เข้าสู่ระบบเสียงฟาดผ้าลงบนแผ่นหินยังคงดังก้องต่อเนื่องทั่วลานซักล้าง แต่แล้วความเคลื่อนไหวรอบตัวก็พลันชะงักลง เมื่อร่างหนึ่งในชุดนางกำนัลอาวุโสเดินเข้ามา
ตี้กูกู ผู้ดูแลฝ่ายซักล้างนั่นเอง
หลี่อวี้เฟินย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียม ตวัดสายตามองเพียงชั่วพริบตา แล้วก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้สีหน้าของกูกูผิดแผกไปจากทุกวัน ใบหน้าที่ปกติจะเย็นชาเด็ดขาด วันนี้กลับมีรอยหม่นหมองปกคลุม ราวกับมีเรื่องหนักใจบางอย่างกดทับอยู่
ยังไม่ทันที่นางจะทำอะไร บรรดานางกำนัลที่เมื่อครู่ยังหัวเราะเย้ยหยันอวี้เฟินกันอยู่นั้น ก็รีบเปลี่ยนท่าที พากันกรูเข้าไปล้อมตี้กูกู พะเน้าพะนอเอาอกเอาใจ ราวกับหวังจะชุบมือเปิบให้ตนเองได้ดี
“วันนี้ลานซักล้างเรียบร้อยดีนะเจ้าค่ะกูกู” นางกำนัลผู้หนึ่งเอ่ยเสียงหวานหยดย้อย
“แต่ก็มีบางคนมาสายนะเจ้าคะ เห็นจะไม่เหมาะนัก...” อีกคนรีบเสริมเสียงเจื้อยแจ้ว
ตี้กูกูปรายตามองอย่างเย็นชา ถามกลับเรียบ ๆ
“ผู้ใดกันที่มาสาย”
“อวี้เฟินเจ้าค่ะ” เสียงตอบดังขึ้นพร้อมกับสายตาหลายคู่หันมาจับจ้องนาง
หลี่อวี้เฟินเม้มริมฝีปากแน่น น้อมกายทำความเคารพอีกครั้งแล้วกล่าวเสียงสุภาพ
“เป็นความผิดของข้าเองเจ้าค่ะ ขอรับผิดตามกูกูเห็นสมควร”
ในใจนางเตรียมใจรับคำลงโทษไว้อย่างเต็มที่แล้ว
บางที...นางอาจถูกลดเบี้ยหวัด ถูกเพิ่มงาน หรืออย่างเลวร้ายที่สุด อาจถูกลงโทษด้วยการโบยแต่ทว่าคำที่หลุดจากปากของตี้กูกูกลับเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง
“เรื่องนี้...ช่างเถอะ อย่างไรก็เถอะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่หลี่อวี้เฟินจะทำงานที่ฝ่ายซักล้างแล้ว”
เสียงฮือฮาเบา ๆ ดังขึ้นรอบลาน นางกำนัลหลายคนลอบหัวเราะคิกคัก บางคนเบิกตากว้างอย่างสะใจ
“หรือว่าจะโดนไล่ออก...” เสียงกระซิบดังแผ่วจากมุมหนึ่ง
แต่ก่อนที่ความเข้าใจผิดจะลุกลาม ตี้กูกูก็เอ่ยเสียงดังฟังชัด
“พรุ่งนี้ นางจะย้ายไปเป็นนางกำนัลรับใช้ส่วนตัวของเจ้านายผู้หนึ่ง”
ทันใดนั้น ความเงียบก็โรยตัวลงฉับพลัน แม้แต่หลี่อวี้เฟินเองก็ตกตะลึง ดวงตาคู่งามเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง
ย้ายข้ามจากฝ่ายซักล้าง ไปเป็นนางกำนัลฝ่ายรับใช้ส่วนตัวเช่นนี้...หาใช่เรื่องเล็กน้อยไม่ มันเทียบได้กับการข้ามชนชั้นอย่างชัดเจน และหาได้ยากนักในวังหลวง
ในใจนางทั้งดีใจ...และทั้งหวั่นหวาด
“เอ่อ...เจ้านายที่ว่าคือพระองค์ใดหรือเจ้าคะ” นางกลั้นใจถามออกไปอย่างสุภาพ
ตี้กูกูเหลือบตามองนางครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเรียบ
“พรุ่งนี้เจ้าก็จะรู้เอง วันนี้กลับไปเก็บของเสีย แล้วเตรียมตัวให้เรียบร้อย อย่าให้เสียหน้าเรือนซักล้างของข้าก็แล้วกัน”
กูกูกล่าวเสียดายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เสียดาย...คนที่ทำงานได้ดีที่สุดต้องย้ายออกไปเสียแล้ว ต่อไปพวกเจ้าทั้งหลายก็ต้องทำงานหนักขึ้น”
ประโยคสุดท้ายหันไปกล่าวกับนางกำนัลทั้งหลาย จนใบหน้าหลายคนซีดเผือดลงทันควัน
“แยกย้ายไปทำงาน!” ตี้กูกูสั่งเด็ดขาด
เหล่านางกำนัลต่างรีบกลับไปยังงานของตนอย่างลนลาน เว้นแต่หลี่อวี้เฟินที่ยังยืนอึ้งอยู่กับที่
นางก้มมองฝ่ามือตนเองที่เปียกชื้นจากน้ำซักผ้า พลางกัดริมฝีปากเบา ๆ ในใจหนึ่ง นางดีใจที่ไม่ต้องตรากตรำกับงานหนักอีกต่อไป และได้เบี้ยหวัดสูงขึ้นแน่แท้
แต่อีกใจหนึ่ง...นางกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
แต่ไม่ว่าฟ้าจะกำหนดเช่นไร หลี่อวี้เฟินก็รู้ดีว่าตนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เท่านั้น
รุ่งเช้าวันใหม่ ท้องฟ้ายังโปร่งใส แต่ในอกของหลี่อวี้เฟินกลับเต็มไปด้วยความประหม่า นางยืนประนมมือรออยู่หน้าเรือนพักนางกำนัลอย่างสงบ สัมภาระเพียงเล็กน้อยม้วนอยู่ในห่อผ้าเก่า ๆ ข้างเท้า
ไม่นาน ขันทีคนหนึ่งในชุดแพรเนื้อดีสีกรมเข้มก็ก้าวตรงเข้ามา
“ข้าแซ่อวี่ ตามข้ามา”
หลี่อวี้เฟินรีบย่อกายคำนับแล้วรับคำเบา ๆ “เจ้าค่ะ”
นางก้าวตามอวี่ขันทีไปตามทางเดินหินที่ทอดยาว ผ่านตำหนักน้อยใหญ่ที่สร้างอย่างประณีต บรรยากาศโดยรอบเงียบเชียบจนแทบได้ยินเสียงใบไม้ไหว
เมื่อเดินไกลออกมาบรรยากาศรอบตัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป อาคารตำหนักต่าง ๆ ประดับประดาด้วยไม้แกะสลักลวดลายงดงาม แต่สีโทนเข้มและการจัดวางอย่างเป็นระเบียบเคร่งครัด กลับทำให้ทุกก้าวย่างเหมือนถูกแรงกดดันบางอย่างทาบทับ
และแล้วอวี่ขันทีก็หยุดลงที่หน้าแห่งหนึ่ง
หลังคากระเบื้องแวววาวเมื่อกระทบแสงตะวัน ผนังไม้สลักลายมังกรทองแน่นหนา ขับเน้นบรรยากาศโอ่อ่าแต่เย็นชาเหมือนสระน้ำในฤดูเหมันต์
หลี่อวี้เฟินก้าวตามอวี่ขันทีเข้าไปอย่างลังเล หัวใจเต้นแรงไม่เป็นส่ำ
นี่คือ...ตำหนักของบุรุษที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในวังหลวง จิ้นอ๋อง นั่นเอง
อวี่ขันทีพานางเดินชมรอบ ๆ ตำหนักอย่างรวบรัด แต่เป็นระเบียบ เขาไม่ต้องบอกนางก็รู้ได้ว่าตนต้องมาทำงานให้ตำหนักจิ้นอ๋องนี่เอง
“เรือนทางขวามือคือตำหนักบรรทมของท่านอ๋อง ส่วนเรือนกลางใช้สำหรับทรงงาน ฝั่งซ้ายมือคือเรือนครัวและที่พักของข้ารับใช้”
หลี่อวี้เฟินรับฟังเงียบ ๆ แต่เมื่อเดินมาถึงห้องพักเล็ก ๆ ข้างเรือนหลักที่เขาบอกจะให้นางพัก นางก็อดสงสัยไม่ได้
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา
“ขออภัยเจ้าค่ะ แต่เหตุใดข้าจึงไม่ได้พักรวมกับผู้อื่น เช่นนางกำนัลคนอื่น ๆ หรือที่เรือนพักรับใช้ทั่วไป”
อวี่ขันทีหันมามองนางด้วยแววตานิ่งลึก ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างที่เดายากว่าแฝงความรู้สึกใด
“เพราะเจ้าเป็นนางกำนัลพิเศษ รับใช้ใกล้ชิดท่านอ๋อง ย่อมต้องอยู่ใกล้ตำหนักของพระองค์ เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้...”
หลี่อวี้เฟินขมวดคิ้วน้อย ๆ หัวใจสั่นวาบอย่างไม่เข้าใจเต็มที่ แต่สุดท้ายก็ค้อมศีรษะรับ
“เจ้าค่ะ”
นางเก็บคำถามไว้ในใจ เพราะสัมผัสได้ว่าคงไม่มีใครยินดีตอบคำถามนี้มากกว่านี้อีก หลังจากอวี่ขันทีแนะนำห้องพักเสร็จ เขาก็อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ช่วงกลางวัน ท่านอ๋องมักออกไปว่าราชการนอกตำหนัก กลับมาหลังมื้อเย็น เจ้าอยู่แถวนี้ให้ดี รอให้เจ้านายเรียกค่อยเข้าไป เฝ้าให้พร้อม เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงแผ่ว
อวี่ขันทีกำลังจะผละจากไป แต่หลี่อวี้เฟินรวบรวมความกล้าเอ่ยถามขึ้นอีก
“ก่อนท่านอ๋องจะกลับมา...ข้าอยากช่วยงานในตำหนักบ้างได้ไหมเจ้าคะ”
ขันทีหนุ่มหยุดกึก มองนางด้วยแววตาแปลกใจ
“เจ้าขอ...ช่วยงาน?”
นางพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ อย่างจริงใจ
“ข้าอยากทำความรู้จักกับคนในตำหนัก อีกอย่างข้าน้อยไม่ชอบอยู่ว่าง ๆ”
อวี่ขันทีนิ่งมองนางอยู่ชั่วครู่ก่อนยิ้มบาง ๆ อย่างนึกขัน
“ก็ดี เจ้าขยันอย่างนี้นับว่าหาได้ยากในตำหนักหลวง เอาของไปเก็บให้เรียบร้อย แล้วไปที่ห้องครัวเถอะ น่าจะมีงานให้เจ้าทำ”
หลี่อวี้เฟินยิ้มบาง ๆ โค้งตัวขอบคุณอีกครั้ง ก่อนหอบห่อผ้าเข้าไปในห้องพักของตน
นาง...กำลังจะรับใช้บุรุษที่ผู้คนต่างกล่าวขวัญถึงว่าเย็นชา โหดเหี้ยม และบ้าอำนาจ...
“เจ้ารู้หรือไม่…” เสียงเขาต่ำลงอีกจนแทบเป็นเสียงคำราม “ว่ามันอดกลั้นเพียงใด ที่ต้องทรมานอยู่ตรงนี้…”อวี้เฟินเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงซ่านจนลามไปถึงลำคอ มือที่ถูกกุมอยู่นั้นสั่นเครือเหมือนใบไม้ต้องลม ยามสัมผัสถึงสิ่งที่ร้อนจัดและแน่นหนาใต้ฝ่ามือ นางพยายามชักมือกลับด้วยแรงตกใจ แต่ไม่ทันแล้วเพราะในเสี้ยวอึดใจนั้นเอง เสื้อผ้าชั้นสุดท้ายบนกายของนางก็ถูกกระตุกออกไปอย่างคล่องแคล่วจนไร้เสียงใดเร้นรอด เสียงผ้าเอี๊ยมผืนบางขาดออกก็ปรากฏเป็นก้อนเนินอกสองก้อนทรวงอกขาวผ่องที่เคยถูกห่อหุ้มไว้แน่นหนา บัดนี้เป็นอิสระ กระเพื่อมไหวตามลมหายใจสั่นระรัวของนาง ผิวเนื้อที่เพิ่งถูกคลายจากผ้ารัดแนบ มีรอยแดงอ่อนคล้ายถูกแส้ฟาดพาดไว้ฝ่ามือที่ตรึงมือนางไว้เหนือศีรษะแน่นหนาไม่ต่างจากโซ่ตรวนที่ไม่มีทางดิ้นหลุด เขาคร่อมอยู่เหนือกายบอบบางราวสัตว์ร้ายที่จู่โจมเหยื่อเพียงเพราะความหิวกระหายที่กดกลั้นมานานเกินทนเขาขยับกายปลดกางเกงของตนก็ถูกปลดเปลื้องออกจากเอว มังกรได้เผยโฉมอย่างเด่นชัด ประกาศการมีอยู่พร้อมจู่โจม !อวี้เฟินหอบหายใจระรัว ความร้อนวาบแล่นไปทั่วร่าง นางรู้สึกได้ชัดว่า…ทุกอณูผิวของตนกำลังถูกสายตาและสัมผัสของเข
ตอนพิเศษ 1เร่าร้อนบนบัลลังก์สีทอง HOT!ยามราตรีคลี่คลุมพระราชวัง เงียบงัน แต่เสียงฝีเท้าของคนสองคนอย่างจิ้นอ๋อง ทรราชแห่งแคว้นก้าวพาร่างบอบบางตรงดิ่งสู่ท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์ โดยไร้ความเกรงกลัวใดใดประตูทองบานใหญ่ถูกผลักออกอย่างไร้ลังเล ไม่มีขันที ไม่มีองครักษ์ ไม่มีเสียงตำหนิจากขุนนาง…บัดนนี้มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังถูกความหลงใหลของสตรีตรงหน้าครอบงำจิ้นอ๋องหยุดยืนเบื้องหน้าบัลลังก์แกะสลักมังกร สัญลักษณ์แห่งฮ่องเต้แคว้นร่างของอวี้เฟินถูกเขาจูงให้มาเอนกายนอนบนเบัลลังก์สีทอง เส้นผมยาวแผ่คลุมงดงามจนตาพร่า ผิวขาวผ่องตัดกับฉากหลังสีเข้มขรึมและเย็นเยียบได้ดียิ่งนัก สายตาของเหวินหยวนกวาดมองนางด้วยแววตาที่มิใช่แค่ปรารถนา แต่เป็นอารมณ์ผู้ลุ่มหลงจนไร้สติ“เจ้ารู้หรือไม่…” เขากระซิบ ขณะโน้มลงใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มนางทำให้อีกคนสั่นสะท้าน “…ว่าแม้กระทั่งบัลลังก์นี้ ก็ยังไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่าเจ้า”“ท่านพี่…จะทำเช่นนี้ในท้องพระโรงหรือ…”เสียงของนางเบาแทบเป็นเพียงลมหายใจ มือบางยกดันอกเขาเบา ๆ ด้วยแรงน้อยนิด ใบหน้าแดงซ่านจากความอายทั้งหวาดกลัวใครมาเห็นผสมกันจิ้นอ๋องไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่โน้มต
บทส่งท้ายภายในตำหนักบรรทมที่กลับมาเงียบสงัดอีกครา แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเคลือบไล้ผิวเนื้อนวลของหญิงสาวที่กำลังนอนพิงอกกว้างของชายผู้หนึ่งอย่างอ่อนแรง เสียงลมหายใจแผ่วเบาของทั้งสองประสานกันอย่างราบเรียบ ทว่าในอกกลับเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนของความสุขล้นในห้วงเวลาที่ผ่านมาจิ้นอ๋องโอบแขนกระชับเรือนกายบางเข้ามาแนบชิด ปลายนิ้วเรียวยังคงลูบแผ่วเบาที่ลาดไหล่นวลราวกับไม่อาจละมือจากคนตรงหน้าได้แม้เพียงชั่วลมหายใจ“หนาวหรือไม่”เขาถามเบา ๆ พลางโน้มหน้าลงไปกระซิบชิดไรผมนาง มอบความอบอุ่นจากกายตนให้มากขึ้นอวี้เฟินส่ายหน้าน้อย ๆ พิงแก้มกับอกเขาอย่างวางใจ “ไม่หนาว...”จิ้นอ๋องหัวเราะเบา ๆ “พรุ่งนี้ ข้าจะประกาศไปทั่วทั้งแคว้นว่าเจ้าจะกลายเป็นพระชายาเอกของข้า ให้ทุกผู้คนรู้ว่าเจ้าคือของข้า”อวี้เฟินผงะน้อย ๆ อย่างไม่มั่นใจ “แต่ว่า...หม่อมฉันเป็นเพียงหญิงต่ำต้อย จะคู่ควรกับตำแหน่งนั้นได้อย่างไรเพคะ”เขาเพียงยิ้มก่อนจะก้มลงจุมพิตหน้าผากนางแผ่วเบา “เรื่องศักดิ์ศรีหรือฐานะ...ข้ามิเคยใส่ใจ แต่หากเจ้ากังวล ข้าก็มีคำตอบไว้ให้แล้ว”น้ำเสียงของเขานุ่มลึก แต่แฝงด้วยแรงหนักแน่นแห่งการปกป้อง“
บทที่ 18หญิงที่เกิดมาเพื่อถูกคนรังแก HOTสะโพกอวบนุ่มของอวี้เฟินยังคงขยับเบา ๆ เป็นจังหวะหลังจากบทเพลงอารมณ์เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อครู่ คล้ายกับว่าสะโพกนั้นยังจำสัมผัสร้อนแรงได้อย่างชัดเจน และยังคงโหยหาต่อ...แรงสะท้อนจากกายที่ยังเร่าร้อน ส่งให้นางเผลอเบียดแนบเข้าใกล้เรือนกายของเขามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว และสิ่งที่ตอบกลับมาคือแท่งร้อยแน่นตึงทิ่มแทงหน้าท้องที่เคลื่อนไหวตามแรงอารมณ์ของนางอยู่จิ้นอ๋องในยามนี้ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออีกต่อไป ดวงตาเขาร้อนแรงดุจเพลิงที่ครอบงำ ความอดทนของทรราชผู้ไม่เคยยอมใครได้ถึงขีดจำกัดแล้ว ฝ่ามือใหญ่คว้าเอวบางของนางไว้มั่น ก่อนจะกระตุกพลิกกาบบางให้คว่ำลงและดึงเข้ามาแนบแน่นกับลำกายแข็งขึงของตนในคราวเดียวอย่างไร้คำเตือนอวี้เฟินสะดุ้งเฮือก ร่างบางดิ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจยามถูกสัมผัสบดแนบเข้ากับจุดอ่อนไหวอย่างจัง ทว่าเพียงไม่นาน ราวกับสติฝื้นคืน…นางก็หยุดดิ้นแล้วยอมรับความจริงที่ไม่อาจเลี่ยงอีกต่อไปแทนที่จะถอยหนี ร่างบางกลับแอ่นหลังเล็กน้อย สะโพกนุ่มกระดกขึ้นอย่างเต็มใจ เสมือนพร้อมแล้วที่จะเปิดรับแรงอารมณ์อันหนักหน่วงที่เขากำลังจะมอบให้จิ้นอ๋องจ้องมองร่างใต้ร่าง
บทที่ 17ข้าจะเป็นของเจ้า...เพียงผู้เดียว HOT“หึ ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องลงโทษเจ้า...”เสียงของเขาต่ำลึก ดูอันตรายไม่ต่างจากกับไฟที่พร้อมแผดเผา ฝ่ามือของเขาเริ่มขยับอีกครา ลากลงต่ำบีบสัมผัสตามแรงอารมณ์ที่พวยพุ่งลากไล้สู่หน้าท้องเนียนนุ่ม ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบวนราวกับกำลังวาดอักขระต้องห้ามลงบนผิวเนื้อของนางอวี้เฟินบิดกายตามแรงอารมณ์ที่พวยพุ่ง สะโพกกลมกลึงเคลื่อนช้า ๆ บดเบียดลงบนตักเขา จังหวะนั้นเองที่ความแน่นตึงใต้ที่แกนกายของเขาซึ่งอัดแน่นอยู่หลังชั้นผ้าก็เสียดสีกับจุดอ่อนไหวของนางและส่งเป็นแรงสะท้อนกลับคราแล้วคราเล่า มือข้างหนึ่งของเขาค้ำกายตนไว้ที่เตียงและส่งแรงกระแทกอัดที่สะโพกแสนสนอย่างทนไม่ไหวแล้วเสียงหอบหายใจดังเต็มหูของอวี้เฟิน ฝ่ามือกระชับบั้นเอวนางแน่นขึ้น ใบหน้าคมเข้มที่ปกติแฝงความเยียบเย็นบัดนี้เต็มไปด้วยแววเปลวไฟที่ไม่มีใครดับได้“ข้าไม่ไหวแล้ว เฟินเอ๋อร์...”เสียงเขากระซิบชิดข้างหู ต่ำและแผ่วจนแทบฟังไม่ออกด้วยซ้ำ แล้วร่างของนางก็ถูกยกขึ้นอย่างรวดเร็ว วางลงเบา ๆ บนเตียงที่อยู่เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว“คืนนี้...เจ้าเป็นของข้า และข้าจะเป็นของเจ้า...เพียงผู้เดียว”จบคำ ร่างบอบ
บทที่ 16ข้าจะเป็นครอบครัวให้เจ้าเอง HOT“ไม่ว่าอย่างไร หม่อมฉันก็เหลือเพียงตัวคนเดียวอยู่ดี...”เสียงนางเบาหวิว ร่างกายอ่อนแรงจนทรุดตัวนั่งลงบนตักเขา จิ้นอ๋องที่ผละออกมาจากภวังค์ความคิดรีบรวบตัวอ่แนแรงของนางเข้ามาแนบอกทันใด“ไม่ใช่” เขากระซิบเสียงหนักแน่น “เจ้ายังมีข้า อวี้เฟิน...นับจากวันนี้ ข้าจะเป็นครอบครัวให้เจ้าเอง”มือของเขาเชยคางนางขึ้นเบา ๆ ปลายนิ้วไล้หยาดน้ำตาที่เปื้อนพวงแก้ม แล้วก้มลงมอบจุมพิตแผ่วเบาไว้ตรงข้างแก้มราวกับคำปลอบโยนนางสะอื้นเบา ๆ แต่ในอกกลับอุ่นวาบด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจของเขา“เจ้ายินดีจะเป็นพระชายาเพียงผู้เดียวของข้าหรือไม่?”จิ้นอ๋องเอ่ยถามเสียงหนักแน่น ดวงตาคมนิ่งทอดมองนางด้วยความจริงใจอย่างที่เขาไม่เคยมอบให้ผู้ใดหลี่อวี้เฟินนั้นเงยหน้าช้า ๆ น้ำตาไหลรื้นโดยไม่รู้ตัว แต่น้ำตาครานี้เป็นน้ำตาแห่งความเปี่ยมสุขมิใช่น้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจอีกต่อไปแล้ว...“หม่อมฉัน...ยินดีเพคะ”จิ้นอ๋องแย้มยิ้มให้นางอย่างเต็มใจ เขาไม่จำเป็นต้องทำให้นางจำเรื่องราวที่แสนโหดร้ายในอดีตได้ แต่เขาจะสร้างความทรงจำที่ดีให้แก่นางเอง“เรียกข้า...อย่างที่เจ้าเคยเรียกสิ เฟินเอ๋
บทที่ 11ข้าอยากจับเจ้ากลืนลงทั้งตัว HOTปลายนิ้วของเขาค่อย ๆ คลายออกจากเรือนผมของนาง เรียวเส้นที่เปียกชื้นแนบลำคออ่อนระหงของนางดูช่างอ่อนไหวไม่ต่างจากดอกไม้กลางสายฝนที่เพิ่งเริ่มผลิบานนัยน์ตาคมคู่นั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นดุจเพลิงที่คุกรุ่นในเตาหลอมเหล็ก ทอดมองอย่างไม่ละสายตา คล้ายกำลังจารึกภาพตรงหน้
บทที่ 5ถอดชุดทั้งหมดให้ข้าเสียทีบานประตูตำหนักบรรทมปิดลงอย่างเงียบงัน ภายในมีเพียงแสงตะเกียงที่ส่องผ่านม่านบาง โอบห้องทั้งห้องไว้ในแสงวูบไหวชวนให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะหลี่อวี้เฟินยืนก้มหน้าอยู่ตรงหน้าเขา ไม่กล้ากวาดตามองไปรอบห้องหรือบนร่างบุรุษผู้นั่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวตรงหน้า ถัดไปนั้
“ไปจัดที่นอนของข้าให้เรียบร้อย”คำสั่งการเรียบเย็นขัดจังหวะความคิดของหลี่อวี้เฟิน นางรีบรับคำแล้วเดินไปยังมุมห้องอีกฝั่งหนึ่ง ที่มีผ้าห่มคุณภาพดีสีเข้มพับวางเรียบร้อยอยู่บนเตียงไม้มือเรียวจัดหมอน ปรับมุมผ้าอย่างระมัดระวัง นางทำทุกอย่างให้เงียบที่สุดแต่แล้ว...ในขณะที่กำลังสอดมือเข้าไปเก็บชายผ้านา
บทที่ 4เดี๋ยวไล่เดี๋ยวเรียก“นางกำนัลหลี่!”อวี่ขันทีเดินตรงเข้ามาพร้อมถาดไม้เนื้อดีซึ่งวางของว่างจัดเรียงอย่างประณีตอยู่ด้านบน“ท่านอ๋องเรียกเจ้าไปพบที่ห้องทรงหนังสือ นี่คือของว่างสำหรับพระองค์ เจ้านำไปให้ด้วยตัวเอง”หลี่อวี้เฟินเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนจะรับถาดไว้ด้วยสองมืออย่างระมัดระวัง“จงจำไว







