เข้าสู่ระบบคุณชายจินวั่งซูผู้ซึ่งคอยสืบหาตัวคุณหนูจางอยู่หลายวันหลังจากปรึกษาหารือกับฟ่านซิ่วอิงที่ปลอมมาเป็นแม่ครัวในจวนแม่ทัพแล้วก็แอบย่องมาสืบที่เรือนท้ายจวนของรองแม่ทัพมู่ เขาจึงได้เห็นคุณหนูจางกำลังทำงานงกๆ ราวกับหญิงรับใช้
“ข้ามาช่วยท่าน คุณหนูจาง!”
“ไม่ได้ๆ ข้าจำต้องอยู่ที่นี่ไปสักพักก่อนเพื่อทดแทนพระคุณ”
“ผู้ใดหรือ”
“ท่านอย่ารู้เลย เอาเป็นว่าท่านช่วยหาวิธีบอกให้พี่ชายของข้าไม่ต้องเป็นห่วง ถึงเวลาข้าจะกลับไปเอง ตอนนี้ข้าสบายดีและปลอดภัย..ไม่ต้องห่วงข้า”
จินวั่งซูได้แต่มึนงงแอบกลับออกจากจวนรองแม่ทัพไปบอกเล่าเรื่องนี้ให้ฟ่านซิ่วอิงฟัง
คุณหนูฟ่านผู้ฉลาดร้ายก็รู้สึกสงสัยทันทีว่าบัดนี้ศัตรูหัวใจของนางมิได้สนใจจะมาแย่งชิงจวิ้นอ๋องอีกต่อไปแล้ว
“เจ้าว่าคดีมันพิลึกหรือไม่ ผู้ถูกลักพาตัวเกิดเห็นใจในตัวผู้ร้ายจึงได้อยู่ดูแลยามที่เขาบาดเจ็บ”
ฟ่านซิ่วอิงนั่งใคร่ครวญเพียงอึดใจก็หัวเราะร่วนออกมา
“ฮ่าๆ นี่มันเรื่องดีต่างหาก หนุ่มสาวอยู่ใกล้ชิด นานวันย่อมรู้สึกผูกพัน บางทีนางอาจจะไม่อยากออกมาจากเรือนท้ายจวนแล้วก็ได้ ดีเหมือนกันข้าจะได้หมดศัตรูไป”
จินวั่งซูผงะ น้องสาวของสหายรักผู้นี้ช่างร้ายกาจเสียจริง “นี่เจ้าคิดว่า...พวกเขา...”
“ข้าวสารอาจจะกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว ไม่ดีหรอกหรือ นางจะได้ไม่หวังในตัวสามีข้าอีกต่อไป”
ไม่นานนักข่าวการศึกก็มาถึง มู่หลี่เฉียงสั่งคนเตรียมชุดเกราะและข้าวของไปออกรบแนวหน้า จางเลี่ยงหวงนั่งดูด้วยสีหน้ากังวล
“ครั้งนี้ทัพใหญ่ของแคว้นเว่ยยกมาจะไม่อันตรายมากหรือ ”
ชายหนุ่มมองสีหน้าซีดเซียวของนางแล้วก็รู้สึกสงสาร เขาอุ้มนางมานั่งตักแล้วกล่าวปลอบใจ “ข้าไปครั้งนี้ยังไม่รู้จะกลับเมื่อใด หากเจ้าอยากจะกลับจวนแม่ทัพก็ไปเถิดหรือถ้าจะรอข้าอยู่ที่นี่ก็แล้วแต่ใจ”
“ไม่เอา ข้าไม่ไปที่อื่น ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่ ไว้เจ้าปลอดภัยกลับมาแล้วข้าจะกลับไปจวนแม่ทัพเอง”
“อืม...เช่นนั้นก็อยู่เป็นพื่อนแม่นมเจียงเถอะ ดีเหมือนกันนางจะได้ไม่เหงา ต่อไปเจ้าไม่ต้องทำงานกวาดถูแล้วนะ ข้าจะให้แม่นมส่งสาวใช้มาทำแทน เจ้าคอยดูแลแม่นมให้ข้าด้วยก็แล้วกัน”
จางเลี่ยงหวงพยักหน้ารับ นางรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ไม่อยากให้เขาไปสู้รบที่แนวหน้า แต่ก็ไม่กล้าจะแสดงความเป็นห่วงเป็นใยมากนัก
ในเมื่อตัวนางเองก็มิใช่ภรรยาหรือญาติพี่น้องของเขา เป็นแค่เพียงสตรีที่เขาจับมาดัดนิสัย นางจึงได้แต่เอ่ยปากเตือนให้เขารักษาตัวให้ดี
“เจ้าดูแลตัวเองอย่าให้บาดเจ็บได้เล่า”
“ข้าอยากได้ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าสักผืน เผื่อมีบาดแผลจะเอาไว้ใช้”
มู่หลี่เฉียงรู้สึกอาลัยอาวรณ์นางยิ่งนัก แต่จะให้เหนี่ยวรั้งนางไว้ก็คงไม่สมควร ไปรบคราวนี้หากเขาได้ของแทนตัวนางไปสักอย่างในยามค่ำคืนก็คงจะพอใช้ดมแก้คิดถึงได้บ้าง
คุณหนูจางล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าผืนที่นางติดตัวมาตั้งแต่วันแรกซึ่งเพิ่งซักใหม่ๆ ยื่นให้กับเขา “มันใหญ่พอที่จะมัดรอบแขนท่านได้พอดี หากว่าบาดเจ็บก็เอาไว้ใช้ได้”
ต่างคนต่างใจหายไม่อยากจะจากกัน เขารับผ้าเช็ดหน้าจากนางแล้วเก็บไว้ในสาบเสื้อ พยุงให้นางลุกขึ้นเพราะจวนจะถึงเวลาต้องเดินทางแล้ว
คุณหนูจางอยู่คอยฟังข่าวการศึกอยู่แทบทุกวัน เมื่อมู่หลี่เฉียงจากไปได้ไม่กี่วันนางก็เริ่มคิดถึงเขาจนไม่อาจจะอยู่นอนในห้องได้เพียงลำพัง จึงได้ขอร้องให้แม่นมเจียงเข้ามานอนเป็นเพื่อน
“หวงเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ คุณชายมู่เก่งกาจยิ่งนัก ทั้งการนำทัพของจวิ้นอ๋องก็ไม่เคยแพ้พ่าย ครั้งนี้พวกเขาก็ต้องได้รับชัยชนะกลับมา”
สีหน้าของนางก็ยังไม่ดีขึ้น นางคิดทบทวนถึงชีวิตที่แสนสุขสบายของตนในเมืองหลวงที่วันๆ คอยแต่งกายงดงาม นัดกินเลี้ยงดื่มน้ำชา สังสรรค์พบปะกับสตรีชั้นสูงด้วยกัน นินทาคนรอบข้างไปวันๆ
นางไม่เคยรู้เลยว่าชีวิตทหารที่ต้องสู้รบเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินอย่างเขาต้องเสียสละเพียงใด บัดนี้เมื่อผูกพันกับเขาแล้วนางจึงได้รู้ว่านอกจากเขาจะเสียสละแล้ว ครอบครัวของทหารเหล่านั้นก็ต้องร่วมเสียสละด้วย
หญิงสาวจึงได้ขอให้แม่นมเจียงสอนนางตัดเย็บเสื้อผ้าและใช้เวลาในการทำเสื้อผ้าให้เขา รอวันที่เขาจะกลับมา
ไม่ถึงหนึ่งเดือนข่าวที่ทัพเว่ยแพ้พ่ายก็แพร่มาถึงเมืองพยัคฆ์เหิน พ่อบ้านในจวนรองแม่ทัพรีบเข้ามาบอกแม่นมเจียงกับนางด้วยความตื่นเต้น
“ทัพแคว้นหมิงของเราชนะแล้วขอรับแม่นม อีกไม่นานกองทัพพยัคฆ์เหินก็คงเดินทางกลับมาขอรับ!”
“ดีๆ จวิ้นอ๋องได้รับชัยชนะเช่นนี้ แคว้นเว่ยคงไม่คิดจะรบไปอีกหลายปีเลยเชียว”
“เป็นเช่นนั้นล่ะขอรับ! เห็นทหารบอกว่ากองทัพเว่ยเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่นอกจากจะรบไม่ไหวแล้วยังต้องเสียเงินรักษาอีกเป็นจำนวนมหาศาล ครั้งนี้คงจะเสียหายหนักต้องพักรบไปอีกนานเลยทีเดียว”
มู่หลี่เฉียงที่นำไพร่พลบุกตะลุยจัดการกับกองทัพเว่ยเสร็จก็เร่งฝีเท้าม้าเดินทางกลับมาเมืองพยัคฆ์เหิน นานนับเดือนที่จากนางมา ทุกคืนเขาได้แต่หยิบเอาผ้าเช็ดหน้าของนางขึ้นมาสูดดมด้วยความคิดถึง
‘เจ้าอยู่ที่จวน ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใด ข้ากำลังจะกลับไปหาเจ้าแล้ว’
กลิ่นของผ้าก็เหมือนกลิ่นจากตัวของนาง เสร็จสิ้นภารกิจแล้วเขานึกอยากจะนอนกอดนางบนเตียงไปสักสองสามวันให้สบายใจ
ครั้นเดินทางอย่างเร่งร้อนกลับมาถึงค่ายพยัคฆ์เหิน รองแม่ทัพหนุ่มก็สั่งทหารคู่ใจให้หามเขากลับจวน
“ข้าง่วงนอนจนทนไม่ไหวแล้ว พวกเจ้าพาข้าไปส่งที่จวนด้วยล่ะกัน”
ชายหนุ่มฝากบุตรชายไว้กับแม่นมเจียงและแม่นมคนใหม่“แม่นมเจียง ข้าฝากลูกข้าด้วย ข้าจะเร่งมือมีบุตรสาวอีกสักคน”แม่นมเจียงยิ้มกว้าง “คุณชาย ต้องรอให้ร่างกายนางพักฟื้นฟูเสียก่อนนะเจ้าคะ”“ไม่ต้องห่วง ผ่านเข้าเดือนที่สี่แล้ว ข้าบำรุงร่างกายของนางอย่างเต็มที่ เหมาะที่จะลงมือแล้ว”มู่หลี่เฉียงพาภรรยาหายขึ้นเขาไปเป็นระยะๆ ส่วนวันที่เหลือก็คอยแย่งเวลากับบุตรชายคนโต ผ่านไปหกเดือน นางก็ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง จางเลี่ยงหวงบ่นกระปอดกระแปดที่ต้องท้องติดๆ กัน นางขอร้องให้สามีเว้นช่วงระยะไปสักปี แต่มู่หลี่เฉียงกลับไม่ยอม บังเอิญเกิดเหตุกบฏอ๋องสี่ขึ้นเสียก่อนเขาจึงต้องเดินทางไปเมืองฉู่จิ้งภารกิจการปราบปรามอ๋องสีหนักหนาสาหัสยิ่งนัก หลังจาปราบกบฎลงได้ หมิงฮ่องเต้จึงทรงดำรงให้ตั้งค่ายทหารที่นอกเมืองฉู่จิ้งเพื่อป้องกันการซ่องสุมกำลังพลของผู้มีอิทธิพลในภาคตะวันตกซึ่งเป็นดินแดนที่กว้างไกล ต่อไปกับแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งมีชนเผ่าในทะเลทรายมากมายอาศัยอยู่ กว่าจะเสร็จภารกิจการจัดตั้งค่ายทหารเมืองฉู่จิ้งได้ก็ปาไปครึ่งปีมู่หลี่เฉียงกลับมาถึงเมืองพยัคฆ์เหินอีกครั้งก็พบว่า บุตรชายคนโตก็เรียกท่านพ่อได้อ้อแอ้แ
แม้จะแต่งงานผ่านมาหลายเดือนแล้ว ทั้งมู่หลี่เฉียงยังขยันขันแข็งร่วมรักกับนางอยู่ไม่เว้นวาย จางเลี่ยงหวงก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียทีจนนางนึกกังวล“ท่านพี่หรือว่าร่างกายของข้าจะไม่ดี”“เจ้าอย่าเพิ่งคิดมาก เดี๋ยวข้าจะหาหมอเก่งๆ มาตรวจร่างกายของเราสองคน ดูไปแล้ว เจ้ากับข้าก็ร่างกายปกติทุกอย่าง หมอสี่ห้าคนที่เคยตรวจมาก็ไม่เคยทักเรื่องร้ายเลยสักครั้ง”จางเลี่ยงหวงกังวลอย่างมาก นางเขียนจดหมายขอให้ทางครอบครัวเดิมส่งยาชั้นดีมาให้หลายขนานเจ้าหมีป่าเองก็เสาะหาท่านหมอที่เก่งกาจในละแวกนั่นมาตรวจร่างกายทั้งตนและภรรยาหลายคนแล้วก็พบว่าปกติ แต่จางเลี่ยงหวงก็ยังไม่ตั้งท้องเสียทีสุดท้ายจึงได้เรียกหมอทหารมาตรวจอาการของจางเลี่ยงหวงพบว่าร่างกายของนางต้องบำรุงเพิ่มธาตุหยินให้มากขึ้นเพื่อให้สมดุลมู่หลี่เฉียงจึงคอยประคบประหงมภรรยาเป็นอย่างดี จากนั้นอีกหลายเดือนเขาก็ได้มีโอกาสเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าพระชายาฟ่านซิ่วอิงที่เพิ่งคลอดแฝดสี่มู่หลี่เฉียงเห็นเด็กทารกทั้งสี่ก็รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก เขาเก็บเอาไว้นั่งฝันนอนฝันอยากจะมีบุตรธิดากับจางเลี่ยงหวงเยอะๆ เช่นนี้บ้างเมื่อกลับถึงเมืองพยัคฆ์เหินอีกคร
เกาหลินเจี๋ยสีหน้าไม่สู้ดีนัก นับตั้งแต่เขาจูบซ่งไป๋หลานในคืนนั้น นางก็หายหน้าหายตาไป แม้ท่านพ่อท่านแม่ของเขาจะส่งแม่สื่อไปทาบทามและทำสัญญาหมั้นหมายกันเรียบร้อยตามขั้นตอนแต่นางก็ไม่มาปรากฏตัวให้เห็น นายกองเกาผู้เอะอะโผงผางอยู่เป็นนิจถึงกับต้องบากหน้าไปปรึกษารองแม่ทัพมู่ผู้เป็นนาย “นี่เจ้าดูเหมือนคนอดนอนมาหลายคืนแล้ว มีทุกข์ใดนักหรือ ” มู่หลี่เฉียงประหลาดใจที่คนจะได้แต่งงานอย่างนายกองเกากลับไม่รื่นเริงสักนิด “หรือว่าเจ้าเองก็ถูกซ่งไป๋หลานข่มเหงด้วยเหมือนกัน” เรื่องของเกาเฉี่ยนกับเสี่ยวหวังคนซื่อกลายเป็นที่ขบขันของคนทั้งค่ายทหาร เพราะเกาเฉี่ยนคนงามปล้ำจูบเสี่ยวหวังในคืนเทศกาลบูชาเทพธิดาปฐพี ทำให้นางเสนอตัวรับผิดชอบเสี่ยวหวัง ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า “มิได้ๆ เป็นข้านั่นล่ะที่ข่มเหงนาง ท่านมู่ แม้นางจะยอมแต่งงานกับข้าแต่ท่านดู! นางไม่ยอมออกมาให้ข้าได้พบหน้าสักนิด ตั้งแต่คืนนั้นนางก็เงียบหายไปเลย ข้าให้เกาเฉี่ยนไปหลอกล่อนางออกมาแล้วนางก็ไม่มา” มู่หลี่เฉียงยกยิ้มมุมปาก “จะพูดให้ยากไปทำไม ไหนๆ เจ้ากับนางก็จะแต่งงานกันแล้ว ทำแทนพูดจะตกลงกัน
“ถ้าหากเขาไม่ยอมมาขอโทษข้า ก็แสดงว่าเขาเป็นบุรุษที่ใช้ไม่ได้เจ้าค่ะ” จางเลี่ยงหวงพยักหน้า “จริงของเจ้า หากว่าเขาไม่ยอมมาขอโทษเจ้า วันหน้าก็คงจะเป็นสามีภรรยาที่เคารพกันและกันไม่ได้” นางหยิบน้ำชาขึ้นมาจิบแล้วพลันนึกถึงเกาเฉี่ยนขึ้นมา “พูดเรื่องแม่นางเกา ข้าคิดว่านางมาชอบท่านพี่ของข้าเสียอีก แต่เจ้าบอกว่านางไปกับเสี่ยวหวัง” “เจ้าค่ะ นางชอบเสี่ยวหวังมาตั้งแต่แรกแล้ว หาได้เคยคิดจะชอบท่านรองแม่ทัพไม่”จางเลี่ยงหวงชะงัก เกาเฉี่ยนรูปร่างหน้าตางดงามหากอยากจะคิดเป็นอนุภรรยาของ มู่หลี่เฉียงก็ไม่แปลกแต่กลับไปฝังใจชอบเสี่ยวหวังที่วันๆ ไม่พูดไม่จา “เรื่องในโลกนี้ บางอย่างเกินคาดจริงๆ” จางเลี่ยงหวงเอ่ยออกมา “เจ้าค่ะนายหญิง ข้าได้ยินทีแรกยังแทบไม่เชื่อหู แต่เรื่องนี้นายกองเกาเองก็ได้ยินเช่นกัน” ซ่งไป๋หลานเล่าเรื่องราวระหว่างเกาเฉี่ยนกับเสี่ยวหวังให้นายหญิงของตนฟังจนหมดสิ้น “เจ้าช่วยนางก็ถูกแล้ว ว่าแต่เสี่ยวหวังยอมรับนางหรือไม่เล่า” จางเลี่ยงหวงรู้สึกเห็นใจเกาเฉี่ยนขึ้นมา “ไม่ทราบเจ้าค่ะ เพราะข้ามัวแต่ทะเลาะกับนายกองเกา ดังนั้นจึ
สองสามีภรรยาเดินยิ้มๆ ไปหารือกันสองสามประโยคก่อนจะจูงมือกันออกนอกจวน“เช่นนั้นข้าคงต้องรีบไปหารือกับท่านเกา บิดาของนายกองเกาตอนนี้เลยก่อนที่คนจะลือกันเสียหายมากกว่านี้” ท่านแม่ของเกาหลินเจี๋ยได้ยินเรื่องราวก็ตบเข่าดังฉาด นางยิ้มกว้างด้วยความพอใจ “ข้าว่าแล้วเชียว! ไม่มีไฟจะเกิดควันได้อย่างไร พวกเขาสองคนไม่ยอมรับกระทั่งมีคนจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ แม้จะเป็นเรื่องน่าอาย แต่ข้าก็ยินดีนัก จะได้จัดการเรื่องให้ชัดเจนไปเสียที ท่านรองแม่ทัพเดี๋ยวตอนสายข้าจะให้แม่สื่อทำตามประเพณีทุกประการไม่ให้พวกท่านเสียหน้าอย่างเด็ดขาด!” ส่วนท่านเกาผู้เป็นบิดาก็ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะพออกพอใจที่บุตรชายถึงคราวต้องจำนนกับหลักฐานเสียที ที่ผ่านมาชายหนุ่มเอาแต่บ่ายเบี่ยงและอ้างว่าตนเองต้องไปรบทัพจับศึกไม่มีเวลาหาภรรยา “เสี่ยวเจี๋ยมีภรรยาเสียที ข้ากับฮูหยินปวดหัวเรื่องนี้กันมานานแล้ว บังคับเขาแต่งงานทีไรก็อ้างว่าต้องออกไปฝึกทหาร” มู่หลี่เฉียงแยกกับภรรยาก็กลับไปยังค่ายทหาร เขายังข้องใจเรื่องเกาเฉี่ยนไม่หาย ครั้นเห็นเสี่ยวหวังนั่งดวงตาเหม่อลอยจึงเข้าไปไถ่ถามถึงเรื่อง
เกาหลินเจี๋ยขยับเข้ามารั้งร่างบางเข้าแนบชิด ประกบริมฝีปากจูบนางในทันที ซ่งไป๋หลานตกใจดิ้นอึกอักแต่ชายหนุ่มร่างกำยำกับกอดนางไว้แน่น เขาจูบทั้งปาก ทั้งแก้มซ้ายแก้มขวา และใบหูของนาง “ไอหยา!” เสียงอุทานของคนที่ยืนมุงดูอยู่บนสะพานทำเอานายกองเกาปล่อยมือจากแม่นางคนงามแทบไม่ทัน ซ่งไป๋หลานกับเกาหลินเจี๋ยเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นทหารกลุ่มใหญ่กำลังยืนดูอยู่ด้วยสายตาตกตะลึง “นายกองซ่ง!” “นี่พวกเจ้า!” “ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ พวกเราก็มาเดินลาดตระเวนตามปกติ ผู้ใดจะไปรู้เล่าว่าพวกเจ้าสองคนจะร้อนแรงถึงเพียงนี้” สหายของเกาหลินเจี๋ยรีบส่งเสียงขอโทษขอโพยพลางหันไปไล่ลูกน้องทั้งหลายให้หลบไปจากบริเวณนั้น “พวกเจ้าตามสบายเถอะ ข้าไล่พวกเขาไปหมดแล้ว” ซ่งไป๋หลานใบหน้าซีดเซียวแทบจะลมจับ คราวนี้นับว่านางหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมกับเกาหลินเจี๋ยแล้ว เรื่องเก่าๆ ก็ยังพอจะเรียกได้ว่าความเข้าใจผิดและบังเอิญได้ แต่ครั้งนี้เขา...เขาจูบนางเข้าไปจริงๆ ยากจะแก้ต่างให้ตัวเองได้อีกต่อไป “ข้าจะกลับแล้ว!” นางผุดลุกขึ้นวิ่งออกจากศาลาด้วยความโกรธและความอาย “ช้าก







