Mag-log inเขามาพร้อมกับลูกศิษย์น้อยไร้เดียงสา กล่าวได้ว่าเป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง และนางฉลาดเฉลียวกินเก่ง และยามนั้นอยากกินถังหูลู่ที่ทำจากซานจา* (พุทราป่า) จึงติดตามมาด้วย และบังเอิญได้พบกับเฉิงป๋อหยางเข้าพอดี
ความมีน้ำใจของนางและเห็นว่าเขานอนไม่ได้สติ ทั้งตัวร้อน แม่นางน้อยก็อยากช่วยเหลือ พร้อมคาดเดาว่าเฉิงป๋อหยางดูเหมือนกำลังหิว จึงเคี้ยวผลซานจาที่มีรสหวานอมเปรี้ยวจากนั้นก็เตรียมป้อนใส่ปากเขา
“ไม่มีน้ำ.... มะ ไม่มีของกะ กิน แต่ซานจา นี้ ขะ ข้ามอบให้พี่ชาย”
คราแรกที่ได้ยินเสียงอีกฝ่าย เขายื่นมือออกมา แม้จะแทบไม่มีเรี่ยวแรง แต่ยังบีบลำคอเล็กๆ เอาไว้ได้
ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่เคยไว้ใจผู้ใด มันคือกฎที่ตั้งเอาไว้ แผ่นดินต้าอันล้วนดูหมิ่นชาวชิงเสมอมา อีกทั้งก่อนมารดาสิ้นใจ ยังย้ำเตือนว่า คนที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือจักรพรรดิจ้าว
เด็กหญิงไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแค่ทำตาโต แล้วไอโขลกๆ ติดกัน พลอยให้เฉิงป๋อหยางรู้สึกผิด เขาปล่อยมือจากลำคอนาง ที่ดูเหมือนว่ากระดูกอาจหักได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดจากใจจริง
ฝ่ายนางพอเป็นอิสระ ก็มองเขาอย่างพินิจ เฉิงป๋อหยางสวมหน้ากากครึ่งหน้าบนเอาไว้ และเขาช่างองอาจ มีไอสังหารอย่างที่นางไม่เคยสัมผัสได้จากผู้อื่นแม้แต่พี่ชายคนรอง ที่ชอบกลั่นแกล้งนาง
“เคี้ยวสิ่งใด น่าเกลียดยิ่งนัก” เขาส่งเสียงแหบพร่าออกมา
เด็กหญิงไม่ได้ตอบในทันที ริมฝีปากนางกำลังเคี้ยวบางอย่างด้วยความเร็วยิ่งขึ้น พอมันละเอียดจึงเอ่ยว่า
“กิน...ขะ ข้าปรุงอาหารให้พี่ชาย หวาน...ขะ ข้าอมน้ำตาลกรวดด้วย หวาน หอม ชะ ชื่นใจ”
เขาแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว และพอเห็นว่านางคายบางอย่างออกจากปาก และกำลังจะส่งให้เขา ความรู้สึกพะอืดพะอมก็เกิดขึ้น
“เจ้าเป็น คะ ใคร ไฉนถึงเข้ามาด้านในนี้ได้”
เด็กหญิงมองเฉิงป๋อหยาง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และไม่ได้ตอบคำเขา แต่กลับถามว่า
“สะ เสี่ยวเหมยงาม ใช่หรือไม่”
เฉิงป๋อหยางอึ้ง เจ็บแผลอยู่มาก และตอนแรกไม่มีอารมณ์ขัน หากยิ้มขึ้นมาได้ เด็กน้อยเพียงเท่านี้ หากรู้จักชื่นชมตนเอง “เจ้าไม่ใช่คนอัปลักษณ์ แต่ฟันน่าเกลียด”
เขาเอ่ย และมองฟันของนางที่มีผลซานจาติดอยู่ และมีสองซี่ที่หลอ
“เช่นนั้น ข้าก็งาม... คนงามเป็นเทพธิดา กำลังปรุงอาหารป้อนพี่ชาย”
“เจ้าล้อผู้อื่นเล่นเช่นนี้หรือ”เฉิงป๋อหยางกล่าวจบ มือเล็กๆ ที่มีผลซานจาที่เคี้ยวจนละเอียดมีทั้งเนื้อ และน้ำก็ถูกส่งเข้าปากเขา
องค์ชายต่างแคว้นปฏิเสธไม่ทัน แต่พอได้ลิ้มรสชาติซานจา ทั้งเปรี้ยวหวานด้วยธรรมชาติผลมน้ำตาลกรวด เขาก็รู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด ท้องไม่มีเสียงร้องดังโครกคราก ศีรษะไม่หนักอึ้ง “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่เด็กน้อย”
นางยิ้มแล้วก็หัวเราะ กำลังจะตอบเฉิงป๋อหยาง หากด้านนอกมีเสียงเรียกให้ออกไป
เมื่อเฉิงป๋อหยางจะขยับตัวจึงพบว่า แผลที่หัวไหล่ใส่ยาสมานแบบผงกับสมุนไพรวางโป๊ะไว้ นั่นย่อมหมายความว่า เด็กหญิงมากับผู้อื่น ส่วนนางเป็นใครกันนั้น เขาเชื่อว่าในภายหน้าย่อมต้องตามหาตัวได้ไม่ยาก ด้วยแผ่นดินต้าอัน จะมีสักกี่คนที่ยื่นมือช่วยเหลือเขา ทั้งยังแสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ และในใจลึกๆ เขาขอให้เทพธิดาน้อยผลซานจาผู้นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิจ้าว
************
ตำหนัก จิ่งกง (เหลียนผิน-เจ้าตำหนัก)
สายลมพัดผ่านเข้ามาในห้องพักส่วนตัวขององค์หญิงหก ซึ่งเย็นสบายไม่หนาวเหน็บจนเกินไป ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาต้นยามอิ๋น(03.00-04.59น.) เรือนกายงดงามผิวขาวละเอียดเคลื่อนไหวตามแรงสัมผัสที่จากเนิบช้า เปลี่ยนเป็นรุนแรงและรุกเร้าไม่หยุดราวกับต้องการให้นางก้าวสู่ปลายทางแห่งความซาบซ่าน โดยมีร่างสูงใหญ่ซึ่งบุกเข้ามาทางหน้าต่าง คนผู้นั้น มิเคยยอมรับว่าตนเป็นโจรปล้นสวาท ทั้งที่พฤติกรรมแจ้งชัดเหลือเกิน
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้เป็นการกระทำหยาบโลน หรือป่าเถื่อนอย่างเช่นที่ผ่านมา... จ้าวรั่วเหมยทั้งซ่านสยิว และรัญจวนใจ
สำหรับผู้ที่มายามวิกาล ชาติก่อนเขาทำสิ่งผิดต่อนางด้วยการขโมยกินปาก ดื่นด่ำรสหวานจากเกรสฉ่ำเยิ้ม ในชาติใหม่นี้ ทั้งที่สติมีอยู่ครบ แทนที่จะหักห้ามใจได้ หากมีอาการหนักกว่าเดิม ร่างกายร้อนรุ่ม หัวใจก็โหยหาเรียกร้องอยากพบหน้าจ้าวรั่วเหมยทุกลมหายใจเข้าออก ซึ่งเขามักจะแสร้งสร้างเรื่องว่า นางตกอยู่ในช่วงเวลากึ่งหลับกึ่งตื่น เป็นโรคนอนละเมอ
บุรุษเช่นเขาเหตุใดทำเรื่องเหลวไหล อย่างคนไร้ยางอาย นั่นคงเป็นเพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ก็ไม่อาจอดที่จะปล้นสวาทร่างกายนุ่มนิ่มหอมหวานของจ้าวรั่วเหมยได้
เขาเร่งจังหวะเร็วขึ้น แรงขึ้น และการหายใจทั้งคู่ผสานเขาด้วยกัน ฝ่ายนางบีบรัดเขาอย่างเผลอไผล เป็นเหตุให้เฉิงป๋อหยางส่งเสียงคำราม ตามด้วยคำชม “งดงามไร้ที่ติ หยางหยางย่อมมาเกิดในมิช้า... อาเหมย ข้าจะมอบเซียนน้อยให้ไว้ดูแล เมื่อเขาเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นเทพสงคราม” ยามนี้เขากล่าวสิ่งใด นางย่อมไม่อาจโต้แยก รับรู้แต่การกระแทกของเขาที่มอบรสเร่าร้อนให้นางจนมือเท้าอ่อนระทวย พอปลายหัวหยักเคลื่อนไปอยู่ปากทางฉ่ำเยิ้ม ฝ่ายนางก็ออกแรงดึงดูดให้เขานำท่อนอุ่นจัดกระแทกคืนสู่จุดเดิม “อาเหมยล้อข้าเล่นอีกแล้ว เจ้าติดใจรสชาติเสาค้ำอาณาจักรต้าอันของข้าใช่หรือไม่” นางไม่ตอบ ดวงตายังหลับสนิท ซึ่งยามนี้ ไม่ใช่เพราะง่วงงุน ไม่ใช่การละเมอ แต่นางเขินอายและไม่กล้าสู้สายตาของเฉิงป๋อหยาง เอวบางถูกจับยกสูง ตอนนี้จ้าวรั่วเหมยอยู่ในท่านั่งซ้อนทับร่างเขาบนเตียง ท่วงท่าดังกล่าวส่งผลให้เกิดความลื่นไหลมากกว่าเดิม มือใหญ่จับเอวของนาง และเคลื่อนขึ้นลงไปมา ส่วนสะโพกเขาขยับรัวๆ เป็นชุดใหญ่ ซึ่งความนุ่มนิ่มของนางรองรับความแข็งแกร่งของเขาอย่างไม่ยอมแพ้
คมเขี้ยวของเฉิงป๋อหยางลงน้ำหนักไม่รุนแรงนัก ถึงอย่างนั้นจ้าวรั่วเหมยก็เจ็บ ก่อนรับรู้ได้ถึงความคาวในปาก เขาต้องการให้นางเสียเลือด บุรุษผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว “คืนนี้ท่านได้แผลข้างบนเป็นที่ระลึกจากข้า คืนต่อๆ ไป ข้าจะทำให้องค์หญิงหกได้เลือด จากส่วนที่สตรีมีไว้มัดใจบุรุษ โดยเฉพาะคนแซ่กังที่ท่านอยากพลีกายให้มันเล่นสนุก เหมือนโสเภณีใช่ซ่องชั้นต่ำ” คำพูดน้ำเสียงจากเฉิงป๋อหยางทำให้นางเจ็บที่หัวใจ และน้ำตาพลันเอ่อล้นแพขอบตางอนหนา ในความเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่าย จ้าวรั่วเหมยรับรู้ได้ว่า นิ้วมือใหญ่ๆ ของเขาช่วยซับน้ำตาให้ ก่อนจะมีการจุมพิตที่เปลือกตานาง หัวใจหญิงสาวเต้นไหวรุนแรง และนั่นคงทำให้เขารับรู้บางอย่าง จากการจุมพิต เขาจึงเลื่อนริมฝีปากลงมาที่ลำคอ จูบและไล้ลิ้น เล่นหยอกเย้าปลุกอารมณ์นางอีกครั้ง สะโพกของจ้าวรั่วเหมยยกขึ้นสูง มือใหญ่รองรับเอาไว้ พร้อมกันนั้นขาวเรียวสวยถูกยกพาดไหล่หนา อื้อ...นางครางเสียงต่อเนื่อง กลีบอวบแสนบริสุทธิ์ก็ถูกรุกล้ำด้วย เรียวลิ้นสากร้อนทิ่มแทงย้ำๆ ประหนึ่งว่าอยากให้จ้าวรั่วเหมยขาดใจตาย
อื้อ... อ๊ะ...เกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายจ้าวรั่วเหมยร้อนวูบวาบ บางคราขนอ่อนที่หลังต้นคอลุกชัน ยามนี้รู้สึกคล้ายต้องพิษที่อาจส่งผลให้นางตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น จ้าวรั่วเหมยอ่อนไหวต่อการรุกรานนี้ แทนที่จะต่อต้าน กลับกลายเป็นว่าหญิงสาวอยากเข้าร่วมกับอีกฝ่าย กายแกร่งที่อุ่นจัดเบียดแทรกเนื้อนุ่มนิ่ม ทั้งมีการสูดกลิ่นหอมจากส่วนที่ไวต่อความรู้สึกอย่างคลั่งไคล้ เกิดคำถามในหัวดังย้ำย้อนไปมา มีผู้บ้าบิ่นบุกรุกเข้ามาในห้องหับและกำลังทำสิ่งต้องห้ามระหว่างชายหญิงทั้งที่ไม่ได้เป็นสามีและภรรยากันใช่หรือไม่ เขาคือใคร วิญญาณร้ายจากเรือนป่าสนสินะ... ยามนี้ แพขนตาหนาหนักอึ้ง ส่วนร่างกายกับตรงกันข้ามกัน ด้วยเริ่มร้อนรุ่มในพื้นที่อ่อนนุ่มซึ่งกำลังเรียกร้องให้ความใหญ่โตแสนอัดอัดแทรกตัวเข้าไป ทั้งแขนและขาอ่อนระทวยมิอาจปกป้องตนเองจากการจู่โจมของผู้ที่ถวิลหาความสาวแสนบริสุทธิ์จากองค์หญิงหก แห่งแคว้นต้าอัน จวบจนมีสิ่งที่แทงลึกเข้าในกลีบสวาทเนื้อสาว นางก็สั่นผวา ทั้งต้องส่งเสียงครางอยากออดอ้อน อื้อๆ ๆ เป็นสิ่งใดที่กำลังเข้าไปสำรวจพื้นที่ต้องห้ามของสตรี
เขามาพร้อมกับลูกศิษย์น้อยไร้เดียงสา กล่าวได้ว่าเป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่ง และนางฉลาดเฉลียวกินเก่ง และยามนั้นอยากกินถังหูลู่ที่ทำจากซานจา* (พุทราป่า) จึงติดตามมาด้วย และบังเอิญได้พบกับเฉิงป๋อหยางเข้าพอดี ความมีน้ำใจของนางและเห็นว่าเขานอนไม่ได้สติ ทั้งตัวร้อน แม่นางน้อยก็อยากช่วยเหลือ พร้อมคาดเดาว่าเฉิงป๋อหยางดูเหมือนกำลังหิว จึงเคี้ยวผลซานจาที่มีรสหวานอมเปรี้ยวจากนั้นก็เตรียมป้อนใส่ปากเขา “ไม่มีน้ำ.... มะ ไม่มีของกะ กิน แต่ซานจา นี้ ขะ ข้ามอบให้พี่ชาย” คราแรกที่ได้ยินเสียงอีกฝ่าย เขายื่นมือออกมา แม้จะแทบไม่มีเรี่ยวแรง แต่ยังบีบลำคอเล็กๆ เอาไว้ได้ ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่เคยไว้ใจผู้ใด มันคือกฎที่ตั้งเอาไว้ แผ่นดินต้าอันล้วนดูหมิ่นชาวชิงเสมอมา อีกทั้งก่อนมารดาสิ้นใจ ยังย้ำเตือนว่า คนที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือจักรพรรดิจ้าว เด็กหญิงไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแค่ทำตาโต แล้วไอโขลกๆ ติดกัน พลอยให้เฉิงป๋อหยางรู้สึกผิด เขาปล่อยมือจากลำคอนาง ที่ดูเหมือนว่ากระดูกอาจหักได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดจากใจจริง ฝ่ายนางพอเป็นอิสระ ก็มองเขาอย่างพินิ
จ้าวฉีเหรินเกิดความคิดขึ้นทันที เขามีหูตามากมายในวังหลวง สิ่งใดที่เขาสนใจ ย่อมได้รับรายงาน และบางทีคนที่เขาอยากให้ฝังหมุดเล่มสุดท้ายเหนือหัวใจของเฉิงป๋อหยาง อาจอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งชื่อของอีกฝ่าย ติดอยู่ที่ริมฝีปากเขาเท่านั้น “เรียกแม่ทัพน้อยกังมาพบเรา ให้คนส่งผ้าไหม และเครื่องประดับไปตำหนักจิ่งกง แจ้งว่าเป็นรางวัลจากเรามอบแก่องค์หญิงหก สิ่งของเหล่านั้นให้เน้นสำหรับใช้ในงานมงคล” คำสั่งของฮ่องเต้ ใครได้ยินก็เข้าใจได้ว่า ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ กำลังจะเกิดสมรสพระราชทานระหว่างแม่ทัพน้อยกังและองค์หญิงหก ฝ่ายร่างที่นอนบนโต๊ะไม้ แม้จะทรมานจากการบาดแผลใหญ่น้อย รวมถึงหมุดที่ฝังอยู่ในร่าง แต่มันยังไม่เท่ากับสิ่งที่เขาได้ยินจากจ้าวฉีเหริน ความแค้นทั้งหมดที่คนผู้นี้ก่อต่อมารดาเขาจากไป รวมถึงท่านย่า และท่านปู่ ทั้งแคว้นชิง ย่อมต้องได้รับการคิดบัญชี คนสกุลจ้าวสมควรต้องชดใช้ด้วยเลือด แม้แต่องค์หญิงหกจ้าวรั่วเหมย สตรีที่งดงามและบอบบางราวกับบุปผาแรกแย้ม เขาก็จะไม่มีวันยกเว้น ส่วนจะพิจารณาโทษใดต่อนาง เฉิงป๋อหยางย่อมต้องมีวิธีทรมานที่แสนพิเศษ และล้ำลึกกว่าผู้อื่น ฝ่ายจั
“เสี่ยวเหมียน มิใช่น้องสาวเรา... การถูกส่งไปเป็นโสเภณีแคว้นชิงก็นับว่าเหมาะสม กับโทษที่คนในตระกูลเดิมของนางก่อขึ้น การไม่จงรักภักดีต่อเราย่อมต้องแลกด้วยเลือด และความตาย หากจำไม่ผิด ข่าวสุดท้ายที่จดจำได้ น้องสาวแพศยาคนนั้น ตกเป็นเมียชิงอ๋อง ในท้องพระโรง มีผู้อื่นได้เห็นการอุ่นเตียงแสนบัดซบนับร้อย ฮ่าๆ ๆ การสมสู่เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ช่างเหมาะสมกับที่พวกมันเป็นคนแคว้นชิง ที่ไร้สมอง ขาดความรู้เรื่องการทำศึกสงคราม จึงพ่ายแพ้ต่อเราเรื่อยมา” เรื่องราวบัดซบที่จักรพรรดิจ้าวกล่าว มิแน่ชัดว่ามีมูลความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่เฉิงป๋อหยางที่นอนอยู่ แม้ไม่อาจลืมตาได้ ทั้งบอบช้ำทั่วร่าง แต่ใจเขาเจ็บปวดยิ่ง อย่างไรเสียชีวิตที่สองเมื่อได้มา เขาย่อมต้องคิดบัญชีทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างสาสม โดยเฉพาะจ้าวฉีเหรินผู้นี้ “สาดน้ำให้มันฟื้น และส่งกลับเรือนป่าสน ให้คนคอยจับตาดูมันตลอด มีสิ่งใดผิดปกติจงรายงานเราโดยเร็ว” จ้าวฉีเหรินกล่าว โดยไม่คิดจะแยแสร่างที่มิต่างจากผีดิบของเฉิงป๋อหยาง หากเป็นยามนั้นที่เหวินอู๋คังกล่าวขึ้น “ฝ่าบาทอย่างไรก็ตาม หากต้องการเก็บป๋อหยางไว้ใช้งาน เมื่อหมุดเล่มสุดท้ายต







