LOGIN"ฉันร้อนเหลือเกินจ้ะพี่อ้าย ขอฉันลงเล่นน้ำให้ชื่นใจหน่อยเถิดนะ"
พูดไม่ทันขาดคำ พระธิดาน้อยก็เริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ออกอย่างว่องไว ผ้านุ่งไหมเนื้อดีร่วงหล่นลงบนยอดหญ้า ตามด้วยผ้าแถบสีชมพูกลีบบัวที่เผยให้เห็นปทุมถันคู่สวยคู่แรกแย้ม ชูชันท้าลมป่า ยอดถันสีชมพูแสนอ่อนไหวต่อสัมผัสของไอเย็น ผิวพรรณนวลเนียนละเอียดลออไปทุกสัดส่วน ไร้รอยราคีปานรูปสลักจากหยกขาว
"อุ๊ย! พระธิดา! ทรงเปลื้องผ้าหมดเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ หากใครมาเห็นเข้าอ้ายจะทำอย่างไร" นางอ้ายอุทานพลางรีบหันซ้ายหันขวาด้วยความลนลาน
"ไม่มีใครหรอกจ้ะ พี่อ้ายก็ลงมาเล่นน้ำด้วยกันนะจ๊ะ" อุษาพรรณหัวเราะร่า นางก้าวลงสู่ผิวน้ำที่เย็นเฉียบ น้ำใสจนมองเห็นเรียวขาขาวยาวสลวยสั่นไหวน้อยๆ ยามที่น้ำลูบไล้ผ่านง่ามขาและโหนกเนินเนื้อสาวอูมๆ นางกวักน้ำขึ้นมาชโลมกาย ความเย็นของสายน้ำทำให้ยอดถันของนางยิ่งแข็งเป็นไต ส่งความซ่านสยิวมาถึงกึ่งกลางกายจนนางต้องห่อไหล่ด้วยความรัญจวน
“ฮิๆ น้ำเย็นดีเหลือเกิน”
ขณะที่พระธิดากำลังสำราญกับวารี นางอ้ายที่ยืนเฝ้าอยู่ริมฝั่งกลับรู้สึกกระวนกระวายใจแปลกๆ นางนั่งลงบนโขดหิน พลางถกผ้านุ่งขึ้นเผยให้เห็นน่องขาอวบเนียนและปลีน่อง นางใช้น้ำลูบไล้ตามลำคอและร่องอกเพื่อคลายร้อน แต่ในใจกลับนึกหวั่นกับความเงียบของป่าแห่งนี้
"พี่อ้าย... มาเล่นด้วยกันสิจ๊ะ น้ำเย็นสบายเหลือเกิน" เสียงหวานของอุษาพรรณดังแว่วมา พร้อมกับภาพของพระธิดาที่ชูแขนขึ้นเหนือหัวจนเต้าอิ่มแอ่นรับสายน้ำที่ตกลงมาประโคมกาย
ทว่าทันใดนั้น พระธิดาอุษาพรรณกลับหยุดกึก ดวงตาสุกใสเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"พี่อ้าย! ดูนั่นสิจ๊ะ!"
ที่โคนเชิงผาสูงชัน ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนพาดอยู่บนพงหญ้า สภาพของเขาดูสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาจากบาดแผลที่สีข้างและหัวไหล่ ดูจากร่องรอยแล้วคงจะพลัดตกจากหน้าผาด้านบนลงมา
"ตายจริง! นายพรานคนนี้บาดเจ็บหนักนี่จ๊ะ" พระธิดาน้อยถลาเข้าไปหาทันทีโดยไม่ฟังเสียงห้าม
"พระธิดา! อย่าเพคะ!" นางอ้ายรีบปราดเข้าไปขวาง คว้าผ้าผ่อนจะไปคลุมกายให้พระธิดา "นุ่งผ้าให้เรียบร้อยก่อนเพคะ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ อาจจะเป็นโจรป่าหรือคนร้ายก็ได้ ทรงถอยห่างออกมาเถิดเพคะ เสียเกียรติยศหมด"
"จะคนร้ายหรือนายพราน เขาก็เป็นคนนะพี่อ้าย ดูสิ ลมหายใจแผ่วเหลือเกิน หากเราทิ้งเขาไว้ที่นี่ คืนนี้เสือสางคงคาบเขาไปกินแน่" พระธิดาน้อยช้อนศีรษะของพรานหนุ่มขึ้นมาพาดตักอย่างไม่นึกรังเกียจ กลิ่นอายดิบเถื่อนของบุรุษเพศที่ผสมกับกลิ่นเลือดทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดใจเป็นครั้งแรกในชีวิต
พรานหนุ่มผู้นี้แม้จะสลบไสล ใบหน้าเปรอะคราบเลือด แต่เค้าหน้ากลับคมสัน ผิวสีทองแดงกร้านแดดดูแข็งแกร่ง และที่สำคัญคือร่างกายที่บึกบึนภายใต้ผ้าผ่อนที่ขาดวิ่นนั้น มันช่างดูแปลกตาสำหรับเด็กสาวในรั้ววัง
"พี่อ้ายจ๊ะ ช่วยฉันหน่อยนะ ถ้ำใกล้ๆ ตรงน้ำตกนั่นไง เราพาเขาไปหลบที่นั่นก่อน ฉันไม่ยอมให้เขาตายแน่จ้ะ"
“ไม่ดีแน่เพคะ เราไปตามคนมาช่วยจะดีกว่า”
“อย่ามัวรั้งรออยู่เลย พี่อ้ายช่วยฉันเถอะ”
นางอ้ายมองหน้าพระธิดาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยวสลับกับมองร่างกำยำของชายแปลกหน้า นางรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย แต่ยามใดที่พระธิดาน้อยมุ่งมั่นอะไรขึ้นมาสักอย่างแล้ว นางก็จะรั้นทำให้ได้ นางอ้ายจึงได้แต่ใจอ่อนให้พระธิดาน้อยทุกคราวไป
"ดื้อรั้นที่สุดเลยเพคะ... ก็ได้เพคะ แต่อ้ายจะช่วยแค่พาไปส่งที่ถ้ำเท่านั้นนะเพคะ!"
สองสตรีงาม หนึ่งสาวแรกแย้ม อีกหนึ่งสาวอวบสะพรั่ง พรายน้ำที่เกาะพราวบนผิวขาวจัดของพระธิดาน้อยยังไม่ทันแห้งเหือด นางรีบคว้าเพียงผ้าแถบผืนบางมาพันกายไว้อย่างลวกๆ เผยให้เห็นเนินอกอิ่มงามจับตา ส่วนนางอ้ายรีบถกผ้านุ่งขึ้นเหนือเข่าเพื่อให้พยุงร่างยักษ์ของพรานหนุ่มได้ถนัด ทั้งสองช่วยกันพยุงร่างหนักอึ้งของนายพราน ลากสังขารเข้าไปยังถ้ำศิลาที่มืดสลัวและเย็นเยียบ โดยหารู้ไม่ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของเพลิงสวาทที่จะแผดเผาพวกนางไปชั่วนิรันดร์
บทส่งท้ายพระธิดาน้อยในสภาพอาภรณ์ดูหลุดลุ่ยเล็กน้อย เดินขาสั่นพั่บๆ เข้าทางประตูลับท้ายวังโดยมีนางอ้ายคอยประคอง ทว่าสภาพของนางพี่เลี้ยงเองก็มิได้ดีไปกว่ากันนัก ทั้งคู่เดินกระโผลกกระเผลก สะโพกมนบิดไหวอย่างผิดธรรมชาติเพราะระบมจากการถูกจัดหนักด้วยวิชาพรานป่ามาตลอดบ่าย"พี่อ้ายจ๊ะ... ฉันเดินไม่ไหวแล้วจ้ะ มันจุก... มันสั่นไปหมดทั้งขาเลย""อดทนหน่อยเพคะพระธิดา... อ้ายเองก็แทบจะก้าวขาไม่ออกเหมือนกัน พรานสิงห์นะพรานสิงห์... เล่นเอาเสียขาถ่างจนเดินลำบากเช่นนี้"ทันทีที่ก้าวพ้นหัวโค้งกำแพงวัง ทั้งสองก็ต้องชะงักกึก เมื่อพบว่าพระนางสิริวรมัน พระมารดายังคงประทับนั่งรออยู่ที่ศาลาริมน้ำ สายตาคมกริบกวาดมองสภาพบุตรสาวและพี่เลี้ยงตั้งแต่หัวจดเท้าพระมารดาส่ายหน้าช้าๆ พลางวางถ้วยน้ำชาลง "ดูเอาเถิด... อุษาพรรณ เจ้านี่มันซุกซนเสียจนหมดเรี่ยวหมดแรงทุกวันเชียวหรือ? เดินขาสั่นพะงาบๆ มาเชียว ไปทำอะไรมาถึงได้ดูเพลียปานจะสิ้นลมเช่นนี้?"พระธิดาน้อยรีบก้มหน้าซ่อนพวงแก้มที่แดงซ่านด้วยความเขินอาย นางพยายามรวบรวมกำลังยืนให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้"โถ... เสด็จแม่เพคะ ลูกเพียงแต่... เล่นซนปีนป่ายโขดหินที่น้ำตกเพลิ
พระธิดาน้อยโผเข้ากอดร่างบึกบึนนั้นไว้แน่น ซบวงหน้าลงกับแผงอกแกร่งที่เคยเป็นวิมานของนาง "พรานสิงห์จ๊ะ... ฉันอาลัยท่านเหลือเกิน ใจฉันแทบขาดรอนๆ ที่ต้องเห็นท่านจากไปแบบนี้ แต่ฉันก็รู้ดีว่าวิถีของเรามิอาจบรรจบกันได้... ขอให้ท่านโชคดีนะจ๊ะ เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ"นางอ้ายเดินเข้ามาสวมกอดจากด้านหลัง พลางลูบไล้แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม "สิงห์เอย... เจ้าจงไปเถิด ไปตามทางที่เจ้าเลือก แต่อย่าได้ลืมเลือนพวกข้าที่นี่... ลูกของเจ้าที่อยู่ในท้องข้ากับพระธิดา จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีที่สุดในฐานะขัตติยพงศ์ ข้าสัญญา"พรานสิงห์โน้มใบหน้าลงจุมพิตหน้าผากของพระธิดาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะหันมาบดจูบริมฝีปากอิ่มของนางอ้ายเป็นการสั่งลาที่เร่าร้อนและโหยหา ทั้งสามกอดจูบกันนัวเนียเป็นครั้งสุดท้ายกลางม่านหมอกน้ำตก กลิ่นอายของชายชาตรีและความหอมกรุ่นของดรุณีหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว บดเบียดริมฝีปากบางอย่างดูดดื่ม“อึ่กก... จ๊วบบ”ลิ้นร้อนระอุของพรานป่าแทรกซอนเข้าสู่อุ้งปากหวานล้ำของพระธิดาน้อยอย่างช่ำชอง เขาตวัดเกี่ยวพันกับลิ้นเล็กๆ ของนางอย่างพัวพันเนิ่นนาน เสียงดูดดึงดัง จ๊วบ... จ๊วบ... สลับกับเสียงหอบหายใจที่สอดประส
ในจังหวะที่พรานสิงห์เกร็งกระตุกตัวโยนและถอน ค ออกจากร่อง ห ของพระธิดาเพื่อปลดปล่อย นางอ้ายก็รีบอ้าปากกว้างรอน้ำรักอุ่นๆ ทันที ทันทีที่แท่งลึงค์หลุดพรวดออกมาจากกายสาว น้ำกามสีขาวขุ่นข้นคลักก็พุ่งทะลักออกมาปานเขื่อนแตกพุ่งเข้าสู่ปากของนางพี่เลี้ยงจนเต็มปรี่"อื้อออ... จ๊วบ... อึก..."นางอ้ายดูดเม้มและกลืนกินน้ำรักของพรานป่า พลางใช้ลิ้นเลียไล้ทำความสะอาดแก่นกายที่ยังกระตุกฉีดน้ำรักออกมาไม่หยุดหย่อน“อา... อา...” พระธิดาอุษาพรรณนอนมองภาพตรงหน้า นางเอื้อมมือไปลูบไล้หน้าท้องที่เปื้อนคราบน้ำกามของตนเอง พลางยิ้มอย่างมีความสุข“อ๊าาา… ดีจ้ะ แตกใส่ ห ฉันได้ตามใจชอบเลยนะจ๊ะ”“โอวว... พระธิดา”เขาจับพระธิดาอุษาพรรณนอนคว่ำโก้งโค้งขย่มกระแทกจากด้านหลังอย่างดุดัน เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกึกก้องสลับกับเสียงครางหวานล้ำที่ขาดช่วงเพราะความเสียวจุก ก่อนจะพลิกกายให้นางอ้ายขึ้นมาควบขย่มสลับร่างอย่างต่อเนื่องยาวนานนับชั่วโมง“อ๊ะ อ๊า ซี้ดด อ๊า อ๊าาาา” พระธิดาอ้าปากครางกระเส่า แหกขากว้างให้พรานชั้นต่ำขย่มจนน้ำกระฉอก พวงเต้าถูกบีบขยำดูดไม่ปล่อย นางอ้ายมองนายสาวถูกปี้ นางก็แทบจะน้ำแตกซ้ำอีกรอบ “ท่านหญ
"อึก... อึก... หวานเหลือเกินพรานสิงห์... อ้ายจะกลืนกินไม่ให้เหลือแม้แต่หยดเดียว!"“ขอฉันดูดน้ำ ค พรานสิงห์บ้างนะจ๊ะ” พระธิดาอุษาพรรณหลับตาพริ้ม ดูดเม้มและกลืนกินน้ำ ค ร้อนแรง รสชาติคาวหวานที่อบอวลอยู่ในปากคือรอยจารึกสุดท้ายที่พรานสิงห์ฝากไว้ ทั้งสองนางช่วยกันเลียไล้ทำความสะอาดจนหมดจด ก่อนที่พรานสิงห์จะก้มลงจูบทั้งคู่"พระธิดา... ท่านหญิงอ้าย... บัดนี้ถึงเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้าต้องคืนสู่พงไพรบ้านเกิดเสียที หน้าที่พรานป่าเรียกหาข้าแล้ว ข้าพระพุทธเจ้ามิมีทรัพย์สินใดจะถวาย นอกจากชีวิตที่รอดมาได้เพราะเมตตาของพระองค์ และ 'ความทรงจำ' ที่ฝากฝังไว้ในกายของพวกท่าน"พรานสิงห์คำรามในลำคอ เขาอุ้มพระธิดาน้อยและนางอ้ายไปบนตั่งไม้จันทน์หอม วันนี้เขาหาได้เจียมตัวไม่ เขาใช้พละกำลังพรานป่าที่ฟื้นคืนสมบูรณ์ จัดหนักให้สองนาง ท่ามกลางแสงที่ลอดผ่านรอยแตกของเพดานถ้ำ ทอแสงผ่านละอองน้ำ พรานสิงห์ที่บัดนี้พละกำลังวังชาฟื้นคืนสมบูรณ์ นั่งอยู่กลางตั่งไม้จันทน์โดยมีพระธิดาน้อยในสภาพเปลือยเปล่ากึ่งหนึ่งนอนหงายหอบหายใจรวยรินอยู่เบื้องล่าง“พี่อ้ายจ๊ะ... วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วจริงๆ หรือ”“เพคะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่พ
บทที่ 9 วาสนาพรานไพรม่านน้ำตกเบื้องหน้าถ้ำดูเยือกเย็นลงในคืนสุดท้าย แต่ภายในโถงศิลากลับคุกรุ่นไปด้วยกระแสความอาลัยที่ผสมปนเปกับความปรารถนาอันรุนแรง พรานสิงห์ในชุดพรานป่าที่ได้รับการซ่อมแซมอย่างดี ยืนตระหง่านอยู่กลางถ้ำ สายตาที่เคยดุดันบัดนี้แฝงไปด้วยความหม่นเศร้าเมื่อต้องกล่าวคำลาต่อยอดนารีทั้งสอง"พระธิดา... ท่านหญิงอ้าย... บัดนี้แผลของข้าพระพุทธเจ้าหายสนิท พละกำลังกลับคืนมาปานเสือเผ่นแล้ว ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับคืนสู่พงไพรบ้านเกิดเสียที ข้าพระพุทธเจ้ามิมีสมบัติพัสถานใดจะมอบให้ นอกจากชีวิตและจิตวิญญาณที่ได้ฝากไว้ที่นี่แล้ว"พระธิดาอุษาพรรณโผเข้ากอดแผ่นอกแกร่ง น้ำตาเอ่อคลอเบ้า "พรานสิงห์... ท่านจะจากฉันไปจริงๆ หรือจ๊ะ ฉันจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีท่านพี่คอยสอนบทเรียนรักที่แสนซ่านสยิวนี้"นางอ้ายเดินเข้ามาสมทบ นางลูบไล้ไปตามมัดกล้ามแขนแข็งปั๋ง "ในเมื่อจะจากกันแล้ว... สิงห์เอย เจ้าจงฝากสิ่งที่ดีที่สุดของเจ้าไว้ในกายพวกข้าเถิด ให้มันเป็นตัวแทนความทรงจำที่มิอาจลบเลือน"พรานสิงห์จ้องมองดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตาของนางในดวงใจทั้งสอง ก่อนจะปลดเปลื้องผ้าผ่อนผืนสุดท้ายออก เผยให้เห็นลึงค์ชูชันที่ตระห
"อ๊าาา!!! สิงห์... มันแน่น... มันคับไปหมด! อื๊ออออ... กระแทกเข้ามาเลย แรงๆ!"พรานสิงห์จับเอวหนาของนางอ้ายไว้มั่น ก่อนจะรัวสะโพกเข้าใส่ดุจพายุบุแคม แรงกระแทกส่งผลให้อกอิ่มคู่โตของนางอ้ายแกว่งไกวไปมาปะทะกับใบหน้าของพระธิดาอุษาพรรณที่คอยซับเหงื่อให้พี่เลี้ยงสาวอยู่เบื้องหน้า พระธิดาน้อยเองก็มิได้อยู่เฉย นางใช้ลิ้นเล็กๆ เลียไล้ยอดถันของนางอ้ายไปพร้อมๆ กับจังหวะที่พรานสิงห์ขย่มจากด้านหลัง"อร๊างงงง!... ทั้งสิงห์ทั้งพระธิดา... จะเอาให้อ้ายขาดใจตายเลยหรือเพคะ... ซี๊ดดดด!"เสียงครวญครางประสานกันดังลั่นถ้ำ จนกระทั่งพรานสิงห์คำรามก้องและปลดปล่อยน้ำรักชุดใหญ่เข้าสู่กายของนางอ้ายจนล้นปรี่ ร่างทั้งสามล้มฟุบกอดก่ายกันบนตั่งไม้ หอบหายใจรวยรินอย่างคนหมดสิ้นเรี่ยวแรงเมื่อลมหายใจเริ่มกลับเป็นปกติ พรานสิงห์ก็ประคองสองนารีที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยเหงื่อและคราบรักขุ่นข้น ร่างกำยำโอบกอดสองสาว จับมาประกบหอยแล้วสอดลึงค์เข้าไปตรงกลาง สอนให้สองสาวโยกเอวบด ห ถูลำลึงค์“ซี้ดด... ค อึดดีเยี่ยมเหลือเกิน โอ้วว...” นางอ้ายถูแท่งลึงค์ขึ้นๆ ลงๆ เช่นเดียวกับพระธิดาอุษาพรรณที่ถ่างอ้า โยก ห ถูลึงค์พรานเถื่อน จนแฉะเยิ้ม“โ







