Masukเมื่อจ้าวหยุนปิงยื่นขอเสนอให้รับเขาเป็นฮูหยิน แลกกับการปิดบังความลับของหยางจื่อหลงที่เป็นถึงแม่ทัพเลือด นั่นเป็นเพราะ....
Lihat lebih banyakบทนำ
ชายแดนทางตอนใต้ความสงบเลือนหาย กลับกลายเปลี่ยนเป็นสมรภูมิรบดุเดือดยืดเยื้อยาวนานเกือบร่วมปี ผืนแผ่นดินเคยเขียวขจียามนี้ถูกกลบด้วยซากศพกองพะเนิน โลหิตหลายชีวิตหลั่งหนองอาบย้อมพื้นดินจนสีแดงฉาด กลิ่นเหม็นคาวเลือดคละคลุ้งเกินกว่าจะเอ่ยบรรยาย
ฝันร้ายอันยาวนานสิ้นสุดลงเมื่อปลายดาบของ หยางจื่อหลง แม่ทัพเลือดแห่งต้าฉีบั่นลงบนคอของผู้นำฝ่ายศัตรู ศีรษะกระเด็นขาดสะบั้นร่างไร้ลมหายใจแน่นิ่งไม่ไหวติง หัวหน้าสิ้นชีพเหล่าคนเถื่อนที่เหลือจำต้องแบกรับความปราชัย ทั่วทั้งชายแดนแคว้นต้าฉีพลันกึกก้องไปด้วยเสียงโห่ร้องแห่งความยินดี กองรบถูกตีรัวพร้อมธงสัญลักษณ์โบกสะบัดประกาศชัดถึงชัยชนะ
หากมิมีราชโองการของฮ่องเต้ส่งกองทัพพิเศษของแม่ทัพเลือดมาช่วย เกรงว่าครั้งนี้ต้าฉีเองอาจเพียงพลั้งตกเป็นฝ่ายแพ้พ่ายยับเยินแทน ตอนที่กองทัพของแม่ทัพหยางจื่อหลงเดินทางมาถึง พวกคนเถื่อนได้ดำเนินแผนรบบุกเข้าประชิดโอบล้อมค่ายทหารเอาไว้หมดสิ้นแล้ว เป็นทหารกองกำลังแม่ทัพเลือดเคลื่อนไหวเงียบเฉียบซุ่มโจมตีตลบหลังลงมือสังหารคนของฝ่ายศัตรูจนแตกพ่ายแทบไม่เหลือรอดจึงพลิกสถานการณ์คว้าชัยมาได้
ไม่ถึงเดือนทั้งหมดก็ดูเข้าที่เข้าทางขึ้น พื้นที่เขตชายแดนทางใต้กลับเข้าสู่สภาพปกติ พวกชาวบ้านที่เคยเดือดร้อนจากผลกระทบของศึกสงครามหมดกังวลทยอยพากันกลับเข้ามาอาศัยยังบ้านเรือนตนเองดังเดิม
ฮ่องเต้ต้าฉีทราบข่าวจากม้าเร็วยิ่งกว่าปีติยินดี จึงทรงมีรับสั่งให้จัดงานฉลองเล็ก ๆ ภายในค่ายประทานเป็นรางวัลและขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าทหารกล้าทั้งหลายที่เสี่ยงชีพร่วมสู้รบเพื่อแว่นแคว้น
เพราะต้องปักหลักอยู่คอยสังเกตการณ์ต่อ รอเพื่อให้แน่ใจว่าพวกคนเถื่อนบางส่วนที่หลุดรอดหนีพ้นออกไปได้ จะถูกตามกวาดล้างจนสิ้นซากหมดโอกาสจะหาทางรวบรวมกำลังพลหวนกลับมาแว้งกัดก่อศึกสงครามอีกได้ในภายหลัง หยางจื่อหลงเองจึงยังไม่ได้เดินทางกลับเข้าเมืองหลวงทันที งานเลี้ยงวันนี้แม่ทัพเลือดคนสำคัญเลยต้องนั่งคอยรับสุราคารวะแสดงความนับถือยกดื่มตอบจอกแล้วจอกเล่า
“ท่านแม่ทัพ จอกนี้ข้าขอดื่มให้กับท่าน” แม่ทัพเฉินอี้ยกจอกสุราคำนับให้กับหยางจื่อหลงทีหนึ่งก่อนกระดกดื่ม แม้เขาอายุเยอะกว่าและผ่านศึกเล็กศึกใหญ่มาไม่น้อยยังยอมรับว่าฝีมือของแม่ทัพเลือดผู้นี้ไม่ธรรมดาเสียเลยจริง ๆ
“เช่นนั้นจอกนี้ข้าขอดื่มให้กับท่านแม่ทัพเฉินอี้และทหารกล้าต้าฉีทุกคนด้วยเช่นกัน” หยางจื่อหลงลุกยืนยกถ้วยสุราเต็มจอกคำนับให้กับทุกคนดั่งว่า ได้รับเกียรติจากแม่ทัพเลือดเหล่าแม่ทัพและทหารต่างรีบยกจอกสุราของตนเองขึ้นดื่มตอบอย่างภาคภูมิใจ
ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59)
หยางจื่อหลงขอแยกตัวกลับกระโจมที่พักก่อน ชายหนุ่มเปิดโอกาสให้เหล่าทหารในสังกัดได้สนุกกันให้เต็มที่ แม้ยังต้องคอยระแวดระวังพวกคนเถื่อนอยู่บ้างหากแต่ไม่ได้น่ากังวลสักเท่าใด เขาวางใจในพวกพ้องมากอยู่หลายส่วน เจ้าพวกนั้นถึงทำท่าเหมือนเมามายหนักหนาแต่ทว่าแท้จริงแล้วยังมีสติครบถ้วนเต็มตื่นดีพร้อมต่อสู้ทันทีหากมีเหตุร้ายอันตรายพุ่งเข้าหา
ทันทีที่แม่ทัพเลือดแหวกเปิดม่านประตูชายหนุ่มก็ต้องเบิกตาโพลง ฝีเท้ามั่นคงก้าวเข้าไปภายในกระโจมสองสามก้าวและหยุดลง
“พวกเจ้าเข้ามาทำไม” เขาจับจ้องมองสาวงามทั้งสามนางที่กำลังค่อย ๆ เดินตรงเข้ามาหาช้า ๆ หญิงสาวนางหนึ่ง ปลดเปลื้องอาภรณ์ออกทีละชิ้น ๆ เผยสัดส่วนอวดทรวดทรงอรชรน่าเย้ายวน หยางจื่อหลงดวงตาลุกวาว เข้าใจได้ทันทีว่าพวกนางเข้ามาทำสิ่งใดในกระโจมของเขายามนี้
“พวกข้ามาเพื่อปรนนิบัติท่านแม่ทัพ” หนึ่งในนั้นเขย่งปลายเท้าส่งเสียงหวานเจือออดอ้อนกระซิบตอบชิดติดริมใบหูชายหนุ่มจนอารมณ์ดิบเถื่อนบางอย่างเริ่มถูกสะกิดปลุกให้ตื่นขึ้น ปลายนิ้วเรียวนุ่มของนางค่อย ๆ ขยับลูบไล้ไปตามสันคางได้รูปของแม่ทัพเลือด
“คืนนี้ให้พวกข้าได้รับใช้ท่านเถิด พวกข้ารับรองว่าท่านต้องแทบสำลักความสุขแน่”
หยางจื่อหลงจับมือที่อยากรู้อยากเห็นของนางหยุดเอาไว้ก่อนที่มันจะสัมผัสโดนแก่นกายภายใต้อาภรณ์ เขาถอนหายใจเบา ๆ เดินผ่านไปนั่งยังที่นอน หญิงสาวพวกนี้ต่างก็รู้งานดี ไม่รีรอชักช้ารีบปรี่เข้าไปบีบนวดแม่ทัพเลือดเพื่อเอาอกเอาใจยกใหญ่ ชายหนุ่มอยู่นิ่ง ๆ ยอมให้พวกนางจับต้องได้ตามอำเภอใจ สายตาคมเป็นประกายคอยสำรวจมองดูเหล่าสาวงามพยายามยั่วเย้าร่างกายเขาอย่างเพลิดเพลิน เนินอกนูนอวบแน่นบดเบียดแนบชิดไปทุกส่วน ไม่มีตรงไหนของร่างกายสตรีทั้งสามที่ไม่สัมผัสโดน
แม่ทัพเลือดพึงพอใจอย่างมาก เขาเองก็เป็นเพียงบุรุษคนหนึ่ง ยามออกรบเวลาร่วมแรมเดือนย่อมมีเกิดอารมณ์ มีความต้องการปลดปล่อยตามธรรมชาติของบุรุษเพศบ้าง หยางจื่อหลงกระชากข้อมือหญิงสาวนางหนึ่งที่กำลังใช้หน้าอกของนางถูไถไปมาอยู่กับแขนเขา กดร่างบางให้นอนราบลง มือแกร่งติดตามสัมผัสกอบกุมบีบคลึงเต้าอวบอิ่มอย่างเสน่หา ความปรารถนาภายในบีบแน่นจนแก่นกายด้านล่างแข็งร้อนดุนดันอยู่ภายใต้อาภรณ์ชุดหนา
หญิงสาวอีกสองคนก็ไม่ยอมน้อยหน้า กว่าจะได้รับเลือกให้ปรนนิบัติแม่ทัพเลือดอย่างหยางจื่อหลงช่างยากเย็นนัก ใคร ๆ ก็ต่างพากันเล่าขานถึงความเยือกเย็นไม่ว่าจะอยู่ในสนามรบหรือแม้แต่ยามปกติธรรมดา ทั้งยังเป็นที่ยำเกรงต่อผู้คนเป็นมากมาย ยิ่งกว่านั้นใบหน้าหล่อของแม่ทัพเลือดผู้นี้ก็ยังสามารถดึงดูดสตรีได้ไม่น้อย
ร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาวทั้งสามนาง ต่างส่งเสียงครวญครางอย่างสุขสม เมื่อมือหนาของหยางจื่อหลงลูบไล้ไปตามกายขาวเนียน อาภรณ์ที่สวมใส่ของเขาถูกปลดเปลื้องออก แก่นกายแข็งร้อนเต็มไปด้วยความปรารถนาถูกหน้าอกอวบอิ่มโอบรัด แม่ทัพเลือดเอนกายลงเพื่อให้สตรีทั้งสามนางปรนเปรอเขาอย่างสุขสม
นักรบบุรุษเพศต่างก็ต้องการปลดปล่อยความเหนื่อยล้าหลังสงครามเป็นธรรมดา แม่ทัพเลือดครางต่ำในลำคอเมื่อหน้าอบอวบอิ่มกำลังขยับขึ้นลงไปตามแนวยาวของแก่นกาย ทว่าเมื่ออารมณ์ใกล้ถึงขีดสุด หยางจื่อหลงกลับไม่ได้หลั่งน้ำขาวขุ่นออกมาอย่างที่ควรเป็น
แก่นกายที่เต็มไปด้วยความปรารถนากลับอ่อนลงอย่างง่ายดาย หยางจื่อหลงผลักหญิงสาวให้ออกห่างจากกาย ก่อนจะหยิบอาภรณ์บนพื้นขึ้นมาสวม
“ท่านแม่ทัพ พวกข้าผิดไปแล้วอภัยให้พวกข้าด้วยเถิด” พวกนางมีสีหน้าตื่นตกใจไม่น้อย ไม่รู้ว่าพวกนางทำสิ่งใดผิดไปหรือไม่ เหตุใดแม่ทัพเลือดจึงมีท่าทีโกรธเช่นนี้ พวกนางรีบหมอบลงกับพื้นพร้อมทั้งสะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร
“พวกเจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด” แม่ทัพเลือดหันหลังให้พวกนาง ก่อนจะหยิบห่อบางอย่างออกจากเสื้อยื่นให้ “นี่ค่าตอบแทนของพวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าคงไม่ปากพล่อยใช่หรือไม่”
“มะ…ไม่เจ้าค่ะ พวกข้าไม่ใช่คนเช่นนั้น” พวกนางรีบรับห่อเงินมาถือไว้ ดวงตาของแม่ทัพเลือดไม่มีแววล้อเล่น พวกนางไม่กล้าปริปากเป็นแน่ แม้เรื่องแบบนี้จะเป็นเรื่องที่พวกนางชอบสนทนาในหมู่พวกนางก็ตาม หากแต่เมื่อเกี่ยวข้องกับแม่ทัพเลือดแล้วพวกนางคงต้องสงบปากเอาไว้
“พวกเจ้าอยู่ที่นี่จนถึงเช้าแล้วค่อยออกไป”
“เจ้าค่ะ”
หยางจื่อหลงหยิบดาบคู่กายก่อนจะเดินออกไปทางด้านหลัง เขารู้ดีว่าแผนให้สตรีทั้งสามนางมาปรนนิบัติเขาหาใช่ใครเป็นคนจัดการ หากมิใช่ลูกน้องของเขา แม่ทัพเลือดคาดโทษเอาไว้ก่อน รุ่งเช้าเขาค่อยมาสะสาง
บุรุษในชุดนักรบสีดำสนิทแฝงกายกลมกลืนไปกับความมืดมิดยามค่ำคืน มีเพียงแสงสว่างรำไรจากจันทราสาดส่องกระทบเสี้ยวหน้าคมคาย หยางจื่อหลงเคลื่อนตัวรวดเร็วก่อนจะหยุดยืนอยู่ยังสถานที่แห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของเขาคือสะพานทอดยาวจรดเชื่อมอีกฝั่งของแม่น้ำ แม้ได้ชื่อว่าแม่ทัพเลือดผู้เย็นชา หากแต่ภายในใจเขาไม่ใช่เช่นนั้น หยางจื่อหลงเดินช้า ๆ ไปจนถึงกลางสะพาน ดวงตาด่ำลึกจ้องมองแสงจันทราที่ส่องกระทบผิวน้ำเป็นระลอกคลื่นเบา ๆ
เขาคิดไม่ตกกับอาการประหลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ และมันมิใช่ครั้งแรก เขาเองก็เป็นแค่บุรุษธรรมดาคนหนึ่งที่มีความต้องการของบุรุษเพศเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป หากแต่ไม่รู้เพราะสาเหตุใดเขาถึงไม่อาจจะปลดปล่อยอารมณ์อัดแน่นเหล่านั้นออกมาได้แม้จะถูกกระตุ้นจากสตรีมากมายก็ตาม
ที่ผ่านมาเขาเคยพยายามมองข้ามคิดว่าเรื่องพวกนี้คงไม่สำคัญไปกว่าการออกรบ ถึงกระนั้นอย่างไรเขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษภายหน้าจะต้องแต่งงานและมีบุตรเพื่อสืบสกุล หากยังเป็นเช่นนี้แล้วเขาจะทำอย่างไร
“ชะ…ช่วยด้วย”
หยางจื่อหลงหลุดออกจากภวังค์หันไปตามทิศทางของเสียงร้อง ปลายสะพานอีกฝั่งสตรีนางหนึ่งกำลังวิ่งกระหืดกระหอบตรงดิ่งมาหาเขาพร้อมกลุ่มโจรป่าไล่หลังตามติดเป็นขบวน แม่ทัพเลือดไม่รอช้าเขารีบหยิบหน้ากากสีดำสวมปิดบังใบหน้า ก่อนจะดึงดาบออกมาแล้วกระโจนเข้าไปช่วยเหลือสตรีผู้นั้นในทันที
ขยับฝีเท้าไม่กี่ทีหยางจื่อหลงก็ถึงตัวสาวงาม แม่ทัพเลือดเอื้อมคว้ารับร่างผอมบางรั้งเข้าวงแขนแกร่งเอาไว้ได้ทันก่อนเกือบจะล้มลง
“แม่นางเจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน” แม่ทัพเลือดไม่มีเวลาดูแลอีกฝ่ายมากนัก แม่ทัพหยางปล่อยให้นางนั่งรออยู่ตรงนี้ ส่วนตัวเขาเข้าไปจัดการพวกโจรป่าที่วิ่งไล่ตามมารุมล้อม ฝีมือของแม่ทัพเลือดมิธรรมดา พวกโจรป่าที่สู้ไม่ได้ไม่นานก็ล่าถอย หยางจื่อหลงเก็บดาบไม่คิดจะติดตามไป รุ่งขึ้นเขาค่อยให้เหล่าทหารไปจัดการต่อ หากปล่อยไว้ก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
“เจ้าเป็นอันใดหรือไม่”
“ข้าไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก”
“เป็นสตรีมืด ๆ ดึกดื่นไม่ควรออกมาเดินเพียงลำพัง” หยางจื่อหลงยื่นมือไปด้านหน้าหวังช่วยดึงนางให้ลุกขึ้นยืน ทว่านางกลับปัดมือเขาทิ้งและยันตัวลุกขึ้นเอง
“ข้ามิใช่สตรี” ทันทีที่ยืนทรงตัวได้มั่นคง จ้าวหยุนปิง ก็ส่งสายตาเคือง ๆ ให้อีกฝ่าย เพราะไม่ค่อยพอใจที่ตนถูกเรียกว่าเป็นสตรี อีกทั้งยังถูกกล่าวหาตำหนิกลาย ๆ ว่าไม่รู้ความออกมาเดินเที่ยวเล่นเพ่นพ่านยามมืดค่ำ สถานการณ์ในยามนี้คนปกติคนใดกันจะไม่รู้ว่าภายนอกยังมีอันตราย โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน หากมิใช่เพราะมีธุระต้องทำเขาก็ไม่อยากมานักหรอก
“มิใช่สตรีหรือ ดูอย่างไรเจ้าก็เป็นสตรี” หยางจื่อหลงยังยืนยันตามสายตาตัวเอง เขามองสังเกตคนตรงหน้าจากมุมไหนก็เห็นเป็นสตรีชัดเจนไม่ผิดแน่ เสียแต่ไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงเอาชุดบุรุษมาสวมใส่กัน ชายหนุ่มไม่คิดใส่ใจรายละเอียดนั้นมากเกินไปนัก และก็ไม่รู้ว่าตนเผลอทำผิดหรือล่วงเกินสิ่งใด ทำไมคนตรงหน้าจึงเอาแต่ส่งสายตาขุ่นเคืองกลับมาที่เขาอยู่ตลอด
“ข้าเป็นบุรุษ ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยเหลือ หากไม่มีสิ่งใดแล้วข้าขอตัวก่อน” จ้าวหยุนปิงไม่อยากต่อปากต่อคำอธิบายยืดยาว เขารีบโค้งให้กับอีกฝ่ายก่อนจะหันกายเดินหนี คนคนนี้หาใช่คนแรกที่มองเขาเป็นสตรี แต่ต่อให้มีคนมองเขาเป็นสตรีบ่อยสักแค่ไหน สำหรับเขาแล้วอย่างไรก็ยังยากที่จะไม่ถือสาหาความได้จริง ๆ
จ้าวหยุนปิงถอนหายใจไม่คิดสนใจบุรุษด้านหลังอีก ถึงอย่างไรเขาก็คงไม่ต้องพบหน้า อีกทั้งเขาเองก็ขอบคุณและซึ้งน้ำใจมากพอแล้ว การมาหาสมุนไพรครั้งนี้ลำบากนัก รู้อย่างนี้เขาไม่น่ามาเองเสียแต่แรกก็ดีอยู่แล้ว หากมิใช่เพราะมิมีผู้ใดไว้วางใจแต่เช่นตนเอง
ภายในค่ายทหารวุ่นวายกันตั้งแต่เช้ามืดเมื่อแม่ทัพเลือดสั่งให้ลูกน้องใต้บัญชาการของตนเองไปไล่ต้อนกวาดล้างโจรป่าที่ฉวยโอกาสยามศึกสงครามออกปล้น ถึงแม้ค่ำคืนที่ผ่านมาการฉลองชัยชนะของเหล่าทหารจะกินเวลาจวบจนรุ่งสาง หากแต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นทหารของแม่ทัพเลือดแล้ว อย่างไรก็ต้องทำหน้าที่ที่พึงกระทำ
การที่โจรป่าฉวยโอกาสรังแกชาวบ้านในยามนี้ถือว่าชั่วช้านัก เพียงต้องเผชิญกับความเสียหายจากสงคราม ทั้งพืชไร่ที่จำต้องยอมปล่อยให้ล้มตายไร้การดูแล ทั้งบ้านเรือนที่อยู่ที่พังเสียหายเพราะพวกคนเถื่อนทำลายก็หนักหนาเกินพอแล้ว หากซ้ำร้ายโดนปล้นระหว่างทางเข้าอีก ชาวบ้านตาดำ ๆ คงได้มีชีวิตที่แสนรันทดขึ้นอีกเป็นหลายเท่า หยางจื่อหลงจึงยอมมิได้ หากไม่ใช่เพราะบังเอิญได้ช่วยเหลือแม่นางผู้นั้นไว้เมื่อคืน เห็นทีเขาคงไม่รู้ถึงเรื่องราวเช่นนี้
ไม่ถึงสองราตรีทหารของแม่ทัพเลือดก็เข้ามารายงานว่าเหล่าโจรที่ดักซุ่มคอยปล้นชาวบ้านบริเวณชายป่าถูกกำจัดเรียบร้อยจนหมดสิ้นแล้ว หยางจื่อหลงพึงพอใจอย่างมาก แม้ว่าจะใช้เวลานานเกินกว่าที่เขาคิดไปเสียหน่อยแต่ดีแล้วที่สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้
“ท่านเป็นอันใด” จ้าวหยุนปิงเอ่นถามทันทีที่อีกฝ่ายหันกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหล่อเหลายามนี้ดูบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด แม้ในใจของ จ้าวหยุนปิงจะโกรธอีกฝ่าย แต่ก็ใช่ว่าเขาไม่มีเหตุผล “เจ้าช่วยงานเหยียนเต๋อเสร็จแล้วหรือไม่ เช่นนั้นก็กลับจวน” “ข้ากำลังถามท่านอยู่ว่าท่านเป็นอันใด เหตุใดจึงทำเสียมารยาทเมื่อครู่” จ้าวหยุนปิงเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง ทว่าคนถูกถามกลับยืนนิ่งเบี่ยงใบหน้าหลบไม่กล้าสบตา นั่นจึงทำให้จ้าวหยุนปิงเริ่มที่จะโมโหขึ้นด้วยเช่นกัน “หากท่านไม่ตอบข้าก็ไม่กลับ” “ตามใจเจ้า” ทว่าหนนี้หยางจื่อหลงกลับพูดออกมาอย่างแผ่งเบา ก่อนจะเดินออกจากห้องไปทิ้งให้จ้าวหยุนปิงที่กำลังโมโหเหลือไว้เพียงความงุนงงแทน ค่ำคืนดึกสงัดจวนตระกูลหยางยังเป็นสถานที่ที่เงียบเฉียบและปลอดภัยที่สุด เจ้าของจวนอย่างหยางจื่อหลงกลับมาเพียงลำพังผิดกับตอนออกไปลิบลับ ร่างหนาค่อย ๆ ลงจากม้าส่งม้าให้กับทหารที่เข้ามารับ ก่อนจะเดินกลับเข้าจวนด้วยใบหน้าหม่นหมอง เขาทิ้งฮูหยินของตนเองไว้ที่โรงน้ำชา และหนีกลับมาอย่างไม่รีรอนั่นเพราะเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดความไม่พอ
หยางจื่อหลงเดิมตามเสี่ยวอ้อไปยังที่นั่งรับรองพร้อมด้วยรองแม่ทัพคู่กายอย่างจิ้นเหอ ตลอดเวลาที่นั่งรอแขกในโรงน้ำชาบางคนเป็นถึงขุนนางมีชื่อเสียง เมื่อเห็นแม่ทัพเลือดก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาทักทาย “ท่านแม่ทัพหยางมาชมสาวงามด้วยหรือ” แม่ทัพหยางปรายตามองชายอ้วนท้วนที่เข้ามาทักตน เขาจำไม่ได้ว่าใครอาจจะเป็นขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเพียงแค่พยักหน้าตอบแล้วก็หันกลับมามองตรงด้านหน้าอีกครั้ง รอว่าเมื่อไหร่สาวงามที่ว่าจะออกมาเสียที “ท่านแม่ทัพหยางแต่งฮูหยินของจวนแล้ว มาเที่ยวชมสตรีอื่นเช่นนี้ มิกลัวฮูหยินน้อยใจหรือ” พูดจบชายร่างท้วมก็หัวเราะออกมาอย่างน่าเกลียด รองแม่ทัพจิ้งเหอหมายจะลุกไปจัดการเมื่อรับรู้ได้ว่าท่านแม่ทัพไม่พึงพอใจนัก ทว่าจู่ ๆ แขกในโรงน้ำชาก็เงียบลง เป็นเวลาเดียวกับที่สาวงามที่ทุกคนรอคอยกำลังก้าวเดินออกมาจากหลังม่าน จ้าวหยุนปิงบุรุษในชุดสตรีสีฟ้าอ่อน ใบหน้างดงามถูกปกปิดด้วยผ้าผืนบางอีกเช่นเคย ริมฝีปากถูกแต่งแต้มด้วยสีชาดแดงระเรื่อชวนให้มอง แม้นจะมองเห็นไม่ชัดเจน ทว่าผู้คนต่างรู้ดีว่าภายใต้ผ้าผืนนั้นสตรีตรงหน้านี้งดงามหาผู้ใดเทียม
แสงตะวันถูกแทนที่ด้วยแสงจันทรา ฮูหยินตระกูลหยางกำลังนั่งชงชาในที่ประจำของเขา โดยมีสามีตามธรรมเนียมนั่งอยู่ข้างด้านหน้าเช่นเดิม มือเรียวยื่นถ้วยชาให้สามีเป็นรอบที่สามแล้ว หยางจื่อหลงก็ยินดีที่จะรับถ้วยชามาดื่มอย่างไม่ติดขัด ถึงแม้มือหนาจะรับถ้วยน้ำชาด้วยความยินดี ทว่าใบหน้าหล่อเหลากลับฉายแววไม่พึงพอใจ ผิดกลับจ้าวหยุนปิงที่ยังคงยิ้มแย้มเหมือนดั่งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “เจ้าจะไปจริงหรือ” ผู้เป็นสามีตามธรรมเนียมเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่พอใจเมื่อเช้าเหยียนเต๋อมาพบจ้าวหยุนปิงที่จวนและขอร้องให้ฮูหยินของตระกูลหยางไปช่วยงานที่โรงน้ำชาในค่ำนี้ เพราะเหตุว่าโรงน้ำชาเงียบเหงา สาวงามที่คอยดีดฉินเรียกแขกยามนี้หายไป อีกทั้งเวลานี้โรงน้ำชาที่เปิดใหม่ไม่ไกลนักสามารถเรียกแขกได้ดีกว่าโรงน้ำชาของเยียนเต๋อ ทำให้คุณชายเหยียนถึงกับต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากสหายสนิทถึงจวน แม้จ้าวหยุนปิงจะปฏิเสธไปแล้วก็ตาม หากแต่เหยียนเต๋อกลับตัดพ้อเสียจนฮูหยินตระกูลหยางลำคาญใจ จึงตกปากรับคำอย่างเสียไม่ได้ ครั้นเมื่อสามีตามธรรมเนียมกลับมา หน้าที่ของภรรยาตามธรรมเนียมคือต้องรายงานสามีเสียก่อน หากแต่แม่ทั
“ท่านมีสิ่งใดในใจหรือ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่” แม่ทัพหยางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยสบตากับจ้าวหยุนปิง ก่อนจะหลบสายตาอีกครั้ง จ้าวหยุนปิงไม่ได้เร่งเร้าเพราะคิดว่าเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูดอาจเป็นเรื่องที่ยากจะเอ่ย เขาจึงนั่งเงียบ ๆ เพื่อรอฟัง ลมหายใจถูกพ่นออกมาครั้งที่เท่าไหร่ไม่สามารถนับได้ หยางจื่อหลงสงบจิตใจลงบางส่วนแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นสบตาอย่างไม่ปิดบังอย่างครั้งที่แล้ว ดวงตาแน่วแน่ “หลังจากนี้เจ้าจะทำเช่นไร” คนที่นั่งรอเสียตั้งนานเกิดอาการงุนงง จ้าวหยุนปิงไม่เข้าใจความหมายที่แม่ทัพหยางจะสื่อ “ทำ? อันใดหรือ?” ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากัน หยางจื่อหลงเกิดอาการประหม่า ก่อนจะทบทวนว่าเมื่อครู่คำถามที่เอ่ยไปอาจจะไม่ชัดเจน ดังนั้นเขาจึงถามอีกครั้ง “ข้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าเป็นฮูหยิน” เรื่องราวระหว่างเขาและจ้าวหยุนปิง ที่อีกฝ่ายขอให้เขาแต่งงานเพื่อรับเป็นฮูหยินนั้น เหตุผลก็เพียงเพราะจ้าวหยุนปิงไม่ต้องการแต่งงานกับคุณหนูเหมยอิง ทว่ายามนี้นางได้แต่งเป็นฮูหยินจวนคหบดีไปเรียบร้อยแล้ว หยางจื่อหลงคิดเรื่องนี้มาหลายวันอีกทั้งยังเรื่องโ





