Se connecterในขณะที่ตัวก่อเหตุชิ่งหนีความโกลาหลที่ตัวก่อไว้ เยี่ยหยางตบอกปลอบใจตัวเองยกแขนเสื้อซับเหงื่อไคล พยายามปรับลมหายใจให้คงที่ เขาวิ่งสาวเท้าออกมากลับตำหนักอ๋องอย่างรวดเร็ว ไม่หวังดูผลงานที่ตัวเองก่อวีรกรรมชอกช้ำให้ผู้อื่นไว้
เฮ้อ...คิดว่าต้องฟังเสียงแหลมเล็กนั่นกรีดร้องให้ทรมานหูน้อย ๆ ของเปิ่นหวางแล้วสักอีก ดีที่เผ่นออกมาได้ทัน เจ้าตัวรีบร้อนไม่ทันระวังชนเข้ากับหัวขบวนมนุษย์ไม่เบา เซจนหน้าแทบซบพื้น แต่มนุษย์ผู้นั้นกับยืนนิ่งตั้งตระหง่านดั่งกำแพงเมืองไม่ไหวติง เยี่ยหยางอาศัยเกาะกำแพงมนุษย์พยุงตัวขึ้นเองพร้อมส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้กับไท่จื่อมู่หรงลู่เฉินญาติผู้น้องไร้อารมณ์ของเขา “ไท่จื่อมู่หรงลู่เฉิน” “ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง” น้ำเสียงเรียบนิ่งลึก ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด ๆ สีหน้าเรียบยิ่งกว่าน้ำเสียงไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์นุ่มนวลดูแข็งกระด้างไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความหล่อเหลาสง่างามที่ฉายแววออกมาทั้งที่เยาว์วัย ดูทรงคุณวุฒิมากกว่าเยี่ยหยางอีก ทั้ง ๆ ที่อายุอ่อนกว่าเกือบสองปีเต็ม เขาเหลือบมองเยี่ยหยางอย่างเอือมระอาลูกพี่ลูกน้องผู้พี่คนนี้ที่ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย “จริงสิ เรื่องที่เจ้าต้องไปศึกษาที่เทียนถูหวู่ เป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้หรือ?” เยี่ยหยางอดรู้สึกหมั่นไส้หนังหน้าลู่เฉินไม่น้อย ต่อให้ตัวตนจริง ๆ ของเขาจะเย่อหยิ่งมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มากเท่านี้ โอ๊ย...เจ้านี่มันหน้าน้ำแข็งหรือไง เจอหน้าทีไรก็ไร้อารมณ์อย่างกับผู้บรรลุรสมรรคาธรรมสวรรค์ชั้นเซียน วาจากล่าวน้อยคำยิ่งกว่า “ข้าประสงค์จะไปศึกษาร่ำเรียนเอง” องค์รัชทายาทตอบกลับ “อ๋อ ถ้างั้นเจ้าคงต้องการความสงบในการศึกษาเล่าเรียนใช่หรือไม่ เช่นนันข้าจะไปทูลฮ่องเต้ให้ถอดถอนราชโองการของข้า เจ้าจะได้มีสมาธิตั้งใจศึกษาอย่างดี” เยี่ยหยางตบบ่ามู่หรงลู่เฉินรีบเสนอความคิดเห็น ไม่ปล่อยโอกาสดีที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นรอดไปได้ เขาคิดว่าชื่อเสียงที่ตัวเองเพียรสร้างสะสมมานานอาจมีประโยชน์ในครานี้ คนอย่างลู่เฉินคงไม่ต้องการยอดตัวบัดซบอย่างเขาไปเป็นตัวถ่วงของตัวเองการเรียนรู้ของเขาอย่างแน่นอน จึงพูดกล่อมให้อีกฝ่ายนึกรำคาญ ถ้ามีเขาไปด้วย “ไม่ต้อง ข้าไม่ถือ” ลู่เฉินปฏิเสธข้อเสนอแนะของเยี่ยหยางอย่างไม่ไยดี ด้วยประโยคสนทนาสั้น ๆ แล้วก้าวเดินออกไปอย่างไม่สนใจสีหน้าชินอ๋องที่ยืนอึ้งแม้แต่น้อย หากใครสังเกตให้ดีสักนิดจะพบว่ามุมปากขององค์รัชทายาทกระตุกยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดี แววตาเป็นประกายวูบหนึ่งก่อนกลับมานิ่งเรียบเหมือนเดิม ส่วนคนที่คว้าโอกาสไม่สำเร็จอย่างท่านอ๋องบัดซบ ได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ แต่ข้าถือ...ถือหนักมากด้วยเยี่ยหยางกลับมาตั้งหลักที่ตำหนักชินอ๋องของตัวเองก่อน การไปเทียนถูหวู่เหมือนจะเป็นปัญหาก็เหมือนไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่เรื่องนี้อาจสร้างความยุ่งยากลำบากให้เขาเล็กน้อย
ตัวเขาก็ไม่กล้าจะไปเจอฝ่าบาทให้ยกเลิกราชโองการ ฮ่องเต้สำหรับเขาให้ความรู้สึกน่าหวั่นเกรงไม่น้อย คล้ายความรู้สึกเหมือนเขาพบเจอเจ้านายเก่าที่ชวนขนหัวลุก ดังนั้นหลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงไม่เจอหน้าเป็นเรื่องดีที่สุด แม้ว่าเขาจะได้รับพระเมตตามาโดยตลอด แต่ในฐานะหลานชายกลับสนิทสนมพอสมควร ชายหนุ่มในร่างของเด็กหนุ่มเยาว์วัย ไล่ผู้คนบ่าวไพร่ออกจากเรือนของเขา ไม่ให้ใครเข้ามาจนกว่าเขาจะเรียก ปิดประตูหน้าเรือนใหญ่ลง พร้อมกับคาถาเวทลงทับป้องกันคนสอดรู้สอดเห็น สีหน้าบุคลิกไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเยี่ยหยางเปลี่ยนเป็นสีหน้านิ่งสงบ ดูเยือกเย็นเย่อหยิ่งขึ้นตามตัวตนที่แท้จริง ถึงแม้ความจริงเขาจะไม่ได้ดูหยิ่งยโสดังที่เห็นจากภายนอก แต่อำนาจก็หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนแบบนี้ เป็นบุคลิกประจำตัวตามฉบับคุณชายจอมเวทเลือดบริสุทธิ์ตระกูลวินเซอร์ที่ตอนนี้คือ ผู้นำตระกูลที่ดำรงตำแหน่งได้แค่วันเดียว ก็ปลิวมาอยู่ที่นี่อย่างไม่รู้สาเหตุ ตัวตนที่แท้จริงของเขาหาใช่ชินอ๋องมู่หรงเยี่ยหยาง ที่แท้จริงกลับเป็น ‘เกรกอรี่ วินเซอร์’ ดยุคตระกูลศักดิ์สิทธิ์ของระนาบมนตรา ที่เกิดเหตุการณ์ความผิดพลาดบางอย่างของเวทมนตร์ ทำให้เขาปรากฏตัวในที่ระนาบแห่งนี้ ระนาบที่เรียกว่า หวู่เซียนอาหารมื้อเช้าจบลงอย่างมีความสุขของครอบครัวและอย่างเศร้าใจสำหรับเสี่ยวฉง สี่คนพ่อแม่ลูกตัดสินใจเดินเที่ยวในเจียงตงร่วมกัน ออกจากโรงเตี๊ยมพร้อมชางเหอและซูผิงผู้เป็นภรรยา รวมถึงบ่าวสกุลจูหานเฟยและเฉิงเยว่แม่ลูกเดินนำหน้าขบวนนำเที่ยว เข้าร้านนู้นออกร้านนี้อย่างสนุกสนาน ตามด้วยสองพ่อลูกอย่างจูเหวินฟงและเยี่ยหยางที่คอยเดินตาม แล้วรับของกินเล่นที่ผู้เป็นภรรยาและแม่ยื่นให้ บ่าวไพร่ต่างหอบหิ้วข้าวของที่นายหญิงเดินซื้อเต็มไม้เต็มมือ ก็ได้รับอานิสงส์อิ่มหนำสำราญกันทั่วหน้า เพราะเจ้านายอารมณ์ดีเมตตาปรานีเลี้ยงของกินพวกเขาด้วย “เส้าหยาง”“ขอรับ ท่านพ่อ”“เจ้าฝึกฝนปราณยุทธถึงระดับใด?”นั่นไง...มาแล้ว ข้ากะแล้วเชียว ไม่ว่ายังไงต้องมีคำพูดแบบนี้หลุดถามออกมาจากปากท่านพ่อเยี่ยหยางครุ่นคิดว่าเขาจะตอบระดับใดดี น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี ถึงแม้เขาจะไม่มีลมปราณซักเสี้ยวก็ตาม อืม...ระดับจ้าวยุทธก็ไม่เลว ระดับต่ำกว่าอาจารย์ที่เทียนถูหวู่เล็กน้อย ระดับเทียบเท่าศิษย์หลักเทียนถูหวู่ แถมยังเหมาะเข้ากับข่าวลือที่ว่าพวกนั้นอีก“ระดับจ้าวยุทธขอรับท่านพ่อ”“ดี” จูเหวินฟงตอบ แม้เขาจะตรวจสอบไม่ได้ว่า คนที่บอกว่า
“ไหน ๆ หมุนตัวให้แม่ดูหน่อยสิลูก”เสียงของหานเฟยดังเข้าลูกชายสองคนที่ขมวดคิ้วเป็นปม เมื่อได้ยินประโยคทะแม่ง ๆ...ใคร?... ใครมาแย่งท่านแม่ของพวกเขาทันทีที่สองพี่น้องเห็นก็เบิกตาถลนกว้าง พวกเขาห่างท่านแม่ไม่ถึงหนึ่งเค่อกับมีเด็กชายร่างอวบอ้วนราวห้าขวบ มาคลอเคลียออดอ้อนออเซาะมารดาพวกเขา เยี่ยหยางแทบอยากพุ่งเข้าไปฉุดเจ้าฉงฉงออกไปห่างจากสายตาท่านแม่ของเขาทันที“หยางหยาง เฉิงเอ๋อร์มาแล้ว” หานเฟยหันไปหาผู้ที่เข้ามาใหม่ด้วยใบหน้ายิ้มกว้างแต่จูเหวินฟงกลับมีสีหน้าย่ำแย่มืดครึ้มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีบุรุษเพศผู้มาแย่งความสนใจจากภรรยาของเขาเพิ่มอีกแล้ว “เสี่ยวฉงนั่งนี่สิลูก” หานเฟยจัดที่นั่งทานอาหารเช้าให้ ข้างขวามือนางเป็นสามีสุดที่รักที่มีสีหน้าราวกับคนถ่ายไม่ออก ข้างซ้ายเป็นเด็กหนุ่มผมขาวนั่งตาใสอย่างฉงหยิ๋น ถัดจากสามีและเสี่ยวฉงเป็นบุตรชายสองคนที่เริ่มปั้นหน้าคล้ำไม่ต่างจากคนเป็นพ่อฮึ่ม...ฉงฉง / เจ้ากิเลน / เด็กบัดซบ เสียงความคิดของสามบุรุษตระกูลจูบรรยากาศบนโต๊ะอาหารมื้อเช้าที่มีสีหน้าอึมครึม ไม่สบอารมณ์ของหนุ่ม ๆ กับใบหน้ายิ้มแป้นเล้นของหนึ่งตัว สตรีคนเดียวในวงคีบอาหารให้ทุกคนกันอย่างท
หลังจากได้กลิ่นหอมฟุ้งปลุกตื่น จูงจมูกพวกเขามาที่ครัว ทำให้ทราบว่าผู้ที่ปรุงอาหารเลิศรส คือนายใหญ่แห่งเหวินชาและสัตว์เทวะของเจ้านาย ที่พวกเขามีโอกาสได้เห็นเป็นบุญตา “ใกล้แล้วหยางหยาง” เสี่ยวฉงตอบกลับ มันชิมรสชาติที่แก้ไขด้วยความพอใจ แล้วหันไปรับกระทะจากพ่อครัวคนหนึ่งยกขึ้นเตา อ้าปากตนเองพ่นลูกไฟเร่งความร้อนจนไฟโหมแรง มือถือตะหลิวพลิกกลับผัดผักไปมาอย่างคล่องแคล่ว เหล่าลูกศิษย์ต่างเก็บรายละเอียดกันทุกเม็ด แม้แต่ท่วงท่าก็ยังเรียนรู้ที่จะเลียนแบบตาม “ดี” เยี่ยหยางมองอาหารที่เตรียมด้วยตัวเองด้วยความพึงพอใจ ที่เขาเตรียมทุกอย่างได้สมบูรณ์ เมื่อวานเย็นเขาไม่มีเวลามากพอที่จะเตรียมอาหารมื้อแรกของครอบครัวด้วยตัวเอง มื้อเช้าวันนี้จึงเหมาะสมมากนัก อาหารหกเจ็ดอย่างถูกปรุงขึ้น โดยดัดแปลงสูตรและวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด ให้มีรสชาติของอาหารที่ระนาบมนตราและที่นี่ “จิงหลิง เจ้าควบคุมอุณหภูมิให้ดี เพิ่มความร้อนอีกหน่อย” “ขอรับนายท่าน” จิงหลิงจิตวิญญาณของสรรพาวุธที่สูงส่ง ทำหน้าที่ตัวเองอย่างแข็งขันตามที่มันเคยเอ่ยบอก หน้าที่ของมันตั้งแต่ได้เจ้านายมา คืองานครัว การเป็นภาชนะเครื่องครัวตามที่นายท่านต้อ
พวกเขาคุยเล่นกันสักพักใหญ่จนผ่านยามจื่อมาครึ่งชั่วยามแล้ว ตาของท่านแม่จะปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ แต่ก็ยังไม่ยอมนอน เยี่ยหยางจึงร่ายเวทหลับใหลให้ท่านแม่น้องชายได้พักผ่อน เพราะท่าทีของทั้งสองคนคืนนี้ คงตั้งใจพูดคุยทั้งราตรี ไม่หลับไม่นอนแน่นอน เฉิงเยว่เองพลังเวทพึ่งปะทุ ร่างกายต้องได้รับการพักผ่อน ไม่อย่างงั้นแกนเวทอาจเสียหายได้เนื่องจากยังไม่สมบูรณ์ ท่านแม่เองก็เดินทางมาไกล แถมเจอเรื่องวิวาทอีก ร่างกายคงเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว เขามองทั้งสองคนหลับจนสนิทแล้ว จึงเดินไปหาบิดาผู้เปล่าเปี่ยวนอนตาค้าง เพราะขาดเมียรักข้างกาย เฮ้อ...ท่านพ่อนอนเถอะ คืนนี้ข้าขอยืมเมียท่านกอดสักคืนนะ คาถาหลับใหลกำลังถูกร่ายใส่จูเหวินฟงที่นอนไม่หลับ เพราะขาดคนข้างกายอีกทั้งแปลกที่แปลกทาง แต่เมื่อเห็นบิดาเข้าห้วงนิทราเขาก็ยกเลิกคาถา อีกทั้งตอนนี้เงียบสงบนัก เหมาะกับการตรวจสอบร่างกายท่านพ่ออย่างละเอียดอีกครั้ง เยี่ยหยางร่ายคาถาเวท เพราะคิดถึงคำเตือนที่เผิงเหล่ยพูดถึงพิษที่ยังอยู่ในร่างบิดา นี่มัน…พิษกลืนวิญญาณ พิษกลืนวิญญาณเป็นพิษร้ายแรงที่กัดกร่อนร่างกายของผู้ต้องพิษ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ตามปริมาณที่ได้รับ หัวใจจะ
เยี่ยหยางไม่รู้ว่าวิธีตรวจสอบแบบนี้จะได้ผลหรือไม่ เพราะดูยากที่จะเชื่อถือ แต่เขาก็ไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับที่ยืนยันกับเฉิงเยว่แสดงให้บิดาเห็น ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านพ่อลืมเรื่องราวในระนาบมนตราสิ้นจากท่าทีที่แสดงออก เขาจึงขอเวลาในการฟื้นฟูความทรงจำของพวกท่านที่ลืมเลือนอย่างช้า ๆ ไม่ให้เกิดผลกระทบใด ๆ ดีที่น้องชายบอกกล่าวเรื่องทั้งหมดมาก่อน แล้วเขาก็เห็นแล้วว่าพวกท่านจำอะไรไม่ได้จริง ไม่ได้ทำอะไรผลีผลามใช้เวทมนตร์ จนกระตุ้นพลังเวทของพวกท่านทั้ง ๆ ร่างกายบาดเจ็บสายตาสี่คู่มองหยดเลือดสองหยดที่ค่อย ๆ รวมกันเป็นเม็ดใหญ่รอยอยู่ในภาชนะเป็นหนึ่งเดียว ไม่แตกแยก ไม่ตกตะกอนนอนก้น ซึ่งหมายความว่าเยี่ยหยางเป็นบุตรชายของจูเหวินฟง หรือจูเหวินฟง คือ มู่หรงหลงหมิง คือ แมทธิว วินเซอร์ “ฮือ ๆ หยางหยางลูกแม่” จูเหวินฟงเห็นเมียรักน้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ กอดรับขวัญบุตรชายคนโต? พลางฟังลูกชายคนเล็ก? เล่าเรื่องราวที่รับรู้มาจากพี่ชายตัวเอง เขาเห็นทีไม่เชื่อจะไม่ได้ ลูกเมียเห่อคนเป็นพี่ชายลูกชายสักขนาดนี้แล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แต่เขายังไม่ยอมรับลูกคนนี้หรอกยังอยู่ในช่วงประเมินคุณภาพ ภาพครอบครัวพ่อแม่ลูก
ท่านพ่อ คืนนี้ข้าขอยืมเมียท่านกอดสักคืนนะ เยี่ยหยางที่ถูกน้องชายที่น่ารักจู่โจม ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก วันนี้เขาถูกแก้ผ้ามาสองครั้งสองคราภายในวันเดียวกัน ทำไมเฉิงเยว่เปลื้องผ้าผู้คนได้คล่องมือเช่นนี้ น้องชายเขาไปฝึกปรือถอดผ้าจากผู้ใด เห็นทีเขาต้องเข้มงวดคัดกรองน้องสะใภ้ให้ดีแล้วล่ะ หญิงสาวเดินเข้าไปหาลูกชายที่หายสาบสูญ ลูบใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากเป็นส่วนใหญ่อย่างคิดถึงสุดหัวใจของคนที่เป็นมารดาจะให้บุตรได้ “หยางหยาง” หานเฟยจำได้เพียงปานแดงและชื่อเล่นที่เอ่ยเรียกลูกชายเท่านั้น เยี่ยหยางได้ยินมารดาเรียกหาตัวเอง ก็โผเข้าอ้อมกอดมารดาเหมือนเด็กน้อย “ท่านแม่” ในความทรงจำของเขา ท่านพ่อเป็นคนที่เข้มงวดเสมอ เพราะด้วยสถานการณ์ของระนาบมนตราในตอนนั้น ตั้งแต่เขาเริ่มรู้ความ ก็ไม่เคยได้รับอ้อมกอดของคนเป็นพ่ออีกเลย มีแต่คำสั่งสอน คำดุด่าให้เขาได้เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามที่พร้อมปะทุตลอดเวลา มีเพียงท่านแม่ที่เป็นคนให้กำลังใจเขา ปลอบโยนโอบกอดเขา และบอกเสมอว่าท่านพ่อที่ไม่แสดงออกมา ก็รักเขาเหมือนกัน คนตัวโตที่กลายเป็นเด็กเกือบจะน้ำตาร่วง แต่เมื่อเงยหน้าเห็นบิดาที่จ้องเขม็งก็หยุดชะงัก เร






