LOGINเรนเติบโตมาในตระกูลนักการเมืองที่มีชื่อเสียง แต่ชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ยิ่งเมื่อรู้ว่าตนเป็นเพียงลูกบุญธรรมถึงได้เข้าใจว่า ทำไมถึงถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คนมาตลอด โดยเฉพาะพี่ชายอย่างจินไตย์ที่ทำเหมือนเขาเป็นเพียงที่ระบายความใคร่ จนกระทั่งวันหนึ่งเรนถูกบังคับให้ไปทำเรื่องผิดกฎหมายบางอย่าง ทำให้ได้พบกับแอรอน คนที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
View Moreอึ่ก!!
“คุกเข่าไอ้ขยะถ้าไม่อยากตายตรงนี้ก็ทำตัวว่าง่าย” ปลายกระบอกปืนจ่อติดอยู่กับท้ายทอยของร่างเล็กที่ถูกถีบจากทางด้านหลังจนขาพับยวบลงกับพื้นห้องน้ำ เสียงดนตรีที่ดังกระหึ่มยังคงดึงความสนใจจากนักท่องราตรีใน RJK คลับได้เป็นอย่างดี ได้ดี ในขณะที่คนอีกกลุ่มกำลังจัดการคนบางคนในมุมมืดอย่างเงียบๆ
‘เรน’ มาที่คลับแห่งนี้ก็เพื่อจะมาส่งของขวัญที่พี่ชายของเขาวานให้มาส่งให้ แต่คนพวกนี้เป็นใครกันถึงได้ลากเขาเข้ามุมแถมยังยึดทุกอย่างจากตัวเขาไว้ มิหนำซ้ำยังใช้วาจาขู่เข็ญกันอีก
ชิ้นส่วนโลหะบางอย่างแตะโดนท้ายทอยทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้ง ถึงเขาจะไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่ก็พอจะเดาได้ว่าถ้าโดนมันเข้าล่ะก็คงได้วิญญาณหลุดจากร่างแน่ๆ
“หน้ามึงเหมือนไอ้อลันจังวะ เป็นอะไรกับมัน ญาติกันเหรอ” ชายที่ยืนจ่อปืนใช้ปลายกระบอกของมันกดน้ำหนักลงบนศีรษะของเรนจนเขาต้องเบี่ยงหน้าลงอัตโนมัติ “ตอบ”
“ผมไม่รู้จักคนชื่ออลัน คุณคงจำผิดคนแล้ว ปล่อยผม” ด้วยใบหน้าที่หวานเหมือนผู้หญิง เรนมักจะถูกกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ ถ้าให้เขาวิเคราะห์ก็อาจจะเป็นไปได้ว่ามีคนหมั่นไส้แล้วจ้างคนพวกนี้มารังแกเขาเหมือนที่เคยมีแน่ๆ แต่มันแรงไปหน่อยหรือเปล่า ถึงขั้นเอาปืนมาจ่อหัวกันเล่นแบบนี้
“ไม่ใช่ก็ได้ เรื่องไอ้อลันช่างมันก่อน แต่หุ่นผอมแห้ง ผิวขาวอมชมพู เส้นผมสีทองแดงกับหน้าสวยๆ ของมึง กับคนที่กูดูในรูปไม่ผิดแน่” อีกฝ่ายมองเรนสลับกับรูปภาพที่ถืออยู่ในมือ สาธยายรูปลักษณ์ของเขาละเอียดยิบ ราวกับว่ามั่นใจว่าไม่มีทางจับผิดตัว
“พวกคุณต้องการอะไร”
“ต้องการเอาเลือดหัวพวกลอบกัดไง หึ หลักฐานแน่นขนาดนี้ มึงไปแก้ตัวกับนายกูเองแล้วกัน แต่กูไม่รับประกันนะว่าถ้ามึงไปถึงตรงนั้นแล้วจะได้ตายดีหรือตายทั้งเป็นน่ะ”
“ผมทำอะไรผิด”
“เห้ย! หน้าตามึงก็ดูฉลาดนะแต่ก็ไม่คิดว่าจะถามอะไรโง่ๆ ของในตัวมึงก็บอกอยู่แล้วว่ามึงมาทำอะไรที่นี่ แต่ช่างเถอะ ยังไงมึงก็คงไม่รอด” ว่าเสร็จเขาก็ลากคอเสื้อของคนตัวเล็กออกไปทางด้านหลังร้านและโยนเขาเข้าหลังรถยนต์ไปเหมือนของไร้ค่าชิ้นหนึ่ง
ฝากระโปรงหลังรถยนต์ถูกปิดลงแล้ว ทุกอย่างด้านในเหม็นอับและมืดสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์กับกลิ่นน้ำมันที่คละคลุ้งเท่านั้นที่ทำให้เรนพอจะรู้ว่ารถกำลังเคลื่อนที่ไปที่ไหนสักแห่ง
เมื่อแหกปากร้องให้คนช่วยแล้วไม่มีใครได้ยิน สิ่งเดียวที่เรนพอจะทำได้คือการขยับตัวหาท่าที่สบายตัวที่สุด หัวเข่าของเขาดูเหมือนจะระบมการโดนโยนขึ้นรถเมื่อครู่ ถ้านี่เป็นเรื่องล้อเล่นล่ะก็เขาขอให้มันจบโดยเร็วเถอะ เมื่อกี้ที่ล้มลงทำให้เข่าของเขากระแทกพื้นเต็มๆ ให้ลุกตอนนี้ก็ไม่รู้จะยืนได้หรือเปล่า
**********
[3 ชั่วโมงก่อน]
เรนที่ออกมาเช่าห้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนานหลายปีถูก ‘ธนิน’ ผู้เป็นพ่อเรียกให้กลับไปเจอที่บ้าน แต่พอไปถึงกลับเจอแค่ ‘จินไตย์’ ผู้เป็นทั้งพี่ชายและนักการเมืองหนุ่มไฟแรงที่กำลังเป็นที่จับตามองของคนหลายกลุ่ม
จินไตย์เกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม แต่เพราะความกดดันจากผู้เป็นพ่อทำให้เขากลายเป็นคนโหยหาอำนาจ เงินทอง และลาภยศ
“เรน” ทุกครั้งที่พี่ชายเรียกชื่อเขา ในน้ำเสียงอ่อนโยนนั้นมักจะมีอะไรซ่อนอยู่ “มานี่สิ”
“พ่อล่ะครับ”
“ติดธุระด่วน ออกไปกับคุณน้าวิจิตราแล้ว” หลังจากแม่เสีย พ่อที่สนใจแต่เรื่องอำนาจก็แต่งภรรยาใหม่อย่าง ‘วิจิตรา’ เข้าบ้านและเธอเองที่เป็นคนเขี่ยเรนให้ออกจากบ้านด้วยการป้ายความผิดต่าๆ นานาให้กับเรน และเป่าหูให้สามียิ่งเกลียดลูกชายคนเล็กมากขึ้นไปอีก ขนาดจินไตย์คัดค้านหัวชนฝาก็ไม่ได้ผล แต่พักหลังเมื่อพ่อใจอ่อน จินไตย์จึงโน้มน้าวให้พ่อเห็นใจ และยอมให้เรนกลับมาเยี่ยมบ้านแทนเป็นครั้งคราวแทน
คนถูกเรียกค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ บทเรียนบางอย่างในอดีตสอนให้เขาระมัดระวังตัวแม้คนคนนั้นจะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม เรนช้อนสายตาขึ้นมองพี่ชายที่ตอนนี้กำลังยิ้มให้เขา แต่รอยยิ้มนั้นช่างปลอมเปลือก
“พี่มีเรื่องอยากจะให้เรนช่วยหน่อย” เรนตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ ไม่เจอหน้ากันตั้งนาน ถามไถ่ความเป็นอยู่กันสักหน่อยก็ไม่มี เป็นแบบนี้จนเขาชินแล้ว แต่นี่แหละที่มันน่ากลัว เพราะนั่นหมายความว่าชีวิตของเขาไม่ใช่เรื่องที่จินไตย์จะต้องแคร์ “วันนี้วันเกิดเดียร์ เธอจะฉลองวันเกิดที่ RJKคลับ แต่พอดีพี่มีงานด่วนไปไม่ได้ เลยจะฝากให้เรนเอาของขวัญวันเกิดไปให้แทนหน่อย”
“พี่เดียร์?” เท่าที่เรนจำได้ เดียร์คือแฟนเก่าของจินไตย์ เคยคบหากันเพราะผู้ใหญ่แนะนำให้แต่ก็เลิกรากันไปสักพักแล้ว
“ทำไม มีปัญหาอะไร อย่าถามให้มากความ เอานี่ไป แล้วอย่านิสัยเสียแอบเปิดดูล่ะ” จินไตย์ยื่นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีขาวขนาดสิบสองคูณสิบสองนิ้วผูกโบว์สีแดงให้
“เรนถามได้มั้ย ว่าของนี่คืออะไร”
“เรน! เสียมารยาทว่ะ” จินไตย์ขึ้นเสียงเล็กน้อยแต่พอรู้ตัวก็ลดระดับเสียงลงให้เป็นปกติ “ทำไมต้องถาม ถ้ารู้มันก็ไม่เซอร์ไพรส์สิ”
“พี่จะเซอร์ไพรส์พี่เดียร์ไม่ใช่เหรอครับ ไม่ใช่ผมซะหน่อย”
“ก็เพราะไม่ใช่ พี่ก็คิดว่าเรนไม่จำเป็นต้องรู้”
“งั้นเรนจะจ้างไรเดอร์ไปส่งให้แล้วกัน”
“ไม่ได้” จินไตย์เริ่มขึ้นเสียงหนักขึ้น “เรนต้องไปส่งเอง พี่จะได้มั่นใจว่าของจะถึงมือเดียร์จริงๆ”
คิ้วของเรนเริ่มขมวดเป็นปม เขาเงียบลงแล้วกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ทำไมเรนต้องไปส่งเอง”
“ก็ถ้าไม่ทำแบบนั้นมันก็เสียมารยาทไง เดียร์เป็นถึงลูกสาวโฆษกพรรคร่วมรัฐบาล อย่างน้อยก็ต้องให้เกียรติเธอบ้าง ไปเถอะน่าเรน ช่วยพี่หน่อย” จินไตย์ผุดยิ้มพรายเดินเข้ามาหา ยกมือขึ้นลูบแก้มน้องชาย ทำเอาเรนขนลุกขนชันอยู่ไม่น้อยถึงกับรีบถอยห่าง
“พี่คิดจะทำอะไรกันแน่....อึก!” แววตาที่แข็งกร้าวต่างจากเดิมของเรนทำให้จินไตย์หมดความอดทน เขาปรี่เข้าหาแล้วบีบคอเรนในทันที “ทำตามที่พี่บอกถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
“ไม่”
“ไอ้เรน มึงจะลองดีกับกูเหรอ” จินไตย์โมโหเงื้อมืออีกข้างขึ้นจะตบ แต่ก็ยั้งใจไว้ทัน ถึงอย่างนั้นก็เลือกจะกำหมัดชกเข้ากลางอกของเรนแทนจนอีกฝ่ายไอแห้ง
แค่กๆ
“พี่จินนนนนนไต....” เสียงใสดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะโผล่มาเสียอีก ‘เมลินดา’ เด็กน้อยวัย 4 ขวบ ลูกบุญธรรมที่พ่อเขาประกาศรับอุปการะไว้อย่างเป็นทางการเนื่องจากวิจิตรามีลูกไม่ได้ วิ่งเข้ามาทำให้จินไตย์ต้องรีบผละมือจากเรน เปลี่ยนมาอ้าแขนรับน้องสาวคนเล็กแทน เมลินดาโผกอดพี่ชายทั้งสองด้วยความดีใจ ตุ๊กตากระต่ายสีชมพูที่หอบมาด้วยบวกกับดวงตาที่แสนฉ่ำปรือบ่งบอกว่าเธอน่าจะเพิ่งตื่นนอน
“ขอโทษด้วยนะคะ พอดีน้องเมงอแงอยากมาหา พี่วิ่งตามก็ไม่ทัน น้องเมคะ เดี๋ยวเราไปหาอะไรหม่ำกันดีกว่าค่ะ อย่าเพิ่งไปกวนพี่ ๆ เขาเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกพี่แดง พี่ไปเตรียมอาหารให้น้องเมก่อนเถอะ เดี๋ยวผมพาเธอตามไปทีหลัง”
“ค่ะ” พี่เลี้ยงรับคำแล้วก็ออกจากห้องไป
“ตื่นแล้วเหรอคะ แม่กวางน้อยของพี่” จินไตย์เปลี่ยนน้ำเสียงเล็กน้อยก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นหอมแก้มฟอดใหญ่ ในขณะที่เรนกลับถลึงตาใส่เขา
“อย่าเรียกเธอแบบนั้น” ในความหมายของเมลินดา กวางน้อยก็แค่สัตว์ตัวหนึ่ง เธอชอบใจที่ถูกเรียกแบบนั้น กลับกันสำหรับเรน กวางคือตัวแทนของหญิงสาวที่จินไตย์ตั้งใจพูดมันออกมาเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้กับเขา
“ทำไมจะเรียกไม่ได้ ก็แค่กวาง ใช่มั้ยคะ น้องเมเองก็อยากเป็นใช่มั้ยคะ”
“ใช่ค่ะ พี่จินไตย์บอกว่า หนูเป็นกวาง หนูจะเป็นเหมือนพี่เรน เป็นกวางสวย”
“ไม่นะน้องเม เป็นไม่ได้” เรนบอกกับน้องสาว ในขณะที่จินไตย์หัวเราะเหี้ยม
“เลือกเอานะเรนว่านายจะทำรึเปล่า น้องเมจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย”
ยิ่งเห็นเรนกำหมัดแน่นไม่โต้ตอบ จินไตย์ยิ่งหัวเราะดังขึ้นอีก แล้วก็พาเจ้าตัวเล็กออกจากห้องไป
“บ้าเอ๊ย!” กว่าจะหลุดพ้นจากไอ้คนโรคจิตนั่นมาได้ก็รุ่งสาง ปากของเรนบวมเจ่อเหมือนไปฉีดฟิลเลอร์มา เขาใช้แขนเสื้อถูปากตัวเองไม่หยุดหย่อนราวกับต้องการให้มันสะอาดไร้มลทิน ทั้งที่จริงก็แค่คิดไปเองว่ารู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ แอรอนยอมปล่อยเขาออกจากห้องแล้วกลับไปนอน ส่วนเรนแทบจะเหาะออกจากที่นั่นพร้อมกับเสื้อผ้าที่เหม็นสาป แล้วเขาก็เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่ามันคือเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของแอรอน ที่ดูแล้วทั่วทั้งชั้นน่าจะเป็นของเขาทั้งหมด นอกจากจะใหญ่โตมโหฬาร มีวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามา ระบบรักษาความปลอดภัยยังดีเยี่ยม ไม่ต้องมีคนมาคอยล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนที่เขาเห็นพ่อกับพี่ชายบุญธรรมทำมาตลอด นี่เรากำลังเจอกับอะไรอยู่วะ เรนเฝ้าถามตัวเองมาตลอดนับตั้งแต่ได้เจอกับแอรอน ดูเหมือนว่าเขาจะหนีเสือปะจระเข้เข้าแล้ว จะมาหาฉันอีกก็ยินดีต้อนรับ เป็นข้อความจากคนแปลกหน้าที่เรนพอจะรู้อยู่แล้วว่าใครส่งมา ไปก็โง่แล้ว เรนสบถกับตัวเองไปแบบนั้นเพราะเขาตั้งใจไว้แล้วว่าวันนี้จะหางานใหม่ทำ ยังไงก็ไม่คิดจะไปพัวพันกับคนพวกนี้ แต่แล้วผู้จัดการร้านก็โทรมาตาม “เรน วันนี้ขึ้นชั้นสองเลยนะ แต่เข้าร้านแล้วมาหาผมก่อน มีคนฝากข
“คุณทำบ้าอะไร ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ” เรนถูกอีกฝ่ายใช้แรงเหวี่ยงลงอ่างจนหน้าทิ่ม สภาพของเขาตอนนี้ร่อแร่หายใจรวยรินจากการที่ร่างกายถูกใช้งานไปเมื่อครู่ฝืนตัวลุกขึ้นหันกลับมาอีกทีก็เจออาวุธลับของอีกฝ่ายทิ่มหน้าเข้าเต็มๆ“ตานาย”“ให้ผมทำอะไร”“ฉันรู้ว่านายไม่ได้ใส่ชื่อเหมือนกับหน้าตาของนาย ให้เลือกว่าจะทำเอง หรือจะให้ฉันบังคับ”ส่วนปลายหยักนั้นยังคงทิ่มอยู่ที่แก้มของเรน อีกนิดจะถึงริมฝีปากอยู่แล้ว“แล้วมันต่างจากบังคับ...อุ๊บ! ไอ้อ้าาาาเอ๊ย....ถุย....ยัดมาได้” แอรอนอาศัยจังหวะนั้นกดอาวุธลำใหญ่เข้าไปในโพรงปากของเรน ลึกถึงลิ้นไก่จนเรนรีบสะบัดหน้าหนี หลังจากนั้นร่างสูงก็เปิดฝักบัว ตามมาบีบกรอบหน้าอีกฝ่ายให้อ้าปากฉีดน้ำเข้าไป แค่กๆ จากหลายสิ่งหลายอย่างที่ประดังประเดเข้าหา เรนสำลักน้ำตาแดงก่ำ ไม่ทันไรแอรอนก็ฉีดน้ำใส่ตัวเขาจนเปียกไปหมด“หนูที่มันสกปรกก็ต้องทำความสะอาดกันหน่อย”“ถ้าผมสกปรกแล้วคุณจะพาผมมาทำไมตั้งแต่แรก”“คนเมามักจะชอบเผยไต๋ให้คนจับได้ ฉันก็แค่คิดว่านายอาจจะเผลอหลุดความลับอะไรบางอย่างที่ฉันไม่รู้ออกมาก็ได้”“แล้วคุณได้อะไรจากผมบ้างล่ะ พนันว่าไม่ได้”“ถ้าเรื่องคำพูดล่ะก็ไม่ได้หรอก”
“อือ...” แค่เรนรู้สึกตัวก็รู้สึกหน่วง ๆ ตื้อๆ เวียนหัวและคลื่นไส้ตามลำดับ แผ่นหลังเย็นวูบวาบจากแอร์ที่เปิดไว้เย็นเฉียบ เรนปรือตาขึ้นมาค่อย ๆ ปรับโฟกัสภาพตรงหน้า แล้วก็เห็นว่าเขานอนขดตัวอยู่ที่พื้น ในสภาพถอดเสื้อ อาจเป็นไปได้ว่าพื้นมันเย็นทำให้หนาวจนตื่นขึ้นมาเอง “มาอยู่นี่ได้ไงวะ” เขายังมึน ๆ กับสิ่งที่เห็น ก่อนหน้านั้นยังจำได้ว่าตัวเองยังยืนชงเหล้าอยู่เลย ตัดมาอีกทีก็นอนอยู่ที่พื้นแล้ว แต่เป็นพื้นที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่คุ้นเลย เรนรีบสำรวจรอบตัวแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าแอรอนห่มผ้าหลับสบายอยู่บนเตียง แอรอนน่าจะหลับสนิท อย่างไรก็ตาม เรนก็มั่นใจว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตราย ต้องรีบออกจากที่นี่โดยด่วน อย่างน้อยก็ออกจากห้องนี้ให้ได้ก่อน ร่างเล็กจึงลนลานสวมเสื้อกลับด้านไม่รู้ตัว ความเมาที่ยังไม่สร่างดีทำให้เขาเดินกะปลกกะเปลี้ยจนกระแทกประตูห้อง ทำเสียงโครมครามไม่ได้ตั้งใจ แต่ที่หนักกว่านั้นคือไม่ว่าจะเปิดประตูยังไงก็เปิดไม่ออก เหมือนมันถูกล็อกเอาไว้จากอะไรสักอย่าง “ถ้าไม่ได้สแกนนิ้ว ก็ออกไม่ได้” “คะ...คุณ!” อุตส่าห์พยายามทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด แต่ก็ทำให้แอรอนตื่นจนได้ บุคคลตรงหน้าคือบุค
เรนถูกลากขึ้นชั้นสองไปยังห้องกว้างด้านในสุด ในนั้นมีแอรอนกับคนติดตามอีกสองคนรออยู่แล้ว คนพวกนี้เขาคุ้นหน้าดี แต่ก็ไม่อยากจะทำความคุ้ยเคยด้วยเลยสักนิดฟึ่บ!สิงห์ผลักเรนให้เดินไปข้างหน้า ขณะที่เรนพลาดท่าล้มลงไปนั่งพับเพียบกับพื้น“ทำงานไม่ทันไร ขาก็อ่อนแรงแล้ว ผู้จัดการร้านกล้ารับคนอย่างนายมาทำงานได้ยังไงกัน”“ผมลาออกแล้ว ตั้งแต่เมื่อกี้ ฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิ์มาว่าผม”ทั้งคำพูดและการกระทำของเรนไม่เคยมีใครกล้าแบบเขามาก่อน สิงห์จะเดินเข้าหาเรนอยู่แล้ว ติดที่แอรอนยกมือห้ามไว้ก่อน ดูเขาจะชอบใจมากกว่าที่มีคนต่อล้อต่อเถียงด้วย“จะไม่อยู่รับเงินเดือนหน่อยเหรอ ที่นี่ค่าจ้างแพง ทิปก็แพงนะ”“ไม่”“มีสวัสดิการให้ด้วย เจ็บไข้ได้ป่วยไม่ต้องกังวล”เรนชะงักในทันทีแล้วก็ทำเป็นหูทวนลม แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด งานต่าง ๆ ที่เขาทำล้วนแต่มีความเสี่ยงที่ต้องแบกรับ และที่ผ่านมายามเจ็บป่วยก็ไม่เคยได้ไปหาหมอเลยเพราะไม่มีทั้งเงินและเวลา เก่งสุดก็แค่ไปซื้อยาที่ร้านยามาบรรเทาแค่นั้น“แน่ใจนะว่าไม่สน”“ทำได้สักพักเดี๋ยวจินไตย์รู้คงมาสร้างปัญหาให้คุณแน่ ผมไม่ทำดีกว่า ไม่อยากเป็นตัวปัญหาของใคร”“แบบนั้นสิด