เข้าสู่ระบบชาติที่แล้ว นางเป็นกุนซือผู้ช่วยคนรักคว้าบัลลังก์ ก่อนถูกเขาทอดทิ้งให้ตายกลางลานประหาร เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง “เสิ่นชิงหลัว” จึงขอไม่ยุ่งกับอำนาจ ไม่รักผู้ใด และใช้ชีวิตอย่างสงบในฐานะคนเลี้ยงม้า แต่เพียงช่วยม้าศึกตัวหนึ่งจากการถูกวางยา นางกลับถูก “เซียวฉางเยี่ยน” แม่ทัพแดนเหนือผู้เย็นชา ดึงไปพัวพันกับคดีทรยศ และจับแต่งงานด้วยสัญญาหนึ่งปี นางอ่านกลศึกออกทุกกระบวน จับพิรุธคนร้ายได้จากรอยกีบม้า แต่กลับดูไม่ออกเลยว่าเหตุใดท่านแม่ทัพจึงหวงนางนัก “ท่านแต่งกับข้า เพราะต้องการคนดูแลม้ามิใช่หรือเจ้าคะ” “ม้าของข้ามีคนดูแลแล้ว” เขาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากนาง “แต่คนเลี้ยงม้าของข้า...ต้องเป็นภรรยาข้าเพียงผู้เดียว”
ดูเพิ่มเติมบทที่ 1 วันที่ข้าตายใต้หิมะ
“นักโทษเสิ่นชิงหลัว สมคบคิดกับศัตรู ลอบส่งแผนการทหารออกนอกแคว้น เป็นเหตุให้กองทัพหลวงสูญเสียไพร่พลนับหมื่น…”
เสียงประกาศโทษดังฝ่าลมหนาวเหนือลานประหาร
เสิ่นชิงหลัวคุกเข่าอยู่บนพื้นหินที่ถูกหิมะปกคลุม เสื้อผ้านักโทษสีขาวบางจนแทบไม่อาจต้านความเย็นได้ รอยเลือดจากบาดแผลตามร่างกายซึมออกมาเป็นสีแดงคล้ำ ก่อนถูกเกล็ดหิมะโปรยทับทีละชั้น
ขาของนางไร้เรี่ยวแรง
ข้อมือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลัง เชือกหยาบเสียดสีกับบาดแผลเดิมทุกครั้งที่ร่างกายสั่น ทว่าความเจ็บเหล่านั้นกลับเบาบางกว่าความหนาวเย็นซึ่งกัดลึกลงไปถึงกระดูก
หรือบางที ร่างกายของนางอาจไม่เหลือความรู้สึกมากพอให้เจ็บแล้ว
“หลักฐานประกอบด้วยจดหมายลับสามฉบับ แผนที่เส้นทางลำเลียงเสบียง และแผนการตั้งรับบริเวณช่องเขาเฟิงหลัว ซึ่งตรวจพบตราประทับของนักโทษอย่างชัดเจน”
ขุนนางผู้ทำหน้าที่อ่านราชโองการคลี่ม้วนกระดาษออก เสียงของเขาราบเรียบราวกับกำลังประกาศจำนวนกระสอบข้าวในคลัง มิใช่ชะตาชีวิตของคนทั้งตระกูล
ด้านหน้าลานประหารมีโต๊ะยาวตั้งอยู่ใต้ชายคา เหล่าขุนนางฝ่ายตรวจการนั่งเรียงกันโดยไม่มีผู้ใดยอมสบตานาง บางคนเคยรับแผนจากมือนาง บางคนเคยส่งคนมาขอคำปรึกษายามกองทัพตกอยู่ในอันตราย และบางคนเคยยกจอกสุราอวยพรให้นางมีอายุยืนยาว
วันนี้พวกเขานั่งนิ่ง ราวกับไม่เคยรู้จักกัน
แต่เสิ่นชิงหลัวไม่ได้มองคนเหล่านั้นนานนัก
สายตาของนางข้ามผ่านลานหิมะ ไปหยุดอยู่ตรงม่านแพรสีทองหลังแท่นพิธี
เงาร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
แม้มีม่านกั้น แม้ใบหน้าของเขาจะเลือนราง เสิ่นชิงหลัวก็ยังจำได้ทันที
จ้าวจิ่งหยวน
อดีตองค์ชายสาม ผู้ซึ่งบัดนี้ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาทแห่งแคว้น
ชายที่นางใช้เวลาสิบปีช่วยผลักดันให้ขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุด ชายที่เคยบอกว่านางเป็นคนเพียงผู้เดียวในใต้หล้าที่เขาไว้ใจ และเป็นชายคนเดียวกันกับผู้ซึ่งกำลังยืนมองนางถูกตัดสินประหาร โดยไม่ออกมาพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
“แผนการเหล่านี้เป็นลายมือของเจ้าใช่หรือไม่”
ขุนนางผู้สอบสวนเงยหน้าถาม
เสิ่นชิงหลัวละสายตาจากม่านแพรช้า ๆ นางมองกระดาษหลายแผ่นที่ถูกวางอยู่บนโต๊ะด้านหน้า มุมกระดาษบางส่วนเปื้อนเลือด บางแผ่นมีรอยไหม้ ทว่าลายเส้นบนแผนที่ยังชัดเจน
ชัดเจนเสียจนไม่จำเป็นต้องนำมาใกล้ นางก็รู้ว่าเป็นผลงานของตนเอง
เส้นทางลำเลียงเสบียงผ่านหุบเขาตะวันตก นางเป็นผู้คำนวณระยะทางและจำนวนม้าที่ต้องใช้
แผนตั้งรับช่องเขาเฟิงหลัว นางเป็นผู้แก้ไขหลังจ้าวจิ่งหยวนได้รับรายงานผิดพลาดจากแม่ทัพแนวหน้า
แม้แต่เครื่องหมายเล็ก ๆ ตรงมุมแผนที่ ซึ่งมีเพียงนางกับเขาที่เข้าใจความหมาย ก็ยังอยู่ครบถ้วน
ทุกอย่างเป็นลายมือของนางจริง
เพียงแต่ไม่เคยถูกเขียนขึ้นเพื่อศัตรู
นางเขียนมันภายใต้แสงตะเกียงในตำหนักองค์ชายสาม หลายคืน มือต้องแช่น้ำอุ่นเพราะนิ้วชา จ้าวจิ่งหยวนจะนั่งอยู่ข้างกัน คอยบดหมึกและบอกให้นางพักบ้าง
ครั้งหนึ่งเขาเคยนำเสื้อคลุมมาห่มให้นาง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“เมื่อข้าขึ้นไปถึงจุดที่ไม่มีผู้ใดทำร้ายเราได้ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าต้องซ่อนตัวอยู่หลังม่านอีก”
นางเชื่อเขา...เชื่อเสียจนมอบทั้งความสามารถ ชื่อเสียง และชีวิตของตนให้อยู่ใต้ชื่อของเขาโดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด
เสียงลมกระแทกธงเหนือกำแพงดังพรึ่บ
เสิ่นชิงหลัวมองขุนนางผู้สอบสวน ก่อนตอบด้วยเสียงแหบแห้ง
“เป็นลายมือของข้า”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลาน
“นางรับสารภาพแล้ว!”
“ผู้ใดจะคาดคิดว่าสตรีอ่อนแอคนหนึ่งจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”
“กองทัพต้องเสียคนเพราะนางตั้งเท่าไร...”
ถ้อยคำประณามหลั่งไหลเข้ามาจากฝูงชนที่ถูกอนุญาตให้เข้าชมการประหาร บางคนปาหิมะที่ปั้นปนกับเศษดินเข้ามา ก้อนหนึ่งกระแทกขมับของนางจนใบหน้าเบนไปด้านข้าง
เลือดอุ่นไหลผ่านหางคิ้ว
เสิ่นชิงหลัวไม่หลบ
นางเพียงกล่าวต่ออย่างช้า ๆ
“แต่ข้าไม่ได้ส่งให้ศัตรู”
ขุนนางผู้สอบสวนแค่นหัวเราะ “หลักฐานอยู่ตรงหน้า เจ้ายังคิดแก้ตัวอีกหรือ”
“แผนเหล่านั้นถูกเขียนขึ้นเมื่อสามปีก่อน เพื่อถวายแก่องค์ชายสามในเวลานั้น”
ทั่วทั้งลานเงียบลงฉับพลัน
เสิ่นชิงหลัวหันกลับไปยังม่านแพรสีทองอีกครั้ง
เงาร่างด้านหลังม่านยังคงยืนนิ่ง
นางรู้ว่าเขาได้ยิน
เขาย่อมได้ยินทุกคำ
“รัชทายาททรงทราบดี” นางกล่าว “ว่าข้าเขียนแผนเหล่านี้เพื่อผู้ใด”
นิ้วมือของเงาร่างหลังม่านขยับเล็กน้อย คล้ายกำชายเสื้อแน่นขึ้น
แต่เขาไม่ก้าวออกมา
ไม่ปฏิเสธ
และไม่ยอมสบตานาง
ขุนนางผู้สอบสวนตบโต๊ะเสียงดัง “บังอาจ! นักโทษมีความผิดใหญ่หลวง ยังกล้าพาดพิงถึงองค์รัชทายาท!”
ทหารด้านหลังใช้ด้ามหอกกระแทกกลางหลังนาง เสิ่นชิงหลัวเซไปด้านหน้า หัวเข่ากระแทกพื้นหินแข็งจนความเจ็บแล่นวาบขึ้นมา
นางกัดฟัน ไม่ยอมล้มลง
“ข้าไม่ได้พาดพิง” นางกล่าว “ข้าเพียงพูดความจริง”
“ความจริงหรือ” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหมู่ขุนนาง “หากแผนเป็นของรัชทายาท เหตุใดจึงไปอยู่ในมือศัตรู และเหตุใดจึงมีตราประทับของเจ้าอยู่บนจดหมายลับ”
เสิ่นชิงหลัวมองตราประทับสีแดงบนกระดาษ
นางเคยอธิบายไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ตราประทับของนางหายไปหลังเรือนถูกค้น บ่าวรับใช้หลายคนถูกจับแยกไปสอบสวน ผู้ดูแลห้องหนังสือหายตัวอย่างไร้ร่องรอย กระดาษและแผนการจำนวนมากถูกขโมยไปก่อนเจ้าหน้าที่จะมาถึง
ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจฟัง
เพราะผู้คนที่นั่งอยู่บนแท่นไม่ได้มาที่นี่เพื่อค้นหาความจริง
พวกเขาเพียงต้องการชื่อของคนผู้หนึ่งไปรองรับความผิดพลาดครั้งใหญ่ของราชสำนัก
และชื่อของเสิ่นชิงหลัวเหมาะสมที่สุด
นางรู้ความลับมากเกินไป รู้ว่าเสบียงถูกยักยอกอย่างไร รู้ว่ากำลังทหารจริงไม่ตรงกับบัญชี รู้ว่าขุนนางคนใดสนับสนุนองค์ชายคนใด และรู้ว่าแผนการหลายฉบับซึ่งสร้างชื่อเสียงให้จ้าวจิ่งหยวนไม่ได้เกิดจากมันสมองของเขา
หากนางยังมีชีวิตอยู่ บัลลังก์ที่เขากำลังจะก้าวขึ้นไปย่อมไม่มั่นคง
ดังนั้นนางจึงต้องตาย
ความเข้าใจนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันนี้
นางรู้มาตั้งแต่คืนที่ทหารหลวงบุกจวนเสิ่นแล้ว
เพียงแต่ลึกลงไปในใจ นางยังหลงเหลือความหวังโง่งม อยู่บ้าง
หวังว่าเมื่อถึงวินาทีสุดท้าย จ้าวจิ่งหยวนจะก้าวออกมาจากหลังม่าน
หวังว่าเขาจะบอกทุกคนว่าแผนเหล่านั้นเป็นของเขา
หวังว่าอย่างน้อยเขาจะช่วยบิดาของนาง
ไม่จำเป็นต้องช่วยนางก็ได้
ขอเพียงช่วยบิดาผู้ไม่รู้เรื่องใดเลยก็พอ
เสียงโซ่ตรวนดังครูดไปตามพื้นหินจากประตูด้านข้างลานประหาร
เสิ่นชิงหลัวชะงัก
ทหารสองคนลากนักโทษชายผู้หนึ่งเข้ามา ร่างของเขาผอมแห้งจนเสื้อคุมเรือนจำดูหลวมโคร่ง เส้นผมที่เคยดำแซมขาวบัดนี้กลายเป็นสีเทาขาวทั้งหมด ใบหน้ามีรอยฟกช้ำและบาดแผลจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
ทว่าทันทีที่เห็น เสิ่นชิงหลัวก็รู้ว่าเขาเป็นใคร
“ท่านพ่อ...”
เสียงที่หลุดจากลำคอเบาราวกับลมหายใจ
เสิ่นเหวินจงถูกลากมาคุกเข่าบนพื้นไม่ไกลจากนาง ศีรษะของเขาตกลงข้างหนึ่ง ร่างกายแทบไม่มีแรงพยุงตัว
“ท่านพ่อ!”
เสิ่นชิงหลัวพยายามลุกขึ้น แต่ทหารด้านหลังกดไหล่นางไว้ เข่าเลื่อนครูดไปกับพื้นหิมะจนเกิดรอยเลือดเป็นทาง
“ปล่อยข้า! ท่านพ่อ มองข้าสิเจ้าคะ!”
เปลือกตาของเสิ่นเหวินจงขยับเล็กน้อย
เขาฝืนเงยหน้า ดวงตาที่บวมช้ำพยายามมองตามเสียงเรียก เมื่อเห็นบุตรสาวคุกเข่าอยู่กลางลานประหาร ริมฝีปากแตกแห้งของเขาก็สั่น
“ชิง...หลัว...”
เพียงได้ยินเสียงนั้น กำแพงที่เสิ่นชิงหลัวสร้างไว้ตลอดหลายเดือนก็พังลง
“ข้าอยู่นี่เจ้าค่ะ” นางพยายามขยับเข้าไปหา “ท่านพ่อ ข้าอยู่นี่”
เสิ่นเหวินจงมองนางอยู่นาน แววตาของเขาไม่ได้มีความตำหนิ ไม่มีความโกรธที่นางนำหายนะมาสู่ตระกูล
มีเพียงความเจ็บปวดของบิดาที่ไม่อาจปกป้องบุตรสาวได้
“พ่อ...ไร้ความสามารถ...”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าอย่างแรง “เป็นความผิดของข้าเอง ท่านพ่อไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ปล่อยท่านพ่อไป! พวกท่านต้องการให้ข้ารับสารภาพสิ่งใด ข้ายอมทั้งนั้น ปล่อยเขาไป!”
ขุนนางผู้สอบสวนมองนางด้วยสีหน้าเย็นชา
“เสิ่นเหวินจงปล่อยปละให้บุตรสาวสมคบศัตรู อีกทั้งมีข้อหาทุจริตการจัดซื้อเสบียงและม้าศึก โทษของเขาได้รับการตัดสินแล้ว”
“เขาไม่ได้ทุจริต!”
“นักโทษไม่มีสิทธิ์ส่งเสียง”
“บัญชีเหล่านั้นถูกแก้ไข!” เสิ่นชิงหลัวตะโกนจนลำคอเจ็บ “ท่านพ่อเป็นเพียงผู้ลงนามตรวจรับ ผู้ที่เปลี่ยนตัวเลขอยู่ในฝ่ายจัดหา พวกท่านตรวจสอบตราประทับกับรอยหมึกก็จะรู้”
ด้ามหอกกระแทกไหล่นางอีกครั้ง คราวนี้แรงจนร่างทั้งร่างล้มลงบนหิมะ
รสเลือดแผ่เต็มปาก
เสิ่นชิงหลัวเงยหน้าขึ้น มองผ่านเส้นผมที่ปรกใบหน้าไปยังม่านแพร
“จ้าวจิ่งหยวน!”
เสียงเรียกชื่อของรัชทายาทโดยตรงทำให้ผู้คนทั้งลานสูดหายใจ
“เจ้ารู้ว่าบิดาข้าไม่เกี่ยวข้อง!”
เงาร่างหลังม่านแข็งค้าง
นางจ้องเขาไม่กะพริบตา
“ข้าไม่ขอให้เจ้าช่วยข้า” นางกล่าวทีละคำ “ช่วยท่านพ่อ ข้าขอเพียงเท่านี้”
ไม่มีเสียงตอบ
หิมะยังคงตกลงมา เกาะอยู่บนบ่าและเส้นผมของคนทั้งลาน
เสิ่นชิงหลัวรอ
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
นานพอให้ความหวังสุดท้ายในใจค่อย ๆ แข็งตัว ก่อนแตกออกเป็นผงละเอียด
จ้าวจิ่งหยวนยังคงยืนอยู่หลังม่าน
เขาไม่ยอมแม้แต่จะมองนาง
ทันใดนั้น ร่างของเสิ่นเหวินจงก็เอนไปด้านหน้า
“ท่านพ่อ!”
ทหารที่ยืนข้างเขารีบคว้าไหล่ไว้ แต่ศีรษะของชายชราห้อยตกอย่างไร้เรี่ยวแรง
เสิ่นชิงหลัวจ้องภาพนั้น ความคิดทั้งหมดหยุดนิ่ง
“ท่านพ่อ...”
ไม่มีคำตอบ
“ท่านพ่อ ตื่นขึ้นมาก่อน”
เสิ่นเหวินจงไม่ขยับ
เลือดสีเข้มหยดจากมุมปากลงบนหิมะขาว ร่างของเขาถูกทรมานและอดอาหารมาหลายวัน ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้จนถึงลานประหาร อาจเป็นเพียงเพราะต้องการเห็นบุตรสาวเป็นครั้งสุดท้าย
“ตรวจดู” ขุนนางผู้สอบสวนออกคำสั่ง
ทหารคนหนึ่งย่อตัว แตะนิ้วลงที่ลำคอของเสิ่นเหวินจง ก่อนส่ายหน้า
“สิ้นใจแล้วขอรับ”
ชีวิตของบิดานางจบลงราวกับไม่มีค่าไปมากกว่านั้น
เสิ่นชิงหลัวมองร่างที่ถูกปล่อยให้นอนอยู่บนพื้นหิมะ
นางนึกถึงมือคู่นั้นในวันที่หัดเขียนอักษร เสิ่นเหวินจงเคยจับมือนางลากพู่กันทีละเส้น แม้ตัวเขาจะเขียนอักษรไม่งดงามนัก แต่กลับชมทุกครั้งว่านางเขียนได้ดี
นึกถึงวันที่มารดาจากไป เขายืนอยู่หน้าห้องทั้งคืน ไม่ร้องไห้ต่อหน้าผู้ใด แล้วหันมาบอกนางว่า ต่อให้เหลือกันเพียงสองคน เขาก็จะดูแลนางให้ดีที่สุด
นึกถึงวันที่นางขอเข้าใกล้องค์ชายสาม เขาเคยเตือนว่าเส้นทางราชสำนักเต็มไปด้วยอันตราย
แต่นางไม่ฟัง
นางบอกว่าจ้าวจิ่งหยวนไม่เหมือนคนอื่น
บอกว่าเขาเห็นคุณค่าในตัวนาง
บอกว่าหากช่วยเขาขึ้นสู่อำนาจได้ ตระกูลเสิ่นจะปลอดภัยไปตลอดชีวิต
ท้ายที่สุด ความภักดีสิบปีของนางกลับไม่อาจรักษาชีวิตบิดาไว้ได้แม้เพียงหนึ่งวัน
สิ่งที่นางเรียกว่าความรัก ไม่ได้ปกป้องผู้ใด
สิ่งที่นางเรียกว่าความสามารถ กลับกลายเป็นอาวุธสังหารตระกูลของตนเอง
เสียงอ่านราชโองการดำเนินต่อไป แต่เสิ่นชิงหลัวไม่ได้ยินอีกแล้ว
นางค่อย ๆ พยุงตัวกลับขึ้นมาคุกเข่า แม้ทหารจะไม่ได้ออกคำสั่ง นางก็ไม่ดิ้นรนอีก
สายตาของนางยังคงอยู่ที่ร่างบิดา
หิมะเริ่มปกคลุมบาดแผลบนใบหน้าของเขา ราวกับฟ้าดินกำลังช่วยซ่อนความทรมานที่มนุษย์สร้างไว้
“นักโทษเสิ่นชิงหลัว มีความผิดฐานทรยศต่อแผ่นดิน ให้ประหารชีวิตในยามอู่วันนี้ ทรัพย์สินตระกูลเสิ่นทั้งหมดตกเป็นของหลวง ผู้เกี่ยวข้องเนรเทศไปชายแดน ห้ามกลับเมืองหลวงชั่วชีวิต”
ขุนนางม้วนราชโองการเก็บ
“ถึงเวลาแล้ว”
เพชฌฆาตก้าวเข้ามาด้านหลัง
เสียงดาบใหญ่ถูกดึงออกจากฝักดังครืด
เสิ่นชิงหลัวเงยหน้ามองม่านแพรเป็นครั้งสุดท้าย
คราวนี้เงาร่างของจ้าวจิ่งหยวนขยับ เขาหันหน้าไปด้านข้าง คล้ายไม่ต้องการเห็นวินาทีที่คมดาบตกลงมา
การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนั้นกลับทำให้นางเข้าใจทุกอย่าง
เขาอาจเสียใจ
เขาอาจยังมีความรู้สึกต่อนาง
เขาอาจต้องใช้เวลาหลายคืนเพื่อโน้มน้าวตนเองว่าการเสียสละคนคนหนึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อบ้านเมือง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน
เมื่อถึงเวลาต้องเลือกระหว่างนางกับอำนาจ เขาเลือกอำนาจ...เสมอมา
เสิ่นชิงหลัวหลับตา
ลมหนาวพัดผ่านใบหน้า ความเย็นแตะต้องเปลือกตาราวกับมือของมารดาในความทรงจำ
หากสวรรค์มีตา...
หากคนอย่างนางยังจะได้รับโอกาสอีกสักครั้ง...
นางจะไม่เข้าวัง
จะไม่จับพู่กันเขียนกลศึกให้ผู้ใด
จะไม่ใช้ชื่อของตนเป็นบันไดให้บุรุษก้าวขึ้นสู่บัลลังก์
จะไม่มอบชีวิตให้คนที่เห็นความรักของนางเป็นสิ่งซึ่งสามารถสละทิ้งได้เมื่อจำเป็น
นางจะกลับไปยังคอกม้าของมารดา
ดูแลบิดา
ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ
ต่อให้ต้องอยู่กับฝูงม้าไปจนแก่ตาย ก็ยังดีกว่าฝากหัวใจไว้ในมือมนุษย์อีกครั้ง
เสียงเพชฌฆาตตะโกนดังขึ้น
คมดาบแหวกผ่านอากาศ
ในเสี้ยววินาทีก่อนทุกสิ่งดับมืด เสิ่นชิงหลัวได้ยินเสียงม้าร้องดังมาจากที่ไกลแสนไกล
เสียงนั้นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ราวกับกำลังเรียกนางกลับบ้าน
________________________________________
“คุณหนู!”
เสียงเรียกดังขึ้นข้างหู
“คุณหนู ตื่นสิเจ้าคะ!”
เสิ่นชิงหลัวลืมตาพรวด
นางสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง มือยกขึ้นคว้าลำคอตนเองโดยสัญชาตญาณ
ไม่มีบาดแผล
ไม่มีเลือด
ไม่มีความเจ็บปวดจากคมดาบ
ใต้ฝ่ามือมีเพียงผิวหนังอุ่นและชีพจรที่เต้นรัว
“คุณหนู ท่านเป็นอะไรไป”
หญิงสาวในชุดสีเขียวอ่อนนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้ากลมยังอ่อนเยาว์กว่าที่เสิ่นชิงหลัวจำได้หลายปี ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอน แต่ปราศจากรอยแผลซึ่งเคยเกิดขึ้นในคืนที่ทหารบุกจวน
“อาหลาน...”
สาวใช้กะพริบตา “เจ้าคะ?”
เสิ่นชิงหลัวจ้องนางไม่วางตา
อาหลานยังมีชีวิตอยู่
ไม่มีโซ่ตรวนที่ข้อมือ ไม่มีเลือดบนเสื้อ และไม่ได้ถูกลากหายไปต่อหน้าต่อตานาง
“คุณหนูฝันร้ายหรือเจ้าคะ” อาหลานรีบยื่นมือมาแตะหน้าผาก “เมื่อคืนท่านก็นอนไม่ค่อยหลับ วันนี้ยังต้องเข้าวังอีก หากไม่สบาย เราส่งคนไปแจ้งว่า...”
เสิ่นชิงหลัวคว้าข้อมือสาวใช้ไว้
แรงของนางทำให้อาหลานสะดุ้ง
“วันนี้วันอะไร”
“วันอะไรหรือเจ้าคะ”
“ปีใด เดือนใด วันที่เท่าไร”
อาหลานมองนางอย่างกังวล แต่ยังตอบตามตรง “ปีหย่งอันที่สิบสอง วันที่สิบสี่ เดือนสามเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบสี่สิบเก้าวันที่ฮูหยินจากไป คุณหนู...ท่านจำไม่ได้หรือ”
ปีหย่งอันที่สิบสอง
วันที่สิบสี่ เดือนสาม
เสิ่นชิงหลัวปล่อยมือช้า ๆ
นางหันมองไปรอบห้อง
ม่านเตียงสีขาวสะอาด โต๊ะไม้จันทน์ข้างหน้าต่าง แจกันลายกิ่งเหมยซึ่งมารดาเคยเลือกให้ และกล่องไม้ใบเล็กบนโต๊ะเครื่องแป้ง ทุกสิ่งเป็นของในเรือนเดิมของนางก่อนย้ายเข้าเมืองหลวง
กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ลอยอยู่ในอากาศ ปะปนกับกลิ่นกระดาษเงินกระดาษทองจากเรือนตั้งศพ
มารดาของนางเพิ่งจากไปได้ไม่นาน
บิดายังมีชีวิต
ตระกูลเสิ่นยังไม่ถูกทำลาย
ส่วนตัวนาง...
เสิ่นชิงหลัวเลิกผ้าห่มออก มือและแขนที่อยู่ตรงหน้าเรียวเล็ก ปราศจากบาดแผลจากการสอบสวน ไม่มีรอยเชือกรัด ไม่มีเล็บที่แตกจากการถูกทรมาน
นางลุกจากเตียง เดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งโดยไม่สวมรองเท้า
ใบหน้าในกระจกทองเหลืองซีดขาว ดวงตายังแดงจากการร้องไห้ให้มารดา แก้มไม่ได้ซูบตอบเหมือนหญิงนักโทษในลานประหาร
นี่คือใบหน้าของนางเมื่ออายุสิบเก้าปี
เสียงม้าร้องดังมาจากด้านหลังจวนอีกครั้ง
เสิ่นชิงหลัวหันไปทางหน้าต่าง
ในความทรงจำ คอกม้าตรงนั้นเคยเป็นสถานที่ซึ่งมารดาใช้เวลามากที่สุด นางเคยวิ่งเล่นอยู่ระหว่างรั้วไม้ เคยช่วยทำคลอดลูกม้าตัวแรกตอนอายุสิบสอง และเคยหลับคากองฟางเพราะเฝ้าม้าป่วยตลอดคืน
หลังมารดาจากไป นางแทบไม่ยอมกลับไปที่คอกอีก
เพราะทุกมุมล้วนทำให้นึกถึงผู้ตาย
จากนั้นนางก็ได้พบจ้าวจิ่งหยวน และใช้เวลาทั้งหมดเดินตามเส้นทางของเขา จนลืมไปว่าครั้งหนึ่งตนเองเคยมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง
“คุณหนู พื้นเย็นนะเจ้าคะ”
อาหลานรีบนำรองเท้ามาวางให้ ก่อนหยิบเสื้อคลุมสีอ่อนมาคลุมบ่านาง “รถม้าจะมารับปลายยามเฉิน ชุดสำหรับงานชมบุปผาก็เตรียมไว้แล้ว ท่านต้องรีบแต่งตัว มิเช่นนั้นจะเข้าวังไม่ทัน”
งานชมบุปผา
คำสี่คำนั้นทำให้เสิ่นชิงหลัวชะงัก
ภาพศาลากลางสวนหลวงผุดขึ้นในความคิด
วันนั้นดอกโบตั๋นบานเต็มสวน นางสวมชุดสีฟ้าอ่อน เดินหลงออกจากกลุ่มคุณหนูตระกูลอื่นเพราะไม่คุ้นทาง ก่อนพบองค์ชายสามยืนให้อาหารปลาอยู่ริมสระ
ผ้าเช็ดหน้าของนางปลิวตกตรงหน้าเขา
จ้าวจิ่งหยวนเก็บขึ้นมา ส่งคืนให้นางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“คุณหนูเสิ่นหรือ ข้าเคยได้ยินว่าตระกูลเสิ่นเชี่ยวชาญเรื่องม้าศึก แต่ไม่คิดว่าบุตรสาวจะมีฝีมือเขียนอักษรงดงามเช่นนี้”
เป็นเพียงคำพูดธรรมดา
แต่ในเวลานั้น เสิ่นชิงหลัวกลับดีใจที่เขาสังเกตเห็นอักษรเล็ก ๆ บนผ้าเช็ดหน้า นับจากวันนั้น นางเริ่มเชื่อว่าเขามองเห็นสิ่งที่ผู้อื่นมองข้าม
หลายเดือนต่อมา เขาส่งตำราพิชัยสงครามเล่มหนึ่งมาให้นาง
หนึ่งปีต่อมา นางเริ่มช่วยแก้ไขรายงานเสบียง
สามปีต่อมา แผนการของนางถูกใช้ในสนามรบภายใต้ชื่อของเขา
สิบปีต่อมา แผนการเหล่านั้นกลายเป็นหลักฐานประหารนาง
เสิ่นชิงหลัวมองกล่องไม้สีแดงซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ
“นั่นคือสิ่งใด”
“บัตรเชิญเข้าวังเจ้าค่ะ” อาหลานตอบ “ขันทีเพิ่งนำมาส่งเมื่อเช้า บอกว่าฮองเฮาทรงจัดงานชมบุปผา คุณหนูจากตระกูลขุนนางที่มีรายชื่อทุกคนต้องเข้าร่วม”
อาหลานหยิบบัตรเชิญขึ้นมาด้วยสองมือ สีหน้ามีความตื่นเต้นเล็กน้อย
“ได้ยินว่าบรรดาองค์ชายจะเสด็จมาด้วยนะเจ้าคะ คุณหนูไม่ค่อยออกงาน นี่อาจเป็นโอกาส”
เสียงกระดาษขาดดังแควก
อาหลานอ้าปากค้าง
บัตรเชิญสีแดงซึ่งประทับตราวังหลวงถูกฉีกออกเป็นสองส่วนในมือของเสิ่นชิงหลัว
นางฉีกซ้ำอีกครั้ง
แล้วอีกครั้ง
จนกระดาษหนากลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตกกระจายอยู่บนพื้น
“คะ...คุณหนู!”
อาหลานรีบปิดประตูหน้าต่าง คล้ายกลัวว่าผู้ใดจะเห็น “นี่เป็นบัตรเชิญจากในวัง ท่านฉีกเช่นนี้ หากมีคนรู้เข้า”
“ก็อย่าให้ผู้ใดรู้”
เสิ่นชิงหลัววางเศษกระดาษชิ้นสุดท้ายลงในกระถางไฟ
เปลวไฟเล็ก ๆ ลามขึ้นตามขอบกระดาษ ตราวังหลวงสีทองบิดเบี้ยว ก่อนกลายเป็นเถ้าดำ
อาหลานมองนางสลับกับกองไฟ “แล้วงานชมบุปผาเล่าเจ้าคะ”
“ข้าไม่ไป”
“แต่เหตุผล”
“มารดาของข้าเพิ่งจากไปไม่ครบสี่สิบเก้าวัน” น้ำเสียงของเสิ่นชิงหลัวสงบนิ่ง “ข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ร่างกายไม่สบายจากความโศกเศร้า ไม่เหมาะเข้าร่วมงานรื่นเริง ส่งคนไปแจ้งตามนี้”
เป็นเหตุผลที่เพียงพอ
แม้วังหลวงจะมีรายชื่อเชิญ แต่นางเพิ่งสูญเสียมารดา หากอ้างสุขภาพและการไว้ทุกข์ ย่อมไม่มีผู้ใดบังคับให้ไปชมดอกไม้ทั้งน้ำตา
อาหลานยังดูไม่เข้าใจ
“คุณหนูเคยบอกว่า การได้รับเชิญเข้าวังอาจช่วยให้คุณท่านมีคนสนับสนุนเรื่องงานตรวจรับม้าศึก...”
“ไม่จำเป็นแล้ว”
“เจ้าคะ?”
เสิ่นชิงหลัวมองเถ้ากระดาษที่ยุบตัวลงในเปลวไฟ
ชาติที่แล้ว นางเคยคิดว่าการมีความสัมพันธ์กับราชวงศ์จะช่วยคุ้มครองครอบครัว
แต่สุดท้าย ความใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจต่างหากที่นำภัยมาถึงประตูจวน
“ต่อจากนี้” นางกล่าว “ข้าจะไม่เข้าวังหากไม่มีราชโองการโดยตรง และจะไม่พบองค์ชายพระองค์ใดเป็นการส่วนตัว”
อาหลานยิ่งตกใจ “เหตุใดคุณหนูจึงพูดราวกับองค์ชายเป็นตัวนำเคราะห์เล่าเจ้าคะ”
เสิ่นชิงหลัวเงียบไปครู่หนึ่ง
“เพราะคนที่อยู่สูงเกินไป มักเหยียบสิ่งซึ่งอยู่ใต้เท้าโดยไม่ทันมอง”
อาหลานทำหน้าฉงน เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าใจ แต่นางรู้จักนิสัยผู้เป็นนายดี เมื่อเสิ่นชิงหลัวตัดสินใจแล้ว การซักถามต่อย่อมไม่เกิดประโยชน์
“บ่าวจะไปแจ้งพ่อบ้านเจ้าค่ะ”
ก่อนเปิดประตู อาหลานยังหันกลับมามองอย่างเป็นห่วง
“คุณหนูพักอีกหน่อยเถิดนะเจ้าคะ สีหน้าท่านไม่ดีเลย”
เมื่อประตูปิดลง เสิ่นชิงหลัวจึงปล่อยลมหายใจยาว
นางเดินไปเปิดหน้าต่าง
ลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเข้ามา ไม่ได้เย็นจัดเหมือนลมในลานประหาร กลิ่นดิน กลิ่นหญ้า และกลิ่นคอกม้าจาง ๆ ลอยมากับอากาศ
หลังแนวกำแพง นางมองเห็นหลังคาคอกม้าที่มารดาสร้างไว้
ม้าตัวหนึ่งส่งเสียงร้องอีกครั้ง ตามด้วยเสียงคนเลี้ยงม้าพยายามปลอบ
เสิ่นชิงหลัววางมือบนขอบหน้าต่าง
ครั้งนี้นางจะไม่แตะต้องบัลลังก์
จะไม่เขียนแผนการให้จ้าวจิ่งหยวน
จะไม่ยอมให้บิดาถูกจับเพราะตราประทับที่นางไม่ทันระวัง
นางยังมีเวลา
เพียงหลีกเลี่ยงจุดเริ่มต้นในวันนี้ ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงได้
นางจะช่วยบิดาจัดการงานตรวจรับม้า ฟื้นฟูคอกของมารดา และหาทางถอนตัวจากกิจการที่เกี่ยวพันกับราชสำนักทีละน้อย เมื่อสะสมเงินได้มากพอ นางจะซื้อที่ดินนอกเมือง สร้างฟาร์มม้าเล็ก ๆ และพาบิดาออกไปอยู่ที่นั่น
ไม่มีองค์ชาย
ไม่มีสนามรบ
ไม่มีแผนชิงบัลลังก์
และไม่มีความรัก
เพียงคิดถึงคำสุดท้าย หัวใจนางก็สงบนิ่งอย่างประหลาด
ความรักเคยทำให้นางตาบอดนานเกินไป
ชาตินี้นางไม่ต้องการมันอีกแล้ว
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก ตามด้วยเสียงพ่อบ้านพยายามห้าม
“นายท่าน คุณหนูเพิ่งฟื้น ให้บ่าวเข้าไปแจ้งก่อนเถิดขอรับ”
“เรื่องนี้รอไม่ได้”
เสียงนั้นทำให้เสิ่นชิงหลัวแข็งค้าง
ประตูถูกผลักเปิดออก
บุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มก้าวเข้ามาอย่างเร่งร้อน เส้นผมของเขายังดำ มีเพียงสีขาวประปรายตรงขมับ ใบหน้าเหนื่อยล้าเพราะงาน แต่ไม่มีบาดแผล ไม่มีรอยทรมาน และดวงตายังเต็มไปด้วยชีวิต
เสิ่นชิงหลัวจ้องเขา ริมฝีปากสั่นโดยไม่อาจควบคุม
“ท่านพ่อ...”
เสิ่นเหวินจงชะงักเมื่อเห็นสีหน้าบุตรสาว “ชิงหลัว เจ้าเป็นอะไร เหตุใดไม่สวมรองเท้า”
นางเดินเข้าไปหา ก่อนจะรู้ตัว มือทั้งสองก็จับแขนเสื้อของเขาไว้แน่น เนื้อผ้าอุ่นอยู่ใต้ปลายนิ้ว
ไม่ใช่ร่างเย็นชืดบนพื้นหิมะ ไม่ใช่ภาพลวงตาก่อนตาย บิดาของนางยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ
“ชิงหลัว?”
เสิ่นเหวินจงยกมือแตะศีรษะนาง สีหน้าอ่อนลง “ฝันถึงมารดาอีกแล้วหรือ”
นางไม่ตอบ เพียงก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนดวงตาที่ร้อนผ่าว
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
“มือเจ้าเย็นหมดแล้ว” เขาถอดเสื้อคลุมของตนพาดไหล่ให้นาง “กลับไปนั่งบนเตียงก่อน พ่อมีเรื่องต้องคุยกับเจ้า”
น้ำเสียงของเขาเคร่งเครียดจนเสิ่นชิงหลัวเงยหน้าขึ้น
เพิ่งสังเกตว่าชายเสื้อของบิดาเปื้อนโคลน รองเท้ามีเศษฟางติดอยู่ และมีกลิ่นคอกม้าแรงกว่าปกติ เห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งกลับมาจากลานตรวจรับ
“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”
เสิ่นเหวินจงลังเล คล้ายไม่อยากนำเรื่องงานมารบกวนบุตรสาวที่ยังโศกเศร้า แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจหนัก
“ม้าศึกชุดใหม่ที่ส่งมาถึงจวนเมื่อคืนเกิดปัญหา”
เสิ่นชิงหลัวขมวดคิ้ว
ในความทรงจำของชาติเดิม ช่วงนี้บิดาเคยกังวลเรื่องการตรวจรับม้าจริง แต่นางมัวเตรียมตัวเข้าวัง จึงไม่ได้สนใจ หลังจากนั้นไม่นาน เรื่องก็เงียบหายไป นางเข้าใจเพียงว่าบิดาจัดการเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นเหวินจงกล่าวต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เมื่อเช้ายังมีเพียงสองตัวที่ขาอ่อนแรง แต่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ม้าตัวอื่นก็เริ่มมีอาการตามกัน ตอนนี้ม้าศึกทั้งชุดกำลังล้มป่วยพร้อมกัน”
มือที่จับชายเสื้อคลุมของเสิ่นชิงหลัวหยุดนิ่ง
“ทั้งหมดหรือเจ้าคะ”
“เกือบทั้งหมด” บิดาพยักหน้า “คนดูแลสงสัยว่าเป็นโรคระบาด หากแพร่ไปถึงม้าชุดอื่น พวกเราอาจต้องฆ่าทิ้งทั้งคอก”
นอกหน้าต่าง ม้าตัวหนึ่งส่งเสียงร้องยาวและตื่นตระหนก
เสิ่นเหวินจงหันไปทางเสียงนั้น สีหน้าหนักอึ้งกว่าเดิม
“ม้าเหล่านี้เป็นม้าศึกที่กองทัพชายแดนส่งมาให้พ่อเป็นผู้ตรวจรับ หากตรวจรับไม่ผ่าน หรือมีม้าตายก่อนส่งมอบ ตระกูลเสิ่นต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยเสียงต่ำ
“จำนวนเงินมากพอจะทำให้พวกเราสูญเสียทุกอย่าง”
บทที่ 16คนร้ายในจวนเสิ่น-------------------“กระดาษแผ่นนี้ไม่ได้ออกจากฝ่ายจัดหา”เสิ่นชิงหลัววางใบเบิกตราประทับลงบนโต๊ะ แล้วใช้นิ้วชี้รอยเปื้อนสีดำตรงมุมล่างเอกสารดังกล่าวถูกค้นพบในหีบของชายผู้ดูแลจุดพักม้าลับ เป็นบันทึกสั้น ๆ ระบุวันเวลาที่จวนเสิ่นส่งตราประทับไปตรวจเอกสารม้าศึก หากมองเพียงข้อความ ย่อมหมายความว่าเสิ่น เหวินจงเคยมอบตราให้ฝ่ายจัดหานำไปใช้นอกจวนแต่บิดาของนางไม่เคยส่งตราส่วนตัวให้ผู้ใดเซียวฉางเยี่ยนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาหยิบกระดาษขึ้นส่องกับแสงตะเกียง“เพราะรอยหมึก?”“เพราะฝุ่นเขม่าเจ้าค่ะ”เสิ่นชิงหลัวเปิดกล่องไม้ใบเล็ก นำเอกสารเก่าจากจวนเสิ่นอีกสามฉบับออกมาเรียงเทียบกันตรงมุมล่างของทุกแผ่นมีคราบดำลักษณะคล้ายกัน แม้จางจนแทบมองไม่เห็น“ห้องเก็บเอกสารของจวนเสิ่นอยู่ติดเรือนเผากำยานของท่านแม่ เมื่อก่อนปล่องควันมีรอยรั่ว กระดาษที่เก็บไว้นานจึงมักติดฝุ่นเขม่าตรงด้านเดียวกัน”นางแตะรอยพับของใบเบิกตรา“กระดาษแผ่นนี้ถูกตัดออกจากสมุดบันทึกภายในจวน แล้วเขียนข้อความใหม่ภายหลัง คนทำต้องเข้าออกห้องเอกสารได้โดยไม่มีผู้สงสัย”เซียวฉางเยี่ยนกวาดสายตาผ่านเอกสารทั้งหมด“มีผู้ใดถือ
บทที่ 15เมื่อภรรยาคิดจะหาสนมให้สามี----------------------------------“คุณหนูกำลังหารายชื่อสตรีที่เหมาะสมให้ผู้ใดหรือเจ้าคะ”อาหลานยืนอยู่ข้างโต๊ะ มือหนึ่งถือถาดอาหารเช้า อีกมือกำกระดาษซึ่งเขียนรายชื่อหญิงสาวในเมืองไว้แน่น สีหน้าของนางราวกับเพิ่งค้นพบแผนลับซึ่งอาจทำให้ทั้งจวนแม่ทัพลุกเป็นไฟเสิ่นชิงหลัวเงยหน้าจากตำรามารยาทสมรสใต้ดวงตาของนางมีรอยคล้ำบาง ๆ เพราะแทบไม่ได้นอนตลอดคืน บนโต๊ะยังวางตำราเปิดค้างไว้หลายเล่ม หน้าซึ่งถูกพับมุมล้วนกล่าวถึงหน้าที่ภรรยา การจัดการเรือนหลัง และการรับอนุเข้าจวน“ให้เซียวฉางเยี่ยน”อาหลานเกือบทำถาดหลุดมือ“ให้ท่านแม่ทัพ?”“เขาเป็นสามีข้า ย่อมต้องเลือกให้เขา”“เหตุใดต้องเลือกสตรีให้สามีของตนด้วยเจ้าคะ”เสิ่นชิงหลัวปิดตำราเล่มหนึ่งอย่างสงบ หลังจากกลับจากเรือนรับรองเมื่อวาน เซียวฉางเยี่ยนยอมรับตรง ๆ ว่าเขาหึง ทั้งยังจูบนางโดยไม่อ้างธรรมเนียม ไม่อ้างความปลอดภัย และไม่เกี่ยวข้องกับคดีแม้แต่น้อยนางใช้เวลาทั้งคืนหาคำอธิบาย ตำราหลายเล่มกล่าวคล้ายกันว่า บุรุษซึ่งแต่งงานแล้วแต่ไม่อาจใกล้ชิดภรรยา อาจเกิดความหงุดหงิดและหวงแหนในสิ่งซึ่งตนมีสิทธิ์ตามฐานะ แต่ไม่สา
บทที่ 14จูบแรกที่เกิดจากความหึง----------------------------“องค์ชายสามทรงมีข้อมูลซึ่งอาจช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนายท่านเสิ่นเจ้าค่ะ”บ่าวหญิงจากเรือนหน้าแจ้งข่าวในช่วงสาย ขณะที่เสิ่นชิงหลัวกำลังตรวจรอยประทับบนใบส่งม้าฉบับเก่านางหยุดพู่กันกลางกระดาษ“พระองค์อยู่ที่ใด”“เรือนรับรองของทางการในเมืองเจ้าค่ะ คนขององค์ชายรอคำตอบอยู่หน้าจวน”อาหลานซึ่งกำลังเรียงบัญชีอยู่ข้างกันเงยหน้าทันที“คุณหนูจะไปหรือเจ้าคะ”เสิ่นชิงหลัวมองเอกสารตรงหน้า สามวันที่ผ่านมา การตรวจตราปลอมยืนยันได้ว่าบิดาไม่ได้เป็นผู้ประทับตราบนใบรับรองม้าศึก แต่ยังหาต้นทางของเอกสารไม่ได้ หากจ้าวจิ่งหยวนมีข้อมูลเกี่ยวกับคนในฝ่ายจัดหาหรือช่างแกะตรา นางไม่ควรปฏิเสธเพียงเพราะไม่ต้องการพบเขา“ผู้ส่งสารบอกหรือไม่ว่าเป็นข้อมูลใด”“บอกเพียงว่าเกี่ยวกับเอกสารซึ่งมีตราของนายท่านเสิ่น และองค์ชายต้องการกล่าวกับฮูหยินด้วยพระองค์เองเจ้าค่ะ”อาหลานขยับเข้ามาใกล้“ท่านแม่ทัพไม่อยู่จวน”เซียวฉางเยี่ยนออกไปตรวจคลังม้าของกองทัพตั้งแต่เช้า คงกลับหลังยามเว่ยเสิ่นชิงหลัวไม่คิดแอบไปโดยไม่บอก นางจึงเขียนข้อความสั้น ๆ ระบุสถานที่ จุดประสงค์ แล
บทที่ 13ภรรยาที่ไม่รู้ว่าถูกตามใจ-------------------------กลิ่นต้นหอมที่ควรลอยขึ้นจากชามโจ๊กกลับไม่มีอยู่เลยเสิ่นชิงหลัวใช้ช้อนคนโจ๊กเนื้อเนียนตรงหน้า ก่อนตักขึ้นชิมอีกคำ รสชาติอ่อนกำลังดี ไม่มีต้นหอมซอย ไม่มีน้ำมันงามากเกินไป และไม่ใส่ขิงจนกลบรสข้าวเป็นอาหารเช้าแบบที่นางชอบพอดี“พ่อครัวจวนแม่ทัพช่างใส่ใจแขกนัก”นางกล่าวขึ้นอย่างจริงใจอาหลานซึ่งกำลังรินชาเกือบทำกาน้ำหลุดมือ“แขกหรือเจ้าคะ”“ข้าเพิ่งย้ายเข้ามา ย่อมต้องให้เวลาคนในจวนคุ้นเคย”เสิ่นชิงหลัวรับถ้วยชามาดม กลิ่นใบชาเบากว่าชาที่จวนเสิ่น นางไม่ชอบชารสเข้มเพราะดื่มแล้วมักนอนไม่หลับ ยามอยู่บ้านเดิม อาหลานจึงชงน้ำแรกทิ้งและเติมน้ำมากกว่าปกติเสมอชาถ้วยนี้ทำเช่นเดียวกันไม่มีผิด“พ่อครัวรู้ด้วยว่าข้าไม่ดื่มชาเข้ม”อาหลานวางกาน้ำลงอย่างระมัดระวัง“บ่าวยังไม่ได้บอกคนครัวเรื่องนี้เลยนะเจ้าคะ”เสิ่นชิงหลัวเงยหน้าขึ้น“เช่นนั้นคงเป็นความบังเอิญ”“แล้วเรื่องต้นหอมเล่าเจ้าคะ”“คนครัวอาจไม่ใส่เป็นปกติ”“แต่ชามของบ่าวมี”อาหลานขยับชามโจ๊กของตนมาให้ดู ต้นหอมซอยสีเขียวลอยอยู่บนหน้าชามเต็มไปหมดเสิ่นชิงหลัวมองชามของสาวใช้ แล้วมองชามตนเอง