Masuk“เรือพร้อมแล้วครับ ตามผมมาได้เลยครับ”
“เอ่อ...แล้วคนอื่นไม่ได้มาด้วยเหรอคะ”
“หมายถึงใครเหรอครับ”
“อ๋อ...ก็ คุณนิชาค่ะ”
“เธอไม่ได้มาด้วยครับ เธอเตรียมต้อนรับคุณอยู่อีกฝั่งครับ คุณแพรไม่สะดวกใจจะไปกับผมเหรอครับ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ฉันแค่นึกว่าคุณนิชาจะมาด้วย” เธอรีบส่ายหัวพัลวันเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าเธอรังเกียจ
“ถ้าไม่มีอะไรก็ตามผมมาเลยครับ”
“ค่ะ”
พิมแพรทองเดินตามชายหนุ่มร่างสูงจนมาถึงท่าเรือที่จอดเรือสปีดโบ๊ท สาวเจ้าไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างเท่าไรนัก ด้วยยิ่งใกล้ถึงเวลาที่จะต้องไปพบลูกค้าคนสำคัญมากเท่าไรเธอก็ยิ่งประหม่าและจดจ่ออยู่กับการครุ่นคิดถึงวินาทีที่เจอหน้าลูกค้ามากเท่านั้น
ก้าวเท้าลงเรือได้พิมแพรทองก็มองตรงไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า เธอรับชูชีพจากชายหนุ่มแล้วรีบสวมใส่ด้วยความรวดเร็วก่อนจะนั่งลง ไม่กี่วินาทีหลังจากเรือออกจากท่าก็รู้สึกได้ว่าโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่น มือเรียวเปิดซิบกระเป๋าสะพายและรีบหยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงขึ้นมากดรับสายของณัชนิชาทันที ทว่าไม่ทันที่จะได้เอ่ยคุยกับปลายสายเธอก็ถูกชายหนุ่มเข้ามากระชากโทรศัพท์ของเธอไป
“นี่!...” สาวเจ้าลุกขึ้นมองจ้องหน้าคนตัวโตตาเขม็ง ยังไม่ทันที่จะได้ถามว่าเขาทำแบบนี้ทำไมเขาก็ขว้างโทรศัพท์ของเธอลงทะเลไปแล้ว
“ทำอะไรของคุณน่ะ!” ดวงตาคู่สวยไหวระริกเมื่ออีกฝ่ายดูไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป อีกทั้งยังก้าวเท้าเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ จนเธอต้องรีบถอยหลังหนี แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้ไกลอีกฝ่ายก็กระชากเธอเข้าไปหาตัว
“อื้อ...” ไม่ทันที่เธอจะดิ้นหนี ผ้าผืนหนาก็เข้ามาปิดหน้าของเธอ จากนั้นภาพทุกอย่างก็มืดสนิทลง
หญิงวัยกลางคนที่ยังคงสวยไม่สร่างเพราะเข้าคลินิกเสริมความงามอยู่เป็นประจำเดินสับขาอย่างสง่าก่อนจะหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานของลูกสาว แม้นประตูจะเปิดแต่เธอก็ไม่ลืมที่จะมีมารยาทเคาะให้เจ้าของห้องรับรู้ก่อนจะก้าวขาข้ามเข้าไปในห้อง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หญิงสาวหน้าสาวยละสายตาจากกองเอกสารตรงหน้าเงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าประตู เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ก็เริ่มหน้าเจื่อนเพราะนานๆ ครั้งแม่ของเธอจะเข้ามายังบริษัท ทว่าที่มากะทันหันวันนี้ก็คงไม่พ้นมีเรื่องร้อนอกร้อนใจอีกแน่นอน
ผกามาศวางกระเป๋าแบรนด์หรูราคาแพงใบสีดำที่โต๊ะกลางโซฟาก่อนจะหย่อนก้นนั่งลง “พี่แกหายหัวไปไหนอีกแล้วล่ะ ได้ข่าวว่าเพิ่งจะไปขอซื้อหุ้นใหญ่จากสื่อค่ายดังไม่ใช่เหรอ”
“เห็นว่าจะไปอยู่ที่เกาะสองเดือนค่ะ”
“ไปทำอะไร”
“เกรซก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หลานชายคุณแม่เดาอารมณ์ยากมาแต่ไหนแต่ไรแล้วคุณแม่ก็น่าจะรู้ดีนะคะ”
“แล้วพี่แกให้ใครไปบริหารที่บริษัทสื่อนั่นล่ะ”
“บอกว่าจะเข้าบริหารเองค่ะ”
“ทำอะไรไม่เคยปรึกษาเลยจริงๆ ตาโรมนะตาโรม” ผกามาศส่ายหัวน้อยๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนใจ มีหรือเธอจะไม่รู้ว่ารณภพทุ่มเงินซื้อหุ้นสื่อที่กำลังจะเจ๊งไม่เจ๊งแหล่มาเพื่ออะไร ไม่วายอยากจะฟื้นฟูเพื่อแข่งขันกับบริษัทพ่อตัวเองแน่ เธอไม่ได้ห้ามหลานชายในเรื่องอยากแก้แค้นครอบครัวของพ่อ แต่ก็ห่วงว่าคนที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับวงการบันเทิงอาจจะทำให้การลงทุนครั้งนี้เสียเปล่า
“อืม...” พิมแพรทองรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งหัว เธอค่อยๆ ตื่นขยับเปลือกตาขึ้นมาด้วยสีหน้าเหยเก
“พี่ครับ พี่...พี่ครับ”
เสียงของใครบางคนเร่งให้เธอเปิดเปลือกตาได้เร็วขึ้น เมื่อเห็นว่าตรงหน้าคือเด็กผู้ชายตัวอ้วนกลมตาตี่ผิวขาวใสที่น่าจะอายุราวสิบขวบกว่าเธอก็เริ่มขมวดคิ้วมุ่น พลันหัวสมองก็คิดถึงเรื่องราวก่อนหน้าขึ้นมาได้ ดวงตาคู่สวยเบิกโพลงก่อนจะรีบดีดตัวลุกขึ้น
“โอ้ย...” ทว่าก็ต้องล้มลงไปกองกับพื้นเพราะทั้งมือและเท้าถูกมัดเอาไว้โดยที่เธอไม่ทันสังเกต
“เจ็บไหมครับพี่” เด็กชายใช้แรงทั้งหมดเข้าไปประคองให้หญิงสาวตัวเล็กลุกขึ้นนั่ง
“ทำไมเราถึงได้มาอยู่ที่นี่ แล้วน้องเป็นใครเหรอ”
“ผมชื่อต้นน้ำครับ เราสองคนถูกโจรสลัดจับมาขังเอาไว้ที่นี่”
“อะไรนะ!” สาวเจ้านั่งอ้าปากค้างตาเบิกโพลง สมัยนี้ยังมีโจรสลัดอยู่อีกเหรอ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตจะต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้ นับว่าเธอประมาทกับชีวิตเกินไปจริงๆ หากฉุกคิดหรือระแวงสักนิดก็คงจะโทรถามณัชนิชาก่อนว่าได้ส่งคนมารับหรือเปล่า คิดแล้วก็อดโมโหตัวเองไม่ได้
“แล้วรู้ไหมว่าพวกมันจับพวกเรามาทำไม” ถึงตอนนี้พิมแพรทองจะมีความกลัวเข้ามาในหัวใจ ทว่าเมื่อเห็นเด็กชายตัวกลมตรงหน้าเธอก็มีแรงคิดจะสู้ต่อ ไม่ว่าจะยังไงเธอก็จะพาตัวเองและเด็กชายตัวกลมตรงหน้าหนีไปให้ได้
“ต้นน้ำคิดว่าน่าจะเรียกค่าไถ่ครับ”
“แล้วพวกมันทำไมไม่มัดต้นน้ำล่ะ”
“มันบอกว่ายังไงพวกเราก็หนีไปไหนไม่พ้นเพราะที่นี่เป็นเกาะของพวกมันครับ แล้วพี่ชื่ออะไร ทำไมพวกนั้นถึงจับพี่มา”
“พี่ชื่อแพร พวกมันจับพี่มาก็คงจะเหตุผลเดียวกับต้นน้ำนั่นแหละ แล้วพ่อแม่ต้นน้ำเป็นใครเหรอ” เชื่อได้เลยว่าพ่อแม่ของต้นน้ำต้องเป็นคนมีอันจะกินแน่
“เจ้าของร้านทองครับ”
“พวกคนเลวนี่ก็เลวจริงๆ กับเด็กก็ไม่เว้น แล้วต้นน้ำถูกจับมากี่วันแล้ว”
“วันนี้ครับ มาถึงที่นี่ก็เห็นพี่แพรนอนสลบอยู่ก่อนแล้ว”
“ต้นน้ำรู้ไหมว่าที่นี่ไกลจากฝั่งแค่ไหน”
“ไม่รู้ครับ ต้นน้ำเพิ่งตื่นเมื่อตอนมาถึงเกาะ”
“ต้นน้ำช่วยแก้เชือกให้พี่ได้ไหม พี่จะพาต้นน้ำหนี”
“จะดีเหรอครับ”
ไม่นานนักทั้งสองหนุ่มสาวก็มาอยู่ที่ถนนคนเดิน เป็นรณภที่ทำหน้าที่แจกจ่ายตุ๊กตานับสิบตัวให้กับเด็กตัวเล็กๆ ที่เดินสวนทางมา เสียงเจี๊ยวจ๊าวขอบคุณและรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กๆ ทำให้บรรยากาศรอบตัวของชายหนุ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาก พิมแพรทองมองภาพนั้นด้วยความประทับใจ ลึกๆ ในใจเธอเริ่มมีความหวังว่าหัวใจที่แข็งกระด้างของรณภพอาจจะไม่ได้เยียวยายากอย่างที่คิดหลังจากแจกจ่ายตุ๊กตาเรียบร้อยแล้ว รณภพก็เดินกลับมาหาพิมแพรทองแล้วคว้ามือเล็กไปกุมไว้แน่น เขาจูงมือเธอเดินฝ่าฝูงชนแล้วเดินไปด้วยรอยยิ้มตลอดทาง“รู้ไหมแพร... พี่ไม่ได้มีความสุขแบบนี้มานานมากแล้ว” เขากระซิบข้างหูเธอท่ามกลางเสียงจอแจของตลาด “นานจนพี่จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่พี่ยิ้มได้เต็มหน้าแบบนี้คือตอนไหน”พิมแพรทองหันไปสบตาคนข้างๆ เธอเห็นประกายความสุขที่ส่งออกมาจากใจจริงของเขาก็สุขใจตามไปด้วย “ถ้ามีความสุข... ก็รักษาความรู้สึกนี้ไว้นานๆ นะคะ” พิมแพรทองบีบมือเขาตอบเบาๆหัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความอิ่มเอม อย่างน้อยวันนี้เธอก็ได้เห็นร่องรอยของความอ่อนโยนในตัวผู้ชายคนนี้ และมันคุ้มค่
พอเรื่องของตัวเองคลี่คลาย ไหมพราวงามก็พร้อมรับฟังปัญหาของพิมแพรทอง ทว่าพิมแพรทองก็ลังเลเล็กน้อยว่าจะเริ่มต้นปรึกษากับไหมพราวงามอย่างไรดี“คือ…เค้ารู้จักคนคนนึง เขาเจ็บปวดกับชีวิตครอบครัวมาก แล้วเขาก็อยากแก้แค้นครอบครัวตัวเอง”“ใครกันอะ”“เค้าขอยังไม่บอกได้ไหม แค่อยากรู้ว่า…เราจะทำยังไงให้คนคนนั้นเลิกคิดแก้แค้น”“ได้ เค้าจะไม่ถามชื่อ ถ้าตามที่ตัวเล่า เขาน่าจะขาดความรักใช่ไหม”“ก็ประมาณนั้น”“งั้นก็ต้องทำให้เขาเห็นค่าในตัวเอง ให้เขามองเห็นคนที่รักเขาจริงๆ มากกว่าคนที่ไม่เคยสนใจเขาเลย”“ใช้ความรักแก้ปัญหาครั้งนี้เหรอ”“ก็ประมาณนั้น ถึงมันจะรักษาแผลเขาได้ไม่ทั้งหมด แต่ถ้ามันทำให้เขาเห็นว่าโลกนี้ยังมีสิ่งที่มีค่ากว่าความแค้น เค้าว่าน่าจะช่วยได้นะ”พิมแพรทองพยักหน้าน้อยๆ “โอเค ขอบคุณนะ”หลังจากไหมพราวงามออกจากห้องไป ความเงียบก็กลับมาอีกครั้ง และแล้วเธอก็เริ่มลังเลหรือว่าฉันต้องตกลงคบกับเขา…ให้ความรัก เยียวยาหัวใจ แล้วความแค้นในใจของเขาจะได้ลดลง เพราะหากเขาหายแค้นครอบครัวตัวเองได้ ก็จะดีต่อตัวของเขา ไหนจะปฐวีและไหมพราวงามด้วยพิมแพรทองนัดรณภพมาที่ร้านอาหารกึ่งรูฟท็อปที่มองเห็นวิวเมืองเชียงใ
รณภพพาพิมแพรทองขับรถออกจากเมืองมาเกือบชั่วโมงจนมาถึงบึงบัวขนาดใหญ่ ผืนน้ำเบื้องหน้าของทั้งสองสงบนิ่งสะท้อนแสงแดดยามบ่ายดูสวยงามผิดกับอารมณ์ของทั้งสองในตอนนี้“จะคุยกับฉันต้องพามาคุยไกลขนาดนี้เลยเหรอคะ” สาวเจ้าเอ่ยขณะทิ้งตัวนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ น้ำเสียงพิมแพรทองฟังดูเรียบทว่าก็แฝงไปด้วยความอยากรู้ใจจะขาดว่ารณภพจะเล่าเรื่องครอบครัวเขาว่าอย่างไร“อยากรู้ไม่ใช่เหรอ” รณภพไม่หันมามองหน้าคนคนตัวเล็ก ตอนนี้เขาไม่ลังเลแล้วที่จะบอกความจริงกับเธอ“ก็พูดมาสิคะ”“รอพี่เดี๋ยวนะ” เขาหยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วปาลงไปในบึง เสียงน้ำกระจายเป็นวงคลื่นเล็กๆ เหมือนหัวใจของเขาที่ไม่เคยได้สงบเหมือนน้ำที่หินตกกระทบตรงหน้าแววตาเศร้าที่ทอดมองผิวน้ำของชายหนุ่มทำให้พิมแพรทองไม่กล้าคะยั้นคะยอ แค่นั้นก็พอจะทำให้เธอรู้ว่าเขาคงเจ็บปวดกับเรื่องครอบครัวไม่น้อยเลย“แพรเห็นใช่ไหมว่าวีมีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ขนาดไหน”“ค่ะ” เธอตอบเสียงอ่อนด้วยกลัวจะไปกระทบความรู้สึกบางอย่างในใจเขา“พี่ไม่เคยมีภาพนั้นเลย”คำพูดสั้นๆ ของเขามันแฝงไปด้วยความปวดร้าวจนเธอรับรู้ได้เป็นอย่างดี ทว่าเธอก็ไม่อยากจะเชื่อว่าศาสตราจะทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื
พิมแพรทองยืนตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะทำงานของรองประธานหนุ่ม ใบหน้าสวยเรียบเฉยไร้อารมณ์แม้ในอกจะอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้องก็ตาม“สวัสดีค่ะ ท่านรอง”คำเรียกขานที่แสนเป็นทางการทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากเอกสารทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย“ทำไมถึงเรียกพี่ห่างเหินแบบนั้นล่ะครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สายตากลับจับจ้องเธอไม่วางราวกับพยายามอ่านความคิดที่อีกฝ่ายกำลังซ่อนเอาไว้“ในเวลางานตอนนี้ฉันถือว่าฉันเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณ ไม่ควรทำตัวสนิทสนมถูกต้องแล้วค่ะ”รณภพชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ “แพรกำลังไม่พอใจเรื่องข่าวพี่รึเปล่า”“ข่าวอะไรคะ ไม่เห็นรู้เรื่อง ช่วงสายมีคุยงานกับคุณเบนจามิน เตรียมตัวให้พร้อมด้วยนะคะท่านรอง”เธอเลือกจะหลบเลี่ยงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายอะไรทั้งนั้นก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นเรียกสายตาของคนทั้งสองได้เป็นอย่างดี“เข้ามาได้ครับ”ดารกาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสุภาพ “สวัสดีค่ะ ฉันรบกวนรึเปล่าคะ”“ไม่เลยครับ ยังไงเราก็ต้องคุยกันอยู่แล้ว”คำตอบนั้นทำให้พิมแพรทองเผลอเหลือบมองทั้งสองคนอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นวาบขึ้นมาในอก“พี่ลืมบอก พี่จะให้คุณดาว
ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังดวงดาวพราวระยับบนท้องฟ้า ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ แล้วสูดหายใจเข้าลึก ภาพฟาร์มหอยมุก ศาลาไม้กลางทะเล และรอยยิ้มของรณภพผุดขึ้นมาในความคิดอย่างไม่ตั้งใจการที่เธอคิดถึงเขาทั้งที่เพิ่งจากกันนี่มันคืออะไรกันนะ ไม่พ้นเธอรู้สึกดีกับเขามากไปแล้วหรือ ดึกมากแล้วแต่รณภพก็ยังคงเปิดดูคลิปวีดิโอที่ถ่ายกับพิมแพรทองซ้ำไปซ้ำมา เขาไม่คุ้นเคยกับความรู้สึกแบบนี้เอาเสียเลย คำที่พูดหยอกล้อกับเธอว่าเธอจะคิดถึงเขา กลับเป็นเขาเองที่คิดถึงเธอมากเสียอย่างนั้น ไม่ติดว่าพรุ่งนี้มีธุระสำคัญที่กรุงเทพมหานคร เขาไม่อยากจะห่างเธอแน่พิมแพรทองเดินเข้ามาหาเฟื่องฟ้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย เมื่อเห็นสีหน้าแจ่มใสของหญิงสาวด้วยตัวเองก็พลอยคลายความกังวลไปได้มาก“พี่แพร นั่งก่อนค่ะ”พิมแพรทองหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ที่หญิงสาวเจ้าบ้านเป็นคนจัดหาให้ “สบายดีใช่ไหมฟ้า แล้วเรื่องสมัครเรียนว่ายังไง”“สบายดีค่ะ อีกไม่กี่วันฉันก็จะไปสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วค่ะ”“แล้วจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยจริงเหรอ”“ค่ะ ถึงพี่โรมกับพี่แพรจะช่วยฉันค่าเรียน แต่ยังไงถ้าฉันได้หาเงินไปด้วยก็จะสบายใจกว่าค่ะ”“ตามใจแล้วกั
หลังจากอยู่ที่ร้านอาหารไม่นานนักไหมพราวงามก็กลับมาที่บ้านของปฐวีพร้อมกับปานทิพย์ สองชั่วโมงแล้วที่ไหมพราวงามยังคงนั่งรอปฐวีอยู่ที่โซฟาห้องรับแขก มือประสานกันแน่นบนตัก สายตามองนาฬิกาแขวนผนังที่เข็มยาวขยับผ่านไปช้าๆ ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไร ความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่สำคัญกับว่าที่สามีมากเท่านั้นไม่ได้ อย่าคิดแบบนี้อีก เธอพยายามบอกตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะยังไงปฐวีก็คงยุ่งเพราะเรื่องงาน หากไม่มีคืนที่ผิดพลาดวันนั้นเขาก็คงไม่ต้องมารับผิดชอบแต่งงานกับเธอสายฟ้าแล่บแบบนี้ปานทิพย์ว่าจะออกมาหาน้ำดื่มก่อนนอน ทว่าก็ต้องแวะเข้าห้องรับแขกเพราะเห็นไหมพราวงามยังคงนั่งอยู่ในนั้นไม่ไปไหน “หนูพราว ยังไม่ขึ้นไปนอนอีกเหรอลูก”“พราวอยากรอพี่วีค่ะ” เธอฝืนยิ้มทั้งที่แววตาอ่อนล้าเต็มทีปานทิพย์มองว่าที่ลูกสะใภ้ด้วยความสงสารก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ไปพักเถอะลูก มันดึกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เจอตาวี วันนี้พี่เขาอาจจะยุ่งอยู่ที่บริษัทก็ได้”ไหมพราวงามลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ค่ะคุณน้า”เช้าวันรุ่งขึ้นปานทิพย์เดินลงบันไดมาด้วยความตั้งใจจะไปทำธุระแต่เช้า ทว่ากลับต้องหยุดเท้าเมื่อเห็นร่







