ANMELDENร่างของเขาถูกหามมาในชุดเกราะที่เปรอะเปื้อน ที่แขนมีผ้าเช็ดหน้าของนางมัดอยู่บนบาดแผล เลือดซึมผ่านผ้าจนแทบจะไม่เห็นสีเดิม จางเลี่ยงหวงเห็นเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือด นางแทบจะหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
“เขา เขาบาดเจ็บหนักหรือ” น้ำตาอุ่นๆ ค่อยๆ ไหลรินออกมา หญิงสาวสะอื้นฮักๆ อยู่ข้างร่างสูงใหญ่ที่ถูกถอดเสื้อเกราะออก
หมอทหารที่เดินตามมาช่วยกันตรวจร่างกายและทำความสะอาดแผลที่มีอยู่หลายแห่ง เสร็จเรียบร้อยก็หันมาบอกกับหญิงสาวสองคนที่ยืนหน้าซีดเซียวอยู่ด้านหลัง
“พวกท่านวางใจได้ ท่านรองแม่ทัพไม่ได้บาดเจ็บมากหรอกขอรับ พวกข้าช่วยกันทำให้แผลให้แล้ว ที่เหลือก็ต้มยาให้ดื่มและบำรุงร่างกายให้มาก ไม่นานก็แข็งแรงดังเดิมแล้วขอรับ”
แม่นมเจียงที่เห็นสภาพของคุณชายของตนก็อดไม่ได้ที่จะโวยวายออกมา “นี่หรือ บาดเจ็บไม่หนัก ท่านหมอ เลือดเต็มเสื้อผ้าจนแทบจะไม่มีที่ว่างเว้นแล้ว”
จางเลี่ยงหวงก้มลงเก็บเสื้อผ้าที่ขาดหวิ่นบนพื้นช่วยแม่นมเจียง นางแอบซับน้ำตาขณะเก็บเศษผ้าที่เปื้อนเลือดพวกนั้น
ท่านหมอยิ้มน้อยๆ “เลือดที่พวกท่านเห็น ไม่ใช่เลือดของท่านรองแม่ทัพทั้งหมดหรอก เป็นเลือดของผู้อื่นด้วยน่ะ”
หญิงทั้งสองพลันชะงัก หมอทหารจึงอธิบายให้ฟังว่าระหว่างทางเจอศัตรูซุ่มอยู่ จึงได้มีการต่อสู้มาเป็นระยะ รองแม่ทัพมู่ฆ่าคนเหล่านั้นไปมาก จากนั้นก็เร่งเดินทางกลับจึงมีสภาพเช่นที่เห็น
“คุณชาย ข้าอยากเห็นท่านกลับมาอย่างปกติสักครั้งนะเจ้าคะ” แม่นมเจียงอดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลด้วยความสงสารคุณชายของตน “แม่นางจาง เจ้าเช็ดเนื้อเช็ดตัวคุณชายให้สะอาดทุกซอกทุกมุมด้วยเล่า”
หญิงสาวทำหน้าเหวอ...แล้วนางก็นึกขึ้นได้ว่าฐานะของตนเองในจวนแห่งนี้คือสาวใช้อุ่นเตียงของมู่หลี่เฉียง เช่นนั้น การเห็นเนื้อหนังของเขาย่อมเป็นเรื่องธรรมดา
หลังจากหาวิธีเช็ดร่างกายเขาจนสะอาดโดยไม่ต้องมองได้แล้ว นางก็นั่งมองหมีป่าตัวใหญ่ที่นอนหลับอยู่บนเตียง
“เอ๊ะ! นี่มัน!” นางยกมือใหญ่ขึ้นมาดูพลันเห็นรอยแผลเป็นจางๆ อยู่หนึ่งรอย
ฝ่ามือของเขาสากหนาเป็นเพราะการกำอาวุธมานานปี นางใจลอยเผลอลูบมือเขาอยู่นาน กระทั่งฟุบหลับอยู่ชิดต้นแขนของชายหนุ่ม
นางรู้สึกตัวอีกทีเพราะอบอ้าวจนเหงื่อไหลไคลย้อย “เอ๊ะ!”
มู่หลี่เฉียงนอนมองนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มดวงตาเป็นประกายวาววับ “ที่แท้ เจ้าก็ชอบเนื้อตัวของข้า”
“ท่านมิได้บาดเจ็บสาหัสนี่ เหตุใดต้องถูกหามมา”
“ข้าอดหลับอดนอนไปหลายคืนเพราะรีบเดินทางกลับมาน่ะสิ! พอมาถึงค่ายก็ทนไม่ไหวหลับไปทันทีจึงต้องให้พวกเขาหามมาส่ง”
“หึ! ข้าก็พลอยตกใจแทบแย่ นึกว่าท่านได้รับบาดเจ็บมากเสียอีก”
“เจ้าเป็นห่วงข้ามากเลยหรือ” เขายิ้มกว้าง
“ไม่! ข้าแค่ตกใจ”
มู่หลี่เฉียงได้ยินนางตอบเช่นนั้นก็น้อยใจ ปล่อยแขนจากร่างนางแล้วพลิกร่างไปอีกด้าน “ดีแล้ว หากเจ้าไม่เป็นห่วงข้าเจ้าก็จะไม่เป็นทุกข์”
จางเลี่ยงหวงรู้สึกโกรธขึ้นมาเป็นริ้วๆ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจนางเลยสักนิด หญิงสาวรู้สึกน้อยใจจนน้ำตารื้น นางอุตส่าห์นับวันนับคืนรอเขากลับมา แต่นี่เขากลับทำเหมือนนางเป็นแค่จิ้งจกเฝ้าเรือนตัวหนึ่ง
‘เจ้าหมีบ้า พูดจาทำร้ายจิตใจข้าอีกแล้ว เสียแรงอุตส่าห์รอคอยเจ้าอยู่ทุกวัน’
นางไปอาบน้ำแล้วก็ขึ้นไปนอนบนเตียงเล็ก ในใจรู้สึกเจ็บปวด อีกไม่นานนางคงต้องไปจากเขาแล้ว
‘ไม่รู้ว่าข้ากลับไปแล้ว เจ้าหมีใหญ่ตัวนี้จะไปหาสตรีอื่นมานอนร่วมเตียงหรือไม่’
เมืองพยัคฆ์เหินแห่งนี้ นางมาอยู่ได้ไม่นานก็จริง แต่มีความทรงจำมากมายเกิดขึ้นระหว่างเขากับนาง
พอตกกลางคืนนางยังนอนไม่หลับทำได้เพียงหลับตาอยู่นิ่งๆ พลันรู้สึกว่าตนเองถูกร่างใหญ่ช้อนอุ้มขึ้นไปบนเตียงของเขา
“เจ้าขี้เซาเสียจริง ถูกอุ้มอยู่ทุกคืนก็ยังไม่รู้ตัวอีก” เขาพูดเบาๆ คล้ายจะกลั้วหัวเราะ
จางเลี่ยงหวงแสร้งทำเป็นหลับและคิดจะกอดเขาเป็นครั้งสุดท้าย คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนสองแก้มของนาง ชายหนุ่มไล้นิ้วแผ่วเบาแล้วก้มจูบแก้มของนาง
“คิดบ้านมากขนาดนี้เชียวหรือ ร้องไห้จนหลับไปเลย”
หญิงสาวตัวแข็งทื่อคาดไม่ถึงว่าเจ้าหมีป่าตัวใหญ่จะทำเช่นนี้ นางนึกอยากจะลืมตาขึ้นมาบอกว่า นางไม่ได้คิดถึงบ้าน หากแต่ไม่อยากไปจากเขา
“ได้เวลาที่ต้องส่งเจ้ากลับไปแล้ว” เขาพึมพำพลางกดริมฝีปากที่หน้าผากของนาง
จากนั้นชายหนุ่มก็วนเวียนมาจูบแก้มสองข้างอีกครั้ง ก่อนจะจับมือของนางขึ้นมาจูบทีละข้าง สุดท้ายเขาข่มใจไม่ไหวจึงก้มจูบริมฝีปากนางเบาๆ
“หลับให้สบาย ฝันดีนะ”
จางเลี่ยงหวงใบหน้าร้อนวูบวาบ นางคิดว่าตนเองคงใบหน้าแดงก่ำแล้วเป็นแน่ เคราะห์ดีที่เขาวางมือนางลงก็โอบร่างนางไว้แนบอก
ก่อนฟ้าจะสางนางโอบกอดเข้าแนบสนิทกว่าทุกวัน น้ำตาของคุณหนูจางไหลซึมถูกเสื้อเขาเป็นด่างดวง
ชายหนุ่มฝากบุตรชายไว้กับแม่นมเจียงและแม่นมคนใหม่“แม่นมเจียง ข้าฝากลูกข้าด้วย ข้าจะเร่งมือมีบุตรสาวอีกสักคน”แม่นมเจียงยิ้มกว้าง “คุณชาย ต้องรอให้ร่างกายนางพักฟื้นฟูเสียก่อนนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วง ผ่านเข้าเดือนที่สี่แล้ว ข้าบำรุงร่างกายของนางอย่างเต็มที่ เหมาะที่จะลงมือแล้ว”มู่หลี่เฉียงพาภรรยาหายขึ้นเขาไปเป็นระยะๆ ส่วนวันที่เหลือก็คอยแย่งเวลากับบุตรชายคนโต ผ่านไปหกเดือน นางก็ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง จางเลี่ยงหวงบ่นกระปอดกระแปดที่ต้องท้องติดๆ กัน นางขอร้องให้สามีเว้นช่วงระยะไปสักปี แต่มู่หลี่เฉียงกลับไม่ยอม บังเอิญเกิดเหตุกบฏอ๋องสี่ขึ้นเสียก่อนเขาจึงต้องเดินทางไปเมืองฉู่จิ้งภารกิจการปราบปรามอ๋องสีหนักหนาสาหัสยิ่งนัก หลังจาปราบกบฎลงได้ หมิงฮ่องเต้จึงทรงดำรงให้ตั้งค่ายทหารที่นอกเมืองฉู่จิ้งเพื่อป้องกันการซ่องสุมกำลังพลของผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันตกซึ่งเป็นดินแดนที่กว้างไกล ต่อไปกับแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งมีชนเผ่าในทะเลทรายมากมายอาศัยอยู่ กว่าจะเสร็จภารกิจการจัดตั้งค่ายทหารเมืองฉู่จิ้งได้ก็ปาไปครึ่งปีมู่หลี่เฉียงกลับมาถึงเมืองพยัคฆ์เหินอีกครั้งก็พบว่า บุตรชายคนโตก็เรียกท่านพ่อได้อ้อแอ้แ
แม้จะแต่งงานผ่านมาหลายเดือนแล้ว ทั้งมู่หลี่เฉียงยังขยันขันแข็งร่วมรักกับนางอยู่ไม่เว้นวาย จางเลี่ยงหวงก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียทีจนนางนึกกังวล“ท่านพี่หรือว่าร่างกายของข้าจะไม่ดี”“เจ้าอย่าเพิ่งคิดมาก เดี๋ยวข้าจะหาหมอเก่งๆ มาตรวจร่างกายของเราสองคน ดูไปแล้ว เจ้ากับข้าก็ร่างกายปกติทุกอย่าง หมอสี่ห้าคนที่เคยตรวจมาก็ไม่เคยทักเรื่องร้ายเลยสักครั้ง”จางเลี่ยงหวงกังวลอย่างมาก นางเขียนจดหมายขอให้ทางครอบครัวเดิมส่งยาชั้นดีมาให้หลายขนานเจ้าหมีป่าเองก็เสาะหาท่านหมอที่เก่งกาจในละแวกนั่นมาตรวจร่างกายทั้งตนและภรรยาหลายคนแล้วก็พบว่าปกติ แต่จางเลี่ยงหวงก็ยังไม่ตั้งท้องเสียทีสุดท้ายจึงได้เรียกหมอทหารมาตรวจอาการของจางเลี่ยงหวงพบว่าร่างกายของนางต้องบำรุงเพิ่มธาตุหยินให้มากขึ้นเพื่อให้สมดุลมู่หลี่เฉียงจึงคอยประคบประหงมภรรยาเป็นอย่างดี จากนั้นอีกหลายเดือนเขาก็ได้มีโอกาสเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าพระชายาฟ่านซิ่วอิงที่เพิ่งคลอดแฝดสี่มู่หลี่เฉียงเห็นเด็กทารกทั้งสี่ก็รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก เขาเก็บเอาไว้นั่งฝันนอนฝันอยากจะมีบุตรธิดากับจางเลี่ยงหวงเยอะๆ เช่นนี้บ้างเมื่อกลับถึงเมืองพยัคฆ์เหินอีกคร
เกาหลินเจี๋ยสีหน้าไม่สู้ดีนัก นับตั้งแต่เขาจูบซ่งไป๋หลานในคืนนั้น นางก็หายหน้าหายตาไป แม้ท่านพ่อท่านแม่ของเขาจะส่งแม่สื่อไปทาบทามและทำสัญญาหมั้นหมายกันเรียบร้อยตามขั้นตอนแต่นางก็ไม่มาปรากฏตัวให้เห็น นายกองเกาผู้เอะอะโผงผางอยู่เป็นนิจถึงกับต้องบากหน้าไปปรึกษารองแม่ทัพมู่ผู้เป็นนาย “นี่เจ้าดูเหมือนคนอดนอนมาหลายคืนแล้ว มีทุกข์ใดนักหรือ ” มู่หลี่เฉียงประหลาดใจที่คนจะได้แต่งงานอย่างนายกองเกากลับไม่รื่นเริงสักนิด “หรือว่าเจ้าเองก็ถูกซ่งไป๋หลานข่มเหงด้วยเหมือนกัน” เรื่องของเกาเฉี่ยนกับเสี่ยวหวังคนซื่อกลายเป็นที่ขบขันของคนทั้งค่ายทหาร เพราะเกาเฉี่ยนคนงามปล้ำจูบเสี่ยวหวังในคืนเทศกาลบูชาเทพธิดาปฐพี ทำให้นางเสนอตัวรับผิดชอบเสี่ยวหวัง ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า “มิได้ๆ เป็นข้านั่นล่ะที่ข่มเหงนาง ท่านมู่ แม้นางจะยอมแต่งงานกับข้าแต่ท่านดู! นางไม่ยอมออกมาให้ข้าได้พบหน้าสักนิด ตั้งแต่คืนนั้นนางก็เงียบหายไปเลย ข้าให้เกาเฉี่ยนไปหลอกล่อนางออกมาแล้วนางก็ไม่มา” มู่หลี่เฉียงยกยิ้มมุมปาก “จะพูดให้ยากไปทำไม ไหนๆ เจ้ากับนางก็จะแต่งงานกันแล้ว ทำแทนพูดจะตกลงกัน
“ถ้าหากเขาไม่ยอมมาขอโทษข้า ก็แสดงว่าเขาเป็นบุรุษที่ใช้ไม่ได้เจ้าค่ะ” จางเลี่ยงหวงพยักหน้า “จริงของเจ้า หากว่าเขาไม่ยอมมาขอโทษเจ้า วันหน้าก็คงจะเป็นสามีภรรยาที่เคารพกันและกันไม่ได้” นางหยิบน้ำชาขึ้นมาจิบแล้วพลันนึกถึงเกาเฉี่ยนขึ้นมา “พูดเรื่องแม่นางเกา ข้าคิดว่านางมาชอบท่านพี่ของข้าเสียอีก แต่เจ้าบอกว่านางไปกับเสี่ยวหวัง” “เจ้าค่ะ นางชอบเสี่ยวหวังมาตั้งแต่แรกแล้ว หาได้เคยคิดจะชอบท่านรองแม่ทัพไม่”จางเลี่ยงหวงชะงัก เกาเฉี่ยนรูปร่างหน้าตางดงามหากอยากจะคิดเป็นอนุภรรยาของ มู่หลี่เฉียงก็ไม่แปลกแต่กลับไปฝังใจชอบเสี่ยวหวังที่วันๆ ไม่พูดไม่จา “เรื่องในโลกนี้ บางอย่างเกินคาดจริงๆ” จางเลี่ยงหวงเอ่ยออกมา “เจ้าค่ะนายหญิง ข้าได้ยินทีแรกยังแทบไม่เชื่อหู แต่เรื่องนี้นายกองเกาเองก็ได้ยินเช่นกัน” ซ่งไป๋หลานเล่าเรื่องราวระหว่างเกาเฉี่ยนกับเสี่ยวหวังให้นายหญิงของตนฟังจนหมดสิ้น “เจ้าช่วยนางก็ถูกแล้ว ว่าแต่เสี่ยวหวังยอมรับนางหรือไม่เล่า” จางเลี่ยงหวงรู้สึกเห็นใจเกาเฉี่ยนขึ้นมา “ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพราะข้ามัวแต่ทะเลาะกับนายกองเกา ดังนั้นจึ
สองสามีภรรยาเดินยิ้มๆ ไปหารือกันสองสามประโยคก่อนจะจูงมือกันออกนอกจวน“เช่นนั้นข้าคงต้องรีบไปหารือกับท่านเกา บิดาของนายกองเกาตอนนี้เลยก่อนที่คนจะลือกันเสียหายมากกว่านี้” ท่านแม่ของเกาหลินเจี๋ยได้ยินเรื่องราวก็ตบเข่าดังฉาด นางยิ้มกว้างด้วยความพอใจ “ข้าว่าแล้วเชียว! ไม่มีไฟจะเกิดควันได้อย่างไร พวกเขาสองคนไม่ยอมรับกระทั่งมีคนจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ แม้จะเป็นเรื่องน่าอาย แต่ข้าก็ยินดีนัก จะได้จัดการเรื่องให้ชัดเจนไปเสียที ท่านรองแม่ทัพเดี๋ยวตอนสายข้าจะให้แม่สื่อทำตามประเพณีทุกประการไม่ให้พวกท่านเสียหน้าอย่างเด็ดขาด!” ส่วนท่านเกาผู้เป็นบิดาก็ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะพออกพอใจที่บุตรชายถึงคราวต้องจำนนกับหลักฐานเสียที ที่ผ่านมาชายหนุ่มเอาแต่บ่ายเบี่ยงและอ้างว่าตนเองต้องไปรบทัพจับศึกไม่มีเวลาหาภรรยา “เสี่ยวเจี๋ยมีภรรยาเสียที ข้ากับฮูหยินปวดหัวเรื่องนี้กันมานานแล้ว บังคับเขาแต่งงานทีไรก็อ้างว่าต้องออกไปฝึกทหาร” มู่หลี่เฉียงแยกกับภรรยาก็กลับไปยังค่ายทหาร เขายังข้องใจเรื่องเกาเฉี่ยนไม่หาย ครั้นเห็นเสี่ยวหวังนั่งดวงตาเหม่อลอยจึงเข้าไปไถ่ถามถึงเรื่อง
เกาหลินเจี๋ยขยับเข้ามารั้งร่างบางเข้าแนบชิด ประกบริมฝีปากจูบนางในทันที ซ่งไป๋หลานตกใจดิ้นอึกอักแต่ชายหนุ่มร่างกำยำกับกอดนางไว้แน่น เขาจูบทั้งปาก ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา และใบหูของนาง “ไอหยา!” เสียงอุทานของคนที่ยืนมุงดูอยู่บนสะพานทำเอานายกองเกาปล่อยมือจากแม่นางคนงามแทบไม่ทัน ซ่งไป๋หลานกับเกาหลินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นทหารกลุ่มใหญ่กำลังยืนดูอยู่ด้วยสายตาตกตะลึง “นายกองซ่ง!” “นี่พวกเจ้า!” “ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ พวกเราก็มาเดินลาดตระเวนตามปกติ ผู้ใดจะไปรู้เล่าว่าพวกเจ้าสองคนจะร้อนแรงถึงเพียงนี้” สหายของเกาหลินเจี๋ยรีบส่งเสียงขอโทษขอโพยพลางหันไปไล่ลูกน้องทั้งหลายให้หลบไปจากบริเวณนั้น “พวกเจ้าตามสบายเถอะ ข้าไล่พวกเขาไปหมดแล้ว” ซ่งไป๋หลานใบหน้าซีดเซียวแทบจะลมจับ คราวนี้นับว่านางหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมกับเกาหลินเจี๋ยแล้ว เรื่องเก่าๆ ก็ยังพอจะเรียกได้ว่าความเข้าใจผิดและบังเอิญได้ แต่ครั้งนี้เขา...เขาจูบนางเข้าไปจริงๆ ยากจะแก้ต่างให้ตัวเองได้อีกต่อไป “ข้าจะกลับแล้ว!” นางผุดลุกขึ้นวิ่งออกจากศาลาด้วยความโกรธและความอาย “ช้าก







