภาษาอีหยังของมึง มึงตายน้ำจนเป็นบ้าไปแล้วติ มึงเป็นหยังหลายบ่อคือกระแดะมาเว้าไทย” (พูดภาษาอะไรของมึง มึงจมน้ำจนเป็นบ้าไปแล้วเหรอ มึงเป็นอะไรมากมั้ยทำไมดัดจริตมาพูดไทย)แม่เข้ามาลูบผมเอมอรเบาๆคิดว่าลูกสาวเป็นบ้าไปแล้ว ยายกับแม่มองหน้ากันแล้วมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง แม่เล่าให้เธอฟังว่า เอมอรเรียนจบแค่ปอสี่เขียนหนังสือไม่ค่อยเป็นเพราะไม่ค่อยตั้งใจเรียน ความจริงแล้วทุกคนที่นี่ฟังภาษาไทยออกแต่แค่พูดไม่ค่อยได้เท่านั้น ถ้าพูดก็จะตกภาษาอีสานไปด้วย ส่วนมากชาวบ้านเรียนจบปอสี่กันทั้งนั้น จบชั้นสูงสุดก็คงจะเป็นปอหกซึ่งมีไม่กี่คน “บักทิดกันกับพ่อมึงนั่นเด้พามา เอามึงใส่เกวียนมา” (ไอ้ทิดกันกับพ่อมึงนั่นไงพา
ชายหนุ่มรูปร่างกำยำอุ้มร่างที่ไร้สติขึ้นจากน้ำพอถึงฝั่งก็จับคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่าเพื่อเอาน้ำออกจากปอด จนเธอสำลักน้ำออกมา “อร! อร!” กันวางร่างของเธอลงกับพื้นแล้วเขย่าเบาๆพร้อมกับเรียกชื่ออรซึ่งเธอไม่รู้ว่าเป็นชื่อของใคร เธอเริ่มขยับตัวแล้วเอามือกุมที่ศีรษะ เปลือกตายังคงปิดสนิท “พ่อ อรฟื้นแล้ว” สำเนียงและภาษาอีสานที่เขาพูดคล้ายๆกับเสียงพ่อคุยกับลุงของเธอไม่มีผิดเพี้ยน ขนตางอนค่อยๆกระพริบช้าๆก่อนจะปรือตาขึ้นมามองคนตรงหน้า สายตาของเธอยังคงพร่ามัว แต่พอรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาใบหน้านี้ แต่ผิวสีเข้มกว่าที่รู้ๆเขาเป็นคนหล่อ ‘ไม่สิจะมาคิดเรื่องหล่ออะไรตอนนี้ มันไม่ได้นะเขม’แต่เธอจำเขาไม่ได้ว่าเคยเจอที่ไหน และเธอยังไม่อยากคิดถึงมันตอนนี้เพราะตอนนี้ในหัวของเธอรู้สึกตื้อไปหมด คนที่เขาเรียกพ่อเดินเข้ามามองดูเธอใกล้ๆ ดูมีอายุกว่าคนที่นั่งข้างๆเธอ ด้วยสายตาที่กังวลระคนห่วงใย “มันเป็นหยังหลายบ่อล่ะอ้ายกัน” (มันเป็นอะไรมากมั้ยพี่กัน) สมควรเอ่ยถามอาการพี่สาว“บ่อน่าเป็นหยังหลาย” (ไม่น่าเป็นอะไรมาก) “กัน เอาอินางอรไปเถียงนาก่อน ถ้าแม่มันฮู้พ่อถูกด่าแน่” (







