LOGINตอนที่
[7] การเกี้ยวพาท่านอ๋อง นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมรับอย่างหน้าด้าน ๆ “เช่นนั้นก็ถือว่าหม่อมฉันตั้งใจมาพบพระองค์เถิดเพคะ” มุมปากของรุ่ยอ๋องกระตุกเล็กน้อย หานจิ่นเยว่จึงรุกต่อ “ท่านอ๋องมีธุระต่อหรือไม่เพคะ หากไม่มี...จะเดินชมเมืองด้วยกันสักครู่ได้หรือไม่” นางเตรียมใจรับคำปฏิเสธไว้แล้ว ทว่า… “ได้” กลับได้ยินคำตอบง่าย ๆ คราวนี้เป็นหานจิ่นเยว่ที่นิ่งไปเอง ตกลงแล้ว? รู้ตัวอีกทีนางและเขาก็ได้เดินชมตลาดด้วยกันเสียแล้ว แม้บทสนทนาจะไม่ได้มากมาย แต่ก็ไม่ได้อึดอัดอย่างที่นางคิด กระทั่งเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว “ระวัง!” หานจิ่นเยว่ยังไม่ทันหันกลับ จู่ ๆ ก็ถูกแขนข้างหนึ่งคว้าเอวนางแล้วดึงเข้าหาตัว ก่อนจะพบว่ารถม้าพุ่งผ่านไปในระยะใกล้มาก หญิงสาวเบิกตากว้าง เมื่อรู้ตัวอีกที ใบหน้าของนางก็แทบแนบอยู่กับอกกว้างของอีกฝ่ายเสียแล้ว ทว่าเมื่อรถม้าแสนอันตรายแล่นผ่านไปรุ่ยอ๋องก็รีบปล่อยมืออย่างรวดเร็ว ก่อนถอยออกไปราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงการช่วยเหลือตามปกติ หานจิ่นเยว่ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ที่แท้คำร่ำลือที่ว่ารุ่ยอ๋องไม่ชอบให้สตรีเข้าใกล้คงเป็นเรื่องจริง นางยังไม่ทันคิดต่อ เสียงเด็กคนหนึ่งก็ดังขึ้น “พี่ชาย!” เด็กชายตัวน้อยผู้หนึ่งถือดอกไม้ป่าหลายดอกวิ่งเข้ามา “ดอกไม้ป่านี่งามนัก ท่านซื้อให้ฮูหยินของท่านสักดอกสิ” นางได้แต่ชะงัก ฮูหยิน? หญิงสาวกำลังจะอธิบาย ทว่ารุ่ยอ๋องกลับหันไปทางซิ่วเจ๋อ องครักษ์หนุ่มเข้าใจทันที จึงหยิบเงินส่งให้เด็ก ก่อนหานจิ่นเยว่จะได้พูดอะไร ดอกไม้ดอกหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า “รับไปสิ” นางรับมาอย่างงุนงง “ท่านอ๋อง...” “เด็กผู้นั้นรบเร้าเกินไป” สีหน้าของเขาราบเรียบ ไม่มีความผิดปกติใด คล้ายว่าคิดเช่นนั้นจริง ๆ หานจิ่นเยว่เหลือบมองเด็กชายที่กำลังยืนยิ้มแฉ่งอยู่ไม่ไกล รบเร้า? เด็กคนนั้นพูดแค่ประโยคเดียวเองมิใช่หรือ? โอกาสครั้งที่สี่กลับเกิดขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย วันหนึ่งรถม้าของหานจิ่นเยว่เกิดเสียกลางทาง โชคดีที่ขบวนของรุ่ยอ๋องผ่านมาพอดี นางจึงได้อาศัยรถม้าของเขากลับเมือง ภายในรถมีทั้งเสี่ยวชูและซิ่วเจ๋ออยู่ด้วย บรรยากาศจึงไม่ได้อึดอัดนัก ระหว่างทาง หานจิ่นเยว่เหลือบเห็นขบวนรถสินค้าหลายคันแล่นแยกไปยังเส้นทางหนึ่ง เพียงเห็นตราบนลังไม้ ดวงตาของนางก็เปลี่ยนไป นี่มันของจากร้านของนาง เหตุใดจึงถูกขนไปทางนั้น? เส้นทางนี้ไม่ใช่ทางไปโกดังของตระกูลหาน อีกทั้งปลายทางยังเชื่อมไปยังจวนของขุนนางฝ่ายหนึ่งซึ่งกำลังมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับหลายขั้วอำนาจ หานจิ่นเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปพูด “ท่านอ๋อง หม่อมฉันได้ยินว่าทางข้างหน้ามีทุ่งดอกไม้แปลกตาอยู่มาก เปลี่ยนไปใช้เส้นทางนั้นได้หรือไม่เพคะ” รุ่ยอ๋องมองนาง ก่อนเหลือบไปยังขบวนรถด้านนอกเพียงแวบเดียว “ได้” จากนั้นรถม้าจึงเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน และเมื่อยิ่งเข้าใกล้หานจิ่นเยว่ก็ยิ่งเห็นชัดว่าของหลายชิ้นมาจากร้านในบัญชีของตนจริง ๆ นอกจากถูกยักยอกแล้ว คนจวนกั๋วกงยังนำทรัพย์สินของนางไปใช้สร้างผลประโยชน์กับฝ่ายการเมืองอีกหรือ? มือเล็กกำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อ และแม้นางไม่พูดออกไป นางก็รู้ดีว่าข้อมูลนี้ก็เป็นประโยชน์ต่อรุ่ยอ๋องไม่น้อย เขาจะได้เห็นว่าขั้วอำนาจใดเกี่ยวโยงกันบ้าง และแน่นอนว่ารุ่ยอ๋องที่เป็นคนฉลาดก็มองเจตนาหญิงสาวออก เขาจ้องมองนางด้วยสายตาจริงจังขึ้น หญิงสาวเองก็สังเกตได้ หานจิ่นเยว่ได้แต่คิด หรือว่า... พระองค์เริ่มเห็นข้อดีของนางบ้างแล้ว? ดูเหมือนว่า ‘การเกี้ยวรุ่ยอ๋อง’ จะเริ่มมีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้ว หลังจากพบกันหลายครั้ง ในที่สุดหานจิ่นเยว่ก็ได้นัดพบรุ่ยอ๋องที่โรงน้ำชาอวิ้นมู่อีกครั้ง คราวนี้นางนำกล่องไม้เล็ก ๆ ไปด้วย เมื่อเปิดออกด้านในคือตำราหายากเล่มหนึ่ง “หม่อมฉันได้ยินว่าท่านอ๋องกำลังตามหาตำราเล่มนี้ จึงนำมามอบให้เพคะ” หลิ่งจื่อเชียนรับไปเปิดดู ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย หานจิ่นเยว่รออยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็พบว่าเขาไม่พูดอะไรต่อ สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหวจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นเสียเอง “มาถึงตอนนี้นับว่าหม่อมฉันพิสูจน์ความจริงใจได้บ้างหรือยังเพคะ” รุ่ยอ๋องเงยหน้าจากตำราขึ้นมามอง ก่อนจะตอบ “ยังห่างไกล” “..…” รอยยิ้มบนใบหน้าของหานจิ่นเยว่แทบหายวับ “แล้วท่านอ๋องต้องการให้หม่อมฉันทำถึงเพียงใด” เขาเหลือบมองนาง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ผู้ที่เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอ ย่อมต้องมีความอดทนกว่านี้” “…..” หานจิ่นเยว่สูดลมหายใจเข้าเงียบ ๆ เอาเถิด อดทน นางจะอดทน แค่เกี้ยวบุรุษผู้หนึ่งเท่านั้น จะยากสักเพียงไหนกันเชียว! หลังกลับถึงตำหนักซ่งหยาง ซิ่วเจ๋ออดทนอยู่พักใหญ่ ก่อนสุดท้ายจะถามขึ้น “ท่านอ๋อง ท่านหญิงทั้งส่งยา ส่งอาหาร แล้วยังตั้งใจพบพระองค์ รวมถึงพยายามเอาใจใส่ในหลาย ๆ อย่าง เหตุใดพระองค์ยังไม่ตอบรับข้อเสนออีกพ่ะย่ะค่ะ ทั้ง ๆ ที่…” รุ่ยอ๋องหยุดฝีเท้า “นางเข้าหาข้ากี่ครั้งแล้ว” ด้านซิ่วเจ๋อเมื่อได้ยินคำถามก็ชะงัก แม้จะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็เริ่มนับอย่างจริงจัง “ส่งยา หนึ่ง ส่งอาหาร สอง พบที่ตลาด สาม เรื่องรถม้า สี่ แล้ววันนี้อีกหนึ่ง...” เขายกนิ้วครบห้า ก่อนจะตอบ “ห้าครั้งพ่ะย่ะค่ะ” รุ่ยอ๋องกลับตอบทันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ยังไม่ครบสามครั้ง” “…..” ซิ่วเจ๋อเงียบไป ก่อนที่สายตาของเขาจะค่อย ๆ เลื่อนลงมองนิ้วทั้งห้าของตัวเอง แล้วเริ่มลังเลว่า... ควรแก้ตัวเลขของผู้เป็นนาย หรือควรแสร้งทำเป็นว่าตนไม่รู้จักการนับเลขดี? ขณะเดียวกัน หลิ่งจื่อเชียนเดินต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก่อนเอ่ยกับตนเองเบา ๆ “ยังขาดอีกมาก” ซิ่วเจ๋อมองแผ่นหลังผู้เป็นนายด้วยสีหน้าพูดไม่ออก ดูท่าว่าท่านหญิงคงต้องลำบากแล้วตอนพิเศษ ความสุขที่เคยไม่กล้าฝัน“พอแล้ว”หานจิ่นเยว่ลืมตามองเขาอย่างอ่อนแรง“อะไรหรือเพคะ”“เรามีบุตรเพียงคนเดียวก็พอแล้ว”แม้หมดเรี่ยวแรง นางก็ยังหัวเราะออกมา“พระองค์ช่างมักน้อยยิ่ง”หลิ่งจื่อเชียนส่ายหน้า“ข้าไม่ได้มักน้อย”เขาก้มลงจุมพิตหลังมือนาง“ข้าเพียงไม่อยากเห็นเจ้าต้องเจ็บเช่นนี้อีก”ดวงตาของหานจิ่นเยว่พลันร้อนผ่าว ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด เสียงร้องของเด็กน้อยก็ดังขึ้นอีกครั้ง หมอหญิงอุ้มทารกเข้ามาใกล้ ก่อนเอ่ยถาม“ท่านอ๋องจะทรงอุ้มท่านชายน้อยหรือไม่เพคะ”หลิ่งจื่อเชียนมองห่อผ้าเล็ก ๆ ตรงหน้าอย่างลังเล ทว่าเมื่อรับเด็กมาไว้ในอ้อมแขน ร่างทั้งร่างของเขาก็พลันแข็งค้าง“เหตุใดตัวเล็กเช่นนี้”หมอหญิงรีบแนะนำ“ท่านอ๋องต้องประคองศีรษะท่านชายน้อยไว้เช่นนี้เพคะ”หลิ่งจื่อเชียนไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย หานจิ่นเยว่มองภาพนั้นแล้วหัวเราะทั้งน้ำตาบุรุษผู้ไม่เคยหวาดกลัวศัตรูใด กลับทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องอุ้มบุตรชายของตนเอง รุ่ยอ๋องก้มมองเด็กน้อยในอ้อมแขนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ต่อจากนี้ เจ้าห้ามรังแกแม่ของเจ้าอีก นางลำบากเพื่อเจ้ามามากแล้ว”ราวกับได้ยินคำพูดนั้น มือเล็ก ๆ ขอ
ตอนพิเศษความสุขที่เคยไม่กล้าฝันหลังจากรู้ว่าพระชายาตั้งครรภ์ ชีวิตประจำวันภายในตำหนักซ่งหยางก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหรือกล่าวให้ถูก...ชีวิตของหานจิ่นเยว่ต่างหากที่เปลี่ยนไป“เดินช้าหน่อย”“ท่านอ๋อง หม่อมฉันเดินช้ามากแล้วนะเพคะ”“ยังเร็วเกินไป”“…..”“สมุดบัญชีเหล่านั้นให้คนอื่นถือ”“มีเพียงสองเล่มเองเพคะ”“สองเล่มก็หนัก”“…..”“อย่าขึ้นบันไดเพียงลำพัง”“บันไดมีเพียงสามขั้น”“สามขั้นก็อาจล้มได้”“…..”ไม่เพียงห้ามเดินเร็ว ยังห้ามถือสมุดบัญชีหลายเล่ม ห้ามขึ้นบันไดคนเดียว และห้ามออกจากตำหนักโดยไม่มีคนติดตามแม้แต่นั่งตรวจบัญชีนานเกินไป หลิ่งจื่อเชียนก็ไม่ยินยอม หากนางยื่นมือไปหยิบถ้วยชา เขาก็จะเป็นคนหยิบส่งให้ หากเขาไม่อยู่ คนในตำหนักก็ต้องรีบเข้ามาช่วยเหลือแทน เพราะทุกคนได้รับคำสั่งไว้แล้วอย่างเคร่งครัด วันหนึ่งหานจิ่นเยว่ทนไม่ไหว จึงเอ่ยถามขึ้น“ท่านอ๋อง หม่อมฉันเพียงตั้งครรภ์ มิได้กลายเป็นคนพิการนะเพคะ”หลิ่งจื่อเชียนพยักหน้า“ข้ารู้”“แล้วเหตุใดจึงไม่ให้หม่อมฉันทำสิ่งใดเลย”“เพราะเจ้าและลูกสำคัญที่สุด”“ข้าจะไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด” เขาตอบด้วยสีหน้าจริงจังหานจิ่นเยว่ได้แต่อ้าปาก ก่อน
ตอนพิเศษความสุขที่เคยไม่กล้าฝันช่วงหลายวันมานี้ หานจิ่นเยว่รู้สึกว่าร่างกายของตนผิดปกติไปเล็กน้อย นางมักอ่อนเพลียง่าย ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงมาก บางครั้งยังกินอาหารไม่ค่อยลง และรู้สึกเหม็นกลิ่นอาหารบางอย่างโดยไม่มีสาเหตุ ทว่าเจ้าตัวกลับไม่ได้คิดมากนักเพราะช่วงนี้นางต้องจัดการทั้งบัญชีร้านค้าและเรื่องภายในตำหนัก บางวันนั่งตรวจเอกสารตั้งแต่เช้าจรดเย็น จึงคิดเพียงว่าตนอาจพักผ่อนน้อยเกินไปกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างรับประทานอาหารร่วมกับรุ่ยอ๋อง กลิ่นปลานึ่งตรงหน้ากลับลอยมาแตะจมูกทันใดนั้นความรู้สึกคลื่นไส้ก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว หานจิ่นเยว่รีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก ก่อนเบือนหน้าออกไปอีกทาง หลิ่งจื่อเชียนเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที“เยว่เออร์ เจ้าเป็นอะไร”“หม่อมฉันเพียงรู้สึกคลื่นไส้เล็กน้อยเพคะ”นางตอบก่อนยกมือห้ามเมื่อเห็นเขาเตรียมลุกขึ้น“ช่วงนี้หม่อมฉันอาจพักผ่อนน้อยไปหน่อย พระองค์ไม่ต้องทรงกังวล…”“ไปตามหมอหลวงมา”รุ่ยอ๋องออกคำสั่งโดยไม่รอให้นางกล่าวจบ พ่อบ้านเผยรีบรับคำ ก่อนส่งคนออกจากตำหนักทันที หานจิ่นเยว่ได้แต่ถอนหายใจในความวิตกของอีกฝ่าย“ท่านอ๋อง หม่อมฉันอาจเพียงเหนื่อ
ตอนที่[16]สวามีของหานจิ่นเยว่เพียงผู้เดียว (ตอนจบ)ตกเย็นครอบครัวของรุ่ยอ๋องขึ้นไปกินอาหารบนเรือลำใหญ่ที่ถูกจองไว้เป็นการส่วนตัว กลางแม่น้ำสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองผิงอันได้อย่างชัดเจน โคมไฟนับพันส่องสว่างอยู่ตามสองฝั่งน้ำ รอเพียงเวลาที่ดอกไม้ไฟจะถูกจุดขึ้นเหนือท้องฟ้าหลิ่งจื่อเช่อวิ่งเล่นอยู่บนดาดฟ้าเรือในอ้อมกอดยังคงมีแมวขาวตัวเดิม โดยมีเสี่ยวชูและซิ่วเจ๋อคอยดูแลอย่างใกล้ชิดหลังเหตุการณ์ช่วงกลางวัน ไม่มีผู้ใดยอมปล่อยให้ท่านชายน้อยคลาดสายตาอีกแม้แต่ก้าวเดียวหลิ่งจื่อเชียนเดินเข้ามาหาหานจิ่นเยว่ ก่อนโอบเอวนางจากด้านหลังเขาไม่ได้ถามว่านางหายไปที่ใดมา แต่รายงานจากองครักษ์ทำให้เขารู้ทุกอย่างแล้ว และคำตอบที่นางมอบให้เจิ้งเยี่ยน ก็ทำให้หัวใจของเขาสงบลงอย่างแท้จริง คิดแล้วก็ก้มลงหอมแก้มพระชายาเสียงดังฟอด!“อืม สดชื่น”หานจิ่นเยว่จึงหันไปตีแขนเขาเบา ๆ“พระองค์ทำอะไรเพคะ คนอยู่เต็มไปหมด”“ผู้ใดกล้ามอง”รุ่ยอ๋องกวาดสายตาไปรอบกาย ซิ่วเจ๋อรีบหันหน้าไปอีกทาง ส่วนเสี่ยวชูก็ก้มลงจัดเสื้อผ้าให้ท่านชายน้อยราวกับไม่เห็นสิ่งใด หานจิ่นเยว่จึงส่ายหน้าอย่างจนใจบุรุษผู้นี้ นับวันยิ่งทำตัวตามใจม
ตอนที่[16]สวามีของหานจิ่นเยว่เพียงผู้เดียว (ตอนจบ)ห้าปีต่อมาเมืองผิงอันยังคงคึกคักเช่นทุกปี ช่วงเทศกาลดอกไม้ไฟ ถนนสายหลักถูกประดับด้วยโคมหลากสี ร้านค้าตั้งแผงเรียงรายตลอดสองข้างทาง ผู้คนจากต่างเมืองต่างหลั่งไหลเข้ามาชมงานอย่างเนืองแน่น ครอบครัวของรุ่ยอ๋องเองก็มาพักผ่อนที่นี่เป็นประจำทุกปีหลังจากหานจิ่นเยว่จัดการบัญชีร้านค้าและเรื่องภายในตำหนักครั้งใหญ่เสร็จ ช่วงเทศกาลนี้จึงเป็นเวลาสำหรับครอบครัวโดยเฉพาะทว่าครั้งนี้กลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น“เช่อเออร์!”หานจิ่นเยว่หันมองไปรอบกายด้วยใบหน้าซีดเผือด เพราะยามนี้ หลิ่งจื่อเช่อ บุตรชายวัยห้าขวบของนางหายตัวไปท่ามกลางฝูงชน องครักษ์และนางกำนัลถูกส่งออกไปตามหาทั่วเมือง แต่ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามก็ยังไม่พบแม้แต่เงา“ยังหาไม่พบหรือ”“ยังพ่ะย่ะค่ะ”หานจิ่นเยว่ได้ยินคำตอบก็แทบทรุดลง หลิ่งจื่อเชียนจึงรีบเข้ามาประคองร่างนางไว้“เยว่เออร์ ใจเย็นก่อน”“ลูกยังเล็กถึงเพียงนั้น หากพบคนไม่ดี...”“เขาจะต้องไม่เป็นอะไร”แม้ภายในใจจะร้อนรนไม่ต่างกัน แต่เขายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“เราจะต้องหาเขาพบแน่”ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด เสียงเล็ก ๆ ที
ตอนที่[16]สวามีของหานจิ่นเยว่เพียงผู้เดียว (ตอนจบ)รุ่งเช้า แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ลอดผ่านม่านเข้ามาภายในห้อง หานจิ่นเยว่ค่อย ๆ ลืมตาตื่น ก่อนจะพบว่าตนยังคงนอนอยู่ภายในอ้อมแขนของรุ่ยอ๋อง แขนแกร่งโอบอยู่รอบเอว ใบหน้าหล่อเหลาห่างจากนางเพียงไม่กี่ชุ่น ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าเขายังคงหลับสนิทหญิงสาวมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเมื่อคืนนี้ไม่มีหมอนกั้นกลางระหว่างคนทั้งสองอีกแล้วและเป็นครั้งแรกที่นางตื่นขึ้นมาโดยไม่รู้สึกว่าการอยู่ในอ้อมแขนของเขาเป็นเรื่องน่าอึดอัด และมันมีมวลอบอุ่นดังเช่นที่นางเคยรู้สึกมาตลอดหลายคืนที่ผ่านมาหานจิ่นเยว่ขยับตัวเล็กน้อย คิดจะลุกออกไปอย่างเงียบ ๆ ทว่าแขนที่โอบเอวกลับกระชับแน่นขึ้น“จะไปที่ใด”เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นเหนือศีรษะ“พระองค์ตื่นแล้วหรือเพคะ”“หากเจ้าไม่ขยับ ข้าคงหลับต่อได้อีกหน่อย”หลิ่งจื่อเชียนลืมตาขึ้น ก่อนก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขน“เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่”เมื่อนึกถึงจุมพิตเมื่อคืน ใบหน้าของหานจิ่นเยว่ก็พลันร้อนขึ้น“ก็...พอใช้ได้เพคะ”“เพียงพอใช้ได้หรือ”เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย“เช่นนั้นคืนนี้ข้าคงต้องพยายามให้มากก







