LOGINริมฝีปากบางถูกครอบครองโดยคนที่กำลังบันดาลโทสะ ความเจ็บแปลบที่ถูก หยางหมิงขบกัดอย่างเอาแต่ใจทำให้อี้เฟิงต้องยินยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แม้นหยาดน้ำตาจะไหลรินด้วยความเจ็บหน่วงภายในจิตใจกับการกระทำนั้นของหยางหมิง แต่อี้เฟิงก็ไม่คิดจะเอ่ยห้ามอีก
มือหยาบหนาลูบไล้ไปตามเรือนร่างของอี้เฟิงอย่างหยาบโลน หยางหมิงไม่อ่อนโยนต่ออี้เฟิงแม้แต่น้อย ฝ่ามือหนาบีบเคล้นไปทั่วเรือนร่างผอมบางราวกับจะบีบให้แหลกแตกสลายคามือ อี้เฟิงทำได้เพียงข่มกลั้นความเจ็บปวดทั้งกับร่างกายและภายในจิตใจที่หยางหมิงสร้างขึ้น
“หยางหมิงข้าไม่โกรธ หากเจ้าต้องการข้าก็จะไม่ขัดขืน แต่ข้าขอร้องเจ้าอย่าทำเหมือนว่าเจ้ากำลังเกลียดชังข้าได้หรือไม่” คนใต้ร่างอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มเนียนจนดูน่าสงสาร หยางหมิงจ้องมองใบหน้าเว้าวอนของอี้เฟิงด้วยความรู้สึกสับสน แม้นใจที่คุกรุ่นไปด้วยโทสะเริ่มเบาบางลงบ้าง ถึงกระนั้นหยางหมิงก็ยังเลือกที่จะวางท่าทีเมินเฉย
“เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาร้องขอข้า เป็นเจ้าไม่ใช่หรือที่รู้สึกเช่นนั้น บอกว่าให้ข้าเลิกเกลียดชังเจ้า แล้วเจ้าเล่า? เจ้าเคยถามตัวเองหรือไม่” คำพูดของหยางหมิงอี้เฟิงไม่เข้าใจแม้แต่น้อย สายตาดูแคลนและสับสนของหยางหมิงทำให้เขาสับสนเช่นกัน
พลันความสับสนต้องหยุดลงอยู่แค่นั้น เมื่อริมฝีปากบางของอี้เฟิงถูกครอบครองอีกครั้งและครั้งนี้ก็รุนแรงเต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นของหยางหมิง
อาภรณ์ทั้งชั้นนอกชั้นในถูกหยางหมิงกระชากออกจนไม่หลงเหลือสักชิ้นปิดบังร่างกาย แม้หยางหมิงจะกระทำรุนแรงด้วยอารมณ์หากแต่อี้เฟิงกลับรู้สึกดีที่คนสัมผัสเป็นหยางหมิง อี้เฟิงปล่อยให้หยางหมิงปลดปล่อยอารมณ์คุกรุ่นทั้งหลายกับเรือนร่างของเขา เนื้อตัวถูกบีบเคล้นนและถูกขบกัดจนเกิดร่องรอยของหยางหมิงจนแทบไม่มีที่เหลือเว้นว่าง ถึงกระนั้นอี้เฟิงก็ไม่ปริปากต่อว่าใด ๆ
ในที่สุดคนตัวโตก็หยุดรังแก หยางหมิงค่อย ๆ โน้มใบหน้าแตะหน้าผากของตนเองลงบนหน้าผากของอี้เฟิงอย่างแผ่วเบา
“ข้า…” ความสับสนที่ก่อตัวขึ้นทำให้หยางหมิงทำสิ่งใดไม่ถูก แม้อยากขยี้คนใต้ร่างให้แหลกสลายคามือ ทว่าอีกส่วนหนึ่งในใจเขาเองก็อยากที่จะโอบกอดอีกฝ่ายอย่างทะนุถนอมเช่นกัน
หยางหมิงพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตนเองเพิ่งเป็นคนก่อ ทว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน
“สะ…เสี่ยวหมิง” จู่ ๆ อี้เฟิงก็รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งหยดลงที่แก้ม ใบหน้าซูบผอมค่อย ๆ ช้อนสายตามองใบหน้าของหยางหมิงที่ใช้หน้าผากตนเองแนบกับหน้าผากของเขา นัยน์ตาวูบไหวของหยางหมิงกำลังจดจ้องมองมาที่อี้เฟิงอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคมแดงก่ำคล้ายคนเพิ่งหลั่งน้ำตา ทว่ากลับแห้งเหือดเสียจนอี้เฟิงคิดว่าบางทีตนเองอาจแค่หลงเข้าใจผิด แต่ถึงกระนั้นอี้เฟิงรู้ดีว่าเมื่อครู่หาใช่ได้เข้าใจผิดไปเอง
“เสี่ยวหมิง ข้าไม่เคยโกรธเหลือเกลียดชังเจ้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าแค่รู้สึกหวาดกลัว ต่อให้เจ้าจะเกลียดชังข้าอย่างไรแต่ข้าก็ยินดีหากเป็นเจ้า” อี้เฟิงเอ่ยพร้อมกับแย้มยิ้ม ริมฝีปากหนาที่เคยเป็นฝ่ายช่วงชิงครอบครองก่อนเสมอถูกอี้เฟิงครอบครองแทน สัมผัสของหยางหมิงรุนแรงและเร่าร้อน แต่จุมพิตของอี้เฟิงกลับนุ่มนวลและอ่อนไหว
ข้อมือที่ถูกพันธนาการถูกปลดปล่อย อี้เฟิงโอบกอดร่างหนาเอาไว้ทันที สัมผัสหยาบโลนและรุนแรงของหยางหมิงแปรเปลี่ยนเป็นสัมผัสที่ชวนให้รู้สึกวาบหวิวจนอี้เฟิงแทบอ่อนระทวยและยิ่งสะท้านเมื่อเรียวลิ้นร้อนของหยางหมิงค่อย ๆ ไล่เลียไปตามเนินอกราบเรียบอย่างอ้อยอิ่ง ปากหนาค่อย ๆ ขบเม้มครอบครองตุ่มไตสีหวานที่ชูชันเชิญชวน อี้เฟิงกายสั่นสะท้านแอ่นเนินอกของตนเองให้อีกฝ่ายได้ครอบครองอย่างถนัดถนี่ ความรู้สึกวาบหวามยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นสายตาของหยางหมิงที่กำลังทอดมองมาไม่วางตา
อี้เฟิงเขินอายไม่กล้าสบตากลับ จึงได้แต่ซุกใบหน้าลงกับไหล่กว้างเพื่อหลบซ่อนสายตา
“อ๊ะ…” เสียงหวานครางรับเมื่อถูกอีกฝ่ายปรนเปรอได้ถูกจุด ซึ่งนั่นหยางหมิงก็รู้ดีและไม่เคยลืมเลือนว่าร่างที่กายที่เขากำลังกอดอยู่ ตอบสนองและอ่อนไหวจุดใดบ้าง แม้ว่าจะนานมากแล้วที่เขาไม่ได้สัมผัสเรือนร่างนี้
นิ้วเรียวค่อย ๆ ไล่ไปตามแผ่นหลังอย่างช้า ๆ อี้เฟิงขึ้นลุกซู่กับการกระทำของ หยางหมิง มือเรียวโอบรัดลำคอของหยางหมิงไว้แน่น ก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อนิ้วที่เคลื่อนไปมาหยุดตรงช่องทางด้านหลัง หยางหมิงค่อย ๆ กดปลายนิ้วลงบนจีบอ่อนนุ่มเบา ๆ ไล่วนก่อนสอดใส่มันเข้าไปในช่องทางของอี้เฟิงอย่างตื้นเขินเพื่อให้อีกฝ่ายได้คุ้นชิน
อี้เฟิงขบเม้มริมฝีปากจนรู้สึกเจ็บ หวาดกลัวทว่าก็ยังใจสู้เพราะห่างหายจากเรื่องเช่นนี้มานาน “เสี่ยวหมิง…ข้า”
“วางใจเถิด ข้าจะไม่รุนแรง” ริมฝีปากหนาจุมพิตเบา ๆ ที่เปลือกตา การกระทำของหยางหมิงช่วยให้อี้เฟิงผ่อนคลายลง
นิ้วเรียวค่อย ๆ สอดแทรกเข้าในช่องทางอ่อนนุ่ม เขาจุมพิตปลอบโยนอี้เฟิงที่นอนสั่นเทาอยู่ใต้ร่าง จากนั้นก็ค่อย ๆ ขยับเข้าออกช้า ๆ ให้อี้เฟิงคุ้นชิน เมื่อเสียงหวานเล็ดลอดออกจากริมฝีปากบาง หยางหมิงก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนนิ้วเพื่อขยับขยายช่องทางอย่างใจเย็น ถึงแม้ว่าแก่นกายด้านล่างจะแข็งขืนจนรู้สึกปวดหนึบแล้วก็ตาม
“เสี่ยวหมิง พอแล้ว ขะ…ข้าไม่รู้สึกเจ็บแล้ว”
หยางหมิงถอดถอนนิ้วออกจากช่องทางที่ขยับขยายก่อนจะจดจ่อแก่นกายตนเองแทนที่ หยางหมิงค่อย ๆ กดส่วนหยักเข้าไปอย่างช้า ๆ สายตาก็เหลือบมอง ร่างผ่ายผอมตรงหน้าอย่างนึกเป็นห่วง เขาก็ยังใจเย็นพอที่จะไม่เผลอทำรุนแรงจนอี้เฟิงต้องรู้สึกเจ็บปวด ช่องทางของอี้เฟิงแน่นและฝืดเคืองใช้เวลาอยู่นานกว่าอี้เฟิงจะรองรับตัวตนของหยางหมิงได้จนหมด
หยางหมิงค่อย ๆ ขยับกายช้า ๆ เพื่อให้อี้เฟิงได้คุ้นชินกับส่วนใหญ่โต เมื่อแก่นกายสัมผัสกับจุดกระสัน เสียงคราวแผ่วหวานก็หลุดลอดออกมาเป็นระยะ ๆ หยางหมิงจึงค่อย ๆ เร่งความเร็วขึ้น ช่องทางและแก่นกายเสียดสีไปตามจังหวะเกิดเสียงหยาบโลนที่ชื้นแฉะ
แก่นกายของอี้เฟิงถูกกอบกุมด้วยมือหนาปรนเปรอจนร่างผ่ายผอมหอบหายใจถี่ ความรู้สึกสุขสมที่ห่างหายครอบงำทั้งคู่ให้จมอยู่กับความโหยหา เชื่อมประสานจนแทบจะหลอมละลาย อี้เฟิงสุขสมจนปลดปล่อยน้ำขุ่นคาวออกจนเต็มฝ่ามือหนา หยางหมิงเองก็สุขสมเกินจะสะกดกลั้นปลดปล่อยน้ำขาวขุ่นเอ่อล้นจนเต็มช่องทางฝากฝังตัวตนเอาไว้ราวกับจะผูกมัดอีกฝ่ายไม่ให้หนีหายไป
แก่นกายส่วนใหญ่โตขยับขยายอีกครั้งบ่งบอกว่าเขายังตักตวงจากอี้เฟิงไม่เต็มอิ่ม ครานี้ไม่ได้ฝืดเคืองเพราะน้ำขาวขุ่นที่เขาหลั่งไว้ในช่องทางทำให้การขยับกายครั้งต่อมาง่ายดายยิ่งขึ้น อี้เฟิงแม้จะหมดเรี่ยวแรงทว่าพอถูกสัมผัสปลุกเร้าจากหยางหมิง ก็ทำให้แก่นกายชูชันขับน้ำสีใสตอบสนองบ่งบอกว่าต้องการให้อีกฝ่ายปรนเปรออย่างเต็มใจ
ร่างผ่ายผอมถูกตระกองกอดจากอ้อมแขนแกร่งตลอดทั้งคืน ความอบอุ่นทำให้อี้เฟิงไม่อยากลุกหนีไปไหน เนื้อตัวปวดหนึบและหนักอึ้งจนแทบไม่อยากขยับกาย ทว่า อี้เฟิงก็ยังฝืนร่างกายค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงนอนและอ้อมกอดของหยางหมิงอย่างแผ่วเบา
อี้เฟิงหวนนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ตัวเขาเองก็มีส่วนผิดที่ปล่อยให้มันเลยเถิดไปไกลเช่นนี้ หากแต่ยังแอบหวังว่านั่นจะพอสามารถทำให้ความเกลียดชังของหยางหมิงที่มีต่อเขาลดลงไปบ้างเล็กน้อยก็ยังดี
มือเรียวค่อย ๆ หยิบอาภรณ์ของหยางหมิงขึ้นมาสวมอย่างถือวิสาสะ เพราะอาภรณ์ของตนเองถูกคนเอาแต่ใจกระชากจนขาดริ้วไม่สามารถใส่ได้อีก อี้เฟิงเหลือบมองร่างหนาที่นอนอยู่บนเตียงก่อนจะค่อย ๆ เดินจากไปอย่างแผ่วเบาไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวตื่น
เช้าขนาดนี้อี้เฟิงคิดว่าคงไม่มีผู้ใดพบเห็นเขาแน่ แต่ออกจากเรือนของคุณชาย หยางไปได้ไม่ถึงไหน ร่างผ่ายผอมกลับต้องตกใจกับผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“คะ…คุณหนูเฟยฮวา” อี้เฟิงไม่คิดว่าจะพบกับคุณหนูเฟยฮวาเวลานี้ ราวกับว่านางกำลังยืนรอ เขาร้อนรนทำสิ่งใดไม่ถูก แม้ว่าจริง ๆ อีกฝ่ายอาจจะเพียงแค่บังเอิญมาเจอเข้าก็ตาม
“เจ้าไม่ต้องตกใจหรอก ข้าจะไม่บอกใครเรื่องของเจ้ากับท่านพี่” นางเอ่ยราบเรียบ
“คุณหนูท่านกำลังเข้าใจผิด” อี้เฟิงพยายามแก้ต่างแต่เหมือนกับว่าคำพูดเมื่อครู่ไม่ได้ช่วยอันใดนัก
“เจ้าไม่ต้องอธิบายหรอก ข้าเองก็พอจะรู้อยู่บ้าง” นางไม่ใช่เด็กที่จะมองไม่ออกว่าสิ่งใดคืออันใด “มีเวลาให้ข้าสักครู่ไหม ข้าอยากคุยกับเจ้า”
อี้เฟิงสบตาสายของคุณหนูเฟยฮวา ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง
“ขอรับ”
แสงสลัวจากเปลวเทียนบ่งบอกว่ายามนี้ผู้ที่นั่งอยู่ภายในห้องทำงานยังไม่ได้พักผ่อน อี้เฟิงที่พาอี้หลานเข้านอนแล้วเดินมาตามสามีเพื่อที่จะให้อีกฝ่ายเข้านอนด้วยเช่นกัน ทว่าไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใดผู้ที่นั่งอยู่ก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “ข้าขอโทษ” “ขอโทษข้าด้วยเรื่องใดกัน” อี้เฟิงเอ่ยถามพร้อมกับยืนมองสามีที่กำลังจัดแจงหาหมอนนุ่มมารองที่นั่งเพื่อให้ภรรยาได้นั่งลง อี้เฟิงคลี่ยิ้มให้กับท่าทีใส่ใจแม้ว่าภายในใจของหยางหมิงยามนี้จะว้าวุ่นก็ตาม “ข้าไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นกับอี้หลาน หากข้าจัดแจงทุกอย่างให้ดีกว่านี้ อี้หลานคง…” “ข้าเองก็ไม่คิด แต่มันไม่ใช่ความผิดเจ้าเสี่ยวหมิง เรื่องราวมันผ่านไปแล้วเจ้าแก้ไขสิ่งใดไม่ได้ทว่าเจ้าก็ทำได้ดีมากแล้วเช่นกัน” อี้เฟิงเอ่ยปลอบใจสามีพร้อมกับเอื้อมมือไปกอบกุมมือหนาเอาไว้ “หากเปลี่ยนจากฝ่ามือเจ้าเป็นอ้อมกอดข้าคงยินดีกว่านี้” “แต่หากเจ้าเรื่องมากนักแม้แต่ฝ่ามือข้าเจ้าก็จะมิได้สิ่งใดสักอย่าง” แต่ทว่าไม่ทันไรก็เถียงกันเสียแล้ว แม้อี้เฟิงจะเอ่ยเช่นนั้นทว่าเมื่อเห็นหยางหมิงทิ้งกายลงนอน ใช้ตักของตนเองแท
“หากอี้หลานทำสิ่งใดผิดต่อฮูหยินข้าขออภัยด้วยขอรับ หากอยากให้ข้ารับผิดชอบสิ่งใดข้าก็ยินดีแต่อย่าได้เอาความกับอี้หลานเลย” อี้เฟิงเอ่ยขอร้องเพราะยามนี้เป็นห่วงอี้หลานเสียมากกว่า เด็กน้อยสั่นเทาและไม่ยอมคลายอ้อมกอดที่กอดบิดาเอาไว้ ทว่าดูเหมือนฮูหยินตรงหน้าจะไม่ยอมเสียง่าย ๆ“อี้เฟิง อี้หลาน” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกพร้อมกับเดินอย่างรีบร้อนทว่าไม่ทันที่อี้เฟิงจะได้ขานรับก็ถูกฮูหยิงตัดหน้าเสียก่อน“คุณชายหยางมาก็ดีแล้ว บ่าวใช้สองพ่อลูกคู่นี้นิสัยเสียยิ่งนัก” นางรีบพูดตัดหน้า ทว่าผู้ที่มาใหม่กลับได้สนใจคำพูดของนาง หยางหมิงรีบเดินเข้ามาประคองร่างอี้เฟิงโดยทันที “เด็กคนนั้นวิ่งชนข้าซ้ำยังพูดจากราวกับมิได้รับคำสั่งสอนจากบิดามารดา ข้าคิดว่าคุณชายไม่ควรที่จะเลี้ยงบ่าวใช้เช่นนี้ไว้ในจวน”“เป็นเช่นนั้นหรือ” หยางหมิงเอ่ยถามกับอี้เฟิงว่าจริงหรือไม่ที่นางพูดมาทั้งหมดอี้เฟิงพยักหน้ารับว่าอี้หลานวิ่งชนนางจริง“เห็นแล้วใช่หรือไม่คุณชายหยางว่าบุตรชายของบ่าวใช้ผู้วิ่งชนข้า”“ข้าเข้าใจแล้ว ฮูหยินว่าใจเถิด” หยางหมิงเอ่ยด้วยท่าทีราบเรียบ ก่อนจะย่อกายลงด้านข้างอี้หลานที่เอาแต่กอดอี้เฟิง ซุกใบหน้าเอาไว้ไม่ยอมเงยหน้
สายลมพัดพลิ้วแผ่วเบาพอให้อากาศที่ร้อนอบอ้าวในยามบ่ายได้ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่นั่งพักอยู่นานก็ได้เวลาลงมือทำขนมให้อี้หลานตามที่ได้ให้สัญญาเอาไว้ อี้เฟิงตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำ*ยู่หยวนเป็นขนมมงคลที่นิยมทานในเทศกาลปีใหม่ ทำจากแป้งผสมกับหัวมันปั้นให้เป็นทรงแล้วนำไปต้ม มีรสชาติหวานและเหนียวนุ่ม ปกติแล้วจะทานคู่กับน้ำขิงทว่าวันนี้อากาศค่อนข้างร้อน อี้เฟิงจึงเปลี่ยนจากน้ำขิงเป็นน้ำตาลเคี่ยวพักให้เย็นและลอยด้วยดอกไม้กลิ่นหอมแทน“ท่านพ่อข้าขอเป็นคนไปเก็บดอกไม้ในสวนได้หรือไม่ขอรับ” อี้หลานเอ่ยถามผู้เป็นบิดาที่กำลังนั่งปั้นแป้งอยู่ ใบหน้าเด็กน้อยยู้ลงเมื่อเห็นว่าในมือของบิดาปั้นแป้งเป็นรูปดอกไม้ต่าง ๆ อย่างสวยงาม ผิดกับตนเองที่ทำได้แต่เพียงทรงกลม ๆ เท่านั้น มือเล็ก ๆ ยื่นไปด้านหน้าโชว์ผลงานของตนเองพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “ท่านพ่อดูสิ ข้าทำไม่สวยเลยให้ข้าไปเก็บดอกไม้เถิดขอรับ”อี้เฟิงมองก้อนแป้งกลม ๆ ขนาดไม่เท่ากันหลายลูกบนมือของบุตรชายก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจ เอ่ยอนุญาตให้อี้หลานไปเก็บดอกไม้ในสวนแทน เด็กน้อยที่ดีใจรีบลุกขึ้นวิ่งไปทันทีโดยที่มีพี่เลี้ยงและบ่าวใช้ลุกตามไปด้วยติด
แสงสลัวจากเปลวเทียนส่องกระทบเสี้ยวใบหน้าหล่อเหลา กองบันทึกรายงานมากมายตั้งวางอยู่บนโต๊ะไม่มีทีท่าว่าจะลดลงแม้แต่น้อย แม้ว่าผู้ที่ใช้เวลาทั้งวันในการอ่านสิ่งตรงหน้าจะเหนื่อยล้ามากแล้วก็ตามที หลังจากที่ตัดสินใจรับตำแหน่งอ๋องต่อจากบิดาแม้ว่าจะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าจะมากมายเสียจนเขาไม่มีเวลาดูแลภรรยาของตน “ยังไม่นอนหรือ” ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นจากกองบันทึก ส่งยิ้มให้กับร่างบางที่กำลังถือถาดน้ำชาเดินมาหา เมื่อเห็นดังนั้นผู้เป็นสามีก็รีบลุกขึ้นไปประคองร่างบางที่ยามนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่เพราะกำลังตั้งครรภ์บุตรของเขาอย่างระมัดระวัง “ไม่เห็นต้องถือมาเองลำบากเจ้าเปล่า ๆ” “ข้าก็ไม่ได้อยากมาตามเจ้านักหรอก เพียงแค่คิดว่าหากเจ้าเป็นอันใดขึ้นมาแล้วข้าต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพังตั้งสองคน ข้าคงเหนื่อยไม่น้อย” “ได้ยินว่าเจ้าเป็นห่วงเช่นนี้ข้าก็ตายตาหลับ” แม้ว่าที่อี้เฟิงเอ่ยออกมาจะเป็นการประชด แต่สำหรับหยางหมิงเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายหมายความเช่นไร ผู้ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งอ๋องหมาด ๆ รับถาดน้ำชาในมือของภรรยาไปวางไว้ ก่อนจะกลับมาประคองร่างบางให้นั่งลงข
“สวยหรือไม่” หยางหมิงเอ่ยถามพร้อมกับส่งสายตาสื่อความหมายให้อี้เฟิงมองไปยังสวนดอกไม้ที่อยู่ตรงหน้า “เจ้าเคยบอกข้าว่าอยากได้จวนที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ ถึงยามเช้าเจ้าก็จะออกมาเดินเล่นและดูแลเหล่าดอกไม้ที่เจ้าเป็นคนปลูก ตกเย็นเจ้าก็จะเก็บดอกไม้เอามาประดับไว้ในที่ต่าง ๆ ในจวนให้เต็มไปหมด” หยางหมิงหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าคนด้านข้างที่กำลังมองมาทางเขาอย่างตั้งใจฟังในสิ่งที่เขากำลังพูด ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตรงหน้าและเอ่ยต่อในสิ่งที่เขาค้างไว้“ข้าทำทุกสิ่งที่เจ้าเคยบอกเอาไว้ ทว่าจู่ ๆ ทุกอย่างราวกับว่าเป็นแค่เพียงฝุ่นอากาศสิ่งที่ข้าทำไว้เพื่อเจ้าในวันนั้นกลับกลายเป็นความว่างเปล่า เจ้าทอดทิ้งข้า หันหลังให้กับข้าแม้จะเป็นเช่นนั้นทว่าข้าก็ยังเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเจ้าเอาไว้ แม้ว่าข้าจะต้องปล่อยมือจากเจ้าก็ตาม”“จนกระทั่งวันนั้น วันที่ข้าได้พบกับเจ้าสิ่งที่ข้าคิดว่าถ้าหากวันหนึ่งข้าได้พบเจ้า เจ้าจะต้องมีความสุขใบหน้าของเจ้าจะประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของข้า ทว่าสิ่งที่ข้าเห็นกลับทำให้ข้ารู้สึกโกรธแค้น เหตุใดเจ้าที่หันหลังให้ข้ากลับมีชีว
สายลมยามเย็นพัดพลิ้วเบา ๆ กระทบกับร่างผ่ายผอมที่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ภายในสวนหลังจวนของตระกูลหยาง อี้เฟิงกระชับผ้าคลุมผืนบางห่อกายเล็กน้อยเพื่อบรรเทาความเย็นจากสายลม สายตาทอดมองไปยังแปลงดอกไม้ต่างสีสันที่อยู่ตรงหน้าราวกับคนเหม่อลอยตลอดเวลาที่รักษาตัวและดูแลอี้หลานอยู่ในจวนของหยางหมิง เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องราวทุกอย่างจะเป็นเพียงเพราะการจัดฉากของตระกูลอี้ กระดาษเพียงแผ่นเดียวสามารถทำให้เขาและหยางหมิงบาดหมางกันได้ถึงเพียงนี้ แม้ว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย หยางหมิงก็รู้เรื่องที่เขาปิดบังมาตลอดเกี่ยวกับอี้หลานด้วยแล้ว แต่เขาก็ยังคิดไม่ตกอยู่ดีว่าจะทำเช่นไรต่อจากนี้คิดไม่ถึงด้วยซ้ำว่าตนเองจะตั้งครรภ์อีกครั้ง หากมิใช่เพราะโดนวางยาในคราวนั้นเห็นทีเขาเองก็ไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่ทำให้อี้เฟิงคิดหนักเห็นทีจะมิใช่เรื่องที่ผ่านมา…หลังจากเรื่องในคืนนั้นหยางหมิงกลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาอีก ซ้ำยังปฏิบัติกับเขาและอี้หลานเป็นอย่างดีจนเขาเองก็นึกแปลกใจไม่น้อย ครั้นพอรักษาตัวจนหายดีอี้เฟิงจึงตัดสินใจว่าจะกลับไปอยู่บ้านของตนเอง ทว่าก็โดนหยางหมิงปฏิเสธและรั้งเขากับลูกเอาไว้ทุกวิถีทาง แต่ทุกอย่างจะไม่เป็นสิ่งใดเลยหา
“ฟื้นแล้วหรือ ข้ารู้สึกว่าคุณชายกับข้าเจอกันบ่อยเหลือเกิน” ท่านหมอเอ่ยทักเมื่อเห็นว่าคนป่วยที่เขากำลังรักษาลืมตาขึ้น“ขะ…ปวดท้อง” เป็นสิ่งหนึ่งที่อี้เฟิงสัมผัสได้หลังจากที่ตนเองตื่น ความเจ็บร้าวที่ท้องน้อยทำเอาใบหน้าซีดเซียวนิ่วหน้า“ช่างน่ายินดี ๆ” ท่านหมอพูดวนซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะคลี่ยิ้มให้กับอี้เฟิ
หากอี้เฟิงโดนมอมเมาด้วยฤทธิ์ยาแล้ว เห็นทีหยางหมิงก็คงจะถูกอี้เฟิงมอมเมาต่ออีกทอดหนึ่ง ใจที่คิดจะกลั่นแกล้งเพียงเล็กน้อยและช่วยอี้เฟิงปลดปล่อยอาการกระสันแปรเปลี่ยน เพราะยามนี้ความพยายามอดทนอดกลั้นความปวดตึงตรงแก่นกายพังทลายหายไปจนสิ้นแล้วตอนที่เห็นว่าร่างผ่ายผอมตรงหน้านี้อาจหาญเชิญชวนยั่วยวนถึงเพียง
“ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่”หลังจากที่อี้เฟิงกลับมาถึงห้องนอนของตนเอง ร่างผ่ายผอมก็เดินเข้าไปกอดเด็กน้อยที่นอนหลับพริ้มอยู่บนเตียงอย่างรักใคร่ เขาแทบจะไม่มีเวลาได้ดูแลอี้หลานเลย ถึงอย่างนั้นอี้หลานก็ไม่เคยงอแง อี้เฟิงนึกตำหนิตนเองว่าไม่ได้ทำหน้าที่ของบิดาที่ดีมากพอนัก เขาจุมพิตลงบนแก้
เรือนรับรองขนาดเล็กไม่ไกลจากเรือนของคุณชายหยาง ถูกใช้เป็นที่เรือนรับรองของคุณหนูเฟยฮวาตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน หลังจากวันที่อี้เฟิงได้พบกับนางหลายวันมานี้ก็ไม่ได้เจอนางอีกเลยจนกระทั่งเช้าวันนี้อี้เฟิงเดินตามเฟยฮวาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่แน่ชัดว่าที่นางเอ่ยเมื่อครู่นั้นใช่เรื่องที่เขากำลังกังวล







