LOGINท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตเนรมิตรตำหนักแปดสำราญขึ้นมา เพื่อมอบความสำราญให้กับพี่น้องราชวงศ์ทั้งแปดของเขา ในงานเลี้ยงรวมตัวกันในรอบหลายปี เขากลับค้นพบว่าความสำราญที่เหล่าพี่น้องต้องการ มิใช่ศาสตร์ศิลป์ที่เขาใฝ่หามาให้ แต่เป็นตัวของเขาเอง
View Moreบทที่ 1
เสด็จพี่ไท่จื่อ
วันนี้จะเป็นประตูบานไหนที่เปิดออกกัน
เซียวซิงโหรวทิ้งเรือนร่างอันบอบช้ำ นอนแผ่อยู่บนพื้นห้องที่ทั้งแข็งและเย็นเฉียบ แต่ใจของท่านชายเจ้าสำราญมิอาจหนาวเหน็บไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
ดวงแก้วคู่งามไร้ประกายชีวิตทอดมองออกไปไกลยังหมู่ดาวเบื้องบน ปล่อยให้แสงจันทร์สีเงินอาบไล้ใบหน้า ในเรือนแปดเหลี่ยมใจกลางตำหนักแปดสำราญอันเป็นที่คุมขังของเขา ถูกเสริมสร้างดัดแปลงมาจากเรือนเดิมที่ใช้เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ร่วมกับเหล่าพี่น้องของเซียวซิงโหรวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เหนือขึ้นไปยังเพดานสูงชะลูดตรงกลางได้นำหลังคาออกไปและวางกระจกวงกลมบานใสขนาดยักษ์อันเป็นบรรณาการล้ำค่าจากแดนตะวันตกใส่เข้าไปแทน ใต้บานกระจกใส บนพื้นจุดที่เซียวซิงโหรวนอนอยู่จึงเป็นเพียงตำแหน่งเดียวในห้องที่เขาสามารถมองออกไปยังโลกภายนอกได้
ณ โลกภายนอกนั้น เซียวซิงโหรวเพิ่งสูญเสียน้องชายไปอีกคน ญาติผู้น้องที่ตายลงเพราะพยายามช่วยชีวิตเขา และผู้ที่แทงดาบสังหารน้องชายยังเป็นญาติผู้พี่อีกคนที่เขาเคารพรัก
เซียวซิงโหรวเติบโตมาในวังหลวงย่อมเข้าใจเรื่องการแย่งชิงอำนาจของฝ่ายต่างๆ ดี แต่เขาเพียงอยากให้พี่น้องทุกคนรักใคร่ปรองดองกัน จะเป็นไปไม่ได้เชียวหรือ?
ชั่วอึดใจที่ประกายแห่งชีวิตหายไปจากดวงตาของฉีฝู เซียวซิงโหรวก็ได้เข้าใจ ปรารถนาของเขาไม่มีวันเป็นจริง สิ่งที่ท่านยายฝากฝังเขามาตั้งแต่ยังเล็กไม่มีทางเกิดขึ้นได้
ท่านยาย...
เมื่อนึกถึงบุคคลที่เขารักที่สุดในโลกหล้าน้ำตาก็พลันเอ่อท้นจนดวงตาดอกท้อแดงเรื่อ ท่านยายของเขาซึ่งก็คือไท่โฮ่วแห่งแคว้นเสวียนอู่ เมื่อได้รู้เรื่องที่ฉีฝูตายภายใต้น้ำมือของเซียวซิงโหรวหลานชายที่นางรักเอ็นดูที่สุดตามคำให้การของพี่น้องคนอื่นก็ล้มป่วย
เซียวซิงโหรวตกเป็นผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ในตำหนักแปดสำราญที่เขาตรากตรำสร้างขึ้นมาด้วยตนเอง ตำหนักที่ท่านยายยกให้เขาเพื่อรวบรวมพี่น้องฝ่ายชายเข้าไว้ด้วยกัน ก่อนหน้านี้โทษยังไม่ตัดสิน เขากลับไม่ได้ถูกคุมขังไต่สวนที่คุกหลวง แม้จะถือว่ามีชีวิตที่สุขสบายเกินนักโทษแต่ก็ถูกกักบริเวณไม่สามารถออกไปเฝ้าไข้ท่านยายได้
และที่เขาสามารถมานอนแผ่หราอยู่ในตำหนักของตนเองทั้งที่มีสถานะเป็นนักโทษได้เพราะขุมอำนาจทุกฝ่ายร่วมมือกัน พี่น้องที่เขารักหวงแหนทุกคนจับเขามาขังไว้ที่นี่เพื่อที่จะได้ผลัดกันแวะเวียนมา...
เซียวซิงโหรวยกมือขึ้นปิดปากกลั้นอาการคลื่นเหียน เขาไม่เข้าใจ พี่น้องทั้งหลายที่รักกันดีมาโดยตลอด เหตุใดในใจทุกคนจึงได้เห็นเขาเป็นเพียงเครื่องมือระบายความใคร่อยาก พี่น้องที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจเพื่อคงความสัมพันธ์ของทุกคนให้แน่นแฟ้น เพื่อในอนาคตจะได้ไม่ต้องมาห้ำหั่นตัดชีวิตแย่งชิงอำนาจกันเอง เหมือนที่ตระกูลหลินของน้องชายคนเล็กเคยประสบเมื่อยี่สิบปีก่อน
เสียงประตูหนึ่งในแปดบานถูกสะเดาะกลอนที่ลงไว้อย่างแน่นหนาจากภายนอก เซียวซิงโหรวมองไปตามทิศทางของเสียง เป็นประตูทางทิศบูรพา เป็นไท่จื่อ
"จื่อเว่ย เหตุใดไม่ไปนอนบนเตียงดีๆ เล่า?"
เสียงฝีเท้าขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เสียงฝีเท้าที่กาลก่อนมักจะนำพาความยินดีมาสู่เขา บัดนี้เป็นดั่งเสียงฝีเท้าของมัจจุราช มาพร้อมกับกลิ่นกำยานดอกไม้ฉุนกึกที่เปลี่ยนกลิ่นทุกครั้งในยามที่มัจจุราชมาเยือน เซียวซิงโหรวแม้ใจอยากหนีแต่เขารู้ดีว่าไม่มีทางหนีสำหรับตน
เสวียนเฉินเจีย ไท่จื่อแห่งแคว้นเสวียนอู่ หยุดยืนอยู่เคียงข้างร่างที่ทอดกายอยู่บนพื้น สายตาเลื่อนมองตามดวงตาคู่สวยที่เหม่อลอยไปไกล "อา เจ้ายังคงชอบดูดาวอยู่สินะ"
ดวงดาราหายไปจากครรลองสายตา เซียวซิงโหรวสะดุ้งหนีสัมผัสที่ลำตัว แต่เขาไม่สามารถหลุดพ้นจากฝ่ามือที่เคยอบอุ่นของญาติผู้พี่ผู้นี้ได้ ไท่จื่อลดตัวลงมานั่งที่พื้นเย็นแล้วดึงให้เซียวซิงโหรวลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับตน
"จื่อเว่ย ให้ข้ามองดูเจ้าให้มากๆ หน่อยเถอะ จากนี้ข้าจะมาหาเจ้าบ่อยเท่าเดิมไม่ได้อีกแล้ว"
ดวงแก้วคู่งามวูบไหว ในใจเกิดเสี้ยวประกายแห่งความลิงโลด ประกายความหวังว่าเขาจะได้ออกไปจากคุกคุมขังแห่งนี้ เซียวซิงโหรวอยากถามเขาว่าเพราะเหตุใด แต่ลำคอแห้งผากปฏิเสธที่จะส่งเสียงออกมาสนทนากับผู้ที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของตนจนไม่เหลือชิ้นดี
ไท่จื่อถอนหายใจออกมา "เจ้ายังคงดื้อดึงไม่ยอมพูดกับข้าสินะ เอาเถอะ อย่างไรข้าก็มีวิธีเปิดปากเจ้า" ไท่จื่อยิ้มอ่อนโยนเสมือนกับรอยยิ้มที่เขามีให้กับญาติผู้น้องในวันวาน "จื่อเว่ย เสด็จย่าละสังขารแล้ว"
ดวงแก้วบรรจุดวงดาราแห่งรัตติกาลแตกสลาย บ่อน้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วกลับมาท่วมทะลัก เซียวซิงโหรวรู้สึกราวกับโลกทั้งใบจมดิ่งลงสู่ห้วงสมุทรลึก ท่านยายที่เขารักที่สุด ท่านยายที่เลี้ยงดูเขาประดุจมารดาผู้ล่วงลับไป ท่านยายที่เขาไม่มีโอกาสไปเฝ้าไข้ดูแล ตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้บอกลา...
"หลังจากเสด็จย่าได้ยินเรื่องที่เจ้าสังหารฉีฝู ก็ทรงประชวรอย่างหนักจนสุดท้ายก็ยื้อไว้ไม่อยู่ ดูสิ จื่อเว่ย เสด็จย่าที่รักเอ็นดูเจ้ามากที่สุด มีเพียงเจ้าที่ทรงอนุญาตให้เรียกว่าท่านยาย กลับต้องมาตรอมใจตายเพราะเจ้า"
เซียวซิงโหรวเก็บอาการไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ท่านชายเจ้าสำราญผู้งดงามดั่งผกาต้องฝน น้ำตาอาบสองแก้มนวลผ่อง เสียงสะอื้นไห้ชวนให้ร้าวระทมใจ เซียวซิงโหรวไม่เหลือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาให้อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
"เป็นท่าน เสด็จพี่ไท่จื่อ เป็นท่านที่วางยาท่านยายเช่นเดียวกับองค์หวงตี้!"
น้ำเสียงแหบพร่าแทรกเจือปนมากับเสียงสะอื้นไห้ ไท่จื่อเชยคางมนขึ้นมา จุมพิตลามเลียซับน้ำตาปลอบประโลมให้กับญาติผู้น้องผู้เป็นที่รัก ใบหน้างามล่มเมืองซีดเซียวเมื่อยามสะอื้นไห้ดั่งบุปผาเลี้ยงน้ำค้าง ช่างงดงาม ช่างเย้ายวน
"ผิดแล้ว จื่อเว่ย เสด็จย่าดีกับเจ้าถึงเพียงนั้น ข้าจะทำใจทำร้ายนางลงได้อย่างไร สู้รอให้ข้าขึ้นครองราชย์ เก็บนางไว้ย่อมควบคุมเจ้าได้ง่ายกว่า"
เซียวซิงโหรวได้ยินดังนั้นก็ยิ่งปวดใจหนักกว่าเก่า ท่านยายผู้โอบอ้อมอารีย์ต่อหลานทุกคนกลับถูกเห็นเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ควบคุมตัวเขา เซียวซิงโหรวกระซิบเสียงเบาอย่างใจสลาย "เหตุใดท่านจึงได้โหดร้ายถึงเพียงนี้"
ไท่จื่อเห็นดวงดาวของเขาปวดใจก็ตระกองกอดลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยน "ไม่เป็นไร เด็กดี ร้องออกมาเถอะ รู้สึกผิดเสียเถอะ จงโศกเศร้าเท่าที่เจ้าต้องการ คืนนี้ข้าจะช่วยปลอบประโลมเจ้าเอง"
มือใหญ่ที่ลูบหัวปลอบโยนเปลี่ยนเป็นกระชากกดเขาไว้กับพื้น เซียวซิงโหรวร้องครางด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่เขาจะทันได้ดิ้นหนี ข้อมือทั้งสองก็ถูกรวบขึ้นไว้เหนือศีรษะ สายรัดผมถูกปลดออกมารัดพันข้อมือทั้งสองข้างไว้แน่นจนเจ็บ สายคาดเอวเองก็ถูกดึงกระชากออกเผยผิวกายขาวนวลกระทบแสงจันทร์และดวงดาว
"ฮึก...อย่า"
เซียวซิงโหรวร้องครวญครางอย่างวิงวอนพร้อมกับน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจที่ยังไม่หยุดหลั่งริน ไท่จื่อไม่ได้ให้เวลาเขาได้ไว้อาลัยกับการจากไปของท่านยาย กางเกงตัวในเนื้อบางถูกฉีกออกอย่างหยาบคาย ไท่จื่อจับเรียวขาที่พยายามขดตัวให้แยกออกจากกัน เขามองภาพงดงามตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ
"จื่อเว่ย ศึกชิงบัลลังก์ได้เริ่มขึ้นแล้ว หลังจากนี้พวกเราพี่น้องต้องแยกย้ายกันเพื่อไปสร้างผลงานแย่งชิงอำนาจ ก่อนที่จะถึงเวลานั้นทุกคนจะได้มาพบเจ้าก่อนหนึ่งครั้ง จากนี้ไปก็ขึ้นกับผลงานแล้ว ผู้ที่ประสบความสำเร็จจึงจะได้มีสิทธิในการครอบครองเจ้า ดีเลยใช่หรือไม่? เจ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองโดยแท้จริงสมกับที่เป็น 'จื่อเว่ย[1]' ของข้า"
เซียวซิงโหรวไม่อยากฟังญาติผู้พี่พูดต่ออีกแล้ว ท่าทางน่าอับอายและประกายบ้าคลั่งน่าหวาดกลัวในดวงตาของไท่จื่อทำให้เขานึกถึงในคืนงานเลี้ยงครั้งสุดท้าย คืนที่ฉีฝูตาย แม้ตามร่างกายจะไร้ร่องรอยใดจากค่ำคืนนั้นและค่ำคืนที่ผ่านๆ มาแล้ว แต่เรี่ยวแรงกลับมีแต่จะถดถอยลงทุกขณะ เซียวซิงโหรวถีบเตะขาหวังให้หลุดจากการกอบกุมจนสองขาสั่นไปหมดก็ยังสลัดอุ้งมือพยัคฆ์ร้ายของไท่จื่อไปไม่ได้
"และผลงานที่ทำให้ข้าได้มาหาเจ้าเป็นคนแรกก็คือสังหารฉีฝูอย่างไรเล่า!"
น้ำตาไหลนองอาบใบหน้างามล้ำยิ่งกว่าเดิม บุคคลตรงหน้าไม่เหลือคราบของญาติผู้พี่ผู้แสนใจดีอ่อนโยนต่อเขามาโดยตลอดอีกแล้ว มือคู่นั้นที่สังหารน้องชายกำลังใช้บังคับขืนใจเขา และที่ทำให้เซียวซิงโหรวเจ็บปวดมากที่สุด
คือเขาไม่สามารถรู้สึกเกลียดคนผู้นี้ได้ ที่มีในใจมีเพียงความสงสาร
แม้กระนั้นสองขาสั่นเครือก็ยังคงดิ้นรนปัดป่ายไม่หยุดจนหลุดจากการจับกุมได้ในที่สุด
"จื่อเว่ย หากเจ้าไม่เชื่อฟังเช่นนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือก"
ไท่จื่อทาบทับลำตัวแบบบางให้ไม่สามารถดิ้นหนีได้ มือใหญ่บีบกรามบังคับให้เซียวซิงโหรวอ้าปาก โอสถสองเม็ดถูกดันลงคอลึกจนเซียวซิงโหรวแทบสำลัก ร่างกายจำต้องฝืนกลืนลงไปอย่างไม่เต็มใจ เซียวซิงโหรวหลับตาแน่นอย่างไม่ยินยอม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไท่จื่อนำโอสถสองเม็ดนี้ให้เขากิน สองอย่างนี้คือโอสถที่เขาถูกจับกรอกลงคอบ่อยที่สุด เซียวซิงโหรวรู้ดีว่ามันคือโอสถอะไร
หนึ่งคือโอสถควบคุมจิตใจ หนึ่งคือโอสถปลุกกำหนัด
เสด็จพี่ไท่จื่อของเขาชอบที่จะควบคุมผู้อื่นมากเป็นที่สุด
"ทนอีกนิด จื่อเว่ย อีกไม่นานยาก็จะออกฤทธิ์แล้ว"
ไท่จื่อซุกใบหน้าไล้เลียซอกคอระหง ตามทางก็ดูดเม้มสร้างร่องรอยแห่งกลีบดอกไม้ที่เขาชื่นชอบเอาไว้ ร่างข้างใต้เริ่มดิ้นน้อยลงทุกขณะ ทุกส่วนของร่างกายเริ่มไม่ทำตามที่ใจของเซียวซิงโหรวต้องการ ความร้อนรุ่มเข้ามากัดกินพื้นที่ในกายแทนที่สติสัมปชัญญะ ดวงแก้วบรรจุรัตติกาลมืดมิดจนไร้ประกายแสงทอดมองไปไกลยังหมู่ดาวเบื้องบน ดวงดาราทั้งหลายกะพริบริบหรี่ก่อนจะดับแสงไปเหมือนกับดวงตามืดหม่นพร่าเลือนไปด้วยม่านน้ำตาของเซียวซิงโหรว
ท่านยาย ท่านแม่ ท่านพ่อ พวกท่านอยู่ตรงนั้นหรือไม่? ถ้าอยู่โปรดอย่ามองอีกเลย...
[1] จื่อเว่ย คือ กลุ่มดาวกระบวย อยู่ในกลุ่มดาวเหนือที่ตำแหน่งของดาวอยู่ตรงกับแกนของโลกจึงมองเห็นดาวทุกดวงบนท้องฟ้าหมุนรอบดาวดวงนี้ เปรียบเหมือนดาวจักรพรรดิ ถือเป็นสัญลักษณ์ของเง็กเซียนฮ่องเต้ และยังใช้เป็นระบบการพยากรณ์ดาวจื่อเว่ยที่เป็นหลักในการวางแนวทางโชคชะตาแห่งชีวิต ในที่นี้เป็นชื่อรองของเซียวซิงโหรว
เด็กชายตัวน้อยวัยห้าปี ผู้มีใบหน้างดงามโดดเด่นเกินวัยลอบมองออกไปนอกประตูเรือนในยามดึกดื่น เมื่อไม่เห็นผู้ใดเด็กน้อยก็ลากตั่งตัวเล็กที่สุดในเรือนออกมาด้วยความทุลักทุเล กว่าจะลากตั่งออกไปนอกเรือนได้ก็เล่นเอาหอบ แต่เด็กชายไม่ได้หยุดพัก เขาลากตั่งไปจนถึงผนังด้านข้างของเรือนเมื่อวางไว้ตรงตำแหน่งที่เขาคิดว่าพอดีแล้ว เด็กชายก็ปีนขึ้นไปบนตั่งตัวเล็กที่สูงมากในความคิดของเขา ยื้อยุดอยู่นานกว่าเขาจะพาตัวเองขึ้นมานั่งข้างบนได้ เด็กชายลุกขึ้นยืนบนตั่งแล้วเอื้อมมือสุดแขนหวังจะเอื้อมขึ้นไปจับมุมหลังคาแต่ด้วยส่วนสูงของเด็กตัวน้อย ไม่ว่าเขาจะเอื้อมแขนออกไปมากเพียงใด จะเขย่งเท้าหรือจะกระโดดก็ไม่สามารถร่นระยะอันแสนห่างไกลลงไปได้ทุกการกระทำตกอยู่ในสายตาของผู้ที่แอบปีนขึ้นมาวิ่งเล่นบนกำแพงตำหนัก ขณะที่เขาแอบหลบซ่อนจากทหารยามอยู่ก็มาพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าจนต้องหยุดดู"เจ้าทำอะไรน่ะ?"เด็กชายตกใจจนสะดุ้งตัวโยน เขาเกือบจะตกลงจากตั่งแต่ผู้ที่เป็นต้นเหตุกระโดดลงมาจากกำแพงดึงตัวเขาไว้ได้ทัน"เป็นท่านหญิงมาแอบหนีเที่ยวตอนกลางคืนไม่ได้นะ""ข้าเป็นผู้ชาย!" เด็กชายวัยห้าปีหันขวับไปทางผู้พูด แต่กลับพบเจอแต่ความ
บทที่ 26ออกเดินทางท่ามกลางหมู่ดาวบ้านของหลินอี้ที่เมืองหลวงอู่ยงแห่งเกาะกุยเหว่ยไม่ได้เล็กขนาดที่เขาเกริ่นเอาไว้ ออกจะพอดีสำหรับคนเพียงสองคน และเขาก็ไม่ได้ขัดสนด้วย ผู้ติดตามของไท่จื่อเป็นหน่วยลับ ต้องการผู้มีความสามารถสูงและพร้อมเสี่ยงอันตรายจึงมีเงินเดือนที่สูงตามไปด้วยเมื่อกลับมาถึงเกาะกุยเหว่ยไม่นานหลินอี้ยังมีข่าวดีเพิ่มขึ้นอีกต่อหนึ่ง หัวหน้าผู้ติดตามของไท่จื่อยื่นเรื่องลาออกเพื่อไปเดินทางท่องโลกยุทธภพสะสางเจตนารมณ์เดิม หลินอี้จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าคนต่อไป และหน่วยผู้ติดตามจะไม่ใช่หน่วยลับอีกเช่นในกาลก่อน จากนี้ทุกคนจะได้ตำแหน่งขุนนางทำงานในที่แจ้งบ้านที่หลังไม่เล็กมากจึงยกระดับกลายเป็นจวน หลินอี้บอกว่าแต่เดิมไปเป็นสายลับอยู่ที่เมืองท่าตะวันออก บ้านในเมืองหลวงอู่ยงจึงไม่มีคนรับใช้แม้สักคน ดีที่เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีปัญหาในการขนย้ายสิ่งของ เพียงแค่โคจรลมปราณนำของเข้าถุงเฉียนคุนแล้วค่อยนำออกมาจัดวางในจวนใหม่ก็เป็นอันใช้ได้เพียงแต่พื้นที่มากย่อมมีสิ่งให้จัดการมาก หลินอี้เห็นญาติผู้พี่ต้องมาช่วยเขาจัดการเรือนหลังใหญ่ก็ละอายใจนักคิดว่าพาเขามาลำบากจึงคิดจะจ้างค
บทที่ 25ท่านยาย และ อาซูศึกฟ้าดินผ่านไป สงครามก็มาถึงบทสรุป กลุ่มพันธมิตรกบฏเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในศึกสงครามผลัดเปลี่ยนแผ่นดินสงครามผ่านพ้นไปแล้ว ราชวงศ์เสวียนเองก็จบสิ้นแล้วแต่เซียวซิงโหรวยังมีชีวิตอยู่...เพื่ออะไร?ก่อนหน้านี้ท่านชายเจ้าสำราญทุ่มเททั้งชีวิตศึกษาและรวบรวมศาสตร์ทั้งแปดเพื่อสร้างความสุขสำราญให้กับพี่น้องตามประสงค์ของท่านยายแต่ตอนนี้ทั้งพี่น้องทั้งท่านยาย คนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว แล้วเขาต้องทำสิ่งใดเล่า?ยิ่งไปกว่านั้น ท่านชายเซียวใช้แทบจะทั้งชีวิตของเขาอยู่ในรั้ววัง มีบ้างที่ออกไปที่เมืองหลวง แต่ด้วยความที่มีรูปโฉมสะดุดตาผู้คนจึงมักไปได้ไม่ไกล อย่างมากก็อยู่เพียงโดยรอบจวนของตนเท่านั้น และตอนนี้เมืองหลวงก็พังราบไปแล้วจากไฟสงคราม การเดินทางที่ยาวไกลที่สุดก็คือหลังจากถูกกลุ่มกบฏพาตัวออกจากตำหนักแปดสำราญ แต่นั่นไม่นับว่าเป็นการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะเขาโดนคุมความประพฤติอยู่แต่ในรถม้าเสียส่วนใหญ่แล้วเขาควรจะไปที่ใด?"ญาติผู้พี่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่?"เสียงจากนอกกระโจมทำให้เซียวซิงโหรวสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เป็นหลินอี้"เข้ามาเถอะ"หลินอี้เดินเข้ากระโจมที่ตั้งขึ้นชั่วคราวหลังจบ
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่เซียวซิงโหรวกระเดื่องใจจะมาหยุดยืนมากที่สุด"ฉินหวางซื่อจื่อ เสวียนเหว่ย อาเหว่ย พี่น้องและสหายของข้า" ความเวทนาพาดผ่านดวงตาไร้ประกายเพียงชั่วอึดใจก็จางหายไป "เจ้าชื่นชอบศิลปะและบทกวี นั่นเป็นความเข้าใจผิดเดิมๆ ของข้า แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ชอบอะไรเลย"เมื่อแววตาบ้าคลั่งฉายอยู่บนใบหน้า เสวียนเหว่ยก็เป็นดั่งคนแปลกหน้า แต่เป็นคนแปลกหน้าที่เขารู้จักดี"ย่าของเจ้าเป็นสนมระดับล่างที่ไม่ได้รับความโปรดปราน บิดาของเจ้าแม้จะรอดชีวิตมาจากศึกชิงบัลลังก์แต่ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถูกกดดันจากทุกฝ่าย ทั้งสายตระกูลฝากความหวังไว้ที่เจ้าให้นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล ข้าสงสารเจ้า เห็นใจเจ้า แต่เจ้าก็ไม่ควรเอาทุกอย่างมาลงที่ข้าโดยอ้างว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่มีต่อข้า!"ข้ากับเจ้าและอาเอินเกิดปีเดียวกัน โตมาด้วยกัน ข้ามองเจ้าเป็นพี่น้องเป็นสหาย แต่เจ้ากลับจะบังคับให้ข้าร่วมกราบฟ้าดินกับเจ้าต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่เจ้าไม่ได้อัญเชิญมาอย่างสมเกียรติเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เสียใจที่วันนั้นยั่วยุจนโดนเจ้าทรมานมากมาย แม้จะตายไปก็ยังดีกว่าต้องกราบฟ้าดินร่วมกับเจ้า!"บันทึก 'อา