Home / แฟนตาซี / ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80 / ตอนที่ 6 เกี่ยวข้าวครั้งแรกในชีวิต

Share

ตอนที่ 6 เกี่ยวข้าวครั้งแรกในชีวิต

last update Last Updated: 2026-01-16 10:16:56

ชาวบ้านที่มาถึงนาก่อนมุ่งหน้าเกี่ยวข้าวไปก่อนแล้ว ถ้านับไม่ผิดน่าจะเกือบสามสิบคนเป็นอย่างต่ำ ก้มๆเงยๆอยู่ข้างรวงข้าว 

‘คนมาช่วยเยอะขนาดนี้เราก็คิดว่าจะเสร็จเร็วแต่เปล่าเลยเสร็จจากนาเราก็ต้องไปช่วยเขาต่อ เหมือนกับที่คนอื่นๆมาช่วยเรา ถ้าเป็นที่บ้านลุงดำของเธอใช้รถเกี่ยวข้าววันสองวันก็เสร็จแต่นี่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่เดือนกุมภามีนานู่นแหละ’

ยายยื่นบางอย่างที่เรียกว่าเคียวให้เธอ มันมีลักษณะโค้งงอและปลายแหลมสมชื่อ

            ‘งือๆ เกิดมายังไม่เคยจับเคียวสักหนจะให้ไปเกี่ยวข้าว ตายๆไม่ตายวันนี้จะตายวันไหน’

            ยายหยิบผ้าขาวม้าและหมวกไว้สำหรับคลุมหน้าให้เธอแล้วทำเป็นตัวอย่าง ส่วนถุงมือยายเอาเศษผ้ามาพันมือให้แทน แดดเริ่มร้อนขึ้นลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ หมวกก็โดนลมพัดแล้วพัดอีก สรุปคือเอาผ้าคลุมหน้าไว้เฉยๆ

            เอมอรอยากจะหาครีมกันแดดมาใช้แต่แม่อวนบอกเธอว่าบ้านอยู่ไกลจากตลาดเกือบยี่สิบกิโลเมตร ต้องนั่งเรือยนต์หรือไม่ก็ต้องเดินไป

            ‘ถามหน่อยใครจะเดิ๊น?’

            แม่อวนเดินเข้ามาหลังจากผูกควายไว้ให้กินหญ้าอีกที่หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้าวออกไปแล้ว แม่อวนเริ่มสอนให้เอมอรใช้เคียวเกี่ยวข้าว จนเธอสามารถพอทำได้บ้าง ไรผมดำขลับเริ่มเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ

            “เบิ่งผู้สาวมึงดู๊ คือมาเกี่ยวข้าวทังเทื่อวะ” (ดูแฟนมึงสิ ทำไมมาเกี่ยวข้าวทั้งทีวะ) ชายคนหนึ่งเอ่ยแซวกัน เพราะปกติแล้วเอมอรไม่เคยมาทำงานช่วยพ่อกับแม่อย่างมากก็มาเลี้ยงควาย

            “สงสัยอยากได้ผัว กะเลยมาหัดเฮ็ด ฮ่าๆ” (สงสัยอยากมีผัว ก็เลยมาฝึกทำ ฮ่าๆ) ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งพูดทั้งหัวเราะ จนกันไม่อยากจะคุยด้วย ถึงเขาจะไม่ชอบเอมอรแต่ก็ไม่อยากได้ยินคำพูดแบบนี้กับคนที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย กันจึงเดินหนีแล้วเดินเข้าไปใกล้เอมอร กันสังเกตตั้งแต่วันที่เขาช่วยชีวิตเอมอรไว้ ว่าเธอดูสงบลงไม่ขี้โวยวายเหมือนแต่ก่อน กันจึงคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องแต่งงานกับเธออยู่ดี ระหว่างนี้ก็น่าจะทำความรู้จักกับเธอไปก่อน

            “เกี่ยวเป็นอยู่ติ คิดว่าเฮ็ดหยังบ่อเป็น” (เกี่ยวเป็นอยู่เหรอ นึกว่าทำอะไรไม่เป็น) กันพูดขึ้นมาขณะที่ยืนมองเอมอรเกี่ยวข้าว จะจีบสาวทั้งทีแต่ดันปากหมาแต่เอมอรก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าโกรธ เพราะเธอทำไม่เป็นจริงๆ พึ่งจะเคยทำครั้งแรกได้แค่นี้ก็ถือว่าบุญแล้ว เอมอรเงยหน้ามองคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆเธอ เธอจำได้ว่าเขาคือผู้ชายคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ เขาสวมแค่หมวกปีกใบเดียวไม่มีผ้าคลุมหน้า ใบหน้าหล่อเหลาดูเข้มลงเพราะกรำแดด

            “ก็พอได้ค่ะ ฝึกไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็คงชิน” เอมอรตอบตามความจริงใบหน้าเนียนดูหม่นลง ที่จริงจะว่ายากก็ยากเพราะต้องระวังเคียวไม่ให้เกี่ยวโดนนิ้วมือตัวเอง ชายหนุ่มได้ยินถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน ภาษาที่เธอใช้และน้ำสียงอ่อนโยนต่างจากครั้งที่เขาเคยคุยกับเธอครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นแก้วหูแทบแตก ผิดกับตอนนี้ที่โทนเสียงนุ่มนวลน่าฟัง อีกทั้งยังพูดภาษากลางได้คล่องและไม่มีความกระดากอาย แถมสำเนียงดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนอีสาน สำหรับคนที่จบแค่ปอสี่อย่างเธอพูดได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมาก

คนในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าพูดภาษากลางหรืออาจจะพูดไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เพราะมีเวลาเรียนกับคุณครูเพียงแค่ไม่กี่ปี บางคนยังเขียนหนังสือไม่ได้ด้วยซ้ำ ส่วนครูนั้นเวลาสอนก็พูดภาษาไทยคำภาษาอีสานคำ ตอนคุยกับเพื่อนก็ไม่ต้องพูดถึงใช้ภาษาอีสานล้วนๆ

            กันเรียนจบชั้นปอหก เขาค่อนข้างใฝ่เรียน แต่ด้วยความที่เป็นพี่คนโตพ่อกับแม่จึงไม่ให้เรียนต่อ เขาพอรู้ภาษากลางอยู่บ้างแต่ไม่ถือว่าพูดได้คล่องเพราะไม่ค่อยได้ใช้สื่อสารกับที่บ้าน ผิดกับคนที่ไม่ชอบเรียนอย่างเธอกลับพูดได้เร็วปร๋อไม่มีติดขัดเลยสักนิด เขาไม่เคยได้ยินเธอพูดมาก่อน

            เขามองหน้าเธอตอนนี้แดงราวกับลูกตำลึงสุก ด้วยเพราะเธอเป็นคนขาวมากผิวพรรณดีหน้าตาสะสวยทำให้เห็นรอยแดงชัดเจนเมื่อโดนแดด นี่เป็นเสน่ห์ของเธอถ้าตัดนิสัยแย่ๆอีกหลายอย่างออกไป

            “คือบ่อใส่หมวก บ่อฮ้อนติ” (ทำไมไม่ใส่หมวก ไม่ร้อนเหรอ) ชายหนุ่มมองหาหมวกของเธอจนเห็นมันอยู่โคนต้นไม้

            “ลมมันพัดแล้วชอบปลิว รำคาญ” 

            กันเดินไปหยิบหมวกมาสวมไว้บนศีรษะให้เอมอร

            “หันมานี่” เขาจับหมวกเธอให้หันหน้ามาหาเขาแล้วใช้มือผูกเชือกที่หย่อนลงมาทั้งสองข้างติดคางให้กับเธอ

            “ส่ำนี้กะบ่อปลิวแล้ว” (แค่นี้ก็ไม่ปลิวแล้ว) เธอลืมคิดไป เขามีเชือกไว้ให้ผูกแต่ดันไม่ผูก อย่าว่าแต่ใส่หมวกเลยเมื่อเช้าหาครีมกันแดดจะทาก็ยังไม่มี ไม่รู้กลับไปต้องไปเข้าสปานานแค่ไหน

            “ขอบคุณค่ะ”

            เอมอรยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อน มันดูละมุนน่ารักไปหมด ทั้งสองเกี่ยวข้าวช่วยกันไปคุยกันไป กันเริ่มรู้สึกว่าเอมอรก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร หรือว่าเธอจะสมองเสื่อมเพราะเธอจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

            “ขอบคุณนะคะที่เมื่อวานคุณช่วยชีวิตฉันไว้ ถ้าไม่ได้คุณฉันคงตายไปแล้ว” 

‘แล้วที่รอดมาได้มันต่างจากตายไปแล้วยังไงเอมอร!’

            “บ่เป็นหยัง ข่อยเต็มใจ” (ไม่เป็นไรผมเต็มใจ) เสียงอ่อนโยนดูจริงใจกว่าทุกครั้งที่เขาเคยพูดกับเธอ วันที่เขาพาร่างไร้สติขึ้นจากน้ำเขาไม่ได้ยินเสียงใดๆเล็ดลอดจากปากเธอ มาวันนี้คล้ายกับว่าเป็นคนละคน

            พ่อแม่และยายของเอมอรต่างมองดูหนุ่มสาวทั้งสองด้วยความพอใจ เพราะครั้งนี้เขาทั้งสองคุยกันได้นานกว่าทุกครั้ง ปกติเวลาเจอหน้ากันทีไรคุยกันไม่ถึงสามคำก็ทะเลาะกันทุกที รอบที่ตกน้ำเอมอรก็ขออาคมไปเก็บผลกระจับแต่พ่อไม่ให้เธอลงไปในน้ำเพราะเธอว่ายน้ำไม่เป็น พ่อจึงเก็บขึ้นมาให้แล้วให้ไปล้างน้ำเองที่ริมฝั่งห้วย แต่ลูกสาวเกิดลื่นตกลงไปในน้ำจนกันต้องไปงมร่างขึ้นมาทั้งๆที่ไม่ค่อยถูกกัน

            ตกดึกคืนนั้นเอมอรหลับตาลงอย่างยากลำบาก ทั้งที่ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มที น้ำใสๆเอ่อล้นออกมาจากเบ้าตาทั้งสอง ความรู้สึกหวาดกลัวทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาเกาะกินข้างในหัวใจ มันหนาวเหน็บยิ่งกว่าอากาศที่ล้อมรอบกายเธออยู่ในตอนนี้          

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 8 ไปตักน้ำดื่ม

    ทุกๆวันช่วงเช้ามืดถึงอากาศจะหนาวเย็นแค่ไหนเธอก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ แรกๆก็ยากหน่อยแต่พอปรับตัวได้ร่างกายเอมอรก็เริ่มรู้สึกตัวตื่นเองโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาแม่เริ่มสอนให้เธอทำงานบ้านงานเรือนเกือบทุกอย่าง ปัญหาก็คือการทำกับข้าวต้องก่อไฟเองแล้วก็ต้องใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง กว่าจะทำได้ในวันแรกใช้เวลาก่อไฟอยู่เกือบสามสิบนาทีตะวันจะขึ้นอยู่แล้วข้าวยังไม่ได้นึ่ง แต่เธอเกลียดกลิ่นควันไฟเป็นที่สุดมันชอบลอยเข้ามาฝั่งที่มีคนนั่งอยู่ มันเหม็นมากและทำให้น้ำหูน้ำตาเธอไหลไม่หยุด แม่ของเธอบอกว่าเมื่อไปเป็นสะใภ้บ้านโน้นแล้วต้องทำเองทุกอย่าง มันหนักกว่านี้อีกเป็นสิบเท่า เพราะพ่อใหญ่ศิลามีลูกหลายคนแถมยังมีไร่นาเป็นร้อยไร่ ‘โอ้..ร้องไห้รอเลยได้มั้ย? พ่อจ๋าแม่จ๋าหนูอยากกลับบ้าน!’ “ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินแหน่” (ทิดกันพาน้องไปหาบน้ำมากินหน่อย) แม่อวนตะโกนบอกว่าที่ลูกเขยขณะที่เขายังเกี่ยวข้าวอยู่กับเอมอร ‘เรียกทิดกันแสดงว่าเขาบวชแล้วสินะ!’ “ปะอร แม่บอกให้ไปหาบน้ำ” “น้ำอะไร?” “น้ำกิน” ‘หือ? คือ? ทำไมต้องไปหาบแล้วทุกวันนี้เธ

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 7 ไปสู่ขอสาว

    ตื่นเช้าขึ้นมาเอมอรปวดร้าวไปหมดทั้งตัวโดยเฉพาะฝ่ามือกำแทบไม่ได้ ยิ่งอากาศหนาวด้วยแล้วมือไม้ก็แข็งไปหมด ตามแขนขาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากใบข้าวใบหญ้าบาด โดนน้ำทีแสบไปหมดทั้งหนาวทั้งแสบโคตรแห่งความทรมาน ‘เกิดมาไม่เคยทำงานหนักขนาดเน้!’ ยายกับแม่ของเธอบอกว่าให้ทำทุกวันเดี๋ยวอาการปวดเมื่อยก็จะหายไปเอง‘สงสัยต้องอาศัยโยคะเข้าช่วย แต่ว่าตีสี่ก็ต้องตื่นมาทำงานบ้านอีกจะเอาเวลาไหนไปโยคะ ยากไปมั้ยชีวิต อยากกลับไปเรียนเหมือนเดิมยังจะดีกว่า’สองวันต่อมาหลังกลับจากเกี่ยวข้าว วันนี้แม่กับยายและป้าแจ้งพี่สาวของแม่แล้วก็ญาติๆอีกหลายคนช่วยกันทำอาหารหลายอย่าง เธอไม่รู้ว่าจะมีงานใหญ่อะไร มีผู้ใหญ่หลายคนเดินทางเข้ามาสมทบที่บ้านของเธอ เอมอรมารู้ภายหลังว่าทางบ้านพ่อใหญ่ศิลาซึ่งเป็นพ่อของกันจะมาสู่ขอเธอไปเป็นลูกสะใภ้ ‘ให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาทั้งทีได้มาเป็นสะใภ้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่นี่ต้องมาเป็นสะใภ้อีสาน โอ้ยอยากตายแล้วเกิดใหม่จริงโว้ย!’ ‘บ้าไปแล้ว ฉันต้องมาแต่งงานตั้งแต่อายุสิบแปดเลยเหรอเนี่ย!’ เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันหมด มาอยู่ที่นี่เ

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 6 เกี่ยวข้าวครั้งแรกในชีวิต

    ชาวบ้านที่มาถึงนาก่อนมุ่งหน้าเกี่ยวข้าวไปก่อนแล้ว ถ้านับไม่ผิดน่าจะเกือบสามสิบคนเป็นอย่างต่ำ ก้มๆเงยๆอยู่ข้างรวงข้าว ‘คนมาช่วยเยอะขนาดนี้เราก็คิดว่าจะเสร็จเร็วแต่เปล่าเลยเสร็จจากนาเราก็ต้องไปช่วยเขาต่อ เหมือนกับที่คนอื่นๆมาช่วยเรา ถ้าเป็นที่บ้านลุงดำของเธอใช้รถเกี่ยวข้าววันสองวันก็เสร็จแต่นี่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่เดือนกุมภามีนานู่นแหละ’ยายยื่นบางอย่างที่เรียกว่าเคียวให้เธอ มันมีลักษณะโค้งงอและปลายแหลมสมชื่อ ‘งือๆ เกิดมายังไม่เคยจับเคียวสักหนจะให้ไปเกี่ยวข้าว ตายๆไม่ตายวันนี้จะตายวันไหน’ ยายหยิบผ้าขาวม้าและหมวกไว้สำหรับคลุมหน้าให้เธอแล้วทำเป็นตัวอย่าง ส่วนถุงมือยายเอาเศษผ้ามาพันมือให้แทน แดดเริ่มร้อนขึ้นลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ หมวกก็โดนลมพัดแล้วพัดอีก สรุปคือเอาผ้าคลุมหน้าไว้เฉยๆ เอมอรอยากจะหาครีมกันแดดมาใช้แต่แม่อวนบอกเธอว่าบ้านอยู่ไกลจากตลาดเกือบยี่สิบกิโลเมตร ต้องนั่งเรือยนต์หรือไม่ก็ต้องเดินไป ‘ถามหน่อยใครจะเดิ๊น?’ แม่อวนเดินเข้ามาหลังจากผูกควายไว้ให้กินหญ้าอีกที่หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้าวออกไปแล้ว แม่อวนเริ่มสอนให้เอมอรใช้เคีย

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 5 ยังไงก็ต้องแต่ง

    แม่อวนไปบ้านพ่อใหญ่ศิลาเพื่อคุยกันเรื่องที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาช่วยชีวิตลูกสาวของตนไว้ แม่อวนเกรงว่าชาวบ้านจะเอาไปนินทาจึงจะให้รีบไปสู่ขอโดยเร็ว ซึ่งทั้งสองครอบครัวเคยตกลงกันไว้แล้วว่าจะให้ลูกทั้งสองคนแต่งงานกัน แต่ติดที่ลูกชายของพ่อใหญ่ศิลาที่ไม่ยอมแต่งด้วย เพราะเขามีคนรักอยู่แล้วแต่พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยจึงไม่ไปสู่ขอให้ อีกทั้งกันไม่ชอบเอมอรที่เป็นคนไม่เอาไหน กิริยามารยาทก็เหมือนผู้ชาย งานบ้านงานเรือนก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง กันเองมีพี่น้องทั้งหมดหกคนเขาเป็นพี่ชายคนโตตอนนี้อายุย่างเข้ายี่สิบสามปี พ่อกับแม่อยากให้ออกเรือน และเห็นว่าเอมอรมีฐานะดีมีไร่นาหลายสิบไร่พ่อกับแม่จึงได้จับจองไว้เป็นลูกสะใภ้ใหญ่ของบ้าน “จั่งได๋ข่อยกะบ่อแต่ง” (ยังไงผมก็ไม่แต่ง) กันยืนกรานกับพ่อแม่ของตัวเองขณะที่แม่ของฝ่ายหญิงกลับไปแล้ว “จั่งได๋มึงกะต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกสาวเพิ่นแล้ว ลูกเพิ่นเสียหาย” (ยังไงมึงก็ต้องแต่ง มึงไปอุ้มลูกเขาแล้ว ลูกเขาเสียหาย) ศิลาดุลูกชายเสียงแข็ง เขาไม่เคยยอมให้ใครมาต่อว่าถึงเรือนฟรีๆ อีกอย่างพ่อกับแม่ของเขาก็ชอบเอมอรยังไงก็ไม่ยอมเปลี่ยนใ

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 4 เธอเปลี่ยนไป

    อาหารตรงหน้าคือแกงอ่อมหอยใส่ใบชะพลู เอมอรกินแกงอ่อมหอยได้แต่ที่นี่ไม่ได้ใส่กะทิเหมือนที่แม่เคยทำให้กิน ข้าวมีแต่ข้าวเหนียวอันนี้เธอก็ถนัดเพราะพ่อเคยทำให้กินบ่อยๆ เอมอรถามถึงตาแม่บอกว่าตาเสียไปตั้งแต่เธอยังเด็กแล้วก็หาว่าเธอสมองเสื่อมจำเรื่องตาตัวเองไม่ได้ “แม่คะ ใครพาหนูมาที่นี่คะ” สำเนียงไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาจนผู้เป็นแม่ถึงกับมองหน้า “เว้าภาษาอีหยังของมึง มึงตายน้ำจนเป็นบ้าไปแล้วติ มึงเป็นหยังหลายบ่อคือกระแดะมาเว้าไทย” (พูดภาษาอะไรของมึง มึงจมน้ำจนเป็นบ้าไปแล้วเหรอ มึงเป็นอะไรมากมั้ยทำไมดัดจริตมาพูดไทย)แม่เข้ามาลูบผมเอมอรเบาๆคิดว่าลูกสาวเป็นบ้าไปแล้ว ยายกับแม่มองหน้ากันแล้วมองหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง แม่เล่าให้เธอฟังว่า เอมอรเรียนจบแค่ปอสี่เขียนหนังสือไม่ค่อยเป็นเพราะไม่ค่อยตั้งใจเรียน ความจริงแล้วทุกคนที่นี่ฟังภาษาไทยออกแต่แค่พูดไม่ค่อยได้เท่านั้น ถ้าพูดก็จะตกภาษาอีสานไปด้วย ส่วนมากชาวบ้านเรียนจบปอสี่กันทั้งนั้น จบชั้นสูงสุดก็คงจะเป็นปอหกซึ่งมีไม่กี่คน “บักทิดกันกับพ่อมึงนั่นเด้พามา เอามึงใส่เกวียนมา” (ไอ้ทิดกันกับพ่อมึงนั่นไงพา

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 3 ทะลุมิติ

    ชายหนุ่มรูปร่างกำยำอุ้มร่างที่ไร้สติขึ้นจากน้ำพอถึงฝั่งก็จับคนตัวเล็กขึ้นพาดบ่าเพื่อเอาน้ำออกจากปอด จนเธอสำลักน้ำออกมา “อร! อร!” กันวางร่างของเธอลงกับพื้นแล้วเขย่าเบาๆพร้อมกับเรียกชื่ออรซึ่งเธอไม่รู้ว่าเป็นชื่อของใคร เธอเริ่มขยับตัวแล้วเอามือกุมที่ศีรษะ เปลือกตายังคงปิดสนิท “พ่อ อรฟื้นแล้ว” สำเนียงและภาษาอีสานที่เขาพูดคล้ายๆกับเสียงพ่อคุยกับลุงของเธอไม่มีผิดเพี้ยน ขนตางอนค่อยๆกระพริบช้าๆก่อนจะปรือตาขึ้นมามองคนตรงหน้า สายตาของเธอยังคงพร่ามัว แต่พอรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาใบหน้านี้ แต่ผิวสีเข้มกว่าที่รู้ๆเขาเป็นคนหล่อ ‘ไม่สิจะมาคิดเรื่องหล่ออะไรตอนนี้ มันไม่ได้นะเขม’แต่เธอจำเขาไม่ได้ว่าเคยเจอที่ไหน และเธอยังไม่อยากคิดถึงมันตอนนี้เพราะตอนนี้ในหัวของเธอรู้สึกตื้อไปหมด คนที่เขาเรียกพ่อเดินเข้ามามองดูเธอใกล้ๆ ดูมีอายุกว่าคนที่นั่งข้างๆเธอ ด้วยสายตาที่กังวลระคนห่วงใย “มันเป็นหยังหลายบ่อล่ะอ้ายกัน” (มันเป็นอะไรมากมั้ยพี่กัน) สมควรเอ่ยถามอาการพี่สาว“บ่อน่าเป็นหยังหลาย” (ไม่น่าเป็นอะไรมาก) “กัน เอาอินางอรไปเถียงนาก่อน ถ้าแม่มันฮู้พ่อถูกด่าแน่” (

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status