Mag-log inจ้าวฉีเหรินเกิดความคิดขึ้นทันที เขามีหูตามากมายในวังหลวง สิ่งใดที่เขาสนใจ ย่อมได้รับรายงาน และบางทีคนที่เขาอยากให้ฝังหมุดเล่มสุดท้ายเหนือหัวใจของเฉิงป๋อหยาง อาจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งชื่อของอีกฝ่าย ติดอยู่ที่ริมฝีปากเขาเท่านั้น
“เรียกแม่ทัพน้อยกังมาพบเรา ให้คนส่งผ้าไหม และเครื่องประดับไปตำหนักจิ่งกง แจ้งว่าเป็นรางวัลจากเรามอบแก่องค์หญิงหก สิ่งของเหล่านั้นให้เน้นสำหรับใช้ในงานมงคล”
คำสั่งของฮ่องเต้ ใครได้ยินก็เข้าใจได้ว่า ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ กำลังจะเกิดสมรสพระราชทานระหว่างแม่ทัพน้อยกังและองค์หญิงหก
ฝ่ายร่างที่นอนบนโต๊ะไม้ แม้จะทรมานจากการบาดแผลใหญ่น้อย รวมถึงหมุดที่ฝังอยู่ในร่าง แต่มันยังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาได้ยินจากจ้าวฉีเหริน ความแค้นทั้งหมดที่คนผู้นี้ก่อต่อมารดาเขาจากไป รวมถึงท่านย่า และท่านปู่ ทั้งแคว้นชิง ย่อมต้องได้รับการคิดบัญชี คนสกุลจ้าวสมควรต้องชดใช้ด้วยเลือด แม้แต่องค์หญิงหกจ้าวรั่วเหมย สตรีที่งดงามและบอบบางราวกับบุปผาแรกแย้ม เขาก็จะไม่มีวันยกเว้น ส่วนจะพิจารณาโทษใดต่อนาง เฉิงป๋อหยางย่อมต้องมีวิธีทรมานที่แสนพิเศษ และล้ำลึกกว่าผู้อื่น
ฝ่ายจักรพรรดิจ้าวหัวเราะเสียงดังห้าวใหญ่ ความสุขใดเล่า จะเท่าการที่เขาได้ครอบครองทุกสิ่ง และยังมีเรื่องสนุกให้ทำอยู่เสมอ เขามักทำให้ผู้อื่น ตกเป็นเครื่องมือตน แล้วใส่ร้ายป้ายสีให้เป็น ขุนนางกังฉินบ้าง แม่ทัพกบฏ หรือ ทรราชล่มแคว้น ยิ่งมีคนเหล่านั้นมากเท่าใด จ้าวฉีเหรินก็จะกลายเป็นโอรสสวรรค์ให้ผู้คนกราบไหว้ พร้อมยกย่องว่าเขาคือเทพสวรรค์แสนประเสริฐ
“สตรีที่โรงทาสเป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวฉีเหรินเปลี่ยนเรื่องถามเหวินอู๋คัง เห็นได้ชัดว่าหมอหลวงเหวินเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะอีกฝ่าย เป็นผู้ใช้ยากล่อมประสาทนาง เพื่อให้คลายความเครียด พร้อมพยายามรักษาไม่ให้นางกลายเป็นคนวิปลาส
“เอ่อ ล่าสุดกระหม่อมให้หมอที่สำนักแพทย์ไปตรวจอาการ นางยังอยู่ในอากาศเหม่อลอย พูดจาไม่รู้เรื่อง แม้แต่การขับถ่ายก็ไม่อาจกระทำให้เรียบร้อย เช่นนี้ นับว่าเป็นคนไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง และรอเพียงความตายที่จะมาเยือนในเร็ววัน”
จ้าวฉีเหรินพยักหน้าเข้าใจ
“เช่นนั้น นางก็ไม่สมควรเป็นมารดาใคร แต่เราไม่อยากให้ผู้ใดรังแกนางมากนัก อย่างไรก็เคยได้รับความโปรดปราณจากเรา ส่งคนจับตาดูอยู่ห่างๆ เช่นเดิม”
เมื่อกล่าวจบจักรพรรดิจ้าวก็ก้าวออกจากห้องใต้ดิน รวมถึงหมอหลวงเหวิน และหมออีกสองคน ภายในพื้นที่ดังกล่าวจึงเหลือเพียงเฉิงป๋อหยาง ห้วงเวลานั้น เขากึ่งหลับกึ่งตื่น ในหัวนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนจะมายังแผ่นดินต้าอัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาติภพนี้ เขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องราวแต่หนหลัง ทุกอย่างดำเนินไปตามเดิม ทั้งขมขื่น ปวดร้าว และเต็มไปด้วยบาดแผล
*********
ตั้งแต่จำความได้ เขาถูกเลี้ยงดูอยู่ท้ายวังหลวงแคว้นชิง คือองค์ชายที่ชิงอ๋องไม่ใคร่ใส่ใจมากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเกลียดชัง เพียงแต่เพิกเฉยต่อเฉิงป๋อหยาง ถึงอย่างนั้นเขาก็มีเพื่อนในวัยเดียวกัน คอยเล่นและศึกษาสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับการเป็นองค์ชายแห่งแคว้นชิง อย่างไรก็ตามมีข้อห้ามหลายอย่างที่เขาไม่อาจกระทำได้ นั่นก็คือเรียกชิงอ๋องว่าเสด็จพ่อ หรือแม้แต่ได้ใกล้ชิดกับพี่น้องคนอื่น ในภายหลังถึงรู้ว่า ทั้งหมดนั้นก็เพื่อเตรียมการไว้ให้เขาได้มาเป็นองค์ชายตัวประกัน เพื่อที่จะไม่มีการผูกพันใดๆ ต่อแคว้นชิง หากวันข้างหน้าเขาจะต้องตายอย่างไร้ดินกลบหน้าอยู่ที่แผ่นดินอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผู้อื่นให้ความสำคัญ ถึงขั้นต้องเสียน้ำตา
ซึ่งการเดินทางนับพันลี้ จากแคว้นชิงมาพื้นที่ซึ่งแตกต่างทั้งผู้คน และความเป็นอยู่ ถึงจะได้รถม้าคันใหญ่ พร้อมหน่วยอารักขา หากหลายหนเหมือนจะมีมือสังหารคอยปองร้ายเฉิงป๋องหยาง ด้วยครั้งนั้นยังเยาว์วัย และวู่วามเขาจึงได้รับบาดเจ็บจากเกาทัณฑ์สามเฉก ซึ่งปักเข้าบริเวณหัวไหล่ บาดแผลนับว่าฉกรรจ์ หากที่ร้ายแรงยิ่งกว่าก็คือมันอาวุธดังกล่าวอาบยาพิษ และคาดว่าเป็นของหนานฉี และทั้งที่ผู้ร่วมเดินทางเขามีสมุนไพร เพื่อใช้ในการรักษา แต่ชีวิตเฉิงป๋อหยางแขวนอยู่บนเส้นด้าย เนื่องจากพิษดังกล่าวเป็นสิ่งที่ชาวแคว้นชิงไม่สันทัด
กระทั่งในคืนที่สองระหว่างพักในอารามร้าง เขาสลบไม่ได้สติ ธาตุไฟแทบแตก ยามนั้นผู้ติดตามให้การรักษาอย่างสุดกำลัง หากดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เวลาผ่านไป จนยามสายของอีกวัน คนผู้หนึ่งปรากฏตัวแล้วให้ความช่วยเหลือแก่เฉิงป๋อหยาง
เขาเร่งจังหวะเร็วขึ้น แรงขึ้น และการหายใจทั้งคู่ผสานเขาด้วยกัน ฝ่ายนางบีบรัดเขาอย่างเผลอไผล เป็นเหตุให้เฉิงป๋อหยางส่งเสียงคำราม ตามด้วยคำชม “งดงามไร้ที่ติ หยางหยางย่อมมาเกิดในมิช้า... อาเหมย ข้าจะมอบเซียนน้อยให้ไว้ดูแล เมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นเทพสงคราม” ยามนี้เขากล่าวสิ่งใด นางย่อมไม่อาจโต้แยก รับรู้แต่การกระแทกของเขาที่มอบรสเร่าร้อนให้นางจนมือเท้าอ่อนระทวย พอปลายหัวหยักเคลื่อนไปอยู่ปากทางฉ่ำเยิ้ม ฝ่ายนางก็ออกแรงดึงดูดให้เขานำท่อนอุ่นจัดกระแทกคืนสู่จุดเดิม “อาเหมยล้อข้าเล่นอีกแล้ว เจ้าติดใจรสชาติเสาค้ำอาณาจักรต้าอันของข้าใช่หรือไม่” นางไม่ตอบ ดวงตายังหลับสนิท ซึ่งยามนี้ ไม่ใช่เพราะง่วงงุน ไม่ใช่การละเมอ แต่นางเขินอายและไม่กล้าสู้สายตาของเฉิงป๋อหยาง เอวบางถูกจับยกสูง ตอนนี้จ้าวรั่วเหมยอยู่ในท่านั่งซ้อนทับร่างเขาบนเตียง ท่วงท่าดังกล่าวส่งผลให้เกิดความลื่นไหลมากกว่าเดิม มือใหญ่จับเอวของนาง และเคลื่อนขึ้นลงไปมา ส่วนสะโพกเขาขยับรัวๆ เป็นชุดใหญ่ ซึ่งความนุ่มนิ่มของนางรองรับความแข็งแกร่งของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
คมเขี้ยวของเฉิงป๋อหยางลงน้ำหนักไม่รุนแรงนัก ถึงอย่างนั้นจ้าวรั่วเหมยก็เจ็บ ก่อนรับรู้ได้ถึงความคาวในปาก เขาต้องการให้นางเสียเลือด บุรุษผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว “คืนนี้ท่านได้แผลข้างบนเป็นที่ระลึกจากข้า คืนต่อๆ ไป ข้าจะทำให้องค์หญิงหกได้เลือด จากส่วนที่สตรีมีไว้มัดใจบุรุษ โดยเฉพาะคนแซ่กังที่ท่านอยากพลีกายให้มันเล่นสนุก เหมือนโสเภณีใช่ซ่องชั้นต่ำ” คำพูดน้ำเสียงจากเฉิงป๋อหยางทำให้นางเจ็บที่หัวใจ และน้ำตาพลันเอ่อล้นแพขอบตางอนหนา ในความเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่าย จ้าวรั่วเหมยรับรู้ได้ว่า นิ้วมือใหญ่ๆ ของเขาช่วยซับน้ำตาให้ ก่อนจะมีการจุมพิตที่เปลือกตานาง หัวใจหญิงสาวเต้นไหวรุนแรง และนั่นคงทำให้เขารับรู้บางอย่าง จากการจุมพิต เขาจึงเลื่อนริมฝีปากลงมาที่ลำคอ จูบและไล้ลิ้น เล่นหยอกเย้าปลุกอารมณ์นางอีกครั้ง สะโพกของจ้าวรั่วเหมยยกขึ้นสูง มือใหญ่รองรับเอาไว้ พร้อมกันนั้นขาวเรียวสวยถูกยกพาดไหล่หนา อื้อ...นางครางเสียงต่อเนื่อง กลีบอวบแสนบริสุทธิ์ก็ถูกรุกล้ำด้วย เรียวลิ้นสากร้อนทิ่มแทงย้ำๆ ประหนึ่งว่าอยากให้จ้าวรั่วเหมยขาดใจตาย
อื้อ... อ๊ะ...เกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายจ้าวรั่วเหมยร้อนวูบวาบ บางคราขนอ่อนที่หลังต้นคอลุกชัน ยามนี้รู้สึกคล้ายต้องพิษที่อาจส่งผลให้นางตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น จ้าวรั่วเหมยอ่อนไหวต่อการรุกรานนี้ แทนที่จะต่อต้าน กลับกลายเป็นว่าหญิงสาวอยากเข้าร่วมกับอีกฝ่าย กายแกร่งที่อุ่นจัดเบียดแทรกเนื้อนุ่มนิ่ม ทั้งมีการสูดกลิ่นหอมจากส่วนที่ไวต่อความรู้สึกอย่างคลั่งไคล้ เกิดคำถามในหัวดังย้ำย้อนไปมา มีผู้บ้าบิ่นบุกรุกเข้ามาในห้องหับและกำลังทำสิ่งต้องห้ามระหว่างชายหญิงทั้งที่ไม่ได้เป็นสามีและภรรยากันใช่หรือไม่ เขาคือใคร วิญญาณร้ายจากเรือนป่าสนสินะ... ยามนี้ แพขนตาหนาหนักอึ้ง ส่วนร่างกายกับตรงกันข้ามกัน ด้วยเริ่มร้อนรุ่มในพื้นที่อ่อนนุ่มซึ่งกำลังเรียกร้องให้ความใหญ่โตแสนอัดอัดแทรกตัวเข้าไป ทั้งแขนและขาอ่อนระทวยมิอาจปกป้องตนเองจากการจู่โจมของผู้ที่ถวิลหาความสาวแสนบริสุทธิ์จากองค์หญิงหก แห่งแคว้นต้าอัน จวบจนมีสิ่งที่แทงลึกเข้าในกลีบสวาทเนื้อสาว นางก็สั่นผวา ทั้งต้องส่งเสียงครางอยากออดอ้อน อื้อๆ ๆ เป็นสิ่งใดที่กำลังเข้าไปสำรวจพื้นที่ต้องห้ามของสตรี
เขามาพร้อมกับลูกศิษย์น้อยไร้เดียงสา กล่าวได้ว่าเป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง และนางฉลาดเฉลียวกินเก่ง และยามนั้นอยากกินถังหูลู่ที่ทำจากซานจา* (พุทราป่า) จึงติดตามมาด้วย และบังเอิญได้พบกับเฉิงป๋อหยางเข้าพอดี ความมีน้ำใจของนางและเห็นว่าเขานอนไม่ได้สติ ทั้งตัวร้อน แม่นางน้อยก็อยากช่วยเหลือ พร้อมคาดเดาว่าเฉิงป๋อหยางดูเหมือนกำลังหิว จึงเคี้ยวผลซานจาที่มีรสหวานอมเปรี้ยวจากนั้นก็เตรียมป้อนใส่ปากเขา “ไม่มีน้ำ.... มะ ไม่มีของกะ กิน แต่ซานจา นี้ ขะ ข้ามอบให้พี่ชาย” คราแรกที่ได้ยินเสียงอีกฝ่าย เขายื่นมือออกมา แม้จะแทบไม่มีเรี่ยวแรง แต่ยังบีบลำคอเล็กๆ เอาไว้ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่เคยไว้ใจผู้ใด มันคือกฎที่ตั้งเอาไว้ แผ่นดินต้าอันล้วนดูหมิ่นชาวชิงเสมอมา อีกทั้งก่อนมารดาสิ้นใจ ยังย้ำเตือนว่า คนที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือจักรพรรดิจ้าว เด็กหญิงไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแค่ทำตาโต แล้วไอโขลกๆ ติดกัน พลอยให้เฉิงป๋อหยางรู้สึกผิด เขาปล่อยมือจากลำคอนาง ที่ดูเหมือนว่ากระดูกอาจหักได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดจากใจจริง ฝ่ายนางพอเป็นอิสระ ก็มองเขาอย่างพินิ
จ้าวฉีเหรินเกิดความคิดขึ้นทันที เขามีหูตามากมายในวังหลวง สิ่งใดที่เขาสนใจ ย่อมได้รับรายงาน และบางทีคนที่เขาอยากให้ฝังหมุดเล่มสุดท้ายเหนือหัวใจของเฉิงป๋อหยาง อาจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งชื่อของอีกฝ่าย ติดอยู่ที่ริมฝีปากเขาเท่านั้น “เรียกแม่ทัพน้อยกังมาพบเรา ให้คนส่งผ้าไหม และเครื่องประดับไปตำหนักจิ่งกง แจ้งว่าเป็นรางวัลจากเรามอบแก่องค์หญิงหก สิ่งของเหล่านั้นให้เน้นสำหรับใช้ในงานมงคล” คำสั่งของฮ่องเต้ ใครได้ยินก็เข้าใจได้ว่า ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ กำลังจะเกิดสมรสพระราชทานระหว่างแม่ทัพน้อยกังและองค์หญิงหก ฝ่ายร่างที่นอนบนโต๊ะไม้ แม้จะทรมานจากการบาดแผลใหญ่น้อย รวมถึงหมุดที่ฝังอยู่ในร่าง แต่มันยังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาได้ยินจากจ้าวฉีเหริน ความแค้นทั้งหมดที่คนผู้นี้ก่อต่อมารดาเขาจากไป รวมถึงท่านย่า และท่านปู่ ทั้งแคว้นชิง ย่อมต้องได้รับการคิดบัญชี คนสกุลจ้าวสมควรต้องชดใช้ด้วยเลือด แม้แต่องค์หญิงหกจ้าวรั่วเหมย สตรีที่งดงามและบอบบางราวกับบุปผาแรกแย้ม เขาก็จะไม่มีวันยกเว้น ส่วนจะพิจารณาโทษใดต่อนาง เฉิงป๋อหยางย่อมต้องมีวิธีทรมานที่แสนพิเศษ และล้ำลึกกว่าผู้อื่น ฝ่ายจั
“เสี่ยวเหมียน มิใช่น้องสาวเรา... การถูกส่งไปเป็นโสเภณีแคว้นชิงก็นับว่าเหมาะสม กับโทษที่คนในตระกูลเดิมของนางก่อขึ้น การไม่จงรักภักดีต่อเราย่อมต้องแลกด้วยเลือด และความตาย หากจำไม่ผิด ข่าวสุดท้ายที่จดจำได้ น้องสาวแพศยาคนนั้น ตกเป็นเมียชิงอ๋อง ในท้องพระโรง มีผู้อื่นได้เห็นการอุ่นเตียงแสนบัดซบนับร้อย ฮ่าๆ ๆ การสมสู่เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ช่างเหมาะสมกับที่พวกมันเป็นคนแคว้นชิง ที่ไร้สมอง ขาดความรู้เรื่องการทำศึกสงคราม จึงพ่ายแพ้ต่อเราเรื่อยมา” เรื่องราวบัดซบที่จักรพรรดิจ้าวกล่าว มิแน่ชัดว่ามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่เฉิงป๋อหยางที่นอนอยู่ แม้ไม่อาจลืมตาได้ ทั้งบอบช้ำทั่วร่าง แต่ใจเขาเจ็บปวดยิ่ง อย่างไรเสียชีวิตที่สองเมื่อได้มา เขาย่อมต้องคิดบัญชีทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างสาสม โดยเฉพาะจ้าวฉีเหรินผู้นี้ “สาดน้ำให้มันฟื้น และส่งกลับเรือนป่าสน ให้คนคอยจับตาดูมันตลอด มีสิ่งใดผิดปกติจงรายงานเราโดยเร็ว” จ้าวฉีเหรินกล่าว โดยไม่คิดจะแยแสร่างที่มิต่างจากผีดิบของเฉิงป๋อหยาง หากเป็นยามนั้นที่เหวินอู๋คังกล่าวขึ้น “ฝ่าบาทอย่างไรก็ตาม หากต้องการเก็บป๋อหยางไว้ใช้งาน เมื่อหมุดเล่มสุดท้ายต







