Mag-log in"ท่างป้อ ข้านองกักท่างป้อย้วย ข้านองนี่นะ" ลู่จิวไม่พูดเปล่า เขาล้มตัวลงไปนอนกับพ่อบนที่นอน ที่ปูอยู่บนพื้นห้อง หลังจากที่อู๋ห่างเอาที่นอนมาปูให้แล้ว "เจ้าจะนอน...เจ้าก็นอนเถิดลู่จิว เจ้าอย่าได้ขยับตัวมาก พ่อปวดระบมไปหมดทั่วทั้งตัวอยู่" ชัดบอกกับลูกชาย ทั้งที่เขายังนอนหลับตาอยู่ เขาปวดเมื่อยไปทั้งตัว จนเขาไม่อยากจะลืมตา แล้วก็ไม่อยากจะขยับตัวไปไหนทั้งนั้น เขาคิดว่าพรุ่งนี้เขาคงจะลุกไม่ขึ้นแน่ๆ "ลู่จิว เจ้าไม่นอนกับพ่อรึ" หลี่หยางถามลู่จิวด้วยนํ้าเสียงที่เอ็นดู เพราะว่าตั้งแต่เข่อซิงไม่ได้แต่งหน้าเป็นเฟยหง ลู่จิวก็เหมือนจะติดเข่อซิงเหมือนเดิม ไม่เหมือนตอนที่เข่อซิงแต่งหน้าเป็นเฟยหง ตอนนั้นลู่จิวจะติดเขามากกว่า "นอง...นองกักท่างป้อย้วย นองเยอะๆเยย ฮึฮึ" ลู่จิวเงยหน้าขึ้นไปตอบพ่ออีกคนบนเตียง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วเดินไปหาที่เตียง อย่างเด็กที่กำลังสนุกกับการมีที่นอนให้เลือก
view more神楽坂ホールディングス本社、最上階。
社長室のドアが、ノックの返事を待たずに開いた。 「社長、見つかりました!」 秘書の息が上がっていた。普段なら一枚の資料を置く角度まで乱さない男が、タブレットを両手で差し出している。 画面には、どこにでもあるような家庭の台所が映っていた。 淡い色のエプロンの胸元から下だけが映っている。女の顔は出ていない。小さな鍋の蓋が開き、白味噌を溶いた汁の上で柚子の皮が揺れた。左手首に、小さな火傷跡があった。 あの時の火傷だ。幼いころ、確かに見た。 派手な料理ではない。けれど、手元だけで時間のかけ方がわかる。 『熱いうちではなく、香りがほどけたところで食べてください』 その声を聞いた瞬間、煌の喉が動いた。 古い台所の湯気。味噌の甘い匂い。まだ温かいおにぎり。 「……彼女だ」 アカウント名は『糀ごよみ』。 煌はタブレットを受け取った。 「今すぐ、彼女についてすべて調べろ」 その低い声が、いつか糀を最愛の人と呼ぶ声になることを、この時の彼女はまだ知らない。 *** 同じ日の午前、瀬川糀は写真館の前で足を止めた。 結婚して八年。ようやく、夫の修司とウェディングフォトを撮る日だった。 結婚当時は余裕がなかった。式も写真も後回しにした糀に、修司は言った。 『仕事が落ち着いたら、一番いいプランで撮ろう』 その約束を、糀は八年も大事にしまっていた。 数日前、糀が「そろそろ写真、撮りに行こう」と言ったとき、修司は珍しく機嫌がよかった。 『いいよ。ちゃんと予定を空ける』 普段なら、仕事の返事みたいに短く終わる。結婚記念日に何を作ろうか話しても、返事だけして、ほとんど聞いていない。 それなのに、その日だけは違った。 今朝も修司は「必ず行く」と言った。糀はそれだけで、とても嬉しかった。直前に《仕事の用事が入った。先に行って》と届いても、疑おうとは思わなかった。 先に着替えて待っていればいい。 今日こそ、八年越しの約束を写真に残せる。 糀はシンプルなドレスに袖を通した。 「少し遅れるくらい、いつものこと」 鏡の中の自分に、小さく言い聞かせる。 薄く整えた髪は、少しだけ乾いて見えた。目鼻立ちは、近所でも美人だと評判だった母によく似ていると言われたけれど、今は台所に立つ時間の方が長く、肌の手入れも後回しだった。 少し手をかければ変わるのかもしれない。でも、今の糀には、その少しの時間もなかった。 本当は、今日くらい綺麗に見られたかった。 約束を忘れたわけじゃない。時々、仕事で流れるだけ。話しかけても上の空の夜はあるけれど、八年も夫婦をしていれば、きっとこんなものだ。 「あの……もしかして、『糀ごよみ』を管理されている方ですか?」 隣で待っていた若い女性が、遠慮がちに声をかけてきた。 糀は反射的にスマートフォンを伏せた。開いていた投稿編集画面の端に、アカウント名が見えていたらしい。 「見えてしまって、ごめんなさい」 女性は慌てて頭を下げ、少し笑った。 「この前の小松菜のごま酢浸し、作ってみたんです。簡単なのにおいしくて、栄養もあって。ああいうメニュー、素敵ですね」 「ありがとうございます。家にあるもので作れるものばかりですけど、そう言っていただけると嬉しいです」 糀が驚いていると、女性は本気で残念そうに続けた。 「でも、上級編で載せていらした甘酒トマトドレッシングは、発酵の加減が難しそうで。あれ、売らないんですか?」 その言葉に、胸の奥が少しだけ明るくなった。 「売ることまでは、考えたことがなくて」 そう言いながらも、小さなラベルを貼ったドレッシングが、いつか知らない誰かの冷蔵庫に並ぶ。そんな光景を想像すると、自分の料理が家の外へ届く未来を、初めて信じられる気がした。礼を言い、膝の上のドレスをそっと撫でる。今は、八年越しの約束を写真に残すことだけを考えた。 糀ごよみは、家で褒められない料理を、初めて誰かが待ってくれた場所だった。フォロワーは十万人を超え、広告収益や小さなPR依頼で月に数万円ほど入る。稼ぎというより、自分の料理を誰かに見てもらえている証拠だった。 家では古臭いと言われる料理が、外では誰かに食べたいと言われている。その事実だけで、糀は今日の寂しさを我慢できた。 けれど、修司は来なかった。 仕事が長引いているだけならいい。事故にでも遭っていないかと心配する一方で、こんな大事な日を忘れられていたらどうしようという不安が消えなかった。 スマートフォンはマナーモードにしていなかった。それでも糀は数分おきに画面を確認した。 けれど、新しいメッセージは一向に届かなかった。 三時間後、届いたのは短い連絡だった。 《取引先を迎えに行く。今日は無理。また今度でいいだろ》 謝罪はなかった。 糀はドレスの膝の上で、スマートフォンを伏せた。謝る言葉さえない短いメッセージを見ていると、自分だけがこの日を大切にしていたのだと思い知らされた。カメラマンが気遣うように、館内の写真を見ますかと声をかけてくれた。糀は口元を整え、「お願いします」と頷いた。 壁には、これまでの客の写真が並んでいる。笑い合う夫婦。指輪を見せる二人。 その中の一枚で、呼吸が止まった。 若い男が、白いドレスの女を抱き寄せている。 女の腰に回された手。額が触れそうな距離。写真用の演出ではない。夫婦だけが持つ、遠慮のない近さだった。 「……これ、いつ撮られたものですか」 「八年前の今日ですね」 八年前の六月十五日。 糀が修司と入籍した、その日付と同じだった。 まさか。 そう言おうとした。人違いだと思いたかった。 「……修司さん」 糀の口から、名前が漏れた。 カメラマンは写真を覗き込み、少し考えた。 「修司さん……? ああ、たしかそういうお名前でしたね。お知り合いですか?」 糀は、返事ができなかった。 写真の中で別の花嫁を抱いていた男は――自分の夫だった。"เข่อซิง ข้ากับเจ้าทำงานกันมานานแล้ว เจ้าอยากไปเที่ยวที่ไหนหรือไม่ ข้ากับเจ้าควรจะหาที่พักผ่อนอยู่ด้วยกันตามลำพังบ้าง เจ้าว่าดีหรือไม่เล่า" หลี่หยางถามเข่อซิงเสียงนุ่ม ในขณะที่เข่อซิงกำลังนั่งทำซาลาเปาอยู่อย่างตั้งใจ หลังจากที่พวกเขากลับมาจากไปเที่ยวที่บนหุบเขา เวลาก็ล่วงเลยมานานหลายเดือน จนจะเข้าสู่ฤดูหนาวอีกแล้ว พวกเขากลับมาอยู่ที่ร้านขายผ้า ที่หัวเมืองเหอเป่ย์ตามเดิม เข่อซิงก็กลับมานั่งหัดทำซาลาเปาจนเก่ง แล้วตอนนี้เข่อซิงก็เปิดร้านขายเครื่องดื่มคู่กับซาลาเปา เป็นร้านแรกที่ทำร้านหรูหราใหญ่โต และมีภาชนะที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งก็สร้างความตื่นเต้นให้กับคนเมืองเหอเป่ย์เป็นอย่างมาก เพราะว่าหลี่หยางทำภาชนะใส่เครื่องดื่มกับจานชาม จากสแตนเลสสตีลมาใช้ในร้านของเข่อซิงเป็นที่แรก พร้อมกับวางขายในร้านที่เปิดใหม่อีกแห่งหนึ่ง และตอนนี้หลี่หยางก็มีร้านขายพวกแก้วกับจานชามเพิ่มที่หัวเมืองเหอเป่ย์ รวมกับพวกร้านขายผ้ากับร้านขายไม้ แล้วก็เครื่องประดับสี่ร้านด้วยกัน ไม่รวมกับร้านอาหารของเข่อซิง ส่วนลู่จิวได้ไปอยู่ที่บ้านเกิดของหลี่หยาง เพื่อไปเรียนแล้วก็อยู่กับปู่กับย่า ก่อนที่ลู่จิวจะถูกส่งไปเรียนตามหัวเมือ
"หือ...คุณชาย!!หนาวหรือขอรับ เหตุใดท่านถึงได้มานอนเบียดข้าเช่นนี้" ชัดถามด้วยนํ้าเสียงที่งัวเงีย เมื่อเขาโดนเบียดแปลกๆ ที่ว่าแปลกๆ เพราะว่าคนที่เบียดเขาตัวอุ่นๆเหมือนกับอุ่นเนื้อ เหมือนกับถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้วอย่างนั้นแหละ และน่าจะใช่อย่างที่เขาคิด เพราะว่าคนที่นอนเบียดเขา มือไม้เริ่มไม่อยู่นิ่งแล้ว ในขณะที่ตอนนี้เขากับคุณชายหลี่นอนอยู่ในกระโจม ที่อยู่ในหุบเขา ซึ่งบนเขาอากาศหนาวมาก ถึงใกล้จะเข้าฤดูร้อนแล้วก็เถอะ"เข่อซิง...ข้ากับเจ้า เราเป็นคนรักกันมานานโขแล้ว และข้าก็รอให้แผลที่ท้องของเจ้าหายมานานแล้วเช่นกัน ข้ายังต้องรอสิ่งใดอีกเช่นนั้นหรือ" หลี่หยางไม่ถามเปล่า เขาถอดเสื้อผ้าออกให้กับเข่อซิงไปด้วย"คุณชาย...คุณชายเออ... เคยนอนกับ นอนกับผู้ชาย...""เจ้าจะถามข้า ว่าข้าเคยนอนกับชายด้วยกันไหม ใช่หรือไม่" หลี่หยางกระซิบถามข้างหูของเข่อซิงเสียงกระเส่า มือก็ลูบไล้ไปที่หน้าท้องแบนราบ ของคนที่นอนนิ่งให้เขากอดได้อย่างตามใจ เขาลูบไล้เลยไปที่ท่อนเอ็น ที่เริ่มแข็งชี้โด่ขึ้น ตั้งแต่ถูกถอดเสื้อผ้าออกในยามที่ดึกดื่นค่อนคืนเช่นนี้"ซี๊ส...คุณชายขอรับ อ่า...ข้าไม่สงสัยแล้วขอรับ อื้ออออ" ชัดครางเสียงแ
"เข่อซิง...เหตุใดเจ้าถึงได้เงียบเช่นนี้เล่า เจ้าไม่ดีใจเช่นนั้นหรือ ที่ข้าคิดเช่นเดียวกับเจ้า หรือว่าเจ้าพูดว่ารักข้า เจ้าแค่หยอกล้อข้าเล่นเท่านั้น" หลี่หยางถามเข่อซิงที่นั่งเงียบมาตลอด ตั้งแต่เขาบอกว่า เขาคิดแบบเดียวกันกับเจ้าตัวแล้ว ในขณะที่ตอนนี้พวกเขา เข้ามาอยู่ในห้องพักกันเพียงลำพังสองคนแล้ว เข่อซิงนั่งพิงหัวเตียงอยู่ เพราะว่าเขาต้องนอนพักหลังมื้ออาหารเช้า และยาต้มสมุนไพรที่เขาได้ดื่มไปแล้ว"หาเป็นเช่นนั้นไม่ขอรับ ข้าดีใจจนข้าพูดสิ่งใดไม่ออกต่างหากเล่า ข้าไม่คิดว่าทาสอย่างข้า จะมีชายที่สูงศักดิ์อย่างคุณชายหลี่มารักข้าได้ แล้ว...เออ...ท่านพ่อกับท่านแม่ของคุณชายเล่า พวกท่านจะยอมรับได้หรือไม่ขอรับ" ชัดถามเสียงเศร้า เพราะว่าถึงเขาจะดีใจ ที่คุณชายหลี่มีความรู้สึกอย่างเดียวกันกับเขา แต่ความรักของชายที่รักกับชาย ก็ใช่ว่าจะราบรื่น ยิ่งเป็นสมัยเก่าอย่างนี้ด้วย อย่าว่าแต่สังคมไม่ยอมรับเลย สังคมยังไม่รู้จักด้วยซํ้ามั้ง และนี่คือเหตุผลที่เขานั่งเงียบ เพราะว่านอกจากที่เขากับคุณชายจะใจตรงกันแล้ว แล้วต่อไปจะใช้ชีวิตกันยังไง เขายังคิดไม่ออกเลย เขามัวแต่คิดว่าชีวิตไม่ได้ยืนยาว อยากทำอะไรก็ให้รีบท
"คุณชายขอรับ ข้าอยากเดินออกไปที่หน้าร้านขายผ้า ข้าอยากเห็นร้านซาลาเปา ว่ายามเช้าเช่นนี้มีลูกค้าหรือไม่ ข้าขอเดินออกไปได้หรือไม่ขอรับ" ชัดขอคุณชายหลี่ด้วยนํ้าเสียงที่แหบเบา เมื่อเขาตื่นขึ้นในเช้าของวันต่อมา เขามองไปรอบๆแล้ว เขาจำได้ว่าเขานอนอยู่ที่ไหน เพราะว่าเมื่อวาน หลังจากที่เขากินซุปข้าวโพดอิ่มแล้ว เลี่ยงเฟิ่งก็ให้เขาดื่มยาต้มสมุนไพรไปถ้วยหนึ่ง เขาก็หลับยาวจนมาถึงเช้าเลย ระหว่างทางเจออะไรบ้าง เขาเข้ามานอนในห้องพักตรงนี้ได้ยังไง เขายังไม่รู้สึกตัวเลย แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าร่างกายของเขาดูมีเรี่ยวแรงขึ้น จนเขาอยากจะลองเดินออกไปดูที่หน้าร้านขายผ้า ว่าที่หน้าร้านขายผ้า รถเข็นไม้ที่เขาใช้ขายซาลาเปา ยังอยู่เหมือนเดิมไหม และยังมีลูกค้าอยู่หรือเปล่า"เจ้าจะออกไปได้เช่นไร เจ้ายังบาดเจ็บอยู่ ข้า...""คุณชายหลี่พาข้าออกไปได้หรือไม่เล่า ข้ารู้สึกว่าอยากออกไปข้างนอก นอนอยู่เช่นนี้ ข้าปวดเมื่อยไปทั่วทั้งตัวแล้วขอรับ" ชัดขอร้องคุณชายหลี่ด้วยนํ้าเสียงที่ออดอ้อน เอาสิ เขาอ้อนขนาดนี้ ถ้าคุณชายหลี่ยอมใจอ่อนพาเขาไป ก็แสดงว่าคุณชายหลี่ต้องมีใจให้กับเขาบ้างแหละวะ ที่เขากล้าอ้อนคุณชายหลี่เช่นนี้ เพราะว่าเม





