تسجيل الدخولเพราะฉันมองเห็นเวลาตายที่นับถอยหลังเหนือศีรษะของญาติพี่น้อง ครอบครัวจึงมองว่าฉันเป็นตัวโชคร้าย ฉันบอกเวลาตายของคุณปู่ พ่อ และแม่ พวกเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุต่างๆ ภายในวันเดียวกัน พี่ชายทั้งสามคนเชื่อว่าเพราะคำสาปแช่งจากปากของฉัน เป็นสาเหตุทำให้พวกเขาตาย จึงเกลียดชังฉันอย่างที่สุด ส่วนน้องสาวที่แม่ตายระหว่างคลอด กลับเติบโตมาท่ามกลางความรักและการเอาใจใส่ พี่ชายบอกว่าน้องสาวเป็นดาวดวงน้อยที่นำโชค ตั้งแต่เธอเกิดมาทุกอย่างในบ้านก็ราบรื่น แต่แม่ก็ตายเพราะคลอดน้องนี่นา ในวันเกิดอายุสิบแปดของฉัน ฉันมองเห็นการเวลาตายของตัวเองผ่านกระจก ฉันซื้อโกศใส่อัฐิที่ชอบให้ตัวเอง แล้วทำอาหารเตรียมไว้เต็มโต๊ะ หวังจะกินมื้อสุดท้ายร่วมกับพี่น้อง แต่จนกระทั่งเวลานับถอยหลังสิ้นสุด ก็ไม่มีใครโผล่มาสักคน...
عرض المزيدBraaak!
"Kerja! Kerja! Setiap hari itu saja yang kau rengekkan!" kesal Anton kepada istrinya, Selena. Dia menggebrak meja makan dengan kasar, bahkan piring, mangkok dan gelas ikut bergoyang karenanya. Saking emosinya setiap pagi mendengar istrinya merengek ingin kerja. Padahal, dia tidak kekurangan memberikan nafkah. "Tapi, aku bosan di rumah, Mas," jawab Selena. Dan selalu saja, alasan yang Selena ucapkan tidak pernah berbeda, selalu karena bosan di rumah. "Kau tidak perlu bekerja! Tugas istri itu hanya dirumah, mengurus rumah tangga!" teriak Anton semakin emosi. "Tapi..." "Aku pergi!" potong Anton dengan cepat, meraih tasnya dan berlalu dengan mobilnya. Bahkan, dia tidak menyentuh sarapan yang sudah disiapkan Selena sama sekali. Selena hanya menatap debu yang ditinggalkan ban mobil suaminya. Dan beralih menatap meja makan yang tidak tersentuh. Dia hanya bisa menghela nafas berat. Ada setitik penyesalan bersarang di hatinya, seharusnya dia tidak membuka pembicaraan mengenai keinginannya untuk kembali bekerja. Dua tahun lalu, dia bekerja sebagai supervisor marketing di sebuah perusahaan. Namun, setelah menikah dia berhenti atas permintaan sang suami. Awalnya, dia menikmati hidupnya menjadi ibu rumah tangga. Namun, lama kelamaan rasa bosan mulai menghinggapi. Ditambah lagi, Anton tidak pernah memberikannya ruang untuk menjadi dirinya sendiri. Dia dilarang memanjakan dirinya, seperti ke salon ataupun hanya sekedar ngopi sendirian. Apalagi ketika tidak sengaja bertemu dengan teman-temannya, mereka selalu bangga dengan pencapaian karir. Sedangkan dia? Selena adalah seorang sarjana, dengan usia yang baru menginjak pertengahan dua puluh tahunan. Saat tamat kuliah sempat bekerja setahun dan akhirnya menikah. Semakin lama, dia merasa semakin kesepian. Apalagi pernikahan mereka yang hampir menginjak usia dua tahun, belum juga dikarunia seorang anak. Kalau ada anak, mungkin kesepian itu akan sedikit berkurang. "Ah, penyesalan itu selalu datang terlambat. Seharusnya dulu aku mengejar karir," ujar Selena yang akhirnya menghempaskan tubuhnya di sofa dan menyalakan televisi. Begitulah cara dia menghabiskan waktu. Kring! Kring! Ponsel yang terletak diatas meja berdering, menjerit dengan keras seolah meminta untuk segera dijawab. Dengan malas, Selena meraih ponselnya. Menggeserkan ikon gagang telepon warna hijau. Dia sempat melihat, suaminya yang menelpon. "Iya, Mas." Selena menjawab dengan datar ketika terdengar suara Anton diujung sana. "Kau dimana?" tanya Anton. "Di rumah." "Malam ini, Pak Haris mau datang ke rumah. Siapkan makanan yang enak dan pastikan rumah dalam keadaan bersih dan rapi! Jangan malas!" Begitulah Anton, setiap kata yang keluar dari mulutnya hanya sebuah perintah. Selena seolah pembantunya. Padahal, dulu saat mereka belum menikah, Anton begitu lembut dan sabar. Tapi, sekarang dia berubah seratus delapan puluh derajat. Baginya, istri itu harus menunjukkan kehebatannya di dapur, sumur dan kasur, juga tidak suka mengeluh, barulah disebut istri yang baik. "Selena, kau dengar tidak?" tanya Anton, tatkala Selena tidak segera menjawab. "Mau ngapain Mas, bos kamu datang ke rumah kita?" Selena balik bertanya. "Sudah, kau cukup lakukan saja yang aku katakan. Jangan banyak tanya! Dan ingat, jangan membuat malu!" Tut! Sambungan telepon langsung dimatikan oleh Anton secara sepihak. Selena melirik jam di dinding. Sekarang pukul dua siang. Dia harus mulai bersih-bersih dan masak. Detik berikutnya, Selena mulai berkutat di dapur. Mengolah bahan menjadi makanan yang lezat. Karena ini bos besar, jadi cukup banyak yang dia masak. Beruntungnya bahan makanan di kulkas masih cukup banyak, sehingga tidak perlu belanja terlebih dahulu. Peluh membasahi dahi Selena, bahkan dia tidak sadar kalau sudah hampir seluruh tubuhnya berkeringat. Setelah selesai masak, masih mengenakan daster putih tipis, Selena melanjutkan membersihkan beberapa bagian rumah. "Ya ampun, kenapa sih harus dadakan ngasih taunya?" ujar Selena dengan sedikit kesal menggantikan taplak meja makan dengan yang baru. "Apa Mas Anton pikir menyiapkan makanan itu gampang? Tuh lihat, sekarang gak terasa sudah pukul lima," sambung Selena berbicara pada dirinya sendiri. Selena mengelap wajahnya yang berkeringat dengan tisu. Ting nong! Ting nong! Di saat pekerjaannya belum beres, bel berbunyi. "Sepertinya paketku datang," ujar Selena tersenyum. Dua hari lalu dia memesan paket skincare, dia yakin itu pesanannya yang baru tiba. Dia hanya merawat tubuhnya dengan skincare rutin, karena kalau ke salon, jangan harap mendapatkan izin dari sang suami. "Sebentar," ujar Selena sambil mengelap tangannya ke daster, menyampirkan lap meja ke bahunya dia meninggalkan sejenak pekerjaannya. Dengan langkah ringan, Selena berjalan menuju pintu. Inilah salah satu hiburannya di rumah yaitu unboxing paket. Kriet! Selena membuka pintu. Namun, matanya membola saat melihat siapa yang berdiri di depan pintunya. Bukan kurir seperti yang dia pikirkan, tapi seorang lelaki dewasa, penampilannya rapi dan berkharisma. Selena sempat terpaku sejenak melihat bos suaminya sudah berdiri disana, bukankah katanya malam nanti baru datang? "P-pak..." sapa Selena. Haris yang berdiri di ambang pintu menatapnya tidak berkedip.วันถัดมาพวกเขาส่งร่างของฉันเข้าเมรุเผาศพตามที่ฉันต้องการ แถมยังเป็นเตาเผาแบบหรูหราด้วยฉันตามร่างของตัวเองเข้าไปในเตาเผา มองดูร่างกายถูกเปลวไฟโอบล้อม ค่อยๆ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านระหว่างการเผา ฉันเหมือนได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากด้านนอกฉันไม่ได้สนใจมากนัก แค่คิดว่าในที่สุดก็จะได้อยู่ในโกศที่ตัวเองเลือกไว้ฉันคิดว่าถ้าพวกเขาไม่เข้าใจความต้องการของฉัน ฉันก็จะเข้าฝันไปหลอกหลอนพวกเขาสักหน่อยโชคดีที่ทุกอย่างราบรื่น เพราะฉันเองก็ไม่อยากมีความเกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาอีกแล้วเจียงเฉิ่งอุ้มโกศของฉันเดินไปที่สุสาน ฉันมองไปรอบๆ ไม่เลวเลย เป็นสถานที่ที่มีภูเขาและแม่น้ำสวยงามเขาลูบรูปถ่ายของฉัน ริมฝีปากขยับ เมื่อฉันเข้าไปใกล้ถึงได้ยินคำพูดเบาๆ ว่า "ขอโทษ"คำขอโทษจะมีประโยชน์อะไร? ในเมื่อฉันไม่รู้สึกอะไรกับคนพวกนี้แล้วอีกอย่าง ฉันก็ตายไปแล้ว ถ้าอยากขอโทษจริงๆ เอาไว้พวกเขาตายแล้วค่อยตามมาขอโทษแล้วกันไม่รู้ทำไม วิญญาณของฉันถึงยังคงล่องลอยอยู่ไม่ไกลจากครอบครัวเจียง วนเวียนจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งหรือว่าคนที่ตายไปแล้วจะเป็นแบบนี้หมด? ฉันไม่รู้อะไรเลยฉันเห็นเจียงเฉิ่งตั้งมูลนิธิในนามของฉั
เจียงอวี้ซุกหน้าในผ้าพันคอ ร่างกายสั่นเทาเบาๆเขาเห็นฉันเก็บเศษชิ้นส่วนเหล่านี้จากถังขยะ ตอนนั้นเขายืนอยู่ข้างหลังฉันพลางเยาะเย้ยถากถาง"พังแล้วก็คือพัง ต่อให้ประกอบกลับยังไง มันก็กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว"คำพูดของเขามีนัยยะแอบแฝง ฉันเข้าใจดีเลยล่ะ มือที่กำผ้าพันคอค้างแข็งกลางอากาศ แต่สุดท้ายก็ดื้อดึงเอามันติดตัวไปเสียงร้องไห้ต่ำๆ ดังมาจากในห้องนอน เจียงเฉิ่งกับเจียงเช่อยืนพิงประตูมองเข้าไปในห้องพวกเขาดูเหมือนจะเห็นภายในห้องของฉันเป็นครั้งแรก มันทั้งแคบและมืดทึบเจียงเช่อดูจะตกตะลึง เขาไม่เคยย่างกรายเข้ามาในพื้นที่ของฉันมาก่อนเขาเดินมาที่ตู้เสื้อผ้าของฉัน ตู้เล็กๆ ที่ค่อนข้างเก่า ข้างในเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดของฉันทุกอย่างที่นี่ผ่านกาลเวลามาพอสมควร ยกเว้นเตียงเล็กๆ ตรงกลางห้องมันเป็นเตียงที่เปลี่ยนหลังจากที่ครั้งหนึ่งเตียงพังตอนกลางดึก มีเศษไม้แหลมทะลุผ่านผ้าปูที่นอนและเบาะที่ขาดจนทิ่มเข้าร่างกายฉันจนถึงตอนนี้ ที่เอวฉันอาจจะยังมีเศษไม้ที่ไม่ได้เอาออกหลงเหลืออยู่ก็ได้"สิบกว่าปีเลยนะ พวกเราเข้าใจเธอผิดมาสิบกว่าปี""เธอน่าจะได้เติบโตอย่างมีความสุขและแข็งแรงในฐานะคุณหนูตระ
คุณหมอสาวที่ใจดี พนักงานต้อนรับที่ร้านถ่ายรูป และเจ้าของร้านขายซาลาเปาพวกเขาเคยปลอบประโลมจิตใจของฉันขณะที่ฉันกำลังเหม่อลอย สมาชิกที่เหลือของตระกูลเจียงก็ทยอยเดินทางมาถึงเจียงเฉิ่งที่ได้ยินเสียงก็กลับมามีสีหน้าเย็นชาเหมือนปกติเจียงฝูเอามือปิดปากด้วยความตกใจ ไม่นานน้ำตาก็เอ่อล้นขอบตา"พี่สาว... พี่สาว ทำไมถึงเป็นแบบนี้?"เสียงสั่นเครือที่แฝงด้วยการสะอื้นทำให้คนรอบข้างรู้สึกเจ็บปวดเจียงเช่อโอบเธอเข้าไปในอ้อมกอดพลางปลอบเบาๆ "ฝูฝู อย่าร้องไห้ ทุกคนต่างมีชะตากรรมของตัวเอง"ชะตากรรมบ้าบออะไร!ฉันไม่เชื่อเรื่องชะตากรรม แต่บางครั้งชะตากรรมก็ชอบเล่นตลกกับฉัน ทำให้ฉันกลายเป็นตัวอัปมงคลฉันเห็นรอยยิ้มแอบแฝงที่มุมปากของเจียงเช่อ เขากำลังยิ้ม ดูเหมือนจะดีใจที่ฉันตายร่างของฉันถูกพวกเขาล้อมไว้ บางทีอาจเป็นเพราะเห็นรูปถ่ายและโกศอัฐิของฉัน พวกเขาจึงเงียบไปพักใหญ่เจียงเฉิ่งพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "ตอนบ่าย เจียงหว่านโทรมาคุยกับฉัน""เธอบอกว่าตัวเองกำลังจะตาย อยากให้พวกเรากลับมากินข้าวมื้อสุดท้ายด้วยกัน"เขามองไปที่เจียงอวี้ "เธอได้บอกพวกนายไหม?"เจียงอวี้แสดงท่าทีประหม่าอย่างที่ไม่เค
ตอนที่จิตวิญญาณลอยขึ้นมาจากร่าง ฉันยังสงสัยว่าทำไมฉันมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เมื่อเห็นร่างของตัวเองที่นอนคว่ำอยู่บนโต๊ะและไม่มีลมหายใจแล้ว ฉันถึงได้ตระหนักว่า...อ๋อ ฉันตายแล้วนี่เองเสียงจากประตูดึงดูดความสนใจของฉัน พอหันไปมองจึงพบว่าคนรับใช้กลับมาแล้วความหวังสุดท้ายในใจมลายหายไป พวกเขาไม่ได้กลับมาคนรับใช้ตกใจเมื่อเห็นฉันนอนคว่ำอยู่บนโต๊ะ และมีรูปถ่ายงานศพตั้งอยู่ข้างๆเมื่อเห็นชัดเจนแล้ว เธอก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้ ยื่นมือสั่นเทาไปวางที่จมูกฉัน จากนั้นสีหน้าก็ซีดขาวแล้วกรีดร้องออกมาสุดเสียงเธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก น้ำเสียงที่สั่นเทาแสดงถึงวิตกกังวล"ฮัลโหล! สวัสดีค่ะ ที่นี่มีคนตาย... ใช่ค่ะๆ ที่อยู่คือ..."หลังจากวางสาย เธอก็ตบอกด้วยความโล่งใจ แอบมองฉันอีกครั้งแล้วหันหลังไปทันใดนั้น เธอดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าดูลำบากใจเล็กน้อยหลังจากลังเลสักครู่ เธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกอีกครั้ง"คุณชายใหญ่..."เธอค่อยๆ เดินห่างออกไป ฉันไม่สนใจและไม่ได้ตามเธอไปไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ เธอกลับเข้ามาอีกครั้ง พนมมือพึมพำอะไรบางอย่างตรงหน้าร่างของฉันมีเสียงแปลกๆ ดังมาจา
หลังจากที่พูดประโยคที่เก็บไว้ในใจออกมา ฉันก็ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นแต่ก่อนคิดว่าตัวเองมองความเป็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ตอนนี้กลับอยากจะมองดูโลกใบนี้ให้เต็มตาอีกครั้งห้องเงียบลง เงียบจนได้ยินแต่เสียงหายใจอันกระชั้นชิดของตัวเองตอนที่ฉันคิดว่าเขาคงไม่พูดอะไรแล้ว เขากลับเอ่ยคำพูดที่ทำให
ร่างกายของฉันแข็งค้างทันที เจียงฝูอีกแล้วเหรอฉันเดาได้แล้วว่าคนที่โทรมาเมื่อกี้คือใคร คงเป็นพี่ชายคนรอง เจียงอวี้ก็คงงั้น ฉันเป็นตัวอัปมงคลมาตั้งแต่เด็ก ไม่งั้นจะสาปให้ครอบครัวตัวเองตายได้ยังไงพอนึกถึงวิธีการของเจียงเช่อ ฉันก็อดตัวสั่นสะท้านไม่ได้ตอนที่แม่เพิ่งเสียชีวิตใหม่ๆ มีคุณหมอใจดีคนหน
ฉันมองพวกเขาค่อยๆ เดินห่างออกไป ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจก่อนหน้านี้พลันเย็นเฉียบถึงขีดสุด ราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็งเขามองฉันเป็นคนแบบนี้มาโดยตลอดเลยเหรอ? เหมือนฉันเป็นคนชั่วร้ายหรือฆาตรกรทำนองนั้นหัวใจเจ็บแปลบ ขณะเดียวกันท้องก็หิวด้วย ฉันเข้าไปในครัวเพราะอยากหากินอะไรสักหน่อย แต่ในครัวกลับไม่มีอะไร
พี่ชายทั้งสามคนรักและดูแลน้องสาวคนเล็กอย่างดี แต่กลับหลีกเลี่ยงฉัน แม้แต่คนรับใช้ในบ้านก็ปฏิบัติต่อฉันแบบไม่ใส่ใจฉันมักจะต้องทนหิวจนนอนหลับไป แต่ก็ยังเติบโตจนอายุสิบแปดปีได้พี่ชายคนที่สามมักพูดว่าฉันเป็นตัวอัปมงคลที่จะสร้างความหายนะไปอีกพันปีฉันก็คิดว่า บางทีอาจเป็นเพราะฉันเลวร้ายเกินไป ถึงได้





