Beranda / แฟนตาซี / ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80 / ตอนที่ 6 เกี่ยวข้าวครั้งแรกในชีวิต

Share

ตอนที่ 6 เกี่ยวข้าวครั้งแรกในชีวิต

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-16 10:16:56

ชาวบ้านที่มาถึงนาก่อนมุ่งหน้าเกี่ยวข้าวไปก่อนแล้ว ถ้านับไม่ผิดน่าจะเกือบสามสิบคนเป็นอย่างต่ำ ก้มๆเงยๆอยู่ข้างรวงข้าว 

‘คนมาช่วยเยอะขนาดนี้เราก็คิดว่าจะเสร็จเร็วแต่เปล่าเลยเสร็จจากนาเราก็ต้องไปช่วยเขาต่อ เหมือนกับที่คนอื่นๆมาช่วยเรา ถ้าเป็นที่บ้านลุงดำของเธอใช้รถเกี่ยวข้าววันสองวันก็เสร็จแต่นี่กว่าจะแล้วเสร็จก็เข้าสู่เดือนกุมภามีนานู่นแหละ’

ยายยื่นบางอย่างที่เรียกว่าเคียวให้เธอ มันมีลักษณะโค้งงอและปลายแหลมสมชื่อ

            ‘งือๆ เกิดมายังไม่เคยจับเคียวสักหนจะให้ไปเกี่ยวข้าว ตายๆไม่ตายวันนี้จะตายวันไหน’

            ยายหยิบผ้าขาวม้าและหมวกไว้สำหรับคลุมหน้าให้เธอแล้วทำเป็นตัวอย่าง ส่วนถุงมือยายเอาเศษผ้ามาพันมือให้แทน แดดเริ่มร้อนขึ้นลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ หมวกก็โดนลมพัดแล้วพัดอีก สรุปคือเอาผ้าคลุมหน้าไว้เฉยๆ

            เอมอรอยากจะหาครีมกันแดดมาใช้แต่แม่อวนบอกเธอว่าบ้านอยู่ไกลจากตลาดเกือบยี่สิบกิโลเมตร ต้องนั่งเรือยนต์หรือไม่ก็ต้องเดินไป

            ‘ถามหน่อยใครจะเดิ๊น?’

            แม่อวนเดินเข้ามาหลังจากผูกควายไว้ให้กินหญ้าอีกที่หนึ่งซึ่งเกี่ยวข้าวออกไปแล้ว แม่อวนเริ่มสอนให้เอมอรใช้เคียวเกี่ยวข้าว จนเธอสามารถพอทำได้บ้าง ไรผมดำขลับเริ่มเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ

            “เบิ่งผู้สาวมึงดู๊ คือมาเกี่ยวข้าวทังเทื่อวะ” (ดูแฟนมึงสิ ทำไมมาเกี่ยวข้าวทั้งทีวะ) ชายคนหนึ่งเอ่ยแซวกัน เพราะปกติแล้วเอมอรไม่เคยมาทำงานช่วยพ่อกับแม่อย่างมากก็มาเลี้ยงควาย

            “สงสัยอยากได้ผัว กะเลยมาหัดเฮ็ด ฮ่าๆ” (สงสัยอยากมีผัว ก็เลยมาฝึกทำ ฮ่าๆ) ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งพูดทั้งหัวเราะ จนกันไม่อยากจะคุยด้วย ถึงเขาจะไม่ชอบเอมอรแต่ก็ไม่อยากได้ยินคำพูดแบบนี้กับคนที่เขากำลังจะแต่งงานด้วย กันจึงเดินหนีแล้วเดินเข้าไปใกล้เอมอร กันสังเกตตั้งแต่วันที่เขาช่วยชีวิตเอมอรไว้ ว่าเธอดูสงบลงไม่ขี้โวยวายเหมือนแต่ก่อน กันจึงคิดว่าถึงอย่างไรก็ต้องแต่งงานกับเธออยู่ดี ระหว่างนี้ก็น่าจะทำความรู้จักกับเธอไปก่อน

            “เกี่ยวเป็นอยู่ติ คิดว่าเฮ็ดหยังบ่อเป็น” (เกี่ยวเป็นอยู่เหรอ นึกว่าทำอะไรไม่เป็น) กันพูดขึ้นมาขณะที่ยืนมองเอมอรเกี่ยวข้าว จะจีบสาวทั้งทีแต่ดันปากหมาแต่เอมอรก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าโกรธ เพราะเธอทำไม่เป็นจริงๆ พึ่งจะเคยทำครั้งแรกได้แค่นี้ก็ถือว่าบุญแล้ว เอมอรเงยหน้ามองคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้างๆเธอ เธอจำได้ว่าเขาคือผู้ชายคนที่ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ เขาสวมแค่หมวกปีกใบเดียวไม่มีผ้าคลุมหน้า ใบหน้าหล่อเหลาดูเข้มลงเพราะกรำแดด

            “ก็พอได้ค่ะ ฝึกไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็คงชิน” เอมอรตอบตามความจริงใบหน้าเนียนดูหม่นลง ที่จริงจะว่ายากก็ยากเพราะต้องระวังเคียวไม่ให้เกี่ยวโดนนิ้วมือตัวเอง ชายหนุ่มได้ยินถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน ภาษาที่เธอใช้และน้ำสียงอ่อนโยนต่างจากครั้งที่เขาเคยคุยกับเธอครั้งล่าสุดเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนั้นแก้วหูแทบแตก ผิดกับตอนนี้ที่โทนเสียงนุ่มนวลน่าฟัง อีกทั้งยังพูดภาษากลางได้คล่องและไม่มีความกระดากอาย แถมสำเนียงดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนอีสาน สำหรับคนที่จบแค่ปอสี่อย่างเธอพูดได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมาก

คนในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าพูดภาษากลางหรืออาจจะพูดไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ เพราะมีเวลาเรียนกับคุณครูเพียงแค่ไม่กี่ปี บางคนยังเขียนหนังสือไม่ได้ด้วยซ้ำ ส่วนครูนั้นเวลาสอนก็พูดภาษาไทยคำภาษาอีสานคำ ตอนคุยกับเพื่อนก็ไม่ต้องพูดถึงใช้ภาษาอีสานล้วนๆ

            กันเรียนจบชั้นปอหก เขาค่อนข้างใฝ่เรียน แต่ด้วยความที่เป็นพี่คนโตพ่อกับแม่จึงไม่ให้เรียนต่อ เขาพอรู้ภาษากลางอยู่บ้างแต่ไม่ถือว่าพูดได้คล่องเพราะไม่ค่อยได้ใช้สื่อสารกับที่บ้าน ผิดกับคนที่ไม่ชอบเรียนอย่างเธอกลับพูดได้เร็วปร๋อไม่มีติดขัดเลยสักนิด เขาไม่เคยได้ยินเธอพูดมาก่อน

            เขามองหน้าเธอตอนนี้แดงราวกับลูกตำลึงสุก ด้วยเพราะเธอเป็นคนขาวมากผิวพรรณดีหน้าตาสะสวยทำให้เห็นรอยแดงชัดเจนเมื่อโดนแดด นี่เป็นเสน่ห์ของเธอถ้าตัดนิสัยแย่ๆอีกหลายอย่างออกไป

            “คือบ่อใส่หมวก บ่อฮ้อนติ” (ทำไมไม่ใส่หมวก ไม่ร้อนเหรอ) ชายหนุ่มมองหาหมวกของเธอจนเห็นมันอยู่โคนต้นไม้

            “ลมมันพัดแล้วชอบปลิว รำคาญ” 

            กันเดินไปหยิบหมวกมาสวมไว้บนศีรษะให้เอมอร

            “หันมานี่” เขาจับหมวกเธอให้หันหน้ามาหาเขาแล้วใช้มือผูกเชือกที่หย่อนลงมาทั้งสองข้างติดคางให้กับเธอ

            “ส่ำนี้กะบ่อปลิวแล้ว” (แค่นี้ก็ไม่ปลิวแล้ว) เธอลืมคิดไป เขามีเชือกไว้ให้ผูกแต่ดันไม่ผูก อย่าว่าแต่ใส่หมวกเลยเมื่อเช้าหาครีมกันแดดจะทาก็ยังไม่มี ไม่รู้กลับไปต้องไปเข้าสปานานแค่ไหน

            “ขอบคุณค่ะ”

            เอมอรยิ้มให้เขา เป็นรอยยิ้มที่เขาไม่เคยเห็นจากเธอมาก่อน มันดูละมุนน่ารักไปหมด ทั้งสองเกี่ยวข้าวช่วยกันไปคุยกันไป กันเริ่มรู้สึกว่าเอมอรก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร หรือว่าเธอจะสมองเสื่อมเพราะเธอจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

            “ขอบคุณนะคะที่เมื่อวานคุณช่วยชีวิตฉันไว้ ถ้าไม่ได้คุณฉันคงตายไปแล้ว” 

‘แล้วที่รอดมาได้มันต่างจากตายไปแล้วยังไงเอมอร!’

            “บ่เป็นหยัง ข่อยเต็มใจ” (ไม่เป็นไรผมเต็มใจ) เสียงอ่อนโยนดูจริงใจกว่าทุกครั้งที่เขาเคยพูดกับเธอ วันที่เขาพาร่างไร้สติขึ้นจากน้ำเขาไม่ได้ยินเสียงใดๆเล็ดลอดจากปากเธอ มาวันนี้คล้ายกับว่าเป็นคนละคน

            พ่อแม่และยายของเอมอรต่างมองดูหนุ่มสาวทั้งสองด้วยความพอใจ เพราะครั้งนี้เขาทั้งสองคุยกันได้นานกว่าทุกครั้ง ปกติเวลาเจอหน้ากันทีไรคุยกันไม่ถึงสามคำก็ทะเลาะกันทุกที รอบที่ตกน้ำเอมอรก็ขออาคมไปเก็บผลกระจับแต่พ่อไม่ให้เธอลงไปในน้ำเพราะเธอว่ายน้ำไม่เป็น พ่อจึงเก็บขึ้นมาให้แล้วให้ไปล้างน้ำเองที่ริมฝั่งห้วย แต่ลูกสาวเกิดลื่นตกลงไปในน้ำจนกันต้องไปงมร่างขึ้นมาทั้งๆที่ไม่ค่อยถูกกัน

            ตกดึกคืนนั้นเอมอรหลับตาลงอย่างยากลำบาก ทั้งที่ร่างกายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มที น้ำใสๆเอ่อล้นออกมาจากเบ้าตาทั้งสอง ความรู้สึกหวาดกลัวทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาเกาะกินข้างในหัวใจ มันหนาวเหน็บยิ่งกว่าอากาศที่ล้อมรอบกายเธออยู่ในตอนนี้          

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 45 ตอนพิเศษ 4 แต่งงาน

    สองวันต่อมาเขมิกาตื่นแต่เช้าก็พบว่าพ่อกับแม่เพิ่งกลับจากไปจ่ายตลาด เธอแปลกใจที่วันนี้พ่อกับแม่ซื้อของมากันเยอะแยะ “เขมไปแต่งตัวให้สวย ๆ สิลูก วันนี้จะมีแขกคนสำคัญมาบ้านเรา” “ใครอะแม่ หนูรู้จักไหมคะ” “ไม่น่าจะรู้นะ เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่เคยเจอพวกเขาเหมือนกัน” ‘อิหยังวะ? ไม่รู้จักแล้วจะมาทำไมก๊อน’ “แล้วเอาสวยแค่ไหนล่ะแม่” “แล้วแต่เขมเลย เอาสวยสุดเท่าที่เขมจะสวยได้นั่นแหละ” อรพินท์บอกกับลูกสาว แล้วสามีภรรยาก็แอบอมยิ้มกันสองคน เกือบสิบเอ็ดโมงรถชนกันต์เลี้ยวเข้ามาในบ้านตามด้วยรถมินิแวนสีดำอีกคัน เธอถึงได้รู้ความจริงว่าเขาให้พ่อกับแม่มาสู่ขอเธอไว้ก่อน หลังเธอเรียนจบแล้วค่อยแต่งงานกัน ตอนที่พ่อกับแม่ว่าที่คู่หมั้นยังไม่กลับเธอก็ปั้นหน้ายิ้มจนแก้มจะฉีกและดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยกันทั้งหมด เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นก็เวอร์วังอลังการราวกับว่ารู้จักนิสัยใจคอเธอมาเป็นสิบ ๆ ปี ‘เหมือนตอนที่จะไปเป็นลูกสะใภ้อีสานเด๊ะ นี่จะเอาไปทำงานเหมือนทาสอีกมั้ยวะเนี่ย’ เม

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 44 ตอนพิเศษ 3 บอกรัก

    ขึ้นรถมาได้เขมิกาก็แว้ดใส่ชนกันต์ทันที “พี่กันต์จะมาทำไมไม่บอกล่วงหน้าคะ รู้ไหมเขมหัวใจจะวาย” “ก็บอกแล้วไง แต่เขมไม่ตอบพี่นี่นา” “อันนั้นเขาไม่ได้เรียกว่าบอกค่ะ เขาเรียกว่าถามตกวิชาภาษาไทยป๊ะเนี่ย” “ฮ่า ๆ มันก็เหมือนกันแหละ” “ไม่เหมือน” ทั้งสองตอบโต้กันไปมาคนพี่พูดไปก็ยิ้มไปด้วยตลอดทางอย่างอารมณ์ดี ส่วนคนน้องก็เอาแต่นั่งเถียงฉอด ๆ แล้วก็ทำหน้าหงิกหน้างอ พอมาถึงสวนของเขาซึ่งมีพื้นที่ราว ๆ เกือบร้อยไร่ ไหนจะสวนที่อยู่จังหวัดอื่นอีกชนกันต์ขับรถยนต์เข้าไปจอดด้านในซึ่งมีพืชพันธุ์ต่าง ๆและดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ มองไปจนสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้ดอกไม้หลายชนิดกำลังออกดอกสวยงาม “โอ้โฮ! สวยมากเลยค่ะ” เมื่อได้เห็นดอกไม้สวย ๆ จากที่งอนเขาอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง “ชอบไหม” “ชอบค่ะ” “ชอบแค่ไหน?” “ชอบม้าก” เขมิกาลากเสียงสูง เพราะเธอเองก็สนใจด้านเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้มาเจอแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจเข้าไปใหญ่ “ถ้าชอบมากก็มาเป็นแฟนกันเลยได้ไหม” ชนก

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 43 ตอนพิเศษ 2 ออกเดท

    ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ชนกันต์นัดเขมิกาออกเดท “เขม เลิกเรียกพี่ว่าคุณซะทีได้ปะ” ชนกันต์บอกเขมิกาเมื่อทั้งสองคนคุยกันมานานหลายเดือนจนชนกันต์เรียนจบ คำถามของเขาทำให้เธอหวนคิดถึงสามีที่เธอจากมา ‘ก็รอให้ถามคำนี้แหละ ใจก็อยากจะเรียกพี่มาตั้งนานละแต่ก็รอว่าเมื่อไหร่จะบอกซะที’ “ค่ะพี่กันต์” เขมิกายิ้มจนตาหยีให้ชายหนุ่ม “ปิดเทอมนี้พี่ขอไปเที่ยวบ้านเขมได้มั้ยอะ” ไม่พูดเปล่าแขนแข็งแรงพาดลงมาที่บ่าของเธอเอามือกุมหัวไหล่แล้วรั้งร่างเล็กเข้ามาให้เดินใกล้กับเขา ขณะที่กำลังเลือกซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่เขาสองคนเคยมาซื้อกำไลข้อมือด้ายแดงในวันนั้น “ยังไม่ได้เป็นอะไรกันจะไปทำมะ” เขมิกาหยุดเดินแล้วเอียงคอถามชายหนุ่ม ที่ตัวสูงกว่าเธอจนต้องแหงนหน้ามอง ทุกอย่างที่เขาทำไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการพูดการจา ถอดแบบมาจากสามีของเธอเมื่อครั้งในอดีตเป๊ะ ‘สิ่งที่อยากได้ยินคือเมื่อไหร่จะขอตูเป็นแฟนซะทีว้า’ ระหว่างที่รอลุ้นหัวใจก็เต้นตึกตักๆ จนแทบจะทะลุออกมานอกอก “ก็ในฐานะรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยงะ ไม่ได้

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 42 ตอนพิเศษ 1 ความฝัน

    กลับมาถึงบ้านก็เกือบจะสองทุ่มเขมิการีบอาบน้ำเปลี่ยนชุด ได้บะหมี่ร้อนๆหนึ่งถ้วยก็รีบเข้าห้องตัวเองทันที ก๊อก ก๊อก ก๊อก อรพินท์เปิดประตูเข้ามาหาลูกสาว เธอยังเป็นห่วงที่ลูกสาวจมน้ำแล้วต้องนั่งรถกลับมาอยุธยาอีก “กินแค่นี้เหรอเขม” “ค่ะแม่ เขมเพลียน่ะค่ะจะรีบพักผ่อน” ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็เดินเข้าไปจุมพิตหน้าผากแล้วลูบผมเธอเบาๆ “งั้นพักผ่อนเถอะแม่ไม่กวนละ” แต่พอแม่ออกไปเสียงข้อความจากไลน์ก็เตือนขึ้นอีก Chanakan: ถึงบ้านรึยังครับ ‘อื้ม เป็นผู้ชายสายรุกเหมือนกันนะเนี่ย เดี๋ยวก่อนๆเดี๋ยวเจอเขมิกาแล้วจะหนาว’ เขมิกายิ้มก่อนจะพิมพ์ตอบเขาไป Khemm: ถึงนานแล้ว กำลังจะนอนค่ะ หลังจากประโยคนั้นจบลงก็คุยกันต่ออีกยืดยาวจนปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง ไม่ไหวก็ยังจะฝืน ตื่นเช้ามาจึงรู้ว่าตัวเองหลับคาโทรศัพท์ที่ยังค้างหน้าจอที่แชทคุยกับเขาอยู่ จึงทำให้เธอนึกถึงตอนที่เขามาจีบเธอครั้งแรกในยุค 80 ตอนนั้นก็คุยเพลินจนลืมเวลา ครั้งนี้ถ้าไม่เพลียจากการเดินทางก็น่าจะเกือบสว่าง “แล้วไมไม่โทรค

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 41 กลับอยุุธยาแล้วน้า (จบ)

    เขมิกาหลับไปตั้งแต่ตอนสายตื่นมาอีกทีก็บ่ายคล้อย ทุกคนกำลังช่วยกันจัดสถานที่เพื่อเตรียมเค้าท์ดาวน์เข้าสู่ปี 2566 เธอมองหากระเป๋าเล็กของเธอที่สะพายลงไปในบ่อตอนเก็บสายบัว จึงพบว่ามันวางอยู่บนโต๊ะข้างแคร่ที่เธอนอนอยู่ เธอแปลกใจมากที่โทรศัพท์ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ เอมอรกดเข้าไปในรูปที่เธอถ่ายไว้ก่อนจะจมน้ำ พอเลื่อนดูเธอจึงเห็นว่ารูปชายหนุ่มที่เธอถ่ายไว้ตอนที่เขายืนอยู่บนขอบบ่อนั้นก็คือชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตเธอวันนี้ มิน่าว่าทำไมเธอถึงรู้สึกคุ้นหน้าเมื่อได้เจอหน้าสามีครั้งแรก แถมเขาคนนี้ยังมีชื่อเล่นเหมือนกันอีก “แปลกมาก” เขมิกาพำพึมออกมาคนเดียวก่อนจะรื้อกระเป๋าของตัวเองออกมาดู เขมิกาหยิบกำไลข้อมือที่เป็นด้ายถักสีแดงตรงกลางเป็นหินโรสควอตซ์ออกมาจากกระเป๋ามันช่างคล้ายกับของกันที่เคยนำมาให้เธอใส่ เธอจึงเริ่มจำได้ว่าก่อนจะมาเยี่ยมปู่กับย่าเธอได้ซื้อกำไลข้อมือที่ทำจากด้ายแดงนี้มาจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ‘ด้ายแดงนี้ขายดีนะคะ ช่วยเสริมดวงด้านความรักด้วยค่ะ คุณผู้ชายคนนั้นก็พึ่งจะซื้อไป’ คนขายบอกกับเธอและชี้ให้เขมิกามองตามหลังหนุ่มร่างใหญ่คนนั้นแต่เ

  • ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ยุค 80   ตอนที่ 40 ได้กลับบ้านเสียที

    หลายวันต่อมาอาการของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นแถมทรุดลงมากกว่าเดิมอีก “พี่กันคะ อรว่าพี่ไปหาหมอดีกว่ามั้ยคะ” “บ่อเป็นหยัง อ้ายเป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวกะเซาเอง” (ไม่เป็นไร พี่เป็นไข้ธรรมดาเดี๋ยวก็หายเอง) “แต่พี่กันเป็นมาหลายวันมากแล้วนะคะ ไข้ไม่ยอมลดสักทีเลยค่ะ ข้าวก็กินไม่ได้” เอมอรบอกกับสามีด้วยสีหน้าที่เป็นห่วงมาก “อ้ายอยากเฮ็ดงานซอยอรเนาะฮึ อ้ายบ่ออยากเคิก กินยาเดี๋ยวไข้มันกะลดคือเก่านั่นล่ะ” (พี่อยากทำงานช่วยอรนี่นา พี่ไม่อยากหยุดกลางคัน กินยาเดี๋ยวไข้มันก็ลดเหมือนเดิมนั่นแหละ)กันบอกกับภรรยาเพราะกำลังสนุกกับงานและเงินที่หามาได้ เพราะก่อนหน้านี้กว่าจะหาเงินมาได้แต่ละบาทนั้นช่างแสนยากเย็น มาวันนี้ถึงจะเหนื่อยแต่ก็คุ้ม “งานทำตอนไหนก็ได้ค่ะ ไข้ลดมันก็ลดอยู่น่ะแหละแต่แป๊บเดียวก็ไข้ขึ้นสูงอีกละ” กันเป็นไข้จนเกือบครบสัปดาห์อาการป่วยยิ่งทรุดหนักขึ้นเขาจึงยอมที่จะไปหาหมอตามที่ภรรยาบอกเพราะดูอาการของตัวเองแล้วถ้าจะไม่ไหวเพราะตอนนี้เขาอ่อนเพลียมากจนแทบจะไม่มีแรงจะเดิน เช้าวันต่อมากันขึ้นรถสองแถวได้ก็เป็นลมล้มพับไปจนทุกค

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status